แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 6
1

น้ำมันนวด
คุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากการนวดน้ำมัน
น้ำมันนวดหมายคือการกระตุ้นเยื่อของร่างกายด้วยมือ, เพื่อช่วยเหลือสุขภาพและฟื้นฟูให้ร่างกายทั้งปวง. น้ำมันนวดถูกดีไซน์มาเพื่อมือเลื่อนได้ง่ายมากยิ่งขึ้นในระหว่างนวด และในเวลาเดียวกันเครื่องหอมอโรมาให้ผ่อนคลายสูงที่สุดสำหรับทั้งร่างกายและจิตใจ. อ่านถัดไปเพื่อหารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณประโยชน์จากการนวดน้ำมันและก็ผ่อนคลายร่างกายของคุณที่มีประสบการณ์นวดแจ่มใส.
เมื่อมาถึงการนวดน้ำมัน, มีหลายร้อยปิดตัวเลือกที่ต่างกันให้เลือก. คุณได้อย่างอิสระสามารถเลือกจากจำนวนไม่ใช่น้อยน้ำหอมแล้วก็สีที่แตกต่างเพื่อบริการ. น้ำมันนวดบรรเทา, น้ำมันร้อน, น้ำมันนวดกระตุ้นความรู้สึก, น้ำมันหอม
จะสามารถพบได้ในตลาดน้ำมันนวดเพื่อคุณสามารถเลือกที่ดีเยี่ยมที่สุดสำหรับความอยากได้และก็ความหวังของคุณ.
สัมผัสของผู้คนสามารถมีการรักษารวมทั้งพลังความมีชีวิตชีวาสำหรับผิวและก็น้ำมันนวดออกมาจากผิวนุ่มแล้วก็เรียบ. นอกจากความรู้สึกสบาย thei พวกเขาถ่ายทอด, น้ำมันนวดนอกเหนือจากนั้นยังมีทางที่น่าประหลาดที่ช่วยทำนุบำรุงผิวของคุณแล้วก็กำจัดจุดแห้งบนผิวของคุณ. อย่างไรก็ตาม, ข้างหลังการนวด, จะชี้แนะให้ใช้เวลาอาบน้ำที่ผ่อนคลายเพื่อล้างน้ำมันออกจากร่างกายของคุณ. น้ำ จะยังช่วยผิวรูขุมขนจะเปิดจึงสนับสนุนการดูดซึมของน้ำมันนวดเข้าสู่ผิวของคุณ. ลองมาดูกันประโยชน์ต่อสุขภาพที่สำคัญของการนวดน้ำมันบรรเทา.
ลดการ ความตึงเครียด
นวดเป็นแนวทางที่ยอดเยี่ยมมากมาย ลดความเคร่งเครียด รวมทั้งความเครียดที่มีการสะสมในร่างกายของคุณในระหว่างวันที่อ่อนเพลีย.
น้ำมันนวดน้ำมันหอมระเหยที่มีน้ำมันหอมระเหยที่สงบประสาท, ช่วยให้คุณผ่อนคลายและก็กำจัดความนึกคิดแง่ลบที่สะกิดความเคร่งเครียด.
สุภาพ, สัมผัสการดูแลการแสดงในงานน้ำมันนวด, ช่วยให้คุณ รักษา แล้วก็คืนจิตวิญญาณและก็ความสมดุลทางอารมณ์ของคุณ.
เสริมการไหลเวียนของเลือดดียิ่งขึ้น
หนึ่งในผลประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของน้ำมันนวด คือมันช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตและในเวลาเดียวกันจะช่วยลดความดันเลือดซึ่งเป็น น.
ปัจจัย ajor สำหรับผู้ที่พบเจอปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ ความดันเลือดสูง.
ปิดเปลี่ยนแปลง
นวดน้ำมันที่เหมาะสมที่สุดของคุณผ่อนคลายร่างกายแล้วก็ช่วยเหลือการนอนหลับที่ดียิ่งกว่าสำหรับวัน.
หลายท่านระทมทุกข์แสนสาหัสจากความแตกต่างจากปกติของการนอนหลับต่างๆได้สังเกตเห็นการปรับปรุงในนิสัยการนอนของพวกเขาข้างหลังการรักษาด้วยการนวดผ่อนคลาย. น้ำมันนวดกระตุ้นจิตใจและจิตวิญญาณ การบำบัด, เพราะฉะนั้นคนส่วนมากมีประสบการณ์การนอนหลับลึกและพักเยอะขึ้นเรื่อยๆ.
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น
น้ำมันนวด เพิ่มขึ้นและรักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อของคุณ. นวดตัวที่มีคุณภาพการทำงานของกล้ามเนื้อทั้งหมดทั้งปวง, เนื้อเยื่อรวมทั้งข้อต่อก็เลยแก้ไขการแสดงกีฬาแล้วก็การดูแลความสะดวกสำหรับการเคลื่อนร่างกายของคุณง่ายดายมากยิ่งขึ้น. นอกจากสิ่งเหล่านี้กำเนิดผลดีต่อสุขภาพ, นวดยังช่วยคุ้มครองป้องกันการบาดเจ็บและก็เพิ่มความเร็วสำหรับการหาย. นวดแผนโบราณยังเป็นแนวทางที่ยอดเยี่ยมสำหรับการทุเลาความเคร่งเครียดของกล้ามแล้วก็บำรุงรักษาร่างกายของคุณ พอดี และก็มีความยืดหยุ่นเป็นเวลานาน.
กำจัดสารพิษ
สิ่งที่ได้เปรียบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการนวดน้ำมันซึ่งมันช่วยทำให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพกำจัดสารพิษจากสิ่งมีชีวิตโดยเหตุนั้นการช่วยสนับสนุนสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้น.
ช่วยเพิ่มระบบภูมิต้านทาน
บริการนวดน้ำมันนวดและก็ส่วนใหญ่สร้างความเข้มแข็ง ระบบภูมิต้านทานและช่วยในการย่อยของกินดีขึ้น.
ศิลปะที่งามของการนวดได้ทวีความรุนแรงเยอะขึ้นเรื่อยๆด้วยการนวดน้ำมันบางมาก. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณลักษณะรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อบริการด้านต่างๆสำหรับในการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่ดีที่สุดสำหรับความอยากส่วนตัวของคุณแล้วก็บรรเทาร่างกายของคุณด้วยการนวดบรรเทาแล้วก็ฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อที่จะรักษาความสมดุลด้านจิตวิญญาณของคุณรวมทั้งสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.
โรคนี้จะไม่อาจจะหายไปได้เอง!
น้ำมันนวด โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่อาจจะหายขาดได้เอง ถึงอาการที่แสดงออกมาจะรุนแรงลดลงก็ตาม และสุดท้ายก็จะแปลงเป็นโรคเรื้อรังแล้วก็ก่อเกิดความยากแค้นสำหรับเพื่อการดำรงชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อปลดปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆปัญหาเกี่ยวกับข้อที่มีอยู่ก็จะขยายไปกระทั่งทำให้มีแค่เพียงการผ่าตัดเพียงแค่นั้นที่จะเป็นทางออกเดียวที่ช่วยได้
บางครั้งบางคราวที่เป็นร้ายแรงมากมายควรต้องแปลงข้อต่อทั้งผองด้วย
ความเจ็บปวดมีเพียงจะเยอะขึ้น
การผ่าตัดสามารถหลีกเลี่ยงได้
ฟื้นฟูข้อต่อของคุณให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในช่วงเวลาที่โรคยังมิได้ขยายเกินไปนัก
  แพทย์ประจำถิ่นหรือการแพทย์แผนไทย ยอมรับในคุณประโยชน์อันดีเลิศของยาแผนโบราณตามตำรายาสมุนไพร ตำรับดั้งเดิมวัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุๆพนใสมังคลาราม ซึ่งเป็นยาสมุนไพรแผนโบราณขนานเอกที่มีชื่อดังรวมทั้งได้รับความไว้วางใจสำหรับในการรักษาโรคมานานมากแล้ว สมกับคำที่กล่าวไว้ว่า "นวดแผนโบราณ ยาแผนโบราณ ตำรายาสมุนไพร จะต้องวัดโพธิ์ ความคิดของชาวไทยตลอดชาติของบรรพบุรุษไทย"

2
อื่นๆ / น้ำมันนวดใช้ทาเเล้วดีอย่างไร
« เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2018, 08:32:59 AM »

[url=https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3https://www.chiangdaonaturefood.com/product/45/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวด[/url][/size][/b]
สินค้าตัวนี้ ผลิตขึ้นจากสมุนไพรแท้ 100% ไม่มีส่วนผสมจากสเตอรอยด์หรือสารเคมีอันตรายใด  ซึ่งก็มีข้อห้ามจำกัดอยู่เช่นเดียวกันสำหรับการใช้ ซึ่งในเรื่องที่มีการแพ้สาร Notoginsenoside, Flavonoid, การบูร
มาดูประโยชน์ของน้ำมันนวดกันจ้ะ

  • น้ำมันนวดสามารถช่วย ปวดก้านคอ บ่า ไหล่ จากการนั่งทํางานนานๆทํางานหน้าคอมฯ Office syndrome เป็นต้น
  • คนทํางานที่จำต้องใช้กล้าม ได้แก่ ยกของหนัก
  • นักกีฬา หรือคนที่ได้รับบาดเจ็บจากการออกกําลังกาย
  • ผู้เดินทาง นักเดินทาง
  • คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับ กระดูก ข้อต่อ เอ็น กล้าม เช่น ข้อเข่าอักเสบ, เอ็นอักเสบ, กระดูกทับ เส้นประสาท ฯลฯ


          ซึ่งเรามาดูผลกระทบในทางร้ายจากการทานยาคลายกล้ามเนื้อกันนะคะ เพราะอะไรถึงจำเป็นต้องเลือก น้ำมันนวดเนื่องจาก ยาคลายกล้ามธรรมดาที่เราทาน ทำให้กล้ามเนื้อรู้สึกหายเป็นปกติจริง เราจะคิดว่ามันหายเป็นปกติ แล้วก็ออกกำลังกายได้ปกติไม่เจ็บ แต่อันที่จริงแล้วกล้ามเนื้อยังอักเสบอยู่ ถ้าพวกเรายังใช้งานกล้ามเนื้ออย่างเดิมจะทำให้กล้ามเนื้ออักเสบเพิ่มมากขึ้น การที่รับประทานยาแล้วออกกำลังกายส่วนนั้นต่อเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆเข้า ก็บางทีอาจจะอักเสบเรื้อรังได้ อันนี้เป็นข้อผลกระทบทางอ้อมมาจากการทานยาคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งคนโดยมากแล้วหลังจากนั้นก็จะใช้กล้ามหรือทำงานธรรมดาทุกๆอย่างเนื่องจากว่าเราไม่รู้สึกปวดหรือเจ็บแล้ว ซึ่งมันเป็นอะไรที่ผิดเพราะว่าการทานยาคลายกล้ามยาเมื่อเราทาน
          คำแนะนำคือ หลังจากที่ใช้น้ำมันนวดยาแล้ว 48 ชั่วโมงให้ยาหมดฤทธิ์แล้วจริงๆนะคะ แล้วก็ค่อยไปออกกำลังกายหรือปฏิบัติงานตามปกติจ้ะ ส่วนต้องพักนานขนาดไหนนั้น ไม่มีผู้ใดเข้าใจดีเท่าตัวคุณว่าร่างกายของคุณเป็นอย่างไรเนื่องจากมีหลายเหตุด้วยกัน เช่นว่าพวกเราเจ็บแค่ไหน รักษาอย่างไร กินยาแล้วปล่อยให้ร่างกายซ่อมตนเอง แบบนี้นานหน่อยนะคะ ซึ่งนอกเหนือจากที่จะรับประทานยาแล้วจะต้องกายภาพบำบัดช่วยนะคะ เป็นต้นว่า ยืดกล้ามเนื้อ ประคบ นวด อย่างถูกทางนะคะ ขอย้ำนะคะจำต้องถูกวิธี
          ซึ่ง การใช้น้ำมันตัวนี้นะคะ พวกเราแค่ทาลงไปในส่วนที่พวกเราปวดนะคะ หรือมีการอักเสบของกล้าม เท่านี้ค่ะตัวยาจะซึมเข้าไปทำให้อาการปวดเมื่อยต่ำลง อีกอย่างที่สำคัญนะคะ
นํ้ามันนวด ตัวนี้เหมาะกับผู้ใดบ้าง?

  • คนที่บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ผู้ที่เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวจากการทำงานหนัก
  • ปวดมือแล้วก็คอจากการเล่นโทรศัพท์มือถือ
  • ผู้ที่ปวดหลังจาก Office syndrome
  • ปวดข้อจากโรคเกาท์
  • คนที่ปวดเข่าจากโรคข้อต่ออักเสบ
  • ปวดขาจากการเดิน Shopping
  • เจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ตีดอท กระทั่งปวดมือ
  • ปวดคอจากการเล่นมือถือ
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันนวดขึ้นกับการใช้งาน และก็สรรพคุณต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละชนิด โดยส่วนใหญ่น้ำมันเบื้องต้นที่นิยมเอามาผสมทำน้ำมัน  เป็นต้น ซึ่งมีวิตามินอี สูงยิ่งกว่าน้ำมันถั่วเหลือง แล้วก็น้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ปฏิบัติหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ แล้วก็ทำลายของเสียที่ทำร้ายเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นโลหิต ปกป้องการเกิดโรคมะเร็ง ยิ่งไปกว่านี้น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ต้องต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งยังยังช่วยให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื่นโดยดังนี้น้ำมันแต่ละชนิดจะมีคุณลักษณะ รวมทั้งคุณค่าที่ต่างๆนาๆ ขึ้นกับการเลือกใช้ให้สมควรตามการใช้แรงงานนวดน้ำมันที่ดีเลิศของคุณบรรเทาร่างกายและส่งเสริมการนอนที่ดีมากกว่าสำหรับวัน.
คนไม่ใช่น้อยทุกข์ทรมานจากความแตกต่างจากปกติของการนอนต่างๆได้สังเกตเห็นการปรับปรุงแก้ไขในนิสัยการนอนของพวกเขาข้างหลังการดูแลและรักษาด้วยการนวดผ่อนคลาย. น้ำมันนวดกระตุ้นจิตใจและก็จิตวิญญาณ การบำบัด, ด้วยเหตุดังกล่าวคนโดยส่วนใหญ่มีประสบการณ์การนอนหลับลึกรวมทั้งพักเยอะขึ้นเรื่อยๆ.
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น
นวดน้ำมันมากขึ้นและรักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อของคุณ. นวดตัวที่มีคุณภาพแนวทางการทำงานของกล้ามทั้งหมด, เยื่อแล้วก็ข้อต่อจึงปรับปรุงแก้ไขการแสดงกีฬาและการดูแลเกี่ยวกับความสะดวกสบายสำหรับเพื่อการเคลื่อนร่างกายของคุณง่ายดายมากยิ่งขึ้น. นอกจากสิ่งเหล่านี้กำเนิดผลดีต่อสุขภาพ, น้ำมันนวดยังช่วยคุ้มครองปกป้องการเจ็บรวมทั้งเพิ่มความเร็วสำหรับในการหาย. นวดแผนโบราณยังเป็นแนวทางที่เยี่ยมสำหรับเพื่อการบรรเทาความเคร่งเครียดของกล้ามเนื้อรวมทั้งบำรุงรักษาร่างกายของคุณ พอดี และก็มีความยืดหยุ่นเป็นระยะเวลานาน.
กำจัดพิษ
ข้อเด่นที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการนวดน้ำมันคือมันช่วยให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพกำจัดพิษจากสิ่งมีชีวิตด้วยเหตุดังกล่าวการผลักดันและสนับสนุนสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงขึ้น.
ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน
บริการน้ำมันนวดรวมทั้งส่วนมากสร้างความเข้มแข็ง ระบบภูมิต้านทานแล้วก็ช่วยในการย่อยของกิน.
ศิลปะที่สวยของการนวดได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆด้วยการนวดน้ำมันบางมาก. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณลักษณะรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อให้บริการด้านต่างๆสำหรับการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่ยอดเยี่ยมสำหรับความปรารถนาส่วนบุคคลของคุณแล้วก็บรรเทาร่างกายของคุณด้วยการนวดบรรเทาและก็ฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อจะรักษาความสมดุลทางจิตใจวิญญาณของคุณแล้วก็สุขภาพที่ดีที่สุดของร่างกายของคุณ.
โรคนี้จะไม่สามารถหายไปได้เอง!
โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถหายขาดได้เอง ถึงอาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงลดน้อยลงก็ตาม รวมทั้งท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นโรคเรื้อรังและนำมาซึ่งความลำเค็ญสำหรับในการดำเนินชีวิตมากเพิ่มขึ้น

3
อื่นๆ / การใช้น้ำมันนวดอย่างไรให้ตรงจุด
« เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2018, 01:56:34 PM »

การใช้น้ำมันนวดให้ถูกจุด
นวดหัว


ลดอาการปวดหัวไมเกรน


          น้ำมันนวดสามารถใช้สำหรับผู้ที่เคยทรมาทรกรรมจากลักษณะของการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยมาก หมอก็ได้แนะนำให้ทดลองไปนวดบำบัดสุขภาพดูบ้าง เพราะว่าจากผลการศึกษาเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีลักษณะปวดศรีษะไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวต่อเนื่องกัน 2-3 สัปดาห์ จะสามารถบรรเทาอาการข้างๆของโรคไมเกรน รวมทั้งนอนได้อย่างสนิทขึ้นด้วยจ้ะ


ทุเลาอาการกล้ามอักเสบจากการบริหารร่างกาย


          ในช่วงเวลาที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายจะได้รับผลพวงเป็นลักษณะของการปวดปวดเมื่อย หรือกล้ามอักเสบเป็นของแถม ซึ่งการเรียนรู้ของ Buck Institute for Research on Aging and McMaster University in Ontario, Canada ก็ได้เปิดเผยวิธีทุเลาอาการว่า ให้ทดลองไปเอนกายรับบริการนวดตัวดูบ้าง เพราะเหตุว่าการนวดจะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการบริหารร่างกายเจริญเทียบเท่าการรับประทานยาคลายกล้ามอย่างไรยังงั้นเลยล่ะ


มองเด็กขึ้น


          ต่อไปนี้ไม่ต้องลำบากแอ๊บแบ๊วฉุดกระชากวัยอีกต่อไป ด้วยเหตุว่าเพียงไปสปาให้เขานวดๆบีบๆร่างกายอยู่บ่อยๆก็สามารถทำให้พวกเราดูเด็กขึ้นได้แล้ว โดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านผิวหนังก็ได้ชี้แจงเสริมเติมว่า การขัดหน้าหรือนวดหน้า รวมถึงนวดตัว เป็นการกระตุ้นให้เลือดในร่างกายไหลเวียนดีขึ้น ซึ่งก็ทำให้สุขภาพผิวดียิ่งขึ้นด้วย ทั้งยังการนวดยังช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมท่อน้ำเหลือง ให้กำจัดสารพิษที่อยู่ใต้ผิวหนังให้หมดไป ทำให้สารอาหารรวมทั้งวิตามินต่างๆซึมไปสู่เซลล์ผิวได้ดีขึ้น ช่วยทำให้ผิวดูกระปรี้กระเปร่าเต่งตึงได้อีกที รวมถึงกำจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณผิวหน้าได้อีกด้วยนะ


ปกป้องอาการ PMS


          ผู้หญิงทุกคนคงจะทราบดีว่าอาการ PMS ก่อนมีรอบเดือนนั้นสร้างความทรมาทรกรรมให้กับพวกเราได้มากมายขนาดไหน แม้กระนั้นวันนี้พวกเราไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลหรือกลุ้มใจกับอาการเหล่านี้อีกต่อไป เนื่องจากผลการศึกษาของ Touch Research Institute and University of Miami Medical School พบว่า การนวดตัวสามารถคุ้มครองอาการข้างๆทุกประเภทในช่วงเวลาที่เพศหญิงมีประจำเดือนได้อยู่หมัด ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการปวดน้ำมันนวดหลัง ปวดท้อง ตัวบวม น้ำหนักขึ้น หรืออาการหงุดหงิดไม่พอใจ แต่ว่าแนวทางนวดบางทีอาจจะได้ประสิทธิภาพที่ดีกับสาวๆที่แก่ตั้งแต่ 19-45 ปี เท่านั้นนะคะ


ลดอาการข้างเคียงของโรคมะเร็ง


          ผลการศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันเผยว่า ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนเจริญขึ้น บรรเทาลักษณะของการเจ็บปวด รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลจากการวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เผยว่า คนไข้โรคมะเร็งระยะแพร่ขยาย จะทรมาทรกรรมจากอาการเจ็บปวดลดลง อาเจียนน้อยครั้ง ไหมอ้วกเลย รู้สึกแจ่มใสขึ้น ความดันดีมากกว่าเดิม รวมทั้งเครียดจากลักษณะการป่วยลดน้อยลง หลังจากได้รับการบำบัดด้วยวิธีการนวด


ทุเลาอาการปวดเรื้อรัง


          ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดรักษาได้บอกถึงประสบการณ์ของตัวเองให้ฟังว่า ผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง เป็นต้นว่า ปวดตามข้อ โรคข้ออักเสบ รวมทั้งลักษณะของการปวดเมื่อยล้าเรื้อรังอื่นๆจะคลายลักษณะของการเจ็บปวดพวกนี้ลงไปได้มาก ภายหลังจากได้รับบริการนวดอย่างแม่นยำต่อเนื่องกันเพียง 2-3 ครั้งเพียงเท่านั้น เพราะว่าการนวดได้อย่างตรงจุด จะช่วยบรรเทาอาการเกร็งของกล้ามในส่วนนั้นๆได้อย่างเร็ว ก็เลยสามารถบรรเทาลักษณะของการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อบริเวณนั้นได้อย่างทันใจนั่นเองจ้ะ
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันนวดขึ้นกับการใช้แรงงาน และสรรพคุณต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละจำพวก โดยส่วนมากน้ำมันพื้นฐานที่นิยมเอามาผสมทำน้ำมัน  ฯลฯ ซึ่งมีวิตามินอี สูงขึ้นมากยิ่งกว่าน้ำมันที่ทำจากถั่วเหลือง และก็น้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ รวมทั้งทำลายของเสียที่ทำร้ายเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นโลหิต ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นจะต้องต่อสภาพทางด้านร่างกาย อีกทั้งยังช่วยทำให้ผิวพรรณนุ่มกระชุ่มกระชวย
โดยดังนี้น้ำมันแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติ รวมทั้งคุณประโยชน์ที่แตกต่างกันไป ขึ้นกับการเลือกใช้ให้สมควรตามการใช้งาน
น้ำมันนวด ที่เหมาะสมที่สุดของคุณบรรเทาร่างกายและก็ช่วยเหลือการนอนที่ดียิ่งกว่าสำหรับวัน.
คนจำนวนไม่น้อยทรมาณแสนสาหัสจากความไม่ดีเหมือนปกติของการนอนต่างๆได้มองเห็นการปรับปรุงในนิสัยการนอนของพวกเขาข้างหลังการรักษาด้วยการนวดบรรเทา. น้ำมันนวดกระตุ้นจิตใจรวมทั้งจิตวิญญาณ การบำบัด, ด้วยเหตุนั้นคนส่วนมากมีประสบการณ์การนอนลึกและก็พักเยอะขึ้นเรื่อยๆ.
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น
นวดน้ำมันเพิ่มขึ้นแล้วก็รักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อของคุณ. นวดตัวที่มีคุณภาพการทำงานของกล้ามทั้งหมด, เยื่อและก็ข้อต่อจึงปรับแต่งการแสดงกีฬาแล้วก็การดูแลเกี่ยวกับความสะดวกสำหรับการขยับเขยื้อนร่างกายของคุณง่ายขึ้น. นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้กำเนิดคุณประโยชน์ต่อร่างกาย, นวดยังช่วยปกป้องการบาดเจ็บแล้วก็เพิ่มความเร็วสำหรับการหาย. นวดแผนโบราณยังเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมสำหรับในการบรรเทาความเครียดของกล้ามเนื้อและบำรุงรักษาร่างกายของคุณ พอดี และก็มีความยืดหยุ่นเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน.น้ำมันนวด
กำจัดพิษ
สิ่งที่ได้เปรียบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการนวดน้ำมันคือมันช่วยให้ร่างกายได้อย่างมีคุณภาพกำจัดพิษจากสิ่งมีชีวิตด้วยเหตุผลดังกล่าวการส่งเสริมสุขภาพที่ดีขึ้น.
ช่วยเพิ่มระบบภูมิต้านทาน
บริการนวดน้ำมันและโดยมากสร้างความแข็งแรง ระบบภูมิต้านทานแล้วก็ช่วยสำหรับในการย่อยของกิน.
ศิลปะที่สวยของการนวดได้ทวีความรุนแรงเยอะขึ้นเรื่อยๆด้วยการนวดน้ำมันบางมาก. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณลักษณะรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อบริการด้านต่างๆในการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่ยอดเยี่ยมสำหรับความอยากได้เฉพาะบุคคลของคุณและก็บรรเทาร่างกายของคุณด้วยการนวดบรรเทาและฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อรักษาความสมดุลด้านจิตวิญญาณของคุณและก็สุขภาพที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.น้ำมันนวด
โรคนี้จะไม่สามารถที่จะหายไปได้เอง!
น้ำมันนวด โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถหายขาดได้เอง ถึงแม้ว่าอาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงลดน้อยลงก็ตาม และก็ในที่สุดก็จะแปลงเป็นโรคเรื้อรังและก็ส่งผลให้เกิดความยากลำบากสำหรับการดำรงชีพมากขึ้นเรื่อยๆ

4

น้ำมันนวดสมุนไพร
โรคนี้จะไม่สามารถหายไปได้เอง!
โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถหายขาดได้เอง แม้ว่าอาการที่แสดงออกมาจะรุนแรงน้อยลงก็ตาม และท้ายที่สุดก็จะเปลี่ยนเป็นโรคเรื้อรังและก็นำมาซึ่งความทุกข์ยากสำหรับเพื่อการดำรงชีวิตเยอะขึ้น
1.[url=https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3https://www.chiangdaonaturefood.com/product/45/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวด[/url] จะเข้าไปช่วยกระตุ้นแนวทางการทำงานของระบบประสาท ให้ดำเนินการก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลดอาการตึงเครียดให้เราบรรเทาจากการความอ่อนแรงและความเหนื่อยอ่อนสะสม
2.การนวดน้ำมัน จะเข้าช่วยการกระตุ้นรูปแบบการทำงานของโลหิต ให้ดำเนินงานก้าวหน้ามีคุณภาพเพิ่มมากขึ้นและก็สามารถหล่อเลี้ยงออกซิเจนและสารอาหารต่างๆไปทั่วร่างกายอย่างครบถ้วน ปกป้องโรคต่างๆและก็ลดความดันโลหิตก้าวหน้าด้วย
3.เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมแซมและก็ฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่อต่างๆในร่างกายให้ทำงานเจริญและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
4.เพิ่มความชื้นให้กับผิว ด้วยเข้าไปกำจัดพิษ ทั้งภายในร่างกายรวมทั้งภาวะผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมาส่งให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น ดูเปล่งปลั่งแล้วก็ชีวิตชีวาเยอะขึ้น
5.น้ำมันนวดช่วยในประเด็นการนอนหลับให้ดีกว่าเดิม ผ่อนคลายสมองแล้วก็ร่างกายต่างๆมีผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนสนิทได้ดีมากยิ่งกว่ากว่า ลดอาการนอนไม่หลับได้อย่างดีเยี่ยม
นอกเหนือจากนี้การนวดน้ำมันยังมีสาระอีกหลายสิ่งหลายอย่างต่อสุขภาพร่างกาย ซึ่งนับได้ว่าเป็นโอกาสแก่คนรักสุขภาพได้เป็นอย่างดี
ลดลักษณะของการปวดหัวไมเกรน
     สำหรับเคยทรมานจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยครั้ง หมอก็ได้แนะนำให้ทดลองไปนวดบำบัดสุขภาพดูบ้าง เพราะเหตุว่าจากผลการศึกษาเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีลักษณะอาการปวดศรีษะไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวต่อเนื่องกัน 2-3 สัปดาห์ จะสามารถบรรเทาอาการข้างๆของโรคไมเกรน และก็นอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
น้ำมันนวด สมารถเเก้ลักษณะของการปวดหลัง เป็นอาการที่ทุกคนต้องเคยเผชิญ ซึ่งเพียงพอปวดหลังขึ้นมาทีไรพวกเราก็ต้องการจะเอนหลังพักผ่อน หรือไม่ก็ไปนวดบรรเทาอาการปวดเมื่อย ถึงแม้ว่าจริงแล้วลักษณะของการปวดหลังอาจจะมิได้มีต้นเหตุจากลักษณะของการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเพียงเท่านั้น แต่ว่ายังอาจเป็นเพราะปัญหาสุขภาพอื่นๆได้อีกเพียบเลย อาทิเช่นที่เราจะพาทุกคนไปศึกษาต้นเหตุของลักษณะของการปวดหลังทางด้านขวา ว่ามีต้นเหตุมาจากอะไรแล้วก็อันตรายหรือเปล่า เพื่อได้รู้เท่าทันลักษณะของการเจ็บเจ็บป่วยของร่างกาย
ปวดหลังด้านขวาที่อยู่ทางด้านบน
          ลักษณะของการปวดหลังข้างขวาด้านบน เป็นอาการปวดข้างหลังที่อยู่รอบๆตั้งแต่รอบๆด้านหลังไหล่ไปจนถึงใต้สะบัก เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน โดยต้นเหตุที่มักนำมาซึ่งอาการปวดข้างหลังข้างบนขวา มีดังนี้
ปวดหลังข้างขวา


การนั่งดำเนินงานเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆหรือชูของหนักผิดท่า


          น้ำมันนวดสามารถช่วยการชูของหนักหรือการนั่งทำงานในท่าทางที่ไม่ถูกจำต้องติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆๆก็เป็นต้นเหตุที่นำไปสู่อาการปวดกล้ามเนื้อรอบๆข้างหลังส่วนบนทางด้านขวาได้  โดยรอบๆข้างหลังส่วนบน นอกจากกล้ามหลังแล้ว ก็ยังเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อไหล่แล้วก็กล้ามคอ ฉะนั้นหากมีอาการปวดหลังขวาบนจากการใช้งานหนักก็มักจะมีอาการปวดคอและไหล่ในด้านเดียวกันร่วมด้วย รู้อย่างนี้แล้วแม้ใครกันแน่ที่ยังนั่งดำเนินการในท่าเดิมนานๆก็ยืนขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างนะคะ และควรนั่งให้ถูกท่าด้วย โดยท่านั่งดำเนินการที่ถูกก็คือควรจะให้จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาค่ะ


ความผิดแปลกของกระดูกรวมทั้งข้อ


          ม้ำมันนวดกระดูกรอบๆข้างหลังส่วนบนนั้นประกอบไปด้วยกระดูกไหปลาร้า กระดูกไหล่ กระดูกสันหลัง แล้วก็กระดูกต้นแขน ซึ่งถ้าหากกำเนิดความแตกต่างจากปกติกับกระดูกเหล่านี้ก็อาจก่อให้บริเวณหลังด้านขวาทางด้านบนเกิดลักษณะของการปวดได้ โดยต้นสายปลายเหตุที่ทำให้กระดูกผิดปกติก็ได้แก่ การเกิดอุบัติเหตุ หรือข้อต่อของกระดูกที่หลังส่วนบนขวามีการอักเสบ ยิ่งไปกว่านี้ภาวการณ์กระดูกพรุนก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดที่กระดูกบริเวณด้านขวาที่อยู่ทางด้านบนได้ ระหว่างที่คนไข้โรคมะเร็งบางประเภทในระยะแพร่กระจาย อย่างโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ รวมทั้งมะเร็งไต ก็จะมีลักษณะอาการปวดกระดูกรอบๆข้างหลังส่วนบนเช่นกัน


ความแปลกของอวัยวะภายใน


          อาการปวดหลังส่วนบนขวาไม่ได้มีเหตุที่เกิดจากกล้ามรวมทั้งกระดูกรอบๆหลังส่วนบนแค่นั้น แต่ยังอาจเกิดจากลักษณะการเจ็บเจ็บป่วยของอวัยวะต่างๆในร่างกายได้ เป็นต้นว่า โรคตับ นิ่วในไตและก็ในกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โรคในถุงน้ำดี หรือแม้กระทั้งอาการติดโรคในไต หรืออาจจะเกิดจากอาการไส้ติ่งอักเสบที่ทำให้ปวดลุกลามขึ้นบริเวณข้างหลังด้านขวาก็ได้ ส่วนคุณสุภาพสตรี ถ้ามีลักษณะอาการปวดที่หลังส่วนบนขวา นั่นอาจเป็นสัญญาณของซีสต์ในรังไข่ การต่อว่าดเชื้อของท่อรังไข่ หรือการท้องนอกมดลูกที่บริเวณท่อรังไข่ได้อีกด้วยจ้ะ


โรคที่เกี่ยวกับปอด


          น้ำมันนวด ปอดเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนบนของร่างกายซึ่งตรงกับข้างหลังส่วนบนพอดี ด้วยเหตุนั้นเมื่อปอดมีความผิดปกติก็สามารถทำให้เกิดลักษณะของการปวดข้างหลังส่วนบนได้ โดยอาการที่จะก่อกำเนิดอาการปวดข้างหลังข้างบนขวาก็ดังเช่นว่า โรคปอดอักเสบ โรคมะเร็ง อาการติดเชื้อของเยื่อห่อหุ้มปอดหรือช่องอก นอกจากนี้อาการอุทกภัยปอด หรือแม้กระทั้งหัวใจล้มเหลว ก็เป็นต้นเหตุสำคัญที่นำมาซึ่งลักษณะของการปวดข้างหลังขวาบนได้ ด้วยเหตุดังกล่าวหากมีลักษณะปวดที่ข้างหลังข้างบนขวาแบบเรื้อรังและก็ร้ายแรง ควรจะรีบไปพบหมอให้เร็วที่สุดจ้ะ

Tags : น้ำมันนวดสมุนไพร

5

สมุนไพรตาตุ่มทะเล
ตาตุ่มทะเลExcoecaria agallocha Linn.
บางถิ่นเรียก ตาตุ่มทะเล} ตาตุ่ม (กลาง); บูตอ (มลายู-จังหวัดปัตตานี).
ไม้ใหญ่ ขนาดกลาง สูง 8-15 มัธยม เปลือกสีเทาเป็นมัน. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รี กว้าง 2-5 ซม. ยาว 3-9 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หรือ มน; ขอบของใบเรียบ หรือ หยักนิดหน่อย; ก้านใบยาว 1-2 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อยาว 3-7 ซม.; กลีบรองกลีบดอก 3 กลีบ; เกสรผู้ 3 อัน ไม่ชิดกัน อับเรณูมี 2 ช่อง กลม. สมุนไพร ดอกเพศภรรยา ออกเป็นช่อยาว 1.5-3.5 เซนติเมตร กลีบรองกลีบดอกโคนเชื่อมชิดกัน ปลายแยกเป็น 3 แฉก; รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย. ผล รูปกลมแป้น มี 3 พู กว้างประมาณ 6 มิลลิเมตร ยาวราวๆ 4 มิลลิเมตร เม็ด ค่อนข้างกลม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าชายเลน.
สรรพคุณ : ราก ตำ หรือ ฝน ผสมกับขิง เป็นยาพอก หรือ ทา แก้อาการบวมตามมือรวมทั้งเท้า ต้น ยางมีฤทธิ์กัดทำลาย ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบ ถ้าเกิดเข้าตาจะมีผลให้ปวดอักเสบมากมาย ถึงทำให้ตาบอดได้ แก่นเรียกว่ากระลำพัก (ตาตุ่มทะเล) เมื่อเผาไฟจะมีกลิ่นหอมาก ใช้เข้าเครื่องยา เป็นยาขับลม ฟอกโลหิต ขับรอบเดือน ระบาย และก็ขับเสมหะ หากเอาไม้ชนิดนี้ไปปักเลี้ยงหอยแมลงภู่ ผู้ที่กินหอยที่เกาะไม้นี้ จะทำให้ท้องเสียได้  ควันที่เกิดขึ้นมาจากการเผาต้น ใช้รมแก้โรคเรื้อน  ยางต้นต้มรวมกับน้ำมัน ใช้ทาแก้โรคเรื้อน กัดแผลอักเสบเรื้อรัง ทาถูนวดแก้ปวดตามข้อ รวมทั้งอัมพาต หากรับประทานยางต้นในขนาดต่ำๆเป็นยาถ่าย แม้กระนั้นถ้ากินมากอาจส่งผลให้สตรีแท้งบุตรได้ ใบ เป็นพิษ น้ำสุกเปลือก รับประทานเป็นยาทำให้อาเจียน เป็นยาถ่าย แก้โรคลมชัก และเป็นยาฝาดสมาน

6

การใช้นำมันนวดตามจุดต่างๆ
น้ำมันนวด เป็นวิธีดูแลสภาพผิวและสุขภาพที่ขอแนะนำเป็นการนวด ที่สกัดจากสมุนไพรและพืชต่างๆที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ โดนการนำสารสกัดกลิ่นและเนื้อน้ำมันเหล่านั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอม รวมทั้งสัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย รวมไปถึงช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นและผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้เราจะพาไปดูประโยชน์ของการนวดน้ำมันว่ามีประโยชน์ในด้านใดบ้าง
1.การนวดน้ำมันจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทให้ทำงานดีมากขึ้น ลดการตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย
2.การนวดน้ำมัน จะช่วยกระตุ้นการทำงานของโลหิต ให้ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งสามารถหล่อเลี้ยงออกซิเจนและสารอาหารต่างๆทั่วร่างกายอย่างครบถ้วน ป้องกันโรคต่างๆรวมทั้งความดันโลหิตได้ดีอีกด้วย
3.ความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่างๆในร่างกายทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เข้าไปกำจัดสารพิษ ทั้งภายในร่างกายและสภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมา ทำให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวล
5.ช่วยในเรื่องการนอนหลับให้ดีกว่าเดิม น้ำมันนวด ผ่อนคลายสมองและร่างกายต่างๆ ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนหลับสนิทได้ดีว่าเดิม
ปวดเมื่อยร่างกายทีไร สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงก็คงอยากจะพาตัวเองไปนอนเอนกาย รับบริการนวดแผนไทย นวดน้ำมัน หรือนวดอะไรก็ได้สักอย่างเพื่อให้เราคลายความปวดเมื่อยเนื้อตัว แต่นอกจากการนวดจะช่วยให้เราสบายตัวขึ้น ว่าไม่ใช่แค่คลายความปวดเมื่อยที่การนวดสามารถทำให้เราได้ แต่ยังมีอีก 6 ประโยชน์ที่น่าแปลกใจและดีใจไปพร้อม ๆ กัน ที่ร่างกายจะได้รับผลดีผ่านการบีบนวดเนื้อตัวตามนี้เลยค่ะ


ลดอาการปวดหัวไมเกรน


          สำหรับคนที่เคยทรมานจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยครั้ง แพทย์ก็ได้แนะนำให้ลองไปนวดบำบัดสุขภาพดูบ้าง เพราะจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีอาการปวดหัวไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์ จะสามารถบรรเทาอาการข้างเคียงของโรคไมเกรน และนอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
 บรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบจากการออกกำลังกาย
          เวลาที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายจะได้รับผลกระทบเป็นอาการปวดเมื่อย หรือกล้ามเนื้ออักเสบเป็นของแถม ซึ่งการศึกษาของ Buck Institute for Research on Aging and McMaster University in Ontario, Canada ก็ได้เผยวิธีบรรเทาอาการว่า ให้ลองไปเอนกายรับบริการนวดตัวดูบ้าง เพราะน้ำมันนวด จะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการออกกำลังกายได้ดีเทียบเท่าการรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อยังไงยังงั้นเลยล่ะ


ดูเด็กขึ้น


          ต่อแต่นี้ไปไม่ต้องทุกข์ยากลำบากแอ๊บแบ๊วลากวัยอีกต่อไป ด้วยเหตุว่าเพียงไปสปาให้เขานวดๆบีบๆร่างกายอยู่เป็นประจำก็สามารถทำให้เรามองเด็กขึ้นได้แล้ว โดยผู้ชำนาญด้านผิวหนังก็ได้ชี้แจงเพิ่มว่า การขัดหน้าหรือนวดหน้า รวมไปถึงนวดตัว เป็นการกระตุ้นให้เลือดภายในร่างกายไหลเวียนดียิ่งขึ้นน้ำมันนวด ซึ่งก็ทำให้สุขภาพผิวด้วย ทั้งยังการนวดยังช่วยกระตุ้นแนวทางการทำงานของต่อมท่อน้ำเหลือง ให้กำจัดสารพิษที่อยู่ใต้ผิวหนังให้หมดไป ทำให้สารอาหารแล้วก็วิตามินต่างๆซึมเข้าสู่เซลล์ผิวเจริญขึ้น ช่วยทำให้ผิวมองสดชื่นเต่งตึงได้อีกครั้ง รวมถึงกำจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นรอบๆผิวหน้าได้อีกด้วยนะ


คุ้มครองปกป้องอาการ PMS


          สาวๆทุกคนอาจทราบดีว่าอาการ PMS ก่อนมีเมนส์นั้นสร้างความทรมานให้กับเราได้มากมายขนาดไหน แม้กระนั้นวันนี้เราไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลหรือกลุ้มใจกับอาการพวกนี้อีกต่อไป ด้วยเหตุว่าผลการศึกษาเรียนรู้ของ Touch Research Institute and University of Miami Medical School พบว่า การนวดตัวสามารถคุ้มครองปกป้องอาการข้างๆทุกชนิดในเวลาที่เพศหญิงมีระดูได้อยู่มือ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการปวดข้างหลัง ปวดท้อง ตัวบวม น้ำหนักขึ้น หรืออาการหงุดหงิดโกรธ แต่ว่าแนวทางนวดบางทีก็อาจจะได้ผลดีกับสาวๆที่มีอายุตั้งแต่ 19-45 ปี เท่านั้นนะคะ


ลดอาการใกล้กันของโรคมะเร็ง


          ผลการศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันเผยว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ไปที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนหลับได้ดิบได้ดีขึ้น ทุเลาลักษณะการเจ็บปวด รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลที่เกิดขึ้นจากการวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เผยว่า คนเจ็บโรคมะเร็งระยะแพร่ระบาด จะทรมาทรกรรมจากลักษณะของการเจ็บปวดน้อยลง อาเจียนน้อยครั้ง ไหมอ้วกเลย รู้สึกแจ่มใสขึ้น ความดันดีกว่าเดิม แล้วก็เครียดจากลักษณะของการป่วยลดลง ภายหลังได้รับการบำบัดด้วยวิธีการนวด


บรรเทาอาการปวดเรื้อรัง


          น้ำมันนวด ผู้เชี่ยวชาญทางกายภาพบำบัดรักษาได้บอกเล่าถึงประสบการณ์ของตนให้ฟังว่า คนที่มีลักษณะปวดเรื้อรัง อย่างเช่น ปวดตามข้อ โรคข้ออักเสบ และก็อาการปวดเมื่อยเรื้อรังอื่นๆจะคลายอาการเจ็บปวดกลุ่มนี้ลงไปได้มาก ภายหลังได้รับบริการนวดอย่างแม่นยำต่อเนื่องกันเพียงแค่ 2-3 ครั้งเพียงเท่านั้น เนื่องจากน้ำมันนวด ใช้ได้อย่างตรงจุด จะช่วยทุเลาอาการเกร็งของกล้ามในส่วนนั้นๆได้อย่างรวดเร็ว ก็เลยสามารถทุเลาลักษณะการเจ็บปวดของกล้ามบริเวณนั้นได้อย่างทันใจนั่นเองค่ะ

7

รางจืด
ชื่อสมุนไพร  รางจืด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น กำลังช้างเผือก , ขอยชะนาง , รางเอ็น , เครือชาเขียว (ภาคกลาง) , ยาเขียว , เครือเข้าเย็น , หนามแน้ (ภาคเหนือ) , ดุเหว่า (ปัตตานี) , น้ำนอง (สระบุรี) , ทิดพุด (นครศรีธรรมราช) , คาย (จังหวัดยะลา) , แอดแอ ,ย้ำแย้ (เพชรบูรณ์) จอลอดิเอ้อ , กร่ำถะ ,พอเพียงหน่อเตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ  Blue trumphet vine , Laurel clockvine
ชื่อวิทยาศาสตร์  Thumbergia laurifolia Lindl
ตระกูล    Acanthaceae
ถิ่นเกิด รางจืดเป็นพืชเถาในเขตร้อนแล้วก็เขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย อาทิเช่น ประเทศแถบอินเดีย อินโดจีน ศรีลังกา เมียนมาร์ ไทย มาเลเซีย อินโนดีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ รวมทั้งมณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน และไตหวัน ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปตามป่าดงดิบหรือป่าดิบชื้นทั่วไป ในทุกภาคของประเทศ และก็เป็นพืชที่ชอบเจริญวัยได้เร็วมาก แต่ว่าเดี๋ยวนี้นิยมนำมาปลูกตามบ้านที่พักทั่วไป ด้วยเหตุว่ามีการทำการศึกษาเรียนรู้ออกมาว่าสามารถกำจัด/ล้างสารพิษภายในร่างกายได้
ลักษณะทั่วไป
ต้นยาเขียวเป็นไม้เถาสามารถเลื้อยไปตามพื้นดินหรือพิงพันขึ้นปกคลุมต้นไม้ใหญ่ๆได้ทั้งต้น เถามีลักษณะกลม อย่างเช่น ข้อปล้อง สีเขียว เป็นมัน เมื่อเถาแก่เป็นสีน้ำตาลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งยาวได้มากกว่า 10 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียวเข้มออกเป็นคู่ตรงข้ามตรงข้อของลำต้น ใบมีลักษณะคล้ายใบย่านางรูปขอบขนานหรือรูปไข่ กว้าง 4-7 เซนติเมตร (เซนติเมตร) ยาว 8-15 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม โคนเว้าหรือหยักรูปหัวใจ ขอบใบเรียบหรือหยักตื้น เส้นใบมี 5 เส้น ออกฐานใบเดียวกัน  ดอก ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อละ 3-4  ดอก กลีบดอกไม้แผ่ออกเป็นรูปแตร ปลายแยกเป็น 5 แฉก โคนดอกเป็นหลอดกรวยยาวราว 1 เซนติเมตร มักมีน้ำหวานใส่อยู่ในหลอด ดอกมีสีม่วงปนสีน้ำเงิน ผลเป็นทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 1 เซนติเมตร เมื่อผลแห้งแล้ว จะแตก 2 ด้าน จากจะงอยส่วนบน มักมีดอกในช่วงฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมพาพันธ์) ดอกที่โรยแล้วบางดอกอาจติดผล เมื่อแก่เปลือก ผลเป็นสีน้ำตาล แตกออกเป็น 2 ด้าน เมล็ดมีสีน้ำตาลมีปุ่มเล็กๆเหมือนหนามอยู่บนเปลือกเม็ด และก็สามารถนำไปเพาะแพร่พันธุ์ถัดไปได้
การขยายพันธุ์
รางจืดสามารถเพาะพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเม็ดหรือปักชำ สำหรับการปักชำจะใช้กิ่งชนิดที่แก่ตั้งแต่ 1 ปี หรือกิ่งประเภทแก่ที่สีน้ำตาลอมเขียว ด้วยการตัดกิ่งยาว 20-30 เซนติเมตร โดยให้มีตากิ่งหรือข้อกิ่งติดมาขั้นต่ำ 1-2 ตา และก็หลังจากนั้นจึงค่อยนำปักชำในทรายหรือแกลบที่ไม่มีดินแล้วรดน้ำให้ชุ่มกระทั่งรากผลิออกแล้วจึงนำไปลงถุงเพาะชำเพื่อลงปลูกต่อไป หรือปักชำลงดินบริเวณที่อยากได้ปลูก รวมทั้งรดน้ำสม่ำเสมอ 1-2 ครั้ง/วัน จนกระทั่งกิ่งเริ่มแทงยอดอ่อน
ในการปลูกจากการเพาะเมล็ดนั้น นับว่าเป็นแนวทางที่สามารถได้ต้นที่มีความสมบูรณ์ที่สุด ด้วยเหตุว่าจะได้ต้นที่สามารถแตกกิ่งกิ้งก้านได้มาก กิ่งแขนงยาวได้หลายเมตร และลำต้นแก่เป็นเวลานานมากกว่าการปลูกจากต้นเพาะชำ
แต่การขยายพันธุ์ยาเขียวโดยมากชอบนิยมใช้วิธีการปักชำมากยิ่งกว่า เพราะว่าโอกาสในการงอกมีมากกว่า รวมทั้งใช้เวลาน้อยกว่าการเพาะเม็ด สำหรับวิธีการปลูกรางจืดนั้นมีดังนี้  นำเอากิ่งที่ได้จากการปักชำ หรือต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเม็ด มาปลูกลงดินโดยให้ขุดหลุมปลูกมีความกว้างลึกโดยประมาณ 1x1 ฟุต แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกโดยประมาณ 1 ใน 4 ของหลุม กลบดินน้อย วางกิ่งปลูกหรือต้นกล้าลงกลางหลุมแล้วกลบขอบดินให้แน่น รดน้ำตามให้ชุ่ม ควรปลูกริมรั้วหรือกำแพงเพื่อให้เถารางจืดสามารถยึดเกาะและเลื้อยพิงไปได้ หรือไม่ก็ทำค้างให้เถารางจืดเกาะเลื้อย  รางจืดเป็นไม้ที่สามารถเจริญก้าวหน้าเจริญในดินดูเหมือนจะทุกชนิด รวมทั้งเป็นไม้ที่อยากได้แสงแดดปานกลางเป็นไม่อยากแสงแดดที่จัดมากจนเกินความจำเป็น แล้วก็มีความต้องการน้ำปานกลาง ในระยะแรกปลูกจำเป็นต้องรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่ตลอดเวลา เมื่อต้นโตแล้วให้รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ในรุ่งอรุณ ส่วนการให้ปุ๋ยนั้นใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยธรรมชาติ ใส่บริเวณโคนต้นปีละ 2 ครั้ง โดยการลูกพรวนดินโคนต้นให้ร่วนเสียก่อนจึงให้ปุ๋ย แล้วรดน้ำตาม
การเก็บใบรางจืด  สำหรับใบยาเขียวที่จะเก็บมาใช้ทางยา ควรที่จะเก็บจากต้นที่แก่ตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป และให้ทยอยเก็บจากใบล่างรอบๆโคนกิ่งก่อน รวมทั้งค่อยเก็บไปจนถึงกึ่งกลางกิ่ง ไม่ควรเก็บให้ถึงรอบๆปลายกิ่งภายหลังจากเก็บมาแล้ว หากไม่ใช้ในทันที ให้นำใบมาล้างน้ำให้สะอาด ก่อนนำไปตากแดด 5-7 แดด เมื่อแห้งแล้วให้เก็บใสถุงหรือกล่องไว้ ระวังไม่ให้โดนน้ำ ด้วยเหตุว่าบางทีอาจกำเนิดเชื้อราได้
องค์ประกอบทางเคมี ฟลาโวนอยด์, ฟีนอลิก, apigenin, cosmosin, delphinidin-3,5-di-O-beta-D-glucoside, chlorogenic acid, caffeic acid, lutein – Chlorophyll a Chlorophyll b  Pheophorbide a  Pheophytin a
คุณประโยชน์ / สรรพคุณ
                ยาเขียวจัดเป็นยารสเย็นใช้ปรุงเป็นยาเขียวลดไข้ ทำลายพิษผิดสำแดง รวมทั้งพิษอื่นๆใช้แก้ร้อนใน กระหายน้ำ รักษาโรคหอบหืดเรื้อรัง รวมทั้งแก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆใช้แก้พิษเบื่อเมาเนื่องมาจากเห็ดพิษ สารหนู หรือยาฆ่าแมลง
                ตำรายาไทย: ใบ ราก แล้วก็เถา รสจืดเย็น ตำคั้น หรือเอารากฝนกับน้ำ หรือต้มเอาน้ำยาดื่มทำลายพิษ แก้ไข้ ทำลายพิษยาเบื่อเมา แก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ แก้ประจำเดือนผิดปกติ แก้ปวดหู ตำพอก แก้ปวดบวม เถาและใบ กินแก้ร้อนในอยากกินน้ำ แก้พิษร้อนต่างๆราก รสจืดเย็น แก้อักเสบ แก้ปวดบวม แก้เมาค้าง แก้ลักษณะของการปวดหัวมึนหัวอันเนื่องมาจากพิษเหล้า ทำลายพิษเหล้า พิษตกค้างภายในร่างกาย ใช้รากเข้ายารักษาโรคอักเสบและก็ปอดอักเสบ รากรวมทั้งเถา ใช้กินเป็นยารักษาอาการร้อนในอยากกินน้ำ รักษาพิษร้อนทั้งปวง ทั้งต้น รสจืดเย็น ถอนพิษยาเบื่อเมา หรือใช้ปรุงเป็นยาเขียว ทำลายพิษไข้ ทำลายพิษผิดสำแดง พิษเบื่อเมาเนื่องมาจากเห็ดพิษ สารหนู หรือสารกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งพิษทั้งผอง  รักษาหอบหืดเรื้อรัง แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆปรุงยาแก้มะเร็ง แพทย์ยาแผนไทยใช้เพื่อช่วยจับสารพิษในตับหรือล้างพิษในตับ
           สมุนไพรพื้นบ้านล้านนา: ใช้ ใบแล้วก็ราก ปรุงเป็นยาทำลายพิษไข้ เป็นยาพอกรอยแผล น้ำร้อนลวก ไฟไหม้ ทำลายพิษยากำจัดศัตรูพืช พิษจากสตริกนินให้เป็นกลาง พิษจากกินเหล้ามากเกินความจำเป็น หรือยาเบื่อชนิดต่างๆ(ระบุว่ารากรางจืดมีตัวยามากกว่าใบ 4-7 เท่า))
           หนังสือเรียนยาท้องถิ่นจังหวัดนครราชสีมา: ใช้ ใบ แก้โรคเบาหวาน
           ประเทศมาเลเซีย: ใช้ใบแก้ระดูเปลี่ยนไปจากปกติ แก้ปวดบวม
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้มีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสรรพคุณของรางจืดมานานแล้ว ซึ่งมีผลการศึกษาค้นคว้าวิจัย ดังต่อไปนี้

  • พ.ศ. 2521 นักวิจัยจากภาควิชาแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นกลุ่มแรกที่ทดลองป้อนผงรากยาเขียวให้หนูทดลองก่อนให้น้ำยาสตริกนินแต่พบว่าไม่ได้ผล หนูชักรวมทั้งตาย แม้กระนั้นถ้าเกิดผสมกับน้ำยาสตริกนินก่อนป้อน พบว่าตัวทดลองไม่เป็นอะไร หมายความว่าผงรากยาเขียวสามารถซับสารพิษประเภทนี้ไว้
  • พ.ศ. 2523 คุณครูพระสรัสวดี เตชะเสนและก็คณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้น้ำคั้นใบยาเขียวป้อนหนูทดลองที่รับประทานสารกำจัดแมลง“โฟลิดอล”พบว่าแก้พิษได้ ลดอัตราการตายลงจาก 56% เหลือเพียง 5% เท่านั้น ขณะที่ขั้นตอนการฉีดกลับไม่ได้ผล
  • พุทธศักราช 2551 สุชาสินี คงกระพันชาตรีธ์ ใช้สารสกัดแห้งใบรางจืดป้อนหนูทดลองที่ได้รับสารกำจัดศัตรูพืชกรุ๊ปออร์แกนโนฟอสเฟตชื่อมาราไธออนพบว่าช่วยเหลือได้ 30%
  • พ.ศ. 2553 จิตบรรจง ตั้งปอง มหาวิทยาลัยวงกลมลักษณ์ พบว่าสารประกอบในใบรางจืดช่วยป้องกันการตายของเซลล์ประสาทของหนูทดลองที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว จึงสามารถคุ้มครองสูญเสียการเรียนรู้แล้วก็ความจำได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง


มีการศึกษาค้นคว้าเรื่องใบรางจืดสามารถปกป้องตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่กำจัดพิษภายในร่างกาย ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของผู้ที่ได้รับสารพิษ พุทธศักราช 2543 รายงานวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าสารสกัดแห้งของน้ำใบยาเขียวคงจะมีผลลดความเป็นพิษของตับจากแอลกอฮอล์ได้ พุทธศักราช 2548 พรเพ็ญ เปรมโยธิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายงานผลว่าสารสกัดน้ำยาเขียวแสดงฤทธิ์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทั้งยังในหลอดทดสอบแล้วก็ในหนูทดลอง  แล้วยังพบว่า สารสกัดน้ำใบรางจืดมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระด้วย
นอกจากนั้นยังมีการใช้ประโยชน์จากรางจืดอีกเป็นต้นว่า ยอดอ่อน ดอกอ่อนสามารถใช้กินเป็นผักได้ โดยจะใช้ลวก แกงกิน ก็ทำเป็นเช่นเดียวกับผักท้องถิ่นปกติ ยิ่งกว่านั้นเด็กๆตามชนบทยังนิยมดื่มน้ำหวานจากดอกยาเขียวที่บ้านได้อีกด้วย โดยไม่ทำให้เป็นอันตรายใดๆแม้กระนั้นแต่ การกินยาเขียวในจำนวนติดต่อกันโดยตลอด บางครั้งอาจจะต้องรอติดตามความเคลื่อนไหวของโลหิตวิทยาหรือเคมีสถานพยาบาลที่บางทีอาจเกิดขึ้นถัดไปด้วย
ชายาเขียว ใบยาเขียวสามารถเอามาหั่นเป็นฝอย ตากลมให้แห้งแล้วเอามาชงกับน้ำร้อนดื่มแทนชาได้ และยังมีกลิ่นหอมยวนใจรวมทั้งยังช่วยล้างพิษในร่างกายได้อีกด้วย  ในตอนนี้ได้มีการนำสมุนไพรยาเขียวมาดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ แคปซูลรางจืดหรือยาเขียวแคปซูล เพื่อความสบายรวมทั้งไม่ยุ่งยากต่อการใช้ประโยชน์  ดอกรางจืด เอามาบดอย่างระมัดระวังผสมกับน้ำ แล้วกรองแยกกาก ก่อนนำน้ำที่ได้ใช้ทำของว่าง ใช้หุงข้าว หรือใช้ทำสีผสมอาหารอื่นๆซึ่งจะให้สีม่วงอ่อนหรือสีคราม หรือสีอื่นตามชนิดสีของดอก
คนสมัยเก่ามีความเชื่อว่า การดื่มน้ำต้มจากรางจืดสามารถช่วยแก้คุณไสย ยาสั่งหรือมนต์ดำที่คนอื่นๆทำแก่ตนได้  ใบรางจืดตากแห้งแล้ว เอามาบดอย่างถี่ถ้วน ใช้ผสมในอาหารสัตว์ เช่น ของกินหมู ของกินไก่ ฯลฯ ช่วยเสริมภูมิต้านทานต่อโรค แล้วก็ช่วยรักษาให้สัตว์มีอัตราการรอคอยดสูงมากขึ้นภายหลังที่ได้รับเชื้อโรค

แบบ/ขนาดวิธีการใช้ สำหรับในการรักษาพิษ ใช้ใบสด 10 -12 ใบ เอามาตำจนถึงละเอียดผสมกับน้ำซาวข้าวราวครึ่งแก้ว ส่วนการใช้ประโยชน์จากรากยาเขียวสำหรับเพื่อการรักษาพิษ ใช้ราก 1-20 องคุลี ให้นำมาฝนหรือเอามาตำกับน้ำแช่ข้าว แล้วเอามาดื่มให้หมดเมื่อมีลักษณะ แล้วก็บางครั้งอาจจะจะต้องใช้ซ้ำอีกข้างในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงเหมือนกันกับการใช้ใบรางจืด  หรือใช้ใบยาเขียวทำเป็นชาแล้วกินครั้งละ 2-3 กรัม โดยชงกันน้ำร้อน 100-200 ซีซี วันละ 3 ครั้งก่อนของกินหรือเมื่อมีอาการ รักษาโรคเบาหวาน ให้ใช้ใบรางจืดประมาณ 58 ใบ มาโขลกอย่างระมัดระวังแล้วผสมกับน้ำซาวข้าวกินทีละ 1 แก้ว 3 เวลา แก้อาการแพ้ ผื่นคัน ลดการเกิดโรคผิวหนัง โดยใช้ใบหรือเถาสด 10-15 ใบหรือเถาขนาดยาว 10 เซนติเมตร ต้มในน้ำราว 10 ลิตร อาบแต่ละวัน ประมาณ 5-7 วัน  แก้เมื่อย โดยนำใบ 10-20 ใบ หรือ ใช้เถาตัดเป็นชิ้นๆยาว 1-2 นิ้ว ก่อนนำไปแช่สุราดื่มทุกส่วนเอามาตำหรือบดผสมน้ำ ใช้สำหรับพอกแผล ระงับอาการปวด ลดอาการบวม และกำจัดพิษจากสัตว์ต่อย อาทิ งูกัด แมงป่อง ตะขาบ แมงดาทะเล           ทุกส่วนออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นการดูแลและรักษาแผล ตัวอย่างเช่น รักษาไวรัสเริม ด้วยการบดผสมน้ำบางส่วน ก่อนนำไปประคบบริเวณรอยแผลเริม  ทุกส่วนนำมาบดผสมน้ำน้อย ก่อนเอามาประคบหรือทาแผลสด แผลเป็นหนอง ซึ่งจะช่วยให้แผลแห้งเร็ว ลดการตำหนิดเชื้อ ลดอาการบวมของแผล  ทุกส่วนนำมาต้มน้ำหรือคั้นน้ำดื่มสำหรับใช้เป็นยาแก้ร้อนใน แล้วก็ช่วยทุเลาอาการกระหายน้ำ  น้ำต้มจากทุกส่วน เอามาดื่มอุ่นๆสำหรับรักษา แล้วก็ทุเลาอาการท้องร่วงหรืออาหารเป็นพิษ
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา  มีรายงานวิจัยในสัตว์ทดสอบพบว่า สารสกัดน้ำจากใบรางจืด ขนาด 2 และ 3 ซีซี/น้ำหนักตัว 100 กรัม แล้วก็ขนาด 3.5 กรัม/กก. มีผลลดพิษจากสารกำจัดแมลงในกรุ๊ปออร์กาโนฟอสเฟตในหนูได้ โดยทำให้อัตราการตายลดน้อยลง  แล้วก็ยังมีมีงานค้นคว้าทางสถานพยาบาลที่เกี่ยวโยงกับการขับยากำจัดศัตรูพืชออกมาจากร่างกาย พบว่ารางจืดจะถอนพิษได้ดี โดยยิ่งไปกว่านั้นพิษที่เกิดจากยากำจัดแมลง ”โฟลิดอล” และพิษออกฤทธิ์เกี่ยวโยงกับการทำงานของ Cholinergic system โดยการเรียนในเกษตรกรกรุ๊ปเสี่ยงแล้วก็ตรวจเจอระดับสารฆ่าแมลงในร่างกาย ปริมาณ 49 คน พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครกินชายาเขียวขนาด 8 ก./วันหรือยาหลอก นาน 224 ชั่วโมง พบว่าปริมาณยาฆ่าแมลงในเลือดของสมัครใจมัครที่ได้รับรางจืดน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังในวันที่ 7, 14 และ 21 ของการทดลอง และก็จากการเล่าเรียนของดวงรัตน์แล้วก็แผนก พบว่าโดยรางจืดส่งผลเพิ่มปริมาณ Cholinesterase ในเลือดของเกษตรกรที่ได้รับสารกำจัดศัตรูพืช
สาขาวิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิยาลัยศรีนครินทรพิโรฒ ก็เลยได้เล่าเรียนฤทธิ์ของสารสกัดยาเขียวต่อเซลล์สมอง พบว่ายาเขียวมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับยาเสพติดแอมเฟทามีน แล้วก็โคเคน โดยธรรมดาเพิ่มการหลั่งโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งมากมายขณะที่ผู้ป่วยได้รับสารแอมเฟทามีน และไปเพิ่ม activity ของเซลล์ประสาทในสมองส่วน nucleus accumbens , globus pallidus,amygdala,frontal cortex ,caudate putamen and hippocampus ที่เกี่ยวโยงกับ  reward and locomotor behaviour ทำให้คาดว่าในคนป่วย ที่เข้ารับการรักษา/บำบัดรักษาสิ่งเสพติด ที่ได้รับการดูแลและรักษาด้วยสารสกัดยาเขียว อาจเกิดความอิงพึงพอใจเช่นเดียวกับการรับยาเสพติด หากใช้ประโยชน์สำหรับการรักษาคนเจ็บจะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทุรนทรายมาก จึงอาจเป็นต้นเหตุหนึ่งคราวการรักษาด้วยสารสกัดสมุนไพรสำเร็จ
แผนกเภสัชศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาฤทธิ์ของยาเขียวในการต้านทานพิษแอลกอฮอล์ต่อตับ พบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วย คุ้มครองป้องกันการตายของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ อีกทั้งในหลอดทดสอบและในหนูแรตหนได้รับแอลกอฮอล์ โดยทำให้ค่า AST,ALT ในพลาสม่าและก็ไตรกลีเซอร์ไรด์ในตับน้อยลง และก็ลดการเปลี่ยนแปลงภาวะทางจุลพยาธิวิทยาของตับเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเเอลกอฮอล์อย่างเดียว
                เพราะว่าสารสกัดด้วยน้ำของยาเขียวช่วยลดการเกิด heppatic lipid peroxidation ลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด และก็เพิ่มระดับเอนไซม์ alcohol dehydrogenase แล้วก็ aldehyde dehydrogenase
ส่วนมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ศึกษาฤทธิ์ของรางจืดต่ออาการขาดเหล้า พบว่าสารสกัดรางจืดได้ผลลดสภาวะหม่นหมองแล้วก็ทำให้ความประพฤติปฏิบัติที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของหนูเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แม้กระนั้นไม่เป็นผลลดความวิตกกังวล ขึ้นรถสกัดราถงจืดช่วยลดการเช็ดกทำลายเซลล์ประสาทของหนูเนื่องด้วยขาดเหล้าในสมองส่วน messolimbic dopaminergic system โดยยิ่งไปกว่านั้นที่บริเวณ  nucleus accumbens และ ventral tegmental area
ในหนูโรคเบาหวานที่ได้รับน้ำต้มใบรางจืดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนน้ำคั้นใบรางจืดสดในขนาด ๕๐ มก./มิลลิลิตรที่ให้หนูโรคเบาหวานดื่มแทนน้ำนาน ๑๒ วัน ไม่เป็นผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
นอกเหนือจากนี้ ยังมีการทดสอบพบว่าการให้สารสกัดด้วยน้ำของใบยาเขียวมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด และก็ทำให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้จะไม่สมบูรณ์ ในเรื่องของฤทธิ์ลดระดับความดันนั้นพบว่าสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดแห้งส่งผลทำให้ความดันเลือดของหนูแรตน้อยลง โดยกลไกการออกฤทธิ์ส่วนหนึ่งส่วนใดบางทีอาจผ่าน Cholinergic receptor แล้วก็ทำให้หลอดเลือดแดงคลายตัว
การใช้สมุนไพรในคนป่วยโรคเบาหวานรวมทั้งความดันนี้พึงจะระลึกว่าควรมีการดูแลรักษาร่วมไปกับแผนปัจจุบันและก็มีการวัดระดับน้ำตาลและก็ระดับความดันอย่างใกล้ชิด เนื่องด้วยการเรียนยังอยู่ในขั้นตอนของสัตว์ทดสอบเท่านั้น รวมทั้งต้องระวังการเกิดการเสริมฤทธิ์กันของตัวยาดังที่กล่าวมาแล้ว
มีการค้นคว้าทำการวิจัยว่ารางจืดมีฤทธิ์ต้านการอับเสบสูงขึ้นมากยิ่งกว่ามังคุดราว 2 เท่า(ทดลองด้วยวิธี Carrageenan induced paw edema) ในหนูถีบจักรรวมทั้งยังมีความปลอดภัยสูงขึ้นยิ่งกว่าอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นยังพบว่า สารสกัดยาเขียวในลักษณะของครีมสามารถลดการอักเสบเจริญเท่ากับสตีรอยด์ครีม
ฤทธิ์สำหรับในการต้านโรคมะเร็ง มีการเรียนรู้ฤทธิ์ต่อต้านการก่อกลายจำพวก กล่าวอีกนัยหนึ่งสารอะไรก็แล้วแต่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์มีศักยภาพสูงสามารถก่อโรคมะเร็งได้ แม้กระนั้นยาเขียวมีฤทธิ์ต้านไม่ให้สารนั้นออกฤทธิ์ มีการเรียนรู้โดยให้หนูรับประทานสารสกัดของกวาวเครือซึ่งกวาวเครือจะไปมีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งตัวแล้วก็การผลิตนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดง พูดอีกนัยหนึ่งนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดงจะเป็นก้อน ใหญ่ขึ้น รวมทั้งมีการแบ่งตัว โน่นเป็นกวาวเครือไปทำให้การเกิด micronuclei ของเม็ดเลือดแดงเพิ่มอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่ว่าถ้าเกิดให้สัตว์ทดสอบกินรางจืดร่วมด้วย พบว่าสามารถลดการเกิด micronuclei ได้ ซึ่งรางจืดแบบสดแล้วก็แบบแห้งสามารถใช้ได้ผลเช่นกัน นับเป็นข้อดีอีกข้อหนึ่งของยาเขียว
โดยพบว่าสารออกฤทธิ์บางทีอาจเป็นกรดฟีนอลิก ดังเช่น caffeic acid และก็ apigenin รวมทั้งสารกลุ่มคลอโรฟิลล์ อาทิเช่น chlorophyll a, chlorophyll b, pheophorbide a แล้วก็ pheophytin a ซึ่งสารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมากมาย
สารสกัดน้ำ เอทานอล รวมทั้งอะซิโทน มีฤทธิ์ต่อต้านการก่อกลายประเภท โดยยั้งการเกิดมะเร็ง เพราะว่าสาร 2-aminoanthracene ได้จำนวนร้อยละ 87 เมื่อวิเคราะห์ด้วยแบคทีเรีย Salmonella typhimurium TA 98 รวมทั้งสามารถเพิ่มลักษณะการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีควิโนนรีดักเทส ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่ใช้เพื่อการกำจัดเซลล์ของมะเร็งระยะเริ่มต้น ได้ตั้งแต่ 1.35-2.8 เท่า ทั้งยังมีรายงานการดูแลและรักษาผู้เจ็บป่วยพิษแมงดาทะเล ช่วงวันที่ 4 เดือนกุมภาพันธ์ 2522 โดยมีกล่าวว่ามี  คนไข้ 4 ราย กินยำไข่แมงดาทะเล อาการสังกัดปริมาณที่ได้รับ ทุกรายมีลักษณะอาการชารอบปาก แล้วก็คลื่นไส้อาเจียน อาการชาจะลุกลามไปกล้ามมัดต่างๆที่เกิดอันตรายคือทำให้หายใจไม่ได้ คนป่วย 2 รายหมดสติ จำเป็นต้องใช้เครื่องที่ใช้สำหรับในการช่วยหายใจ ระยะที่เริ่มแสดงอาการตั้งแต่ 40 นาที จนกระทั่ง 4 ชั่วโมง ข้างหลังกิน เหตุเพราะพิษของแมงดาทะเล คือเทโทรโดทอกสิน (Tetrodotoxin) ไม่มียาแก้พิษจำต้องรักษาตามอาการ ภายหลังได้น้ำสมุนไพรยาเขียว 50 มล. ทางหลอดสวนจมูก-กระเพาะอาหาร ผู้ป่วยเริ่มรู้ตัว แล้วก็อาการดีขึ้นเป็นลำดับ ภายหลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 40 นาที คนไข้อีกรายได้รับการกรอกน้ำยาเขียวด้วยเหมือนกัน ในขนาด 50 มิลลิลิตร ทุก 1 ชม. 5 ครั้ง หลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 5 ชั่วโมง คนเจ็บเริ่มรู้สึกตัว รวมทั้งอาการดียิ่งขึ้นเป็นลำดับ
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษกระทันหันที่ป้อนตัวทดลองครั้งเดียว ทั้งขนาดปกติรวมทั้งขนาดสูง ไม่พบความแตกต่างจากปกติใดๆก็ตามแล้วก็ป้อนติดต่อกัน 28 วัน ขนาด 500 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ไม่พบอาการแตกต่างจากปกติด้วยเหมือนกัน แต่อาจทำให้น้ำหนัก ตับ ไต สูงยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม  ค่าวิชาชีวเคมีที่เกี่ยวกับไตสูงขึ้น แล้วก็ AST สูงมากขึ้น
          การศึกษาพิษเรื้อรังของสารสกัดน้ำจากใบ โดยป้อนหนูแรทขนาด 20  200  1,000  2,000 มก./กก./วัน หรือคิดเป็น 1, 10, 50 แล้วก็ 100 เท่า ของขนาดที่ใช้ในคนตรงเวลา 6 เดือน พบว่าไม่เป็นผลต่อน้ำหนักตัว การกินของกิน การกระทำ รวมทั้งสุขภาพทั่วๆไปของหนู อวัยวะภายในระดับมหพยาธิวิทยาแล้วก็จุลพยาธิยังคงปกติ และไม่ส่งผลให้เกิดพิษสะสม ไม่ทำให้หนูตาย
มีการเล่าเรียนความเป็นพิษของยาเขียวต่อการกลายพันธุ์ของแบคทีเรีย พบว่า สารสกัดจากยาเขียวไม่มีผลทำให้แบคทีเรียกลายพันธุ์แต่อย่างใด อีกทั้งยังพบว่า สารสกัดจากรางจืดสามารถต้านการกลายพันธุ์ได้ด้วย
คำแนะนำ/ข้อควรพิจารณามี

  • การเรียนกล่าวว่า รากของยาเขียวนั้นจะมีคุณประโยชน์ ทางยามากกว่าที่ใบถึง 4-7 เท่า
  • ควรที่จะใช้ให้ละเอียดและไม่ควรที่จะใช้ชิดกันเป็นระยะเวลานานเกิน 30 วัน
  • ต้องระวังในการใช้ในคนไข้เบาหวาน เพราะเหตุว่าอาจจะก่อให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ไม่ควรใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเนื่องจากบางทีอาจขับสารเคมี หรือตัวยาภายในร่างกายออก โดยยิ่งไปกว่านั้นผู้ป่วยที่จำต้องใช้ยารักษาโดยตลอด
  • ยาเขียวอาจให้ผลข้างๆ สำหรับคนไข้ที่เป็นโรคอาการหอบหืดได้โดยเมื่อเกิดอาการแพ้รางจืดก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีผลต่อระบบทางเท้าหายใจได้ ซึ่งก็ขึ้นกับแต่ละบุคคลว่ามีระดับอาการแพ้มากน้อยแค่ไหน ถ้ามีลักษณะอาการแพ้ไม่มากก็บางทีอาจจะเป็นเพียงแค่ผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง
เอกสารอ้างอิง

  • ปัญญา อิทธิธรรม และคณะ 1999 การใช้สมุนไพรรางจืดขับสารฆ่าแมลงในร่างกายของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
  • วิสาตรี คงเจริญสุนทร และปิยรัตน์ พิมพ์ สวัสดิ์,2552. ฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียกลุ่มแกรมลบฉวยโอกาสบางสายพันธุ์ของสารสกัดเมทานอลจากรางจืด. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา.
  • ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร.รางจืดราชาของยาแก้พิษ.คอลัมน์.เรื่องเด่นจากปก.นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่385.มกราคม.2554
  • รางจืด.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • รศ.พร้อมจิต ศรลัมพ์.รางจืด สมุนไพรแก้พิษและล้างพิษ.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • รางจืดสมุนไพรล้างพิษ.คู่มือสมุนไพรล้างพิษสำหรับประชาชน.สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา.พิมพ์ครั้งที่2.มีนาคม 2554.20หน้า
  • รางจืดสรรพคุณรางจืด สมุนไพรลดและกำจัดสารพิษ.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย
  • Toxicity รางจืดและข่อยดำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดวงรัตน์ เชี่ยวชาญวิทย์,กำไร กฤตศิลป์,เชิดพงษ์ น้อยภู่, 2545. การใช้สมุนไพรรางจืดเพิ่มปริมาณเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรสในซีรั่มของเกษตรกรที่พบพิษสารกำจัดศัตรูพืชในร่างกาย)
  • ข้อมูลสรรพคุณของรางจืดในการข้อยาฆ่าแมลงออกจากร่างกายเกษตรกร.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • กนกวรรณ สุขมาก;นงนุช คุ้มทอง;สมยศ เหลืองศรีสกุล;อภันตรี โอชะกุล เตือนใจ ทองสุข , 2547 .การศึกษาประสิทธิผลของสมุนไพรรางจ

8

ย่านาง
ชื่อสมุนไพร ย่านาง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น หน้าจอยนาง , จ้อยนาง (ภาคเหนือ) , เถาย่านาง , เถาวัลย์เขียว , หญ้าน้องสาว (ภาคกึ่งกลาง) , เขตนาง , นางวันยอ , ขันยอยาด (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Tiliacora triandra (Colebr.) Diels,
วงศ์  Menispermaceae
ถิ่นกำเนิด ย่านางมีบ้านเกิดในตอนกลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ในประเทศ พม่า , ไทย , ลาว , เขมร  ข้อเท็จจริงแล้วพืชสกุลย่านางนี้มีราว 70  เครือญาติ แม้กระนั้นส่วนมากเป็นไม้เลื้อยในป่าเขตร้อนและในป่าไม้ผลัดใบในทวีปเอเชียรวมทั้งอเมริกาเหนือ ส่วนย่านางของเรานั้นพบขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ และป่าโปร่ง ในทุกภาคของประเทศไทย แต่ในตอนนี้ได้มีการนำมาปลูกใบบริเวณบ้าน เพื่อใช้บริโภครวมทั้งใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่างมากมาย
ลักษณะทั่วไป
       ย่านางเป็นไม้เถาเลื้อย เถากลมขนาดเล็ก มีแก่นไม้ เลื้อยพระอินทร์มต้นไม้ หรือก้านไม้ เถามีสีเขียว ยาว 10-15 เมตร เถาอ่อนสีเขียว เมื่อเถาแก่จะมีสีคล้ำ แตกเป็นแถวถี่ เถาอ่อนมีขนนุ่มสีเทา มีเหง้าใต้ดิน แขนงมีรอยแผลเป็นรูปจานที่ก้านใบหลุดไป มีขนกระจาย หรือเกลี้ยง ใบเดี่ยว ดก สีเขียวเข้มเป็นเงา เรียงแบบสลับ รูปไข่ ยาวราว 6-12 เซนติเมตร กว้างราวๆ 4-6 ซม. ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมน ผิวใบเป็นคลื่นน้อย ก้านใบยาวราว 1.5 เซนติเมตร ผิวใบเรียบมัน ไม่มีหูใบ เนื้อใบคล้ายกระดาษ แต่ว่าแข็ง เหนียว มีเส้นใบครึ่งออกมาจากโคนใบรูปฝ่ามือ 3-5 เส้น และมีเส้นแขนงใบ 2-6 คู่ เส้นกลุ่มนี้จะไปเชื่อมกันที่ขอบของใบ เส้นกึ่งกลางใบข้างล่างจะย่นย่อละเอียดใกล้ๆโคน ขนเกลี้ยง ก้านใบผิวย่นละเอียด ดอกออกเป็นช่อเล็กๆแบบแยกกิ้งก้านตามข้อและก็ซอกใบ มีดอก 1-3 ดอก สีเหลือง ก้านช่อดอกยาวราวๆ 0.5 เซนติเมตร แยกเป็นช่อดอกเพศผู้รวมทั้งช่อดอกเพศภรรยา ดอกเพศผู้สีเหลือง กลีบเลี้ยงมี 6-12 กลีบ กลีบวงนอกสุดมีขนาดเล็กที่สุด กลีบวงในมีขนาดใหญ่กว่าและก็เรียงซ้อนกัน รูปรีกว้าง ยาว 2 มม. ออกจะเกลี้ยง กลีบดอกไม้มี 3 หรือ 6 กลีบ สอบแคบ ปลายเว้าตื้น ยาว 1 มิลลิเมตร สะอาด เกสรเพศผู้มี 3 อัน เป็นรูปกระบอง ยาว 1.5-2 มม. ดอกเพศภรรยา กลีบเลี้ยงวงในรูปกลม ยาว 2 มม. ข้างนอกมีขนเล็กน้อย กลีบมี 6 กลีบ รูปรีปนขอบขนาน ยาว 1 มม. เกสรเพศเมียมี 8-9 อัน แต่ละอันยาวไม่ถึง 1 มิลลิเมตร ติดอยู่บนก้านชูสั้นๆยอดเกสรเพศเมียไม่มีก้าน ผลได้ผลกลุ่ม ผลกลมรูปไข่กลับ กว้าง 6-7 มิลลิเมตร ยาว 7-10 มิลลิเมตร ผิวเกลี้ยง มีเมล็ดแข็ง ผลสีเขียว ฉ่ำน้ำ ออกเป็นพวง ตามข้อและก็ซอกใบ ติดบนก้านยาว 3-4 มิลลิเมตร เมื่อสุกจะกลายเป็นสีส้มและสีแดงสด เมล็ดรูปเกือกม้า ผนังผลชั้นในมีสันไม่มีระเบียบ มีดอกช่วงเดือนมีนาคมถึงม.ย.
การขยายพันธุ์
       ย่านางเป็นพืชที่ก้าวหน้าได้ ในดินแทบทุกจำพวก ถูกใจดินร่วนซุยปนทรายจะก้าวหน้าได้ดี การปลูกเอาไว้ภายในหน้าฝน จะเติบโตได้ดีมากว่า จะเจริญงอกงามเร็วกว่าปลูกภายในตอนอื่น ย่านางที่ปลูกง่ายขึ้นง่าย รักษาง่าย ไม่ต้องดูแลมาก ทนความแห้งได้ดิบได้ดี
ส่วนการขยายพันธุ์สามารถแพร่พันธุ์ได้ด้วยการเพาะเม็ด หรือการแยกเหง้าปลูก แต่ว่าวิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การเพาะเม็ด เม็ดย่านางจะมีอัตราการงอกของเมล็ดสูง แม้กระนั้นจำต้องใช้เมล็ดที่แก่สุดกำลังที่มีลักษณะสีดำ ซึ่งควรนำมาตากแห้ง 5-7 วัน ก่อนปลูก การปลูกด้วยการหยอดเม็ดต้องระมัดระวังอย่าขุดหลุมลึก เนื่องจากว่าจะก่อให้เม็ดเน่าได้ง่าย
ส่วนการดูแลรักษาย่านางไม่มียุ่งยากมากมาย เพราะเหตุว่าย่านางจะเติบโตได้ดิบได้ดี ในดินมีความชุ่มชื้นพอเพียง รวมทั้งสามารถเติบโตได้แม้ว่าจะมีวัชพืชขึ้นครึ้ม เพราะว่าต้นย่านางจะสร้างเถาเลื้อยอยู่ด้านบนพืชประเภทอื่น
สำหรับประเด็นการให้ปุ๋ยย่านางนั้นไม่จำเป็น ถ้าหากว่าดินมีภาวะอินทรีย์วัตถุที่เพียงพอ เราสามารถใช้เพียงแค่ปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์ 1 ถัง/ต้น ก็พอเพียง แต่ว่าหากต้องการให้ใบเขียวเข้มมากขึ้นเรื่อยๆ อาจต้องให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 หรือปุ๋ยยูเรียเพิ่มในอัตรา 50-100 กรัม/ต้น หรือราว 1 กำมือ สำหรับต้นที่แตกเถายาว ส่วนต้นขนาดเล็กจำเป็นต้องปรับปริมาณลดน้อยลง แล้วนำต้นกล้าที่ได้มาปลูกในแปลงดิน ให้มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 1×1 เมตร แล้วก็เมื่อต้นเริ่มเลื้อยเลื้อย ให้ทำหลักปักไว้ ทำค้างให้เถาเลื้อยขึ้น
การเก็บผลิตผลย่านาง  จะเริ่มเก็บผลิตผลใบย่านาง ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน หลังปลูกลงในแปลง ใบมีขนาดโตเต็มที่มีสีเขียว จะสามารถเก็บเกี่ยวใบย่านางได้ และก็จะเก็บได้ตลอดกาลเรื่อย
ส่วนประกอบทางเคมี
                สาระสำคัญที่เจอในใบย่านางส่วนใหญ่จะเป็นสารกลุ่มฟินอลิก (phenolic compound) ตัวอย่างเช่น ไม่เนโคไซด์ (Minecoside), กรดพาราไฮดรอกซีเบนโซอิก (p-hydroxy benzoic acid) รวมทั้งสารในกลุ่มฟลาโอ้อวดนไกลโคไซด์ ตัวอย่างเช่น สารโมโนอีพอกซีเบตาแคโรทีน (moonoepoxy-betacarotene) แล้วก็อนุพันธ์ของกรดซินนามิก (flavones glycosidf cinnamic acid derivative) ส่วนสารอัลาลอยด์ (alkaloid) ยกตัวอย่างเช่น ทิเรียโครีน
(tiliacorine) , ทิเรียโคลินิน (Tiliacorinine) , นอร์ทิเรียโครินิน (nor-tiliacorinine) , tiliacorinin 2,-N-oxide Tiliandrine , Tetraandrine แล้วก็ D-isochondendrine พบได้ในราก รวมทั้งใบย่านาง  แล้วก็การศึกษาองค์ประกอบหลักที่มีฤทธิ์ต่อต้านมาลาเรียจากรากย่านาง โดยสกัดรากด้วยตัวทำละลาย  chloroform:methanol:ammonium hydroxide ในอัตราส่วน (50:50:1) ใช้แนวทางแยกสารด้วย column chromatography  รวมทั้งการตกผลึก พบว่าได้สารประกอบ alkaloid  2 ประเภทเป็นtiliacorinine (I) แล้วก็ tiliacorine (II) จำนวน  0.0082% และก็ 0.0029% เป็นลำดับ  ส่วนค่าทางโภชนาการของย่านางนั้นมีดังนี้
-               พลังงาน 95 กิโลแคลอรี
-               เส้นใย 7.9 กรัม
-               แคลเซียม 155.0 กรัม
-               ธาตุฟอสฟอรัส 11.0 มิลลิกรัม
-               เหล็ก 7.0 มก.
-               วิตามินเอ 30625 (IU)
-               วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มก.                              Minecoside
-               วิตามินบีสอง 0.36 มิลลิกรัม
-               ไนอาสิน 1.4 มิลลิกรัม
-               วิตามินซี 141.0 มก.
-               ขี้เถ้า 8.46%
-               ไขมัน 1.26%
-               โปรตีน 15%                                          Tiliacorine
-               น้ำตาลทั้งหมด 59.47%
-               แคลเซียม 1.42%
-               ฟอสฟอรัส 0.24%
-               โพแทสเซียม 1.29%
-               กรดยูเรนิค 10.12%
-               โมโนแซคติดอยู่ไรด์
-               แรมโนส 0.50%
-               อะราบิโนส 7.70% หน่วยเปอร์เซ็นต์ (ใบย่านาง 100 กรัม/น้ำหนักแห้ง)       tiliacorinine
-               กาแลคโตส 8.36%
-               กลูโคส 11.04%
-               ไซโลส 72.90%
ผลดี/สรรพคุณ ใบย่านางเป็นสมุนไพรเย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ แล้วก็ยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอีกเพียบเลย ดังเช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีนในปริมาณออกจะสูง โดยเป็นสมุนไพรที่คนอีกจำนวนไม่น้อยต่างก็เคยชินกันดี ด้วยเหตุว่านิยมนำมาเป็นเครื่องปรุงรสช่วยเพิ่มความกลมกล่อมของของกิน เป็นต้นว่า แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ แกงเลียง แกงหวาน
ผลดีย่านางที่ใช้เป็นของกินมีดังนี้
ใบย่านาง เก็บบริโภคได้ตลอดปี ยอดอ่อนแตกใบมากมายในฤดูฝน ยอดอ่อนของเถาย่านางใช้กินแกล้มแนมกับอาหารเผ็ด คนประเทศไทยอีสานรวมทั้งชาวลาวใช้ใบย่านางคั้นเอาน้ำทำกับข้าวต่างๆทำให้น้ำซุปข้นขึ้น ตัวอย่างเช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ ย่านางสามารถลดฤทธิ์กรดยูริกในหน่อไม้ได้ ลดความขมของหน่อไม้ แล้วก็เพิ่มคลอโรฟิลล์รวมทั้งอนุภาคบีตาแคโรทีนให้กับของกินดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
นอกจากนี้ยังใส่น้ำคั้นใบย่านางในแกงเห็ด ต้มเลอะเทอะ แกงขี้เหล็ก แกงขนุน แกงผักอีลอก แกงยอดหวาย แกงอีลอก นำไปอ่อมแล้วก็หมก
ชาวใต้ใช้ยอด ใบเพสลาด (เป็นใบที่ไม่อ่อน ไม่แก่เกินไป) นำไปแกงเลียง แกงหวาน แกงขี้เหล็ก น้ำคั้นจากใบช่วยลดความขมของใบขี้เหล็กได้ นอกจากนั้นยังนำไปผัด แกงน้ำกะทิ รวมทั้งหั่นซอยกินอาหารยำได้อีก ผลสุกใช้กินเล่น ส่วนคนเหนือใช้ยอดย่านางอ่อนนำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก ใบแก่คั้นน้ำเอามาใส่แกงพื้นบ้าน ดังเช่น แกงหน่อไม้ แกงแค
ส่วนสรรพคุณทางยาของย่านางเป็น แบบเรียนยาไทย  ใช้ ราก รสจืด รสจืดขม ใช้ในตำรับยาแก้ไข้เบญจโลกวิเชียร (มีรากย่านาง รวมกับรากเท้าคุณยายม่อม รากมะเดื่อจังหวัดชุมพร รากคนทา รากแส้ม้าทลาย อย่างละเท่าๆกัน) แก้ไข้ (ใช้รากแห้งครั้งละ 1 กำมือ หรือประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำดื่มก่อนที่จะกินอาหารเช้าตรู่ ตอนกลางวัน เย็น) แก้พิษเมาเบื่อ กระแทกพิษไข้ แก้เมาสุรา ถอนพิษผิดสำแดง เอามาต้มรับประทานเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น แก้ไข้ ขับพิษต่างๆแก้ท้องผูก ปรุงยาแก้ไข้รากสาด ไข้กลับ ไข้หัว ไข้พิษ ไข้สันนิบาต ไข้มาลาเรียเรื้องรัง ไข้ทับรอบเดือน บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้พิษภายในให้ตกสิ้น แก้โรคหัวใจบวม แก้กำเดา แก้ลม แก้ไข้จับสั่น แก้เมาสุรา รากผสมกับรากสุนัขน้อย ต้มรับประทานแก้ไข้ไข้มาลาเรีย ลำต้น รสจืดขม ถอนพิษผิดสำแดง รักษาพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้พิษ แก้ไข้รากสาด ไข้ดำแดง ไข้โรคฝีดาษ ไข้เซื่องซึม ไข้กลับไข้ซ้ำ แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว แก้ลิ้นกระด้าง รักษาโรคปวดข้อ ก้านที่มีใบผสมกับพืชอื่นใช้เป็นยาแก้ท้องเดิน ใบ รสจืดขม รับประทานถอนพิษ แก้ไข้ แก้ไข้รากสาด ไข้พิษ ไข้เซื่องซึม ไข้หัว ไข้พิษ ปวดศรีษะตัวร้อน อีสุกอีใส ฝึก ลิ้นกระด้างคางแข็ง เป็นยากวาดคอ แก้ไข้ไข้ทรพิษ ไข้ดำแดง
ส่วนอีกตำราหนึ่งระบุว่า ราก นำรากมาต้มดื่มแก้ร้อนใน แก้ดับกระหาย ทุเลาอาการไข้ ไข้รากสาด อีสุกอีใส ฝีดาษ ทำลายพิษเมาค้าง เมาสุรา บรรเทาอาการท้องผูก ท้องร่วง บำรุงหัวใจ ทำลายพิษ และก็ลดพิษจากพืช สัตว์ รวมทั้งสารเคมีในร่างกาย  ลำต้น ลำต้นนำมาต้มหรือบดคั้นน้ำกิน ทุเลาลักษณะของการมีไข้จำพวกต่างๆลดพิษร้อน พิษจากพืช เห็ด และก็ลดพิษยากำจัดศัตรูพืชภายในร่างกาย  ใบ  นำใบมาบดคั้นน้ำสด หรือเอามาต้มน้ำ รวมทั้งใบตากแห้งอัดใส่แคปซูลกิน มีฤทธิ์ในทางยาหลายด้าน อาทิเช่น บรรเทาอาการร้อนใน บรรเทาอาการจับไข้ ตัวร้อน ทุเลาไข้รากสาด ไข้โรคฝีดาษลดพิษสารกำจัดแมลงในร่างกาย แล้วก็ถอนพิษอื่นๆ
ภาคอีสานใช้รากต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น รวมทั้งใช้รากยานางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เจาะจงการใช้ย่านางในตำรับ “ยาห้าราก” มีส่วนประกอบของรากย่านางร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณทุเลาอาการไข้ ส่วนทางการแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของย่านาง โดยพบว่าย่านางมีฤทธิ์ลดไข้ ยับยั้งการเติบโตของเชื้อไข้จับสั่น Plasmodium falciparum แก้ปวด ลดความดันเลือด ต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ ต้านทานการแพ้ ลดการยุบเกร็งของลำไส้ ต้านการก้าวหน้าของเซลล์ของโรคมะเร็ง ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี acetylcholinesterase รวมทั้งมีฤทธิ์อย่างอ่อนๆสำหรับเพื่อการต่อต้านอนุมูลอิสระ  รวมทั้งยังมีคุณลักษณะกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวหน-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte) ต้านทานจุลชีวัน Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, Escherichia coli และ Salmonellaspp. รวมทั้งยังมีคุณลักษณะกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวที-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte)  ต่อต้านจุลชีพ Staphylococcus  aureus,  Bacillus  cereus,  Escherichia  coli และก็ Salmonella spp. ต้านไข้ และก็ต่อต้านอนุมูลอิสระ ใบย่านางไม่มีอันตรกิริยา (interaction) กับยารักษาโรคเรื้อรังดังเช่นว่า โรคหัวใจแล้วก็เส้นโลหิต โรคกระดูกรวมทั้งข้อโรคเบาหวาน โรคระบบทางเดินหายใจ
รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้ แก้ไข้ ใช้รากย่านางแห้ง 1 กำมือ ประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 แก้วครึ่ง เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว ให้ดื่มครั้ง1-2 แก้ว ก่อนที่จะกินอาหาร 3 เวลา   แก้ป่วง (เจ็บท้องเพราะว่ากินอาหารผิดสำแดง)ใช้รากย่านางแดงแล้วก็รากมะปรางหวาน ฝนกับน้ำอุ่น แต่ไม่ถึงกับข้น ดื่มครั้งละ 1-2  แก้วต่อครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง หรือทุกๆ2 ชั่วโมง ถ้าหากไม่มีรากมะปรางหวาน ก็ใช้รากย่านางแดงสิ่งเดียวก็ได้ หรือถ้าเกิดให้ดีขึ้น ใช้รากมะขามฝนรวมด้วย   ทำลายพิษเบื่อเมาในของกิน ได้แก่ เห็ด กลอย ใช้รากย่านางต้นแล้วก็ใบ 1 กำมือ  ตำผสมอาหารสารเจ้า 1 หยิบมือ เติมน้ำคั้นให้ได้ 1 แก้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่เกลือรวมทั้งน้ำตาลนิดหน่อยพอดื่มง่ายให้หมดทั้งยังแก้ว ทำให้อ้วกออกมา จะช่วยทำให้   ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ใช้หัวย่านางต้มกับน้ำ 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วนดื่มทีละ 1-2 แก้ว  การใช้เป็นยาประจำถิ่นในภาคอีสาน   ใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น   ใช้รากย่านางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย   ใช้ราก ต้มขับพิษต่างๆ น้ำย่านางเมื่อเอามาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากผสมกระทั่งเหลว สามารถเอามาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านเชื้อไข้มาลาเรีย        ศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ต้านเชื้อไข้จับสั่น Plasmodium falciparum ของสารสกัดรากย่านางด้วยเมทานอล ซึ่งสารสกัดมีสาร alkaloid เป็นส่วนประกอบ 2 ส่วนสกัด เป็นส่วนที่ละลายน้ำ และส่วนที่ไม่ละลายน้ำ พบว่าเฉพาะสาร alkaloid ที่ไม่ละลายน้ำ (water-insoluble alkaloid) มีฤทธิ์เพิ่มการหยุดยั้งเชื้อไข้มาลาเรีย จากองค์ประกอบทางเคมีที่แยกได้ พบสาร alkaloid ที่ไม่เหมือนกัน 5 ชนิด ในกรุ๊ป bisbenzyl isoquinoline เช่น tiliacorine, tiliacorinine, nor-tiliacorinine A, แล้วก็สาร alkaloid ที่ไม่อาจจะกำหนดส่วนประกอบได้เป็นG และ H ซึ่งพบว่าสาร alkaloid G มีฤทธิ์สูงสุดสำหรับการกำจัดเชื้อมาลาเรียระยะ schizont (เป็นระยะที่เชื้อไข้จับสั่นเข้าสู่เซลล์ตับ แล้วเปลี่ยนรูปร่างเป็นกลมรี รวมทั้งมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการแบ่งนิวเคลียสเป็นหลายๆก้อน) โดยมีค่า ID50 พอๆกับ 344 ng/mL ตามด้วย nor-tiliacorinine A แล้วก็ tiliacorine ตามลำดับ (ID50s พอๆกับ 558 และก็ 675 mg/mL ตามลำดับ)
ฤทธิ์ยั้งเชื้อวัณโรค   สาร bisbenzylisoquinoline alkaloids 3 ประเภท เช่น tiliacorinine, 20-nortiliacorinine แล้วก็ tiliacorine ที่แยกได้จากรากย่านาง รวมทั้งอนุพันธ์สังเคราะห์ 1 จำพวกเป็น13҆-bromo-tiliacorinine   สารทั้ง 4 ประเภทนี้ ได้เอามาทดลองฤทธิ์ต้านทานเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยา multidrug-resistant Mycobacterium tuberculosis (MDR-MTB)  ผลการทดลองพบว่า สารทั้ง 4 ประเภท มีค่า MIC อยุ่ระหว่าง 0.7 - 6.2 μg/ml แต่ที่ค่า MIC เท่ากับ 3.1 μg/ml เป็นค่าที่สามารถยั้ง  MDR-MTB ได้มากไม่น้อยเลยทีเดียวที่สุด
ฤทธิ์ต้านทานโรคมะเร็ง     การเล่าเรียนฤทธิ์ยั้งเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี ในหลอดทดลอง และในสัตว์ทดสอบ โดยศึกษาผลของสาร tiliacorinine ซึ่งเป็นสาร กรุ๊ป alkaloid ที่พบในย่านาง  สำหรับในการทดลอง in vivo ทำในหนูถีบจักร เพื่อมองผลลดการเจริญของก้อน   เนื้องอกในหนูที่ได้รับเซลล์ของมะเร็งท่อน้ำดี และก็สาร tiliacorinine  ผลการทดลองพบว่า  tiliacorinine  มีความนัยสำคัญสำหรับเพื่อการยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์ของโรคมะเร็งท่อน้ำดีในหลอดทดลอง โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 4.5-7 µM โดยกลไกการกระตุ้นกรรมวิธี apoptosis ซึ่งเป็นวิธีการในการกำจัดเซลล์ไม่ปกติ แล้วก็เซลล์ของโรคมะเร็งในร่างกาย แล้วก็การทดสอบในหนูพบว่าสามารถลดการก้าวหน้าของเนื้องอกในหนูได้
การทดลองฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระของผักพื้นเมืองไทย จำนวน 6 ประเภท ได้แก่ ผักข้าด ผักติ้ว ผักปลังขาว ย่านาง ผักเหมียง แล้วก็ผักหวานบ้าน โดยการสกัดสารสำคัญด้วยแอลกอฮอล์จากผักแต่ละประเภท ทดลองฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระของสารสกัดจากผักทั้ง 6 ประเภทเปรียบเทียบกับตัวควบคุม วิตามินซี แล้วก็วิตามินอี สารสกัดจากย่านางส่วนที่ละลายน้ำและส่วนที่ไม่ละลายน้ำให้ค่า IC50 499.24 แล้วก็ 772.63 ไมโครกรัม/มล. เป็นลำดับ เมื่อเทียบกับค่าที่ได้จากวิตามินซี และก็วิตามินอีที่ IC50 9.34 และ 15.91 ไมโครกรัม/มล. เป็นลำดับ
การค้นคว้าอีกชิ้นหนึ่งในประเทศไทยตรวจดูฤทธิ์ยับยั้งปวดรวมทั้งฤทธิ์ต้านทานการอักเสบของพืชผักพื้นเมืองอีสาน 10 ชนิด การตรวจหาฤทธิ์ยับยั้งปวดโดยใช้ writhing test และ tail flick test สำหรับการตรวจฤทธิ์ต้านอักเสบ ใช้ rat hind paw edema model
ผลของการทดสอบใช้สารสกัดผักประจำถิ่นด้วยน้ำ ขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวของหนูเพศผู้ 1 กก. พบว่าสารสกัดจาก ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง ผักกาดฮีน มะระขี้นก ผักชะพลู และผักชีลาว ส่งผลลดการเกิด writhing ในหนูปริมาณร้อยละ 35-64 (p<0.05)
การทดสอบฤทธิ์ยับยั้งปวดด้วย tail flick test พบว่าสารสกัดจากใบตำลึงและก็ใบย่านางมีฤทธิ์ยับยั้งปวด แล้วหลังจากนั้นคัดสารสกัดที่มีฤทธิ์สูงที่สุด 4 จำพวก อาทิเช่น ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง รวมทั้งผักกาดฮีนมาทำการทดลองฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยใช้คาราจีแนนเป็นสารระตุ้น  พบว่าสารสกัดทั้ง 4 ประเภทไม่มีฤทธิ์ต้านทานอักเสบในสัตว์ทดสอบ ผู้ศึกษาวิจัยมั่นใจว่าสารสกัดจากใบตำลึงแล้วก็ใบย่านางบางครั้งอาจจะออกฤทธิ์หยุดปวดต่อระบบประสาท
ส่วนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลในห้องแลปช่วงต้นพบว่า สารสกัดใบย่านางมีฤทธิ์กระตุ้นแนวทางการทำงานของรีเซ็ปเตอร์ที่ขนคอเลสเตอรอลไปสู่ตับ แต่ไม่รู้จักว่าจะส่งผลลดคอเลสเตอรอลในเลือดของระบบร่างกายหรือไม่ การค้นพบนี้อาจเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของย่านางที่ใช้รักษาโรคหัวใจมาแม้กระนั้นโบราณได้ แม้แต่ว่าต้องมีการศึกษาเล่าเรียนเพิ่มอีกถัดไป
จากการทดลองฤทธิ์ลดไข้ของสารสกัด 50% เอทานอลจากรากย่านาง เมื่อนำไปพิจารณาฤทธิ์สำหรับในการลดไข้ พบว่าไม่มีคุณลักษณะสำหรับเพื่อการลดไข้แต่มีพิษต่อสัตว์ทดสอบ การค้นคว้าวิจัยทางเคมีได้แยกอัลคาลอยด์ ออกมาสองชนิด คือ อัลคาลอยด์ที่ไม่ละลายน้ำ(water-insoluble alkaloids) และก็อัลติดอยู่ลอด์ที่ละลายน้ำ (water-soluble quarternary base) เมื่อพิจารณาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของอัลคาลอยด์ที่แยกได้ พบว่าการเกิดพิษต่อสัตว์ทดสอบมีเหตุที่เกิดจาก water-soluble quarternary base ซึ่งมีฤทธิ์เหมือน curare จากการตรวจหาสูตรองค์ประกอบสรุปได้ว่า water-soluble quarternary base นี้อาจอยู่ในพวก aporphine alkaloids
การเรียนทางพิษวิทยา พิษรุนแรง รวมทั้งกึ่งเรื้อรังของย่านาง 
          เรียนพิษกะทันหันของสารสกัดน้ำจากทุกส่วนของย่านาง โดยการป้อนสารสกัด ในหนูเพศผู้ แล้วก็เพศภรรยา ชนิดละ 5 ตัว ในขนาด  5,000 mg/kg เพียงแต่ครั้งเดียว พบว่าไม่มีอาการแสดงของสภาวะเป็นพิษเกิดขึ้น และ  ไม่มีการแสดงความประพฤติที่ไม่ปกติ รวมถึงไม่มีการตาย หรือการเปลี่ยนแปลงของเยื่อด้านใน สารสกัดใบย่านางด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50 ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังของหนู จำนวน 10 กรัม ต่อน้ำหนักตัวของหนู 1 กิโลกรัม (คิดเป็นปริมาณ 6,250 เท่าของจำนวนที่คนได้รับ) ไม่แสดงความเป็นพิษ   การศึกษาเล่าเรียนพิษเรื้องรัง ทดลองโดยป้อนสารสกัดแก่ตัวทดลอง เพศผู้ และก็เพศเมีย ประเภทละ 10 ตัว วันแล้ววันเล่า ในขนาดความเข้มข้น 300, 600 และก็ 1,200 mg/kg ติดต่อกันนาน 90 วัน   ไม่เจอความแปลกทางด้านการกระทำ และสุขภาพ หนูในกลุ่มทดลอง รวมทั้งกรุ๊ปควบคุม จะมีการทดลองในวันที่ 90 แล้วก็ 118 โดยตรวจร่างกาย และก็มีกรุ๊ปที่ติดตามผลต่อไปอีก 118 วัน ผลของการทสอบพบว่า น้ำหนักของอวัยวะ ค่าชีวเคมีในเลือด รวมทั้งเยื่ออวัยวะภายใน ไม่เจอการเกิดพิษ  ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่า สารสกัดย่านางด้วยน้ำ ไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดพิษเฉียบพลัน รวมทั้งพิษครึ่งเรื้อรังในหนูทดลอง ทั้งในหนูเพศผู้ และก็เพศเมีย
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรปฏิบัติตาม

  • เมื่อทำน้ำย่านางเสร็จแล้วควรจะดื่มโดยทันที เนื่องจากว่าถ้าหากทิ้งไว้นานเกินความจำเป็นจะเกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือมีการบูดขึ้นได้ แต่ว่าสามารถเอามาแช่ตู้เย็นได้ และควรดื่มให้หมดข้างใน 3 วัน
  • สำหรับเพื่อการกินน้ำย่านาง ควรจะดื่มก่อนที่จะกินอาหารหรือตอนท้องว่างราวครึ่งแก้ว 3 ครั้งต่อวัน
  • บางคนที่คิดว่าน้ำย่านาง เหม็นเขียว รับประทานยากสามารถนำน้ำย่านางไปต้มให้เดือดแล้วเอามาดื่มหรือจะผสมกับน้ำสมุนไพรประเภทอื่นๆก็ได้ ดังเช่น ขิง ตะไคร้ ขมิ้น หรือจะผสมกับน้ำมะพร้าว น้ำมะนาว น้ำตาล หรือแม้กระทั้งน้ำหวานก็ได้เช่นกัน
  • ควรดื่มจำนวนแต่พอดี หากดื่มแล้วรู้สึกแพ้ คลื่นเหียน ก็ควรลดความเข้มข้นของสมุนไพรที่ใส่ลงไปให้น้อยลง
เอกสารอ้างอิง

  • Dechatiwongse T, Kanchanapee P, Nishimoto K. Isolation of active principle from Ya-nang (Tiliacora triandra Diels). Bull Dept Med Sci. 1974;16(2):75-81.
  • อัจฉราภรณ์  ดวงใจ , นันทีทิพ ลิ้มเพียรชอบ, ขนิษฐพร  ไตรศรัทธ์ .คุณสมบัติคลอเรสเตอรอลของสารสกัดใบย่านางในเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่เลี้ยงต่อเนื่อง Caco-2.คอลัมน์บทความวิจัย.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่8.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม 2558.หน้า87-92
  • รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ.มหัศจรรย์ย่านาง จากซุปหน่อไม้ถึงเครื่องดื่มสุขภาพ.คอลัมน์บทความพิเศษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่370.กุมภาพันธ์.2553
  • Sireeratawong S, Lertprasertsuke N, Srisawat U, Thuppia A, Ngamjariyawat A, Suwanlikhid N, et al. Acute and subchronic toxicity study of the water extract from Tiliacora triandra (Colebr.) Diels in rats. Sonklanakarin J Sci and Technol. 2008;30(5):611-619.
  • ย่านาง...อาหารที่เป็นยา.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pavanand K, Webster HK, Yongvanitchit K, Dechatiwongse T. Antimalarial activity of Tiliacora triandra Diels against Plasmodium falciparum in vitro. Phytotherapy Research. 1989;3(5):215-217.
  • ย่านาง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ชุตินันท์ ประสิทธิ์ภูริปรีชา.เอกชัย ดำเกลี้ยง,พยุงศักดิ์ สุรินต๊ะ , วสันต์ ดีล้ำ, ฤทธิ์ปรับ ภูมิคึ้มกัน ต้านออกซิเดชั่น และต้านจุลชีพของสารสกัดผักพื้นบ้านและสมุนไพรอีสาน,วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน
  • Janeklang S, Nakaew A, Vae

9

ยอ
ชื่อสมุนไพร  ยอ
ชื่ออื่น/ขื่อท้องถิ่น  ยอบ้าน (ภาคกึ่งกลาง) , มะตาเสื่อ (ภาคเหนือ) , แยใหญ่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , Noni (ฮาวาย) , Meng kudu (มาเลเซีย) , Ach (ฮินดู)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Morinda citrifolia
ชื่อสามัญ  Indian mulberry
วงศ์  Rubiaceae
ถิ่นกำเนิด   ลูกยอ Morinda citrifolia คือผลไม้เขตร้อนพบได้ทั่วไปบันทึกว่ามีการกินลูกยอเป็นอาหารมานานกว่า 2000 ปี แล้ว โดยยอเป็นพืชท้องถิ่นในแถบโพลีนีเซียตอนใต้ (Polynesia) แล้วก็ได้แพร่ระบาดไปยังประเทศต่างๆโดยมีตำนานว่า คนในสมัยโบราณ (ที่ปัจจุบันเรียกกันว่าขาว เฟร้นซ์ โพลินีเซีย (French Polynesia) ซึ่งอยู่ในแถบตอนใต้ของห้วงมหาสมุทรแปซิฟิค พวกเขาได้เดินทางจากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่งโดยเรือแคนูแล้วก็ได้นำพืชศักดิ์สิทธิ์จากหมู่เกาะเดิมของพวกเขามาด้วย พืชนั้นเป็นทั้งยังของกินขึ้นรากฐานที่สร้างเสริมส่วนต่างๆของร่างกายและก็เพื่อเป็นยารักษาโรค ซึ่งใช้สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนสมัยเก่ารุ่นแล้วรุ่นเล่า ได้ช่วยเหลือกันบันทึกรวมทั้งจำต่อมายังบุตรหลานว่าผลของต้นโนนิช่วยบำบัดลักษณะของการป่วยเบื้องต้นได้ โดยชาวโพลิเนเซียน คนจีน ชาวอินเดีย รู้จักใช้ประโยชน์จากลูกยอมานานแล้ว ส่วนการแพร่ประเภทของยอนั้นเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากถูกนำติดตัวเข้าไปยังหมู่เกาะแปซิฟิกตอนใต้ โดยบรรดาผู้ย้ายที่อยู่ และก็มันสามารถเจริญเติบโตก้าวหน้าในดินภูเขาไฟที่ไม่มีมลพิษ และก็มีการแพรกระจายประเภทไปยังดินแดนใกล้เคียง
แม้กระนั้นอีกแบบเรียนหนึ่งระบุว่าเป็นไม้พื้นเมืองในเอเซียอาคเนย์ แต่มีผู้น าไปขยายพันธุ์จนถึงกระจายไปทั่วอินเดีย และตามหมู่เกาะต่างๆในห้วงสมุทรแปซิฟิกและก็หมู่เกาะอินดัสตะวันตก ต้นยอขึ้นได้ทั้งในป่าทึบหรือตามชายฝั่งทะเลที่เป็นโขดเขาหรือพื้นทราย ต้นโตเต็มกำลังเมื่ออายุครบ 18 เดือน และจะออกผล
ซึ่งในปัจจุบันพืชจำพวกนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วทั้งโลก ในประเทศไทยรู้จักกันในชื่อ “ยอ” ในประเทศมาเลเซียรู้จักกันในชื่อ “เมอกามอง” (Mergadu) ในเอเชียได้เรียกว่า “นเฮา” (Nhau) แถบหมู่เกาะตอนใต้ของห้วงมหาสมุทรแปซิฟิคเรียกกันว่า “โนนู” และก็ในเกาะซามัว ทองคำกา ราราทองกา ตาฮิติ เรียกกันว่า “โนโน” หรือว่า “โนนิ”
ลักษณะทั่วไป
ลำต้น ยอเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงราวๆ 2-6 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ขนาดโตสุดกำลัง 5-10 ซม. สังกัดอายุ และก็ความอุดมสมบูรณ์ของดิน เปลือกลำต้นบางใกล้กับแก่นไม้ ผิวเปลือกออกสีเหลืองนวลแกมขาว หยาบสากเล็กน้อย แตกกิ่งน้อย 3-5 กิ่ง ทำให้ดูไม่เป็นทรงพุ่มไม้
ใบ ใบเป็นใบเดี่ยว (simple leaf) แทงออกตรงข้ามกันซ้ายขวา มีทรงรี หรือขอบขนาน ใบกว้างโดยประมาณ 10-20 ซม. ยาวประมาณ 15-30 ซม. ใบอ่อนสีเขียวสด เมื่ออายุใบมากมายจะมีสีเขียวเข้ม ก้านใบยาวราวๆ 1 ซม. โคนใบ และก็ปลายใบมีลักษณะแหลม ขอบใบ และก็ผิวใบเป็นคลื่น ผิวใบมันสะอาดทั้งคู่ด้าน ด้านบนใบพบได้ทั่วไปเป็นตุ่มที่เกิดขึ้นมาจากแบคทีเรีย
ดอก  ดอกออกเป็นช่อกลมโดดเดี่ยวๆสีขาว ทรงเสมือนหลอด ดอกแทงออกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ไม่มีก้านดอกย่อย จัดเป็นดอกบริบูรณ์เพศที่มีอีกทั้งเกสรตัวผู้ แล้วก็เกสรตัวเมีย กลีบรองดอก และโคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน กลีบมีสีขาว เป็นรูปท่อ ยาวราว 8-12 มิลลิเมตร ผิวดอกภายนอกเรียบ ด้านในมีขน ดอกส่วนครึ่งปลายบนแยกเป็น 4-5 แฉก ยาวราว 4-5 มม. เกสรตัวผู้ รวมทั้งเกสรตัวเมีย ยาวราวๆ 15 มม. แยกเป็น 2 แฉก อับเรณูยาวประมาณ 3 มม.
ผล  ผลเป็นประเภทผลบวก (multiple fruit) เหมือนกับน้อยหน่า รวมทั้งขนุน เชื่อมชิดกันเป็นผลใหญ่ตามที่พวกเราเรียกผลหรือหมาก ขนาดผลกว้างราว 3-5 ซม. ยาว 3-10 เซนติเมตร ผิวเรียบเป็นตุ่มพอง ผลอ่อนจะมีสีเขียวสด เมื่อแก่จะมีสีเหลืองอมเขียว แล้วก็เมื่อสุกจะมีสีเหลือง และก็กลายเป็นสีขาวจนถึงเน่าตามอายุผล เม็ดในผลมีเยอะมาก เม็ดมีลักษณะแบน ข้างในเม็ดเป็นถุงอากาศทำให้ลอยน้ำได้ ผิวเม็ดมีสีนํ้าตาลเข้ม
                ยิ่งไปกว่านี้ยังสามารถแบ่งสายพันธุ์ของยอได้อีกดังนี้

  • M. citrifolia var. citrifolia เป็นสายพันธุ์ที่ส่งผลหลายขนาด เจอได้รอบๆหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิค ดังเช่นว่า ฮาวาย ตาฮิติ เป็นต้น
  • M. citrifolia var. bracteata เป็นสายพันธุ์ที่มีผลเล็ก พบบ่อยในทวีปเอเชีย อย่างเช่น ไทย เมียนมาร์ ลาว จีนตอนใต้ เวียดนาม มาเลียเชีย อินโดนีเซีย อินเดีย และหมู่เกาะในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิก
  • M. citrifolia cultivar potteri เป็นสายพันธุ์ที่ใบมีสีเขียว และสีขาว เจอทั่วไปรอบๆหมู่เกาะในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิก
การขยายพันธุ์การปลูก
ยอนิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ด แม้กระนั้นสามารถขายประเภทด้วยแนวทางอื่นได้ด้วยเหมือนกัน ดังเช่น การปักชำ การตอน แต่การเพาะเมล็ดจะให้ผลที่ดียิ่งกว่าแล้วก็อัตราการรอดจะสูงยิ่งกว่าวิธีอื่น โดยการเพาะเมล็ดจะใช้วิธีการบีบแยกเมล็ดออกมาจากผลสุก แล้วล้างด้วยน้ำ แล้วก็กรองเมล็ดออก ผลที่ใช้ควรเป็นผลสุกจัดที่ตกจากต้นที่มีสีขาว เนื้อผลอ่อนนิ่ม ซึ่งจะได้เมล็ดที่มีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม  เมล็ดที่ได้ต้องนำไปตากแห้ง 3-5 วันก่อน  รวมทั้งนำมาเพาะในถุงเพาะชำให้มีต้นสูงประมาณ 30 ซม. ก่อนนำลงปลูก
ต้นยอเป็นพันธุ์พืชที่ดูแลง่ายไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืช หรือโรคพืชมากมาย แล้วก็ยังเป็นพืชที่แข็งแรงต่อสภาพดินเค็มและสถานการณ์แห้งอีกด้วย จึงทำให้มีการแพร่กระจายจำพวกอย่างเร็วส่วนประกอบทางเคมี สาระสำคัญที่เป็นองค์ประกอบในยอ ทั้งยังในส่วนของ  ผล ใบ และราก มีหลายชนิด ได้แก่ scopoletin , octoanoic acid , potassium , vitamin C , terpenoids , Asperuloside , Proxyronine สารในกลุ่ม anthraquinones เป็นต้นว่า anthraquinone glycoside , morindone และ rubiadin รวมทั้ง      flavonoids, triterpenoids, triterpenes, saponins, carotenoids, vitamin E                                    นอกเหนือจากนั้นยังมี  vitamin A , amino acid , ursolic acid , carotene รวมทั้ง  linoleic acid ซึ่งสารกลุ่มนี้สารประเภทได้มีการทดลองคุณลักษณะของสารแล้วว่ามีผลที่สามารถประยุกต์ใช้ทางด้านการแพทย์ได้ นอกจากนี้ยังเจอสารชนิดใหม่ที่ชื่อว่า flavone glycoside และ iridoid glycoside ในใบยอโดยสารทั้งคู่ส่งผลยังยั้ง cell transformation ของ mouse epidermal JB6 cell line
คุณประโยชน์/สรรพคุณ
คุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากยอนั้นมีทั้งในด้านการนำไป บริโภคเป็นของกินรวมทั้งการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพร ในร้านของ        Asperulosideการนำมาบริโภคนั้น   มีล้นหลามหลายแบบดังนี้ มีการ
 บริโภคผลยอกันมาก ดิบๆหรือปรุงแต่ง อย่างเช่น บางหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก รับประทานผลยอเป็นอาหารหลัก ส่วนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และคนท้องถิ้นประเทศออสเตรเลียรับประทานผลยอดิบจิ้มเกลือ หรือปรุงกับผงกะหยี แล้วก็ใช้เมล็ดของยอคั่วรับประทานได้
ส่วนในประเทศไทยนั้นบริโภคยอโดย ลูกยอสุก  นำมาจิ้มรับประทานกับเกลือหรือกะปิ ลูกห่ามใช้ทำส้มตำ ใบอ่อน เอามาลวกกินกับน้ำพริก ใช้ทำแกงจืด แกงอ่อม ผัดไฟแดง หรือนำมาใช้รองกระทงห่อหมก และในปัจจุบันมีการนำลูกไปแปรรูปโดยคั้นเป็น น้ำลูกยอ โดยเชื้อกันว่าเป็นประโยชน์ ทางด้านคุณประโยชน์ของของกินที่มี วิตามินซี วิตามินเอ และธาตุโปแตสเซียมสูง นอกจากนั้นจะมีลักษณะราวกับผักผลไม้จำนวนหลายชิ้นเนื่องจากว่ามีสารแอนติออกซิแดนท์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งนับว่าช่วยชะลอการแก่ของเซลล์ และก็ต้านมะเร็ง  ได้
                ส่วนในด้านการนำมาใช้เป็นสมุนไพรนั้น ยอได้ถูกบอกว่ามีสรรพคุณทางยา ดังต่อไปนี้  หนังสือเรียนยาไทย: ผลมีรสเผ็ดร้อน ช่วยขับลมในลำไส้ ขับผายลม บำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร ผสมในยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อยยุ่ย เหงือกบวม ขับระดูเสีย ขับเลือดลม ฟอกเลือด ขับน้ำคาวปลา แก้เสียงแหบ แก้ตัวเย็น แก้ร้อนในอก แก้กระษัย แก้คลื่นไส้  โดยเอามาหมกไฟหรือต้มกับน้ำกิน หรือนำมาจิ้มกับน้ำผึ้งทาน แบบเรียนสรรพคุณยาไทยกล่าวว่าผลอ่อนรับประทานเป็นยาแก้คลื่นเหียนอาเจียน ผลงอมเป็นยาขับรอบเดือนสตรี ผลดิบเผาเป็นถ่านผสมเกลือนิดหน่อย อมแก้เหงือกเปื่อยยุ่ยเป็นขุมบวม หั่นปิ้งไฟพอเพียงเหลืองทำกระสายยา เม็ดเป็นยาระบาย
           แบบเรียนยาไทยมีการใช้ ผลยอ ใน”พิกัดตรีผลสมุฎฐาน” เป็นการจำกัดจำนวนตัวยาที่ส่งผลเป็นที่ตั้ง 3 อย่าง มีผลมะตูม ผลยอ ผลผักชีลา คุณประโยชน์แก้สมุฎฐานแห่งตรีโทษ ขับลมต่างๆแก้โรคไตทุพพลภาพ ส่วนอีกแบบเรียนหนึ่งกล่าวว่าคุณประโยชน์ของส่วนต่างๆของยอไว้ดังต่อไปนี้
                ราก คุณประโยชน์เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ใบยอ รสขมขื่น สรรพคุณบำรุงธาตุ แก้ไข้ ฆ่าเหา ปวดข้อ คั้นน้ำทา แก้โรคเกาต์ แก้ท้องร่วงในเด็ก แก้เหงือกบวม คั้นน้ำทาแก้แผลเรื้อรัง แก้กษัย ผสมยาอื่นแก้วัณโรค ผลดิบหรือแก่ รสเผ็ด คุณประโยชน์ขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับโลหิต เมนส์ของสตรี ฟอกเลือด แก้คลื่นเหียนอาเจียน ผสมยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกยุ่ย แก้เสียงแหบ แก้ร้อนในอก ผลสุก ของยาม้าน มีกลิ่นฉุน สรรพคุณผายลมในลำไส้ ต้น ใช้เป็นส่วนประกอบกับสมุนไพรอื่นเป็นยารักษาวัณโรค ดอก เป็นส่วนประกอบของสมุนไพรตัวอื่นเป็นยารักษาวัณโรค
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้
แก้คลื่นไส้ที่เกิดขึ้นจากธาตุผิดปกติ           ใช้ผลดิบหรือห่าม(ยังไม่สุก) ฝานเป็นชิ้นบางๆย่าง  หรือคั่วไฟอ่อนๆให้เหลือง  ใช้ทีละ  2  กำมือ  น้ำหนักประมาณ  10-15  กรัม  ต้มหรือชงน้ำจิบแต่น้ำเสมอๆในตอนที่มีลักษณะ  ถ้าดื่มทีละมากมายๆจะก่อให้อ้วก
ใบสดใช้ต้มน้ำดื่มหรือนำมาบดตากแห้งชงเป็นชาดื่ม รวมทั้งใส่แคปซูลรับประทาน ช่วยแก้กษัย  แก้ปวดเมื่อยตามข้อมือข้อเท้า แก้ท้องร่วง ลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้โรคเบาหวาน คุ้มครองปกป้องโรคในระบบหัวใจ รวมทั้งเส้นเลือด แก้โรคมะเร็ง
ดอกใช้ต้มน้ำกินหรือนำมาตากแห้งชงเป็นชาดื่ม แก้วัณโรค เบาหวาน คุ้มครองโรคหัวใจ และหลอดเลือด ต้านโรคมะเร็ง
เนื้อผลมีรสเผ็ดร้อน มีสารออกฤทธิ์คือ asperuloside ใช้แก้อาเจียน ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร รวมทั้งไส้ ช่วยขับระดู แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ช่วยลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ
รากเอามาต้มหรือดองเหล้ารับประทานเป็นยาระบาย แก้กษัย ช่วยเจริญอาหาร ปกป้องโรคมะเร็ง โรคในระบบหัวใจ และก็หลอดเลือด
ไอระเหยซึ่งระเหยออกมาจากลูกยอ ใช้รักษากุ้งยิง ลูกยอดิบ ใช้รักษาลักษณะของการเจ็บ หรือแผลตกสะเก็ดรอบปากหรือด้านในปาก ลูกยอสุก ใช้รับประทาน ลูกยอบดละเอียดใช้กลั้วคอแก้คอเจ็บ ใช้ทาเท้าแก้เท้าแตก ใช้ทาผิวฆ่าเชื้อโรค หรือรับประทานเพื่อฆ่าพยาธิในร่างกาย
ช่วยรักษาโรคกรดไหลย้อน ด้วยแนวทางการทำเป็นเครื่องดื่ม ใช้คู่กับหัวหญ้าแห้วหมู อย่างแรกให้เลือกลูกยอห่าม เอามาหั่นเป็นแว่นๆไม่บางหรือหนาจนเกินความจำเป็น และจากนั้นจึงนำไปย่างไฟอ่อนๆโดยย่างให้เหลืองกรอบ สำหรับหญ้าแห้วหมูให้เอาส่วนหัวใต้ดินที่พวกเราเรียกว่าหัวแห้วหมู นำไปคั่วให้เหลืองรวมทั้งมีกลิ่นหอมสดชื่น เมื่อเสร็จแล้วให้ตั้งไฟต้มน้ำจนถึงเดือดแล้วเอาตัวยาทั้งสองชนิดลงไปต้มพร้อม ใส่น้ำตาลกรวดพอเพียงหวาน ทิ้งไว้ครู่หนึ่งแล้วชูลงจากเตา รอจนอุ่นแล้วนำมากิน ส่วนที่เหลือให้กรองเอาแต่น้ำแช่เอาไว้ในตู้เย็นแล้วค่อยอุ่นกิน ให้ดื่มต่อเนื่องกัน 1 สัปดาห์ช่วยแก้ลักษณะการเจ็บคอ ด้วยการใช้ลูกยอดิบนำไปเผาไฟให้สุกและก็แช่ในน้ำต้มสุก แล้วรินเอาแต่น้ำเพื่อบรรเทาอาการ
วิธีการใช้ยอรักษาอาการอ้วก   ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขพื้นฐาน)                 นำผลยอดิบที่โตเต็มกำลังแล้วมาฝานเป็นแผ่นบางๆหลังจากนั้นเอามาตากแห้ง แล้วคั่วในกระทะบนไฟอบอวลๆให้แห้งไหม้เกรียม เอามาบดเป็นผง แล้วก็ใช้ผงมาราวๆ 20 กรัม ชงกับน้ำเดือดใหม่ๆ1 ลิตร แช่ทิ้งเอาไว้ราวๆ 15 นาที กรองเอาแต่น้ำใส่กระติกน้ำร้อนไว้ จิบน้ำยาราว 30 มิลลิลิตร ทุก 2 ชั่วโมง เวลาอาเจียน คลื่นไส้
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับแก้อาเจียน อ้วก การศึกษาการใช้น้ำผลยอสำหรับในการยับยั้งอาเจียน โดยเปรียบเทียบกับยา metoclopramide ซึ่งเป็นยาแก้อาเจียน และน้ำชาซึ่งใช้ในกรุ๊ปควบคุม ในคนป่วยไข้มาลาเรีย 92 ราย ที่มีอาการอ้วกอ้วก ชาย 68 ราย หญิง 24 ราย อายุระหว่าง 15 -55 ปี แบ่งเป็นกลุ่มใช้น้ำผลยอ 30 มล. กินทุก 2 ชั่วโมง กลุ่มที่ 2 กินชา 30 มล. ทุก 2 ชั่วโมง และกลุ่มที่ 3 ใช้ยา metoclopramide 1 เม็ด (5 มก.) เวลามีอาการคลื่นไส้อ้วกทุก 4 ชั่วโมง จดบันทึกปริมาณครั้งการอาเจียนก่อนและข้างหลังการให้ยาทุกราย จากการเรียนพบว่าค่าถัวเฉลี่ยปริมาณครั้งการอ้วกก่อนให้ยาทั้งยัง 3 กรุ๊ป มีค่าไม่ได้แตกต่างกัน แม้กระนั้นจำนวนการอ้วกกรุ๊ปที่ใช้ยา metoclopramide มีน้อยที่สุดรองลงมาคือยอ และน้ำชามีค่าเฉลี่ยเยอะที่สุด แปลว่ายอลดอาการอาเจียนได้มากกว่าน้ำชา
เมื่อเรียนกลไกการออกฤทธิ์พบว่าผลยอมีฤทธิ์ต้านทาน dopamine อย่างอ่อน  สารสกัดน้ำของผลยอสามารถรีบการบีบตัวของลำไส้เล็กในหนูเม้าส์ที่ได้ถูกกระตุ้นให้อาเจียนด้วย  apomorphine แต่ว่าไม่อาจจะต่อต้านฤทธิ์ของ apomorphine สำหรับเพื่อการลดการบีบตัวของกระเพาะอาหารได้
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial activity) มีกล่าวว่าสาร acubin L-asperuloside และก็ alizarin ในผลลูกยอเป็น antibacterial agent สามารถคุ้มครองการติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆได้ ได้แก่ Pseudomonas aeruginosa Proteus morgaii S Staphylococcus aureus Bacillus subtilis Escherichia coil Salmonella และก็ Shigella
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส (Antitviral activity) มีรายงานการค้นพบสารชนิดหนึ่งจากรากของต้นยอชื่อว่า 1-methoxy-2-formyl-3-hydroxy anthraquinone ซึ่งมีฤทธิ์สำหรับการยังยั้งการเกิด cytopathic effect ของเชื้อ HIV ต่อการ infect MT4 cell โดยไม่มีการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์
ฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรค (Antitubercular effects) มีการรายงานพบว่าลูกยอสามารถกำจัดการต่อว่าดเชื้อวัณโรคได้ถึง 97% เปรียบเทียบกับยา antibiotic อย่างเช่น Rifampcin
ฤทธิ์หยุดความเจ็บปวด (Analgesic activity) มีกล่าวว่าสารสกัดจากรากยอมีฤทธิ์ระงับปวดในสัตว์ทดสอบ และก็ผลจากการวิจัย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ทัศนีย์ ปัญจานนท์ พบว่าสารสกัดจากผลยอไทยมีฤทธิ์ยับยั้งปวดในสัตว์ทดลอง

การเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ  สารสกัดเอทานอลกับน้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินฉีดเข้าทางท้องหนูพบว่า ค่า LD50 พอๆกับ 0.75 ก./กก. สารสกัดเมทานอลกับน้ำจากผลฉีดเข้าทางช่องท้องหนูเพศผู้พบว่า ค่า LD50 มีค่ามากยิ่งกว่า 1 ก./กก.น้ำหนักตัว ส่วนอีกการทดลองพบว่า สารสกัดเอทานอลกับน้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินขนาด 10 กรัม/กก. ให้ทางสายยางสู่กระเพาะหนูหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังไม่แสดงความเป็นพิษ
การทดสอบพิษกึ่งเรื้อรังในหนูแรทโดยป้อนสารสกัดจากผลยอ ไม่พบความผิดปกติอะไรก็ตามในค่าตรวจทางวิชาชีวเคมีในเลือด และค่าตรวจทางโลหิตวิทยา นอกนั้นการทดลองความเป็นพิษโดยใช้สารสกัดด้วยน้ำจากผลยอแห้ง ก็ไม่พบความเป็นพิษทั้งแบบกระทันหันรวมทั้งแบบเรื้อรัง
พิษต่อเซลล์  น้ำคั้นจากผลขนาด 6.25 มก./มิลลิลิตรทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีความเป็นพิษต่อเซลส์ CAa-IIC ในเวลาที่สารสกัดเม-ทานอลจากใบ ทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง ไม่พบความเป็นพิษต่อเซลล์ CFI IS-RA II สารสกัดคลอโรฟอร์มแล้วก็น้ำจากรากทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีผลต่อความเคลื่อนไหวรูปร่างของเซลล์ ตอนที่สารสกัดเฮกเซนแล้วก็เมทานอลจากรากไม่เป็นผลต่อความเคลื่อนไหวรูปร่างของเซลล์
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากผลไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ เมื่อทดลองใน Bacillus subtilis
ข้อเสนอ/ข้อพึงระวัง

  • สารโพรซีโรนินที่เจอในน้ำลูกยอ ต้องการน้ำย่อยเปปซิน (Pepsin) รวมทั้งสภาพความเป็นกรดในกระเพาะ เพื่อกลายเป็นซีโรนิน ดังนั้น หากรับประทานน้ำลูกยอในขณะที่ท้องอิ่มแล้วจะทำให้ส่งผลทาเภสัชของสารซีโรนินลดลง
  • คุณประโยชน์ แล้วก็สรรพคุณน้ำลูกยอจะน้อยลงเมื่อกินร่วมกับแอลกอฮอล์
  • การบดหรือการสกัดน้ำลูกยอไม่สมควรกระทำให้เม็ดยอแตก เนื่องจากว่าสารในเมล็ดยอมีฤทธิ์เป็นยาระบายอาจจะเป็นผลให้ถ่ายบ่อยครั้งได้
  • ผู้เจ็บป่วยโรคไตไม่สมควรดื่มน้ำลูกยอ เพราะว่ามีเกลือโปแตสเซียมสูง อาจส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้
  • สตรีมีครรภ์ไม่สมควรบริโภคลูกยอ เนื่องจากผลยอมีฤทธิ์ขับเลือด อาจจะส่งผลให้แท้งลูกได้
เอกสารอ้างอิง

  • มากคุณค่าน้ำลูกยอ.สภาภรณ์ ปิติพร.2545.
  • อัญชลี จูฑะพุทธิ  ปุณฑริกา ณ พัทลุง  อุไรวรรณ เพิ่มพิพัฒน์  เย็นจิตร เตชะดำรงสิน.  การศึกษาฤทธิ์ต้านอาเจียนของผลยอ. ไทยเภสัชสาร 2539;20(3):195-202.
  • ผลของใบยอและฟ้าทะลายโจรต่อการเปลี่ยนแปลงสีและอัตราการจับกินเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวในปลาทอง (Carasius auratus.) ชฎาธาร โทนเดียว,2527.
  • วิชัย เอกพลากร  สำรวย ทรัพย์เจริญ ประทุมวรรณ์  แก้วโกมล และคณะ.  การศึกษาทางคลินิกของผลยอในการระงับอาการอาเจียน.  รายงานการวิจัยโครงการสมุนไพรกับการสาธารณสุขมูลฐาน สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน  กระทรวงสาธารณสุข.
  • ยอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คระเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ลูกยอ/ใบยอ น้ำลูกยอและสรรพคุณยอ.พืชเกษตรดอทคอม
  • ยอ.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/
  • ยอ.สมุนไพรไทยสรรพคุณสารพัดที่หลายคนมองข้าม.ศูนย์ปฏิบัติการช่างเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส
  • ยอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สุทธิพันธ์ สาระสมบัติ. การพัฒนายาเพิ่มภูมิคุ้มกันจากสมุนไพร: ยอบ้าน (Morinda citrifolia L.). รายงานการวิจัยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2546.
  • Khurana H, Junkrut M, Punjanon T. Analgesic activity and genotoxicity of Morinda citrifolia.  Thai J Pharmacol 2003;25(1):86.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;122/4:36-65.
  • Charoenpiriya A, Phivthong-ngam L, Srichairat S, Chaichantipyuth C, Niwattisaiwong N, Lawanprasert S. Subacute effects of Morinda citrifolia fruit extract on hepatic cytochrome P450 and clinical blood chemistry in rats.  Thai J Pharm Sci 2003;27(suppl):69.
  • Hiramatsu T,Imoto M,Koyano T, Umezawa K.  Induction of normal phenotypes in ras-  transformed cell by damnacanthal from Morinda citrifolia.  Cancer Lett 1993;73(2/3):161-6.
  • Dhawan BN,Patnalk GK, Rastogi RP, et al.  Screening of Indian plant for biological activity. VI.  Indian J Exp Biol 1977;15:208-19.
  • Hirazumi A, Furusawa E.  An immunomodulatory polysacharide-rich substance from the fruit juice of Morinda citrifolia (Noni) with antitomour activity.  Phytother Res 1999;135:380-7.
  • Nakahishi K, Sasaki SI, Kiang AK, et al.  Phytochemical survey of Malaysian plant preliminary chemical and phramacological screening.  Chem Pharm Bull 1965;137:882-90.
  • Murakami A, Kondo A, Nahamura Y, Ohigashi H, Koshimizu K.  Possible anti-tumor promoting properties of edible plants from Thailand and identification of an active constituent, cardamomin, of Boesenbergia pandurata.  Biosci Biotech Biochem 1993;57(11):1971-3.



Tags : ยอ

10

ฟ้าทะลายโจร
ชื่อสมุนไพร ฟ้าทะลายโจร
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  น้ำลายพังพอน , ขุนโจรห้าร้อย (ภาคกึ่งกลาง,กรุงเทวดา), สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) , ใกล้จะสว่าง (จังหวัดสกลนคร) , เขยตายายหุ้ม (จังหวัดราชบุรี) , หญ้ากันงู (จังหวัดสงขลา) , ฟ้าสะท้าน (จังหวัดพัทลุง) , เมฆทะลาย (จังหวัดยะลา) ,เชื้อเชิญสิน , เจ๊กเกี้ยงฮี้ , โขว่เซ่า , ซีปังฮี (จีน)
ชื่อสามัญ  Kariyat, Creat, Herba  Andrographis, Indian Echinace
ชื่อวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm. f .) Nees
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees
สกุล   Acanthaceae
ถิ่นเกิด ฟ้าทะลายมิจฉาชีพ เป็นไม้ล้มลุกในเชื้อสายเดียวกับโหระพาหรือกระเพรา มีบ้านเกิด แล้วก็พบแพร่กระจายตามประเทศต่างๆในทวีปเอเซีย ซึ่งจัดเป็นสมุนไพรท้องถิ่นในประเทศแถบทวีปเอเชียรวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้นว่า ประเทศอินเดีย จีน ศรีลังกา ไทย และยังใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วทวีปเอเชีย โดยนิยมนำส่วนของใบและก็ลำต้นใต้ดินมาทำเป็นยารักษาโรค โดยเป็นไม้ล้มลุกที่มีรสขมจัด กระทั่งขึ้นชื่อว่าเป็นแรงวที่ความขม “King of the Bitterness”  ในปัจจุบันสามารถเจอฟ้าทะลายขโมยได้ทั่วไปในประเทศไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน ประเทศอินเดีย ศรีลังกา และหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถพบได้ทุกภาคของประเทศ แล้วก็ยังเป็นสมุนไพรที่กำลังเป็นที่นิยมสำหรับในการประยุกต์ใช้ผลดีในการรักษาโรคอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป ฟ้าทะลายโจร เป็นไม้พุ่มเตี้ยสูง 40-80 เซลเซียสม. ลำต้นลักษณะสี่เหลี่ยม แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ทั้งยังต้นมีรสขมมากมาย ใบออกตรงกันข้ามกัน ตัวใบยาวรีปลายใบเรียวแหลม ยาว 2-8 ซ.มัธยม กว้าง 1-3 เซลเซียสม. ขอบของใบมีรอยหยักบางส่วนเกือบเรียบ ก้านใบสั้นจนแทบจะเรียกว่า ไม่มีก้านใบ ดอกออกมาจากซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมีสีเขียว ยาวราวๆ 3 มัธยมม. ส่วนโคนติดกันปลายแยกเป็น 5 กลีบเรียวแหลมกลีบชิดกันเป็นหลอดสีขาว ปลายแยกเป็น 2 ด้านใหญ่ๆคล้ายปาก ด้านบนขนาดใหญ่กว่าซีกด้านล่าง
ส่วนปลายยังแบ่งเป็นกลีบเล็กๆ3 กลีบ มีรอยกระสีม่วง ซีกล่างมีขนาดเล็ก ส่วนปลายมีรอยแยกเป็น 2 กลีบสีขาว เกสรตัวผู้มี 2 อัน ชิดกับกลีบดอก ก้านเกสรเป็นเส้นสีขาวบางๆยื่นออกมา 2 เส้น มีขนนุ่มๆปกคลุมอยู่ ปลายมีอับเรณูสีม่วงดำ ก้านเกสรตัวเมียเป็นเส้นยาวๆบางๆสีแดงอมาสัมผัสที่อับเรณูของเกสรตัวผู้ รังไข่มี 1 อัน ผลเป็นฝักทรงกระบอกแบนมีร่องลึกกึ่งกลางด้านแบบทั้งสองด้าน ฝักยาวราวๆ 1.5 ซ.มัธยม กว้าง 0.5 เซลเซียสมัธยม ฝักแก่แล้วแตกตามรอยข้าง ฝักแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยมีร่องลึกนั้นอยู่ที่ซีกละร่อง เม็ดสีส้มแดงแข็ง มองออกจะโปร่งแสง ฝักหนึ่งมีเมล็ดหลายเม็ด
การขยายพันธุ์
ฟ้าทะลายมิจฉาชีพเป็นพืชล้มลุกนานยาวนานหลายปี สามารถพบเจอได้ตามพื้นที่ทั่วไป เป็นพืชที่เติบโตเจริญในทุกสภาพดิน ถูกใจดินร่วน ดินมีความชื้น สามารถเติบโตในพื้นที่ที่มีวัชพืชขึ้นดกก้าวหน้า พบได้บ่อยอีกทั้งในหรือแสงอาทิตย์รำไร
การขยายพันธุ์ฟ้าทะลายโจรนิยม แพร่พันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด เมล็ดที่ใช้ควรเป็นเมล็ดแก่ที่มีลักษณะสีดำ โดยการโปรยในแปลงดินหรือพื้นที่ว่างทั่วๆไป รวมถึงการหยอดเมล็ดในกระถาง เม็ดจะผลิออกด้านใน 1-2 อาทิตย์
ฟ้าทะลายโจรข้างหลังเม็ดผลิออกแล้วไม่อยากการดูแลมากมายเสมือนพืชทั่วไป เนื่องด้วยไม่มีโรคหรือแมลงรอทำลายเท่าไรนัก เพียงรอกำจัดวัชพืชรอบลำต้นก็สามารถเติบโตเจริญ และไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีแต่อย่างใด แม้กระนั้นควรจะรอให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และก็กระพรวนดินให้ร่วนซุยสม่ำเสมอ
สำหรับการเก็บเกี่ยวควรที่จะเก็บเกี่ยวในช่วงที่พืชมีดอกนับตั้งแต่เริ่มมีดอกจนถึงดอกบานจำนวนร้อยละ 50 เพื่อมีจำนวนสารสำคัญสูง ซึ่งพืชจะแก่ประมาณ 110-150 วัน
ส่วนประกอบทางเคมี
ส่วนเหนือดินฟ้าทะลายมิจฉาชีพ มีสารสำคัญประเภทไดเทอร์พีนแล็กโทน (diterpene lactones) หลายอย่าง อาทิเช่น แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) นีโอแอนโดร-กราโฟไลด์ (neoandrographolide) ดีออกซีแอนโดร-กราโฟไลด์ (deoxyandrographolide) ดีออกซีไดดีไฮโดรแอนโดเกลื่อนกลาดราโฟไลด์ (deoxy-didehydro andrographolide) ทั้งนี้วัตถุดิบฟ้าทะลายขโมยที่ดีควรจะมีปริมาณแล็กโทนรวมคำนวณเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ไม่ต่ำยิ่งกว่าปริมาณร้อยละ 6 และไม่ควรจะเก็บวัตถุดิบไว้ใช้นานๆเนื่องจากจำนวนสารสำคัญจะลดโดยประมาณจำนวนร้อยละ 25 เมื่อเก็บไว้ 1 ปี รวมทั้งยังมีสารกลุ่มฟลาโม้น ดังเช่น aroxylin, wagonin, andrographidine A , paniculide A ,paniculide B , paniculide C , andrographolide , neoandrographolide ,
deoxyandrographolide-19-B-D-glucopyranoside , deoxyandrographolide , caffeic acid (3, 4- dihydroxy-cinnamicacid) , chlorogenic acid , 3, 5-dicaffeoyl-d-quinic acid , Ninandrographolide
    Andrographoside                         Paniculide A               
ประโยชน์/คุณประโยชน์ สำหรับการนำฟ้าทะลายขโมยมาใช้ประโยชน์นั้นส่วนใหญ่จะเน้นหนักในเรื่องคุณประโยชน์ทางยาในการบำบัดรักษาโรคมากยิ่งกว่าจะเอามาทำประโยชน์อื่น ซึ่งคุณประโยชน์ของฟ้าทะลายขโมยนั้นมีดังนี้
ตำราเรียนยาไทย ฟ้าทะลายมิจฉาชีพเป็นยาเย็นมีรสขมใช้ดับร้อน , แก้พิษ , เพื่อรักษาไข้ หวัด ไข้หวัดใหญ่ ดับพิษร้อน ยับยั้งอักเสบในอาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ  ขับเสมหะ ลดบวม แก้บิด แก้กระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ รักษาโรคผิวหนัง ฝี การตำหนิดเชื้อ ที่ทำให้มีลักษณะปวดท้อง ท้องร่วง บิด ทำให้เจริญอาหาร ลดระดับความดันโลหิต คางทูม หูชั้นกึ่งกลางหรือปากอักเสบอื่นๆอีกมากมาย
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้กำหนดคุณประโยชน์ของฟ้าทะลายมิจฉาชีพไว้ดังต่อไปนี้  ช่วยรักษาโรคหวัด เนื่องมาจากมีสารสำคัญทางวิชาพฤกษศาสตร์หลากหลายประเภท อย่างเช่น ไดเทอร์ปีนแลคโตน (Diterpene Lactones) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) แล้วก็สารประกอบอื่นๆซึ่งเชื่อว่าช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้ดำเนินงานดีขึ้น รวมทั้งมีส่วนช่วยทุเลาอาการจากโรคหวัดสำหรับคนไข้ที่มีลักษณะไม่รุนแรง และค่อนข้างจะไม่มีอันตรายสำหรับเพื่อการรับประทาน เนื่องจากจากการเรียนไม่พบผลข้างเคียง ซึ่งอาจเป็นอีกตัวเลือกเสริมของการดูแลและรักษาโรคไข้หวัดทั่วๆไป
โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ ฟ้าทะลายขโมยมีคุณสมบัติช่วยยั้งการหลั่งสารที่นำมาซึ่งอาการอักเสบในร่างกาย ต้านทานอนุมูลอิสระ การแข็งตัวของเลือด และก็ยังพบแถลงการณ์ว่าสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรช่วยคุ้มครองป้องกันโรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการทดสอบในสัตว์ ทั้งยังยังถูกใส่เป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติของกระทรวงสาธารณสุขในหมวดกลุ่มลักษณะของระบบทางเดินอาหาร ก็เลยมักประยุกต์ใช้คุณประโยชน์สำหรับเพื่อการรักษาและทุเลาโรคไส้อักเสบ
จากข้อมูลในข้างต้นมั่นใจว่าฟ้าทะลายโจร มีความน่าจะเป็นไปได้สำหรับการทุเลาอาการของโรคลำไส้ใหญ่อักเสบได้เช่นเดียวกับยาเมซาลาซีนที่ใช้เป็นรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบในตอนนี้ แต่ว่าควรระมัดระวังสำหรับในการใช้อย่างเหมาะควรและก็อยู่ภายใต้การดูแลของหมอเป็นสำคัญ เพราะเหตุว่าการใช้ฟ้าทะลายโจรยังเป็นการหมอทางเลือกแล้วก็พบรายงานผลข้างเคียงจากการเรียนรู้อยู่บางส่วน
ลดลักษณะของการมีไข้และก็อาการเจ็บคอที่มีสาเหตุมาจากต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นการอักเสบของต่อมทอนซิลจากการต่อว่าดเชื้อในช่องคอ ด้วยสรรพคุณช่วยระงับอาการอักเสบและต่อต้านเชื้อการติดเชื้อของฟ้าทะลายโจร และก็จากการวิจัยทดลองก็เลยเชื่อว่าฟ้าทะลายขโมย ช่วยรักษาหรือบรรเทาอาการติดโรคในทางเดินหายใจตอนแรกได้
โรคข้อรูมาตอยด์  เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดการอักเสบตามข้อรวมทั้งหลายอวัยวะภายในร่างกาย ซึ่งฟ้าทะลายมิจฉาชีพมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ โดยเฉพาะสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) จึงถูกประยุกต์ใช้เป็นการรักษาช่องทางในโรคภูไม่ต่อต้านตนเองหรือแพ้ภูไม่ตัวเอง รวมทั้งจากการเรียนรู้การใช้ยาที่มีสารสกัดจากฟ้าทะลายขโมยในผู้เจ็บป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ที่มีลักษณะอาการของโรคกำเริบ  ก็เลยคาดว่าฟ้าทะลายขโมยก็อาจนำไปใช้เป็นการรักษาเสริมในคนเจ็บโรคข้อรูมาตอยด์ได้
ไข้หวัดใหญ่ คุณลักษณะของฟ้าทะลายมิจฉาชีพคือช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานก้าวหน้าขึ้น ฟ้าทะลายขโมย จึงมีคุณภาพสำหรับการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ได้ จากการเรียนรู้นำร่อง 2 ชิ้น เกี่ยวกับคุณภาพของการใช้สารสกัดที่มีส่วนประกอบของฟ้าทะลายมิจฉาชีพในคนไข้โรคไข้หวัดใหญ่ จำนวน 540 คน เปรียบเทียบกับยาอะแมนตาดีน (Amantadine) ที่เป็นยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ผลพบว่า คนป่วยที่ได้รับสารสกัดฟ้าทะลายโจรมีอาการเร็วและก็อาการเข้าแทรกน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาอะแมนตาดีน ซึ่งทำให้เห็นว่าสารสกัดฟ้าทะลายโจร มีคุณภาพต่อการดูแลรักษาโรคไข้หวัดใหญ่
แบบ/ขนาดวิธีใช้
ตำรับยาไทย

  • แก้บิดจากแบคทีเรีย (บิดไม่มีตัว หรือบิดชิเกลล่า) ลำไส้อักเสบ ใช้ใบสด 10-15 กรัม ต้มน้ำผสมน้ำผึ้งรับประทาน
  • แก้บิดจากแบคทีเรียอย่างกระทันหัน ลำไส้อักเสบ กระเพาะอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำ กินวันละชุด แบ่งรับประทานเป็น 2 ครั้ง เช้าตรู่-เย็น
  • แก้หวัด จับไข้ ปวดหัว ท้องเดิน ใช้ต้นแห้งบดเป็นผุยผง ผสมน้ำสุก กินครั้งละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง
  • แก้ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ ใช้ต้นแห้งบดเป็นผงผสมน้ำสุก กินครั้งละ 3 กรัม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ใช้ใบแห้ง 10 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้วัณโรคปอดในระยะเริ่มต้น


           ใช้ใบแห้งบกเป็นผงผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดเมล็ดถั่วเหลือง กินทีละ 15-30 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง กับน้ำสุก
           ใช้ต้นแห้ง 15 กรัม ใบจับไต่กงเล้า (Mahonia bealei (Fort) Carr) 15 กรัม เถาฮงเสี่ยโกยฮ๊วย (Milletia reticulate Benth) 30 กรัม ต้มน้ำ แบ่งให้กินเป็น 2 ครั้ง วันละ 1 ชุด ต่อเนื่องกัน 15-30 วัน เป็น 1 รอบ ของการดูแลและรักษา

  • แก้โรคไอกรน ใช้ใบ 3 ใบ ชงน้ำ ผสมน้ำผึ้งรับประทานวันละ 3 ครั้ง
  • แก้ความดันโลหิตสูง จนกระทั่งมีอาการปรากฏให้เห็น ใช้ใบ 5-7 ใบ ชงน้ำกินวันละหลายๆครั้ง
  • แก้ปากอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ใช้ใบแห้งบดเป็นผุยผงหนัก 3-5 กรัม ผสมน้ำผึ้งกินร่วมกับน้ำ
  • แก้คออักเสบ ใช้ต้นสดบดกลืนช้าๆให้ฆ่าเชื้อโรคที่รอบๆคอ
  • แก้ไส้ติ่งอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 25 กรัม กับดอกต้นเบญจมาศสวน (Chrysanthemum indicum L.) 30 กรัม ต้มน้ำกินวันละ 2 ชุด
  • แก้จมูกอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ปอดฟัน ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่มหรือใช้ต้นสดตำคั้นเอาน้ำหยอดหูอีกด้วย
  • แก้โรคหนองใน ทางเดินฉี่อักเสบ ใช้ใบสด 10-15 ใบ ตำผสมน้ำผึ้งชงน้ำดื่ม
  • แก้รอยแผลไฟเผา น้ำร้อนลวก ใช้ใบแห้งบดเป็นผุยผงละเอียดผสมน้ำมันพืชทา หรือใช้ใบสดต้ม เอาน้ำที่ต้มเย็นแล้วมาชะล้างบาดแผล
  • แก้พิษงูกัด


           ใช้ใบสดตำ เอาไปอังเหนือควันไฟจนกระทั่งติดน้ำมันจากควัน เอามาพอกที่ปากแผล หรือใช้ใบแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน
           ใช้ต้นสด 30 กรัม ร่วมกับ Paris polyphylla 10 กรัม ฮั่งชิ้งเช่า (Scutellaria indica L.) เลือกเอาแบบใบแคบ 30 กรัม จั่วจิเช่า จำพวกดอกขาว (Oldenlandia diffusa Roxb) 30 กรัม ต้มน้ำกินวันละ 1-2 ชุด

  • แก้ผื่น ผื่นคัน ใช้ผงยานี้ 30 กรัม ผสมน้ำมันพืชลงไป จนมีขนาด 100 หม่อมหลวง ใช้ทาบริเวณที่เป็น
การใช้ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)

  • ใช้ฟ้าทะลายขโมยรักษาอาการท้องร่วง โดยใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 250 มก. ปริมาณ 2 แคปซูล กิน 4 ครั้งต่อวัน
  • ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาอาการไอรวมทั้งเจ็บคอ โดยนำใบฟ้าทะลายโจรสดตากแห้งในร่ม บดเป็นผุยผงละเอียด เอามาปั้นเป็นยาลูกกลอน ขนาดปลายนิ้วก้อย ผึ่งลมให้แห้ง กิน 3-6 เม็ด วันละ 4 ครั้ง 3 เวลา หลังอาหารแล้วก็ก่อนนอน หรือใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายโจร ขนาด 250 มก. จำนวน 2 แคปซูล รับประทานวันละ 4 ครั้งหลังของกินและก็ก่อนนอน
  • ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาฝี โดยนำใบค่อนข้างจะแก่โดยประมาณ 1 กำมือ แล้วเอาเกลือ 3 เม็ด ใส่ผสมตำรวมกันในครกพอละเอียดดี เอาเหล้าครึ่งถ้วยชา น้ำครึ่งช้อนชา ใส่รวมลงไปคนให้เข้ากันดีเทน้ำกินค่อนถ้วยชา กากที่เหลือพอกแผลฝี แล้วเอาผ้าสะอาดพันไว้ พอกใหม่ๆจะรู้สึกเจ็บปวดบางส่วน


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ    ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายขโมยแห้ง 250 มก. แล้วก็ 500 มก.      ทุเลาอาการท้องร่วงไม่ติดโรค รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร    บรรเทาอาการเจ็บคอ รับประทานวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารรวมทั้งก่อนนอน                 ทุเลาอาการหวัด กินวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน  การใช้เพื่อรักษาหรือบรรเทาโรคอื่น หรือใช้บำรุงร่างกาย ควรต้มน้ำกินหรือรับประทาน 1-3 กรัม หลังอาหาร 1-7 วัน และควรเว้นระยะการกิน 3-4 วัน เพื่อลดผลที่อาจเป็นเพราะการสั่งสมของสารหรือได้รับสารในปริมาณมากภายในร่างกาย

การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดไข้     เมื่อป้อนส่วนสกัด 85% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน ขนาด 2.5 ก./กก. แก่กระต่ายที่ถูกฉีดวัคซีนไข้รากสาดน้อยเข้าใต้ผิวหนังเพื่อให้ป่วย พบว่าไข้น้อยลง เช่นเดียวกับเมื่อป้อนสารสกัด 95% เอทานอล ขนาด 2 แล้วก็ 4 มล./กิโลกรัม แก่หนูขาว albino ที่ถูกฉีดเชื้อยีสต์เข้าใต้ผิวหนังขนาด 300 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เพื่อเป็นไข้ พบว่าไข้จะต่ำลงหลังจากที่ได้รับสารสกัด 180 และ 270 นาที รวมทั้งมีความรู้และมีความเข้าใจสำหรับการลดไข้พอๆกับยาลดไข้แอสไพริน แต่ว่าสารสกัดดังที่กล่าวมาแล้วไม่อาจจะลดไข้หนูขาวที่ป่วยเนื่องด้วยถูกฉีดเชื้อยีสต์ขนาด 600 มิลลิกรัม/กก. ส่วนสกัดน้ำ หรือ 50% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน เมื่อให้ทางปากกระต่าย ขนาดสูงสุด 5 ก./กิโลกรัม ไม่สามารถที่จะลดไข้กระต่ายที่ถูกทำให้จับไข้โดยการฉีดวัคซีนไทฟอยด์เข้าใต้ผิวหนัง  Madav S, et al. พบว่า andrographolide ขนาด 100 มก./กิโลกรัม ให้ทางสายยางลงไปในกระเพาะของกินหนูถีบจักร สามารถลดไข้หนูที่ถูกทำให้ป่วยโดย Brewer’s yeast
ส่วนการเล่าเรียนทางคลินิกในคนเจ็บอายุมากกว่า 12 ปี ปริมาณ 152 คน มีลักษณะอาการจับไข้ และเจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน 6 ที่ และก็องค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกลุ่มแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล จำนวน 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายโจรขนาด 3 ก./วัน ปริมาณ 48 คน ขนาด 6 ก./วัน ปริมาณ 51 คน รับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการดูแลรักษาคนไข้กลุ่มที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ขนาด 6 กรัม/วัน อาการไข้แล้วก็ลักษณะของการเจ็บคอจะหายไปมากกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 กรัม/วัน แต่ผลของการรักษาไม่ได้มีความแตกต่างกันในวันที่ 7 ของการรักษา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ        เมื่อป้อนส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 2 ก./กิโลกรัม แก่หนูขาว พบว่าสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan รวมทั้งฉีดส่วนสกัดน้ำ ส่วนสกัดเอทานอล (50%) รวมทั้งส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดินเข้าช่องท้องหนูขาว ขนาด 0.5-2.5, 0.06-0.25 รวมทั้ง 1-2 ก./กิโลกรัม เป็นลำดับ จะสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้ แต่ว่าถ้าป้อนส่วนสกัดน้ำ และก็ส่วนสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 0.125-2 ก./กก. ไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนู
          เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายโจร 500 มก./กก. สารสกัดอัลกอฮอล์จากใบ ขนาด 200 รวมทั้ง 500 มิลลิกรัม/กก.  และก็สารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มก./กิโลกรัม แก่หนูขาว พบว่าสามารถยั้งอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้อักเสบโดย carrageenan ได้เท่ากับ 54.97, 38.01, 53.22 แล้วก็ 41.23% เป็นลำดับ และมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต่อต้านการอักเสบ prednisolone ขนาด 5 มก./กก., indomethacin ขนาด 5 มก./กก. รวมทั้ง ibuprofen ขนาด 10 มก./กก. เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายโจร สารสกัดอัลกอฮอล์ และสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะยั้งการเคลื่อนที่ของเซลล์เม็ดเลือดขาวในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่รอบๆท้อง พอๆกับ 40.67, 45.63 และ 35.25% ตามลำดับ และมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านการอักเสบ prednisolone รวมทั้ง ibuprofen  และก็เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายโจร สารสกัดอัลกอฮอล์ แล้วก็สารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 200 แล้วก็ 500 มก./กิโลกรัม เสมอกันทั้งยัง 3 แบบ สามารถยับยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่บริเวณท้องทิ้งไว้ 5 วัน พอๆกับ 11.86 แล้วก็ 19.85%, 15.15 แล้วก็ 22.78%, 11.76 และ 15.89% ตามลำดับ แล้วก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านทานการอักเสบ ibuprofen ผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพแล้วก็สารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการอักเสบเยอะที่สุด
          สาร andrographolide จากฟ้าทะลายโจรสามารถยั้งกรรมวิธีการอักเสบได้ เมื่อป้อนให้หนูขาวในขนาด 30, 100 และ 300 มก./กิโลกรัม สามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan, kaolin และก็ nystatin ยับยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีไว้ที่ท้อง รวมทั้งลดบวมใน adjuvant ซึ่งจะก่อให้เกิดข้ออักเสบ andrographolide ขนาด 300 มก./กิโลกรัม จะยั้งการรั่วซึมของ acetic acid ซึ่งจะทำให้กำเนิด vascular permeability andrographolide ขนาด 20 มคกรัม/มล. จะลดการผลิต a-tumor necrosing factor (ซึ่งเป็น cytokine ที่อยู่ในกระบวนการทำให้มีการอักเสบ) ของเม็ดเลือดขาวโมโนซัยท์ ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide และก็เพิ่มการผลิต interleukin-1-b และก็ interleukin-6 เล็กน้อย ลดการผลิต a-tumor necrosing factor ในเม็ดเลือดแดงของอาสาสมัครสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ได้มากกว่า 96% แต่ไม่เป็นผลยั้ง interleukin-1-b และก็ interleukin-6 สาร andrographolide ขนาด 0.1-10 ไมโครโมล คุ้มครองปกป้องการยึดติดและก็เคลื่อนย้าย (adhesion and transmigration)ของเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลที่ถูกรั้งนำโดย -formyl-methionyl-leucyl-phenylalanine (fMLP) โดยผ่านกรรมวิธีการที่ andrographolide จะไปลดการแสดงออก (up-expression) ของ CD11b รวมทั้ง CD18 และไปแย่ง fMLP จับกับ phorbol-12-myristate-13-acetate (PMA) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้น protein kinase C ที่จะไปกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการผลิต ROS (reactive oxygen species)  ส่วนสกัดจากสารสกัดฟ้าทะลายขโมย (ไม่เจาะจงประเภทของสารสกัดแล้วก็ส่วนที่ใช้) ความเข้มข้น 100 มค.กรัม/มิลลิลิตร จะยับยั้งสารที่เกี่ยวพันกับกรรมวิธีการเกิดการอักเสบ โดยไปยับยั้ง platelet activating factor (PAF) 82±3% และยั้ง fMLP 79±4%  ซึ่งเป็นสารที่ไปกระตุ้น neutrophil granulocyte ให้ผลิตสารที่จะไปกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอักเสบ นอกเหนือจากนั้นสามารถยับยั้ง neutrophil ในการผลิต elastase ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบได้ 73±4%   สาร andrographolide ขนาด 1-100 ไมโครโมล จะยับยั้งการสร้าง NO ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide และก็ g-interferon ขนาดของสารที่สามารถยับยั้งได้ 50% พอๆกับ 17.4±1.1 ไมโครโมล  ยิ่งกว่านั้นยังลด inducible NO synthase protein (iNOS protein) และลดความคงตัวของโปรตีนโดยผ่านขั้นตอนการ post-transcription รวมทั้งสารสกัดเมทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการสร้าง nitric oxide ของ macrophage ที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ขึ้นรถ andrographolide แล้วก็ neoandrographolide ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ จะมีฤทธิ์ยับยั้งการผลิต nitric oxide ที่ความเข้มข้น 0.1-100 ไมโครโมล และก็ความเข้มข้นที่สามารถยั้งการผลิต nitric oxide 50% เท่ากับ 7.9 แล้วก็ 35.5 ไมโครโมล เป็นลำดับ ผลสำหรับเพื่อการออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสาร เมื่อให้สัตว์ทดลองที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide กิน neoandrographolide ขนาด 5 และ 25 มก./กก./วัน จะยั้งการผลิต nitric oxide 35 และก็ 40% ตามลำดับ ส่วน andrographolide เมื่อให้ทางปาก ไม่มีฤทธิ์ดังกล่าว (3)  นอกจากนั้นยังมีการวิจัยพบว่าสาร deoxyandrographolide, didehydrodeoxyandrographolide รวมทั้ง neoandrographolide มีฤทธิ์ลดการอักเสบเช่นกัน
          การเล่าเรียนทางคลินิกในคนไข้อายุมากกว่า 12 ปี จำนวน 152 คน มีอาการไม่สบาย แล้วก็เจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงหมอชุมชน 6 ที่ แล้วก็องค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกลุ่มแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล ปริมาณ 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 ก./วัน จำนวน 48 คน ขนาด 6 กรัม/วัน จำนวน 51 คน กินติดต่อกันเป็นเวลานาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการรักษาผู้ป่วยกรุ๊ปที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายโจร
ขนาด 6 ก./วัน อาการไข้แล้วก็ลักษณะของการเจ็บคอจะหายไปมากยิ่งกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายโจรขนาด 3 กรัม/วัน  แม้กระนั้นผลการรักษาไม่ต่างอะไรกันในวันที่ 7 ของการดูแลรักษา
ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล 95% จากใบอย่างเข้มข้น และสารสกัดน้ำจากราก ยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ สารสกัดเอทานอล 80% จากราก ขนาด 12.5 มก./มล. แล้วก็ 25 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ให้ผลกำกวมในการยั้งเชื้อ Pseudomonas aeruginosa รวมทั้ง S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ ตามลำดับ และก็สารสกัดน้ำร้อนจากใบอย่างเข้มข้น ได้ผลกำกวมสำหรับในการยับยั้งเชื้อ S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อด้วยเหมือนกัน ทดสอบสารสกัดเฮกเซน และสารสกัดน้ำจากฟ้าทะลายขโมยต้น ความเข้มข้น 200 มก./มล. ด้วยวิธี agar well diffusion method ไม่มีผลยั้งเชื้อ S. aureus เมื่อป้อนสารแขวนลอยของผงใบและก็ลำต้นฟ้าทะลายขโมยแก่หนูขาว (Wistar albino weaning rats) 3 กลุ่มๆละ 24 ตัว ขนาด 0.12, 1.2 แล้วก็ 2.4 ก./กิโลกรัม นาน 6 เดือน โดยมีหนูอีก 24 ตัว รับประทานอาหารตามปกติ เป็นกรุ๊ปควบคุม หลังจากนั้นวางยาสลบหนู ดูดเอาเลือดจากห้องหัวใจ ตัดเนื้อเยื่อปอดและตับมาวางไว้ที่จานเลี้ยงเชื้อที่มี B. subtilis และก็ pathogenic bacteria พบว่า ฟ้าทะลายมิจฉาชีพทุกขนาดความเข้มข้นไม่มีผลยั้งแบคทีเรีย S. aureus

11

ฝรั่ง
ชื่อสมุนไพร  ฝรั่ง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อท้องถิ่น มะก้วย  มะก้วยกา มะกา (จังหวัดเชียงใหม่) , มะปั่น (จังหวัดลำปาง) , บักสีดา (อีสาน) , สีดา (จังหวัดนครพนม) จุ่มโป่ (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) , ชมพู่ (ปัตตานี) , ยามู ,ย่าหมู (ภาคใต้) ยะมูบุเตบันยา (ทุ่งนาราธิวาส , มลายู) , ยะริง (ละว้า) , ฮวงเจี๊ยะหลิ่วกังซิวก้วยแปะจีฉิ่ว (จีน)
ชื่อสามัญ  Guava
ชื่อวิทยาศาสตร์  Psidium guajava Linn
สกุล  MYRTACEAE
บ้านเกิดเมืองนอน ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีบ้านเกิดหรือเป็นพืชพื้นบ้านของเมริกาเขตร้อน De Candolle มั่นใจว่าอยู่ระหว่างประเทศเม็กซิโก แล้วก็เปรู รวมถึงหมู่เกาะอินดีสตะวันตกด้วยชาวสเปนนำจากฝั่งแปซิฟิคไปยังประเทศฟิลิปปินส์ และก็โปรตุเกสนำจากฝั่งตะวันตกไปยังประเทศอินเดีย สำหรับในประเทศไทยนั้น คาดว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยในตอนสมัยของสมเด็จพระทุ่งนารายณ์มหาราช ปัจจุบันเป็นพืชมีขึ้นทั่วๆไปในเขตร้อนและครึ่งร้อน ปลูกเป็นไม้ผลตามบ้าน ตามสวนทั่วๆไป
ลักษณะทั่วไป ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 5-10 เมตร ลำต้นกิ่งก้านมีแก่นไม้เหนียวแข็งดี เปลือกต้นเรียบมีเหลืองอ่อนออกเทา และมีรอยลอกออกเป็นแผ่นๆก้านอ่อนมีลักษณะสี่เหลี่ยม มีขนสีขาวๆสั้น ก้านแก่ ขนหล่นไปหมด ยอดอ่อนมีขนสีขาวสั้นๆปกคลุม ใบเป็นใบคนเดียวออกตรงข้ามกันมีน้อยที่ออกเป็นวง (ที่ข้อเดียวกันออกเกินกว่า 2 ใบ) ใบรูปไข่ยาว 5-12 เซลเซียสม. หรือกว้าง 3-5 เซลเซียสม. ขยี้ใบสูดดมดูจะมีกลิ่นหอม ใบบางเหมือนแผ่นหนัง ปลายใบมนหรือแหลมสั้น ฐานใบเบาๆขยายแหลมออกมายังกึ่งกลางใบ ขอบใบเรียบหลังใบมีสีเขียวแก่ มีรอยเส้นใบ (ยุบลงไปน้อย) ท้องใบมีขนสั้นๆสีขาวนุ่ม และก็มีเส้นใบเป็นรอยนูนออกมา มีเส้นใบ 7-11 คู่ ก้านใบยาว 4 เซนติเมตร ดอกอาจออกเป็นช่อ 1-4 ดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวกลมมน กลีบสาวบางๆหลุดหล่นง่าย ยาว 2-2.5 เซลเซียสมัธยม มีเกสรตัวผู้มาก มีก้านเกสรตัวผู้สีขาวยาวเท่าๆกับกลีบดอกไม้ มีอับเรณูสีเหลืองอ่อน มีก้านเกสรตัวเมีย 1 อันยาวพุ่งขึ้นมาสูงกว่าก้านเกสรตัวผู้ รังไข่อยู่ข้างล่างมี 5 ห้องแล้วก็ลักษณะทรงกลม และก็มีกลีบเลี้ยงเหลือติดอยู่กับปลายผล ผลรูปทรงกลม  มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวราวๆ 3-15 เซลเซียสมัธยม เนื้อผลส่วนมากมีสีเหลือง ขาว หรือชมพู มีกลิ่นหอมหวน เมล็ดแข็ง เป็นรูปไตมีเยอะมากๆ ขนาดเม็ด 0.3-0.5 เซนติเมตร สีขาวอ่อน มักพบปลูกตามบ้านหรือสวนทั่วๆไปเอาผลไว้กินหรือขาย
การขยายพันธุ์    สามารถเติบโตได้ดิบได้ดีในทุกสภาพดิน และก็ทนต่อความแล้ง รวมทั้งน้ำนองได้บางส่วน แต่ว่าโดยปกติมักชอบเติบโตเจริญในดินร่วนคละเคล้าทราย ที่มีภาวะพื้นที่มีการระบายน้ำดี สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 1 ปีหลังปลูก ผลสามารถเก็บได้ในช่วง 4-5 เดือน หลังติดดอก  โดยธรรมดาจะได้ผลได้ในช่วงปลายฤดูแล้งถึงต้นฤดูฝนเป็นช่วงเดือนมีนาคม-เดือนมิถุนายน
                สำหรับการแพร่พันธุ์ฝรั่งสามารถทำได้หลายแนวทาง ดังเช่นว่า การปลูกด้วยเมล็ด การทาบกิ่ง การตำหนิดตา การปักชำ แต่ว่าแนวทางที่นิยมมากที่สุดหมายถึงการทำหมันกิ่ง
การเตรียมดิน และก็การเตรียมแปลง สำหรับเพื่อการปลูกฝรั่งนั้น สามารถทำเป็น 2 รูปแบบตามภาวะพื้นที่ เป็น

  • พื้นที่ดินเหนียว น้ำท่วมขังง่าย รวมทั้งมีระบบน้ำมากเกินเพียงพอ ให้กระทำขุดร่องลุกราวๆ 1 เมตร กว้าง 1-2 เมตร เพื่อเป็นแถวร่องสำหรับในการให้น้ำ การเตรียมแปลง และการปลูกในรูปแบบนี้พบได้บ่อยในพื้นที่ลุ่มภาคกึ่งกลางเป็นส่วนมาก
  • พื้นที่ทั่วๆไปที่มีระบบระเบียบน้ำไม่เพียงพอ สามารถปลูกในแปลงโดยไม่ชูร่องหรือการชูร่องสูงราว 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างร่องโดยประมาณ 3-4 เมตร ดังนี้ ให้กระทำไถดะ 1 ครั้ง เพื่อตากดิน รวมทั้งกำจัดวัชพืช รวมทั้งไถแปร 1 ครั้ง โดยเว้นช่วงห่างประมาณ 1-2 อาทิตย์ ต่อจากนั้นกระทำการไถยกร่อง
ส่วนวิธีการปลูกฝรั่ง มีดังนี้

  • ใช้กิ่งประเภทจากการทำหมันหรือการปักชำ
  • ขุดหลุมปลูก กว้าง ลึก ขนาด 50×50 เซนติเมตร แต่ละหลุมห่างกันราวๆ 3 เมตร ระยะห่างระหว่างแถวโดยประมาณ 3-4 เมตร หรือตามขนาดระยะห่างของร่อง
  • รองพื้นด้วยปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์โดยประมาณ 0.5 กิโลกรัม/หลุม หรือขนาด 1 พลั่วตัก พร้อมคลุกดินผสมตูดหลุมให้สูงราว 1 ฝ่ามือ ทั้งนี้บางทีอาจผสมปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 ในอัตรา 1 กำมือ/หลุมก็ได้
  • นำกิ่งประเภท จากการทำหมันหรือการปักชำลงหลุมปลูก โดยกลบดินสูงเหนือปากหลุมน้อย ดังนี้ควรจะให้ดินกลบเหนือเขตรากสูงราว 10-15 เซนติเมตร
  • ใช้หลักไม้ปักหลุม แล้วก็ผูกเชือกยึดลำต้น
  • เมื่อปลูกเสร็จควรให้น้ำให้เปียกแฉะโดยทันที


การให้น้ำ เริ่มให้น้ำหนแรกข้างหลังการปลูกเสร็จให้เปียกชุ่ม จากนั้น ให้น้ำทุก 2 ครั้ง/วัน ตอนเช้า-เย็น จนถึงต้นฝรั่งตั้งตัวได้ โดยอาจเลือกใช้ระบบการให้น้ำที่มีคุณภาพ จากนั้นบางทีอาจกระทำให้น้ำลดลง ขึ้นอยู่กับภาวะลมฟ้าอากาศ รวมทั้งความชุ่มชื้นของดิน ซึ่งไม่สมควรปลดปล่อยให้ดินแห้ง ขาดน้ำ โดยเฉพาะในตอนติดผล แต่ในตอนติดดอกไม่ควรให้น้ำมากซึ่งในระยะนี้เพียงแค่ระวังไม่หน้าดินแห้งก็ พอเพียง
                โดยสายพันธุ์ของฝรั่งที่ได้รับความนิยมในขณะนี้ เช่น พันธุ์ แป้นสีทอง , จำพวกกิมจู , ชนิดกลมสาลี่ , พันธุ์ไม่มีเม็ด , พันธุ์เวียดนาม ฯลฯ
ส่วนประกอบทางเคมี
quercetin, quercetin-3-arabinoside , quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin),                                    quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin),                             quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) แล้วก็ quercetin 3-O gentiobioside , Tannin ในผิวฝรั่งเมื่อเอามาสกัดน้ำมันระเหย พบสารต่างๆยกตัวอย่างเช่น 1,8-cineole  ,   a-copaene,  trans-caryophyllene  , humulene  ,  a-amorphene ,    nerolidol   , caryophyllene oxide ,  epigiobulol, longitorenedehyde , aromaden dendrene , helifdenolC ฯลฯ  รวมทั้งสำหรับค่าทางโภชนาการของฝรั่งต่อ (165 กรัม) คือ

  • พลังงาน 112 กิโลแคลอรี
  • เส้นใยอาหาร 8.9 กรัม
  • โปรตีน 4.2 กรัม
  • ไขมัน 1.6 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 23.6 กรัม
  • วิตามินเอ 1030 IU
  • วิตามินซี 377 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 1 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 1.8 มิลลิกรัม
  • กรดโฟลิก 81 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 30 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 66 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 0.4 มก.
  • ธาตุโพแทสเซียม 688 มก.
  • ธาตุทองแดง 0.4 มก. ที่มา : Wikipedia


คุณประโยชน์/คุณประโยชน์ ฝรั่งเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดหุ่น หรือผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะเหตุว่าฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร เมื่อกินแล้วจะมีผลให้อิ่มนาน ช่วยกำจัดท้องร้อง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงเดิม ช่วยทำให้ระดับการใช้อินซูลินของร่างกายให้เหมาะสม รวมทั้งยังช่วยล้างพิษโดยรวมได้อีกด้วย ก็เลยส่งผลทำให้ผิวพรรณดูผ่องแผ้วสดใส โดยฝรั่งจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกชนิด และก็ยังมีวิตามินซีสูขี้ตระหนี่ว่าส้มถึง 5 เท่า รวมทั้งยังนิยมนำฝรั่งไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆเช่น ฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย พายฝรั่ง แล้วก็ของหวานอีกหลากหลายชนิด รวมถึงประยุกต์ใช้ทำเป็นยาแคปซูลแก้ท้องเสียจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งบรรจุแคปซูลละ 250 มิลลิกรัม
                ยิ่งไปกว่านี้น้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่งยังมีการเอาไปใช้ในอุตสาหกรรมของกิน ดังเช่นว่า หมากฝรั่ง ลูกกวาด รวมทั้งนำมาผสมหรือแต่งกลิ่นในน้ำยาบ้วนปากได้อีกด้วย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของฝรั่งนั้นมีดังนี้ แบบเรียนยาไทยกล่าวว่า เปลือกต้น, ราก รสฝาด อ่อนโยน ใช้แก้แผลเป็นพิษ แก้ปวดฟัน โรคลักปิดลักเปิด แก้อาการเลือดกำเดา แก้น้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง ใบรสฝาดเปียกแฉะ อ่อนโยนไม่มีพิษ ใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องร่วง บิดเรื้อรัง ลมพิษ ผื่นคัน รอยแผลที่มีเลือดออก ผลที่ยังไม่สุก รสเปรี้ยว ฝาดอ่อนโยน ใช้แก้ท้องเสีย บิด กำจัดกลิ่นปาก แก้ปวดฟัน ผลสุกรสหวานหอมใช้เป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก ใช้ห้ามเลือดต้านการอักเสบ ลดน้ำตาลในเลือด โดยใช้เปลือกแห้งหนัก 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใบแห้งหนัก 3-5 กรัม ถ้าหากเป็นใบสดใช้หนัก 15-30กรัม ต้มน้ำกิน ถ้าเกิดใช้ด้านนอกต้มเอาน้ำชำระล้างหรือตำพอก ผลที่ยังไม่สุก แห้งหนัก 6-10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
แบบ/ขนาดการใช้

  • แก้ลำไส้อักเสบ บิด ใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้กระเพาะไส้อักเสบเฉียบพลันและก็ท้องร่วง ที่เกิดขึ้นมาจากการสรุปยไม่ดี ใช้ใบแห้งหนัก 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้รอยแผลเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการหกล้มหรือกระทบกระแทกหรือรอยแผลมีเลือดออก ใช้ใบสดตำพอกแผลข้างนอก
  • แก้ปวดฟัน ใช้เปลือกรากผสมน้ำส้มสายชูต้มเอามาอมแก้ปวดฟัน
  • แก้เด็กเป็นแผลเล็กแผลน้อยเรื้อรัง ใช้เปลือก ราก ต้มร่วมกับขนไก่ เอามาล้างบาดแผล
  • แก้ผิวหนังเป็นผื่นผื่นคัน ใช้เปลือกต้นสดรวมทั้งใบต้นเอาน้ำล้างรอบๆที่เป็น
  • แก้ท้องเดิน ใช้ใบหรือผลดิบ ต้มกินต่างชา (ใบแห้ง 5 กรัม ใส่น้ำ 100 มล.)
  • ใช้สวนล้างช่องคลอดหลังคลอด ใช้น้ำสุกจากใบสดอุ่นๆสวนล้าง
  • ใช้เพื่อการกำจัดกลิ่นปาก ด้วยการนำใบสด 3-5 ใบมาบดแล้วคายกากทิ้ง
  • ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบโดยการใช้ผลที่ตากแห้งต้มน้ำกิน
  • ยอดอ่อนๆปิ้งไฟให้เหลืองกรอบ ชงน้ำดื่มแก้ท้องเดิน บิด ใบสดเคี้ยวอมกำจัดกลิ่นยาสูบ เหล้า รวมทั้งกลิ่นปากเจริญ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ แก้ท้องร่วง             จากการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยฤทธิ์ทางยาของฝรั่งพบว่าการให้ยาเม็ดแคปซูลใบฝรั่งทีละ 500 มก. ทุก 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน กับคนเจ็บที่เป็นโรคอุจจาระตก 122 คน สามารถลดจำนวนครั้งของการขี้ ระยะเวลาที่อึ แล้วก็ปริมาณน้ำเกลือที่ให้ทดแทนได้  การให้ยาเม็ดแคปซูลฝรั่งขนาด 500 มก. (ที่มีสารฟลาโวนอยด์ 1 มิลลิกรัม/แคปซูล 500 มิลลิกรัม)  ทุก 8 ชั่วโมง ตรงเวลา 3 วันในผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการท้องเสีย เจ็บท้อง จำนวน 50 คน จะสามารถลดการบีบตัวของลำไส้และก็ลดช่วงเวลาเจ็บท้องได้   การให้ยาต้มของฝรั่งในคนไข้เด็กที่เป็นโรคลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) 62 คน ทำให้อาการด้านใน 3 วัน ช่วงเวลาท้องร่วงสั้นลง และไม่พบเชื้อ Rota virus ในอุจจาระมากยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับกรุ๊ปควบคุม
                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยคลอโรฟอร์ม เฮกเซน เมทานอล และก็น้ำ สามารถลดการเคลื่อนไหว และก็การหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาและก็หนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการเคลื่อนมากเพิ่มขึ้นด้วยอะเซทิลโคลีน  สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 สามารถยับยั้งการหดตัวของลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้หดตัวด้วยกระแสไฟ อะเซทิลโคลีน รวมทั้งแบเรียมคลอไรด์ได้อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งสามารถยับยั้งอาการท้องเดินในหนูเม้าส์ที่ถูกชักจูงให้กำเนิดอาการท้องร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยฝรั่งจะไปเพิ่มการดูดซึมน้ำในลำไส้แล้วก็ลดการบีบตัวของไส้   สารสกัดด้วยน้ำของใบฝรั่งสดสามารถยับยั้งอาการท้องเดินได้ โดยลดปริมาณครั้งของการอุจจาระในหนูซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการท้องเดินด้วยยา microlax ได้
                 ส่วนสกัดของสารกรุ๊ป polyphenolic, saponin และ alkaloid จากใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการยุบเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาที่เหนี่ยวนำให้หดเกร็งด้วยอะเซทิลโคลีนและโปตัสเซียมคลอไรด์ได้   สาร quercetin และก็ quercetin-3-arabinoside จากใบฝรั่ง สามารถต้านการหดตัวของลำไส้เล็กที่ถูกรั้งนำด้วยอะเซทิลโคลีน ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวน้อยลง  นอกนั้นสาร quercetin ในใบฝรั่งยังสามารถยับยั้งการยุบเกร็งของลำไส้เล็กในหนูแรทแล้วก็หนูตะเภาซึ่งรั้งนำให้กำเนิดอาการหดเกร็งด้วยสารละลายโปตัสเซียม  อะเซทิลโคลีน แบเรียมคลอไรด์ ฮีสตามีน รวมทั้งซีโรโทนินได้ แล้วก็สามารถลดความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการซึมผ่านของๆเหลวของเส้นเลือดฝอยบริเวณท้องซึ่งมีผลช่วยรักษาอาการท้องเดิน  สาร quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin), quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin), quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) รวมทั้ง quercetin 3-O-gentiobioside จากใบฝรั่ง สามารถลดการหดเกร็งของลำไส้เล็กหนูเม้าส์ได้   สาร asiatic acid จากใบฝรั่งส่งผลทำให้กล้ามเนื้อของลำไส้เล็กส่วนปลายของกระต่ายคลายตัว  สารสกัดผลฝรั่งดิบด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต้านการหลั่งอะเซทิลโคลีนในลำไส้เล็กของหนูแรทรวมทั้งหนูตะเภาได้ แต่ว่ามีฤทธิ์น้อยกว่าอะโทรปีนป่าย โดยฝรั่งมีผลทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนลดน้อยลง ทำให้รักษาอาการท้องเสียได้    สารสกัดฝรั่ง (ไม่ระบุส่วน) สามารถลดการบีบตัวของลำไส้เล็กของหนูแรทได้
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียมีการเล่าเรียนการต้านเชื้อแบคทีเรียหลายรายงาน ดังเช่น สารสกัดเอทานอลของฝรั่ง สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Salmonella enteritidis, Shigella flexneri ได้  สารสกัดน้ำ ความเข้มข้น 10-5 มคลิตร/มิลลิลิตร ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Shigella dysenteriae ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคบิดได้ สารสกัดเปลือกต้น
ด้วย 70% เอทานอล  ความเข้มข้น 250 มก./มิลลิลิตร ทดลองในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุที่นำไปสู่โรคอุจจาระตกเป็นStaphylococcus aureus, Vibrio cholerae แล้วก็ V. parahaemolyticus แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ E. coli, Shigella  flexneri, Salmonella typhimurium สารสกัดราก กิ่ง รวมทั้งใบฝรั่งด้วย 50% เอทิลอัลกอฮอล์  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, S. typhimurium ที่เป็นสาเหตุส่งผลให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร แต่ว่าไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella enteritidis สารสกัดกิ่งฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ อัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้น 50 มคลิตร สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae, Sh. flexneri (ซึ่งทำให้มีการเกิดโรคบิด) E. coli (แบคทีเรียในลำไส้) S. typhimurium (นำไปสู่โรคไข้รากสาดน้อย) แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ S. enteritidis สารสกัดทิงเจอร์ของฝรั่ง สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย V. chlorea ที่เป็นต้นเหตุของอหิวาตกโรค ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้แต่เห็นผลปานกลาง  น้ำมันหอมระเหยของใบฝรั่ง สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus แต่ว่าไม่เป็นผลต่อเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli, S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  สารสกัดใบฝรั่งด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ความเข้มข้น 1,000 มคก./มล. สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Enterococcus faecalis ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แต่ว่าไม่เป็นผลต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium, S. aureus สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำ ความเข้มข้น 20 มิลลิกรัม/มล. พบว่าสามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย S. dysenteriae 1 (ส่งผลให้เกิดโรคบิด) และก็ V. chlorea (ทำให้มีการเกิดอหิวาตกโรค) ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งขนาดความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 1.25, 5 มก./มิลลิลิตร เป็นลำดับ
สารสกัดผลดิบของฝรั่งด้วยเมทานอล  ในขนาด 50,100, 300 มิลลิกรัม/กก. สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae 1, Sh. dysenteriae 2, Sh. dysenteriae 4, Sh. dysenteriae 8 แล้วก็ V. chlorea 1350 ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 100-200 มคก./มล. สารสกัดหยาบคายของใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio ที่แยกได้จากกุ้งว่าวกุลาดำที่เป็นโรค 23 สายพันธุ์ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 1.25-5.00 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร สารสกัดใบฝรั่งด้วยอะซีโตน และก็ 95% เอทานอล สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella B, S. newport, S. typhimurium, Sh.  flexneri นอกจากนี้สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ยังสามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้อีกด้วย  สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วยน้ำ สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. flexneri, S. aureus แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. newport และ S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ
สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 10 มก./วัน แต่สำเร็จไม่แน่นอนต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium สารสกัดใบฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ความเข้มข้น 1,000 มคก./มิลลิลิตร พบว่าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียที่นำมาซึ่งโรคอุจจาระร่วง ได้แก่ Salmonella D, Sh. dysenteriae 1, Sh. flexneri 2A, Sh. flexneri 4A  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. typhimurium type 2, Shigella bodyii, Sh. bodyii 5, Sh. dysenteriae 2, Sh. flexneri 3A, Sh. sonnei  ส่วนสกัดแทนนินจากใบฝรั่ง ความเข้มข้น 85, 95, 95, 100, 110 มคกรัม/มล. สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri, S. enteritidis, S. aureus , Escherichia piracoli, E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ตามลำดับ    สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella spp. ได้ 2 สายพันธุ์  และต่อต้านเชื้อ Sh.  flexneri, Sh. virchow, Sh. dysenteriae และก็เชื้อ E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ(1:1)รวมทั้งอะซีโตน สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย E. coli ที่เป็นต้นเหตุของโรคอุจจาระหล่นได้ สารสกัดลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย S. newport และ S. typhimurium, Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. aureus   น้ำคั้นจากผลฝรั่ง ไม่สามารถที่จะต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus typhosus ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคไทฟอยด์ได้ สารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินด้วยอัลกอฮอล์ และก็น้ำ (1:1) ความเข้มข้นมากยิ่งกว่า 25 มคกรัม/มล. ไม่สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย B. subtilis, E. coli, S. typhosa
มีการศึกษาวิจัยโดย ปัญจางค์ ธนังฉันล รวมทั้งภาควิชา ในคนป่วย 122 คน ที่เป็นโรคอุจจาระตก เป็นชาย 64 คน และหญิง 58 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 16-55 ปี ทำการศึกษาเรียนรู้เทียบโดยแนวทางการสุ่ม โดยนำใบฝรั่งอบแห้งแล้วบดเป็นผุยผง บรรจุแคปซูล ขนาด 250 มิลลิกรัม ลักษณะเดียวและขนาดเดียวกับ tetracyclin และบริหารการกินยาด้วยเหมือนกันหมายถึง500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน ทั้งสองกลุ่ม พบว่าใบฝรั่งสามารถลดปริมาณอุจจาระ ช่วงเวลาที่อุจจาระ แล้วก็ปริมาณน้ำเกลือที่ให้ชดเชยได้
มีการเรียนรู้ในคนป่วยเด็ก 62 คน ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) โดยให้รับประทานยาต้มของฝรั่ง พบว่าอาการดียิ่งขึ้นข้างใน 3 วัน รวมทั้งระยะเวลาท้องร่วงสั้นลงกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ปริมาณโซเดียมแล้วก็กลูโคสในอุจจาระลดลง รวมทั้งผลของการตรวจอุจจาระไม่เจอเชื้อ Rota virus มากถึง 87.1% ในช่วงเวลาที่กลุ่มควบคุมไม่พบเชื้อ Rota virus 58.1% แสดงว่ายาต้มของฝรั่งมีคุณภาพในการรักษาอาการท้องเดินในผู้เจ็บป่วยไส้อักเสบจากเชื้อ Rota virus ได้
ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ   จากการศึกษาทางสถานพยาบาลในคนเจ็บ 70 คน ที่มีเหงือกอักเสบ พบว่าน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่งสามารถลดการอักเสบได้จำนวนร้อยละ 19.8 แล้วก็ลดรอยโรคที่ความรุนแรง ได้ปริมาณร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากใบฝรั่ง หลังใช้ตรงเวลา 3 สัปดาห์
            สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำขนาด 50-800 มิลลิกรัม/โล เมื่อฉีดเข้าท้องพบว่ามีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบแบบเฉียบพลัน  เมื่อทดสอบกับอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดการอักเสบด้วยไข่ขาวสด นอกเหนือจากนี้เมื่อฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบฝรั่งเข้าทางช่องท้องของหนูแรทในขนาด 0.8 มล./กิโลกรัม พบว่าสามารถยับยั้งการอักเสบที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสาร carrageenan ได้
สารสกัดจากผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูแรท พบว่าสามารถยั้งการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วยสาร carrageenan, kaolin และก็ formaldehyde ได้ นอกเหนือจากนี้สารสกัดผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางท้องของหนูเม้าส์จะสามารถยับยั้งการอักเสบรวมทั้งลดลักษณะการเจ็บปวดที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย acetic acid  ได้ดีกว่าแอสไพรินที่ให้ในขนาดเสมอกันบางส่วน
เมื่อนำใบฝรั่งมาหมักกับราและแบคทีเรียเป็นต้นว่า Phellinus linteus (ส่วนเส้นใย) Lactobacillus plantarum และ Saccharomyces cerevisiae แล้วนำมาสกัดด้วยเอทานอล พบว่าสารสกัดที่ได้มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยับยั้งการสร้างสารที่ก่อกำเนิดการอักเสบคือ ไนตริกออกไซด์และ พรอสต้าแกรนดิน อี 2 ในหลอดทดสอบ ยิ่งไปกว่านี้สารสกัดฝรั่งด้วยเอทานอลและน้ำยังออกฤทธิ์ยั้งการผลิตไนตริกออกไซด์
             สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทิลอะซีเตตมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ และก็แก้แพ้โดยยั้งการโต้ตอบต่อแอนติเจนที่ชักชวนให้เกิดการแพ้แล้วก็การอักเสบ
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูแรทที่ถูกชักนำให้เป็นโรคเบาหวานด้วยการฉีด alloxan เข้าหลอดเลือดดำขึ้นรถสกัดใบฝรั่งออกฤทธิ์ใน 2 ชั่วโมง มีฤทธิ์สูงสุดในชั่วโมงที่ 6 และสิ้นฤทธิ์ใน 1 วัน
ฤทธิ์ต่อต้านเซลล์ของมะเร็ง      สารสกัดใบฝรั่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์ของมะเร็ง murine fibrosarcoma แล้วก็เซลล์ของมะเร็งเต้านม

การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ  พิษทันควัน  สารสกัดด้วยน้ำจากใบ LD50 มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 20 กรัม/กก.  เมื่อให้ทางปากในหนูถีบจักรอีกทั้ง 2 เพศ แล้วก็มีค่ามากยิ่งกว่า 5 ก./กิโลกรัม  เมื่อฉีดเข้าทางท้อง สารสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน LD50 มีค่าเท่ากับ 0.188 เมื่อฉีดเข้าท้องในหนูถีบจักร พิษเรื้อรัง  การให้สารสกัดน้ำจากใบทางปาก ขนาด 0.2, 2 และก็ 20 กรัม/กิโลกรัม แต่ละวันติดต่อกันตรงเวลา 6 เดือน  พบว่าอัตราการเพิ่มของน้ำหนักตัวลดลง ในกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัด เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับน้ำ ในช่วงเวลาที่ไม่พบความต่างของจำนวนอาหารที่กินในทุกกลุ่ม พฤติกรรมทั่วๆไปธรรมดาในทุกกลุ่ม หนูเพศผู้มีระดับ ALP, SGPT (การทำงานของตับ), BUN (หลักการทำงานของไต) รวมทั้ง WBC สูงขึ้น เวลาที่ระดับของโซเดียมแล้วก็คลอเลสเตอรอลในเลือด

12

งาขาว
ชื่อสมุนไพร งาขาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น นีโซไอยู่มั้ว (จีน) ซะแปะ ซะเจี่ย (เมื่อน)
ชื่อสามัญ Sesame seeds (white)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Sesamum  orientale Linn.
วงศ์ PEDALIACEAE
ถิ่นเกิด
งาขาวมีบ้านเกิดเมืองนอนเช่นเดียวกันกับ งาดำ คือ งาขาวเป็นไม้ล้มลุกที่มีมาแม้กระนั้นโบราณ มีแหล่งกำเนิดในแถบประเทศเอธิโอเปีย ถัดมาก็ถูกนำเข้าไปยังประเทศอินเดีย จีน รวมถึงแถบแอฟริกาเหนือและก็ทวีปเอเชียใต้ ในราวโดยประมาณ 2000 ปี ก่อนคริศตกาลแล้วก็ในศตวรรษที่ 17 ได้ถูกนำเข้าไปในทวีปอเมริกาส่วนในประเทศไทย งา ก็เป็นที่รู้จักกันมาช้านาน ซึ่งประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้ทั้งยังทางยา ของกิน แล้วก็เครื่องแต่งตัว
ลักษณะทั่วไป
งาขาว เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุฤดูเดียว มีลำต้นตั้งชันถึงยอด สูงประมาณ 50-150 ซม. ลำต้นไม่แตกกิ่งกิ้งก้าน แต่บางพันธุ์อาจมีการแตกกิ่งแขนง ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ เป็นสี่เหลี่ยม มีขนสั้นๆปกคลุมครึ้ม ลำต้นมีร่องยาวตามความสูงของลำต้น เปลือกลำต้นบาง สีเขียวเข้มหรือมีสีอมม่วง สามารถดึงลอกเป็นเส้นได้
ใบงาขาว ออกเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกันตามความสูงของลำต้น ประกอบด้วยก้านใบทรงกลมสีเขียวหรือสีม่วงแดง ยาวประมาณ 5 ซม. ส่วนแผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปหอกยาว กว้างโดยประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8-15 ซม. โคนใบมน เป็นฐานกว้าง และค่อยเรียวลงจนปลายใบแหลม แผ่นใบมีสีเขียวสด มีร่องตามเส้นกิ่งก้านสาขาใบ ขอบใบเรียบหรือเป็นหยัก
ดอกงาขาวเป็นดอกคนเดียวหรือเป็นกลุ่มรอบๆซอกใบ 1-3 ดอก มีก้านดอกสั้น ราว 3-5 มิลลิเมตร ต่อมาเป็นกลีบรองดอกสีเขียว จำนวน 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมชิดกันหุ้มฐานดอก ถัดมาเป็นกลีบดอกไม้ที่มีลักษณะเป็นกรวยยาว กลีบดอกไม้อ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่หรือบานจะมีสีขาว ยาวเป็นทรงกรวย โดยประมาณ 4-5 ซม. ปลายกลีบแขวนลงดิน รวมทั้งแยกออกเป็น 2 กลีบ คือ กลีบล่างที่ยาวกว่า แล้วก็กลีบบนที่มีปลายหยักเป็น 3 แฉก ถัดมาด้านในดอกจะมีสีกลีบดอกไม้ด้านในเป็นสีเหลือง มีเกสรตัวผู้ 4 อัน แบ่งเป็น 2 คู่ แต่งละคู่ยาวแตกต่างกันส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน ยาว 1.5-2 ซม. ปลายก้านเกสรแยกออกเป็น 2-4 แฉก ทั้งนี้ ดอกงาขาวจะเริ่มบานในเวลาเช้า รวมทั้งกลีบดอกจะร่วงลงดินในตอนเวลาเย็น
ผลของงาขาวเรียกว่า ฝัก ฝักอ่อนมีลักษณะทรงกระบอกค่อนข้างกลม ปลายฝักเป็นจะงอยแหลม เมื่อฝักใหญ่จะแบ่งเป็นร่องๆตามความยาวของฝัก ยาวโดยประมาณ 2-3 ซม. เปลือกฝักครึ้ม มีสีเขียว แล้วก็มีขนปกคลุม เมื่อฝักแก่เปลี่ยนเป็นสีดำอมเทา และก็ปริแตก ทำให้เมล็ดร่วงลงดิน  ข้างในฝักมีเมล็ดขนาดเล็กสีขาวจำนวนมาก เรียงซ้อนแยกกันในแต่ละร่องพู เม็ดมีรูปไข่ เปลือกเม็ดบางมีสีขาว มีกลิ่นหอมสดชื่น ใน 1 ฝัก จะมีเมล็ดราวๆ 70-100 เม็ด
การขยายพันธุ์
                งาขาว ที่ปลูกกันทั่วๆไปมี 6 ประเภท อย่างเช่น

  • พันธุ์เมืองเลย ปลูกมากมายที่จังหวัดเลยและบริเวณชายแดนไทย-ลาว แล้วก็ช่วงจังหวัดเลยถึงจังหวัดอุตรดิตถ์
  • ประเภทเชียงใหม่ ปลูกมากมายที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนรวมทั้งจังหวัดเชียงใหม่
  • ชนิดชัยบาดาลหรือสมอทอด ปลูกมากมายที่จังหวัดเพชรบูรณ์และก็จังหวัดลพบุรี แต่ว่าเดี๋ยวนี้มีปริมาณน้อยมาก
  • พันธุ์ร้อยเอ็ด.1
  • จำพวกมข.1
  • จำพวกมหาสารคาม 60 มีเขตช่วยเหลือการปลูก เป็นต้นว่า จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก และก็จังหวัดกาญจนบุรี


งาเป็นพืชเขตร้อนชอบอาการร้อนแล้วก็แดดจัด อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ราว 27-30 องศาเซลเซียส เกลียดชังอากาศหนาวเย็น หากอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส การงอกจะช้าลง หรือ บางครั้งอาจจะหยุดชะงักการเติบโต แต่ว่าถ้าเกิดอุณหภูมิสูงยิ่งกว่า 40 องศาเซลเซียสจะก่อให้การผสมเกสรติดยาเสพย์ติดกการสร้างฝักเป็นไปได้ช้า
   ฤดูปลูก

  • ต้นฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน รวมทั้งเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่สิ้นเดือน เดือนเมษายน-เดือนมิถุนายน ส่วนใหญ่จะปลูกเอาไว้ในพื้นที่นาก่อนการปลูกข้าว มีพื้นที่ปลูกโดยประมาณจำนวนร้อยละ 70 ของพื้นที่ปลูกงาทั่วทั้งประเทศ แหล่งปลูกงาต้นหน้าฝนดังเช่นว่า จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดโคราช สระบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดลำพูน น่าน แล้วก็สุราษฏร์ธานี
  • ปลายฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่ก.ค.-สิงหาคม แล้วก็เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่สิ้นเดือน พฤศจิกายน-ธ.ค. ส่วนมากจะปลูกเอาไว้ในสภาพพื้นที่ไร่หรือที่ดอน ปลูกหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ มีพื้นที่ปลูกราวๆปริมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกงาทั่วทั้งประเทศ แหล่งปลูกงาปลายฤดูฝนที่สำคัญ ดังเช่น จังหวัด กาญจนบุรี พิษณุโลก สุพรรณบุรี เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ และก็เลย
ส่วนการปลูกงาขาวนั้นสามารถทำเป็นดังต่อไปนี้

  • การเตรียมดิน การเตรียมดินเป็นสาเหตุที่สำคัญสำหรับในการปลูกงาเนื่องด้วยเม็ดงามีขนาดเล็ก ควรมีการเตรียมดินให้ร่วนซุย จะช่วยให้งาผลิออกได้ดีและก็มีความสม่ำเสมอ การไถกระพรวนจะมากหรือน้อยครั้งขึ้นกับองค์ประกอบรวมทั้งประเภทของเนื้อดิน ถ้าหากเป็นดินร่วนทรายจะไถ 1-2 ครั้ง ส่วนดินเหนียวจะต้องไถมากครั้งกว่าดินร่วนซุยโดยไถ 2-3 ครั้ง เพื่อย่อยดินให้ละเอียดจะได้ผลผลิตสูงขึ้นมากยิ่งกว่าไถเพียงครั้งเดียว
  • แนวทางปลูก การปลูกงาขาวมีอยู่ 2 แนวทางคือ
  • การปลูกแบบหว่าน เกษตรกรส่วนมากนิยมปลูกงาด้วยวิธีแบบนี้ โดยภายหลังตระเตรียมดินก็ดีแล้ว จะใช้เม็ดงาหว่านให้กระจายบ่อย อัตราเมล็ดพันธุ์ 1-2 กก./ไร่
  • การปลูกแบบโรยเป็นแถว สำหรับเพื่อการทำร่องสำหรับโรยเม็ด จำนวนมากใช้คราดกาแถว ระยะระหว่างแถว 50 ซม. อัตราเมล็ดพันธุ์ 2-3 กก./ไร่ การปลูกเป็นแถวจะได้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกแบบหว่าน
  • การใส่ปุ๋ย ดินปนทรายหรือดินร่วนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 20-30 กิโลกรัม/ไร่ ดินร่วมคละเคล้าดินเหนียว ใช้ปุ๋ยสูตร 20-20-0 ในอัตรา 20-25 โล/ไร่
  • การดูแลและรักษา การปลูกงาขาวไม่ได้อยากดูแลมากสักเท่าไรนัก หลังการหว่านเม็ดแล้วเกษตรกรจะปล่อยให้งาเติบโตตามธรรมชาติ แต่ว่ามั่นตรวจดูแปลงเป็นระยะ ถ้าเจอโรคหรือแมลงระบาดให้ฉีดพ่นด้วยสารกำจัดศัตรูพืช ส่วนการปลูกในหน้าแล้งหรือพื้นที่ค่อนข้างจะแห้งอาจมีการให้น้ำเป็นระยะ
  • การเก็บเกี่ยวผลผลิต งาขาวแก่เก็บเกี่ยวประมาณ 70-120 วัน ข้างหลังปลูก ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ และเริ่มเก็บฝักได้ในระยะฝักแก่สีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ใบมีสีเหลือง และก็หล่นใกล้หมด รวมทั้งเก็บในระยะที่เปลือกฝักยังไม่ปริแตก การเก็บเกี่ยวงาขาวจะใช้วิธีถอนต้น ก่อนเด็ดฝักแยกออกมาจากลำต้น แล้วตีให้ฝักแตกแยกเมล็ดงาออก ซึ่งบางทีอาจใช้ไม้ตีหรือใช้เครื่องตีแยกฝัก


องค์ประกอบทางเคมี เมล็ดงาขาวมีน้ำมัน 44-58% โปรตีน 18-25% ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมือนกันกับถั่วเหลืองคาร์โบไฮเดรตโดยประมาณ 13.5% และเถ้า 5% (Borchani et al.,2010) น้ำมันงาโดยประมาณ 50% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงผู้เดียว 35% และก็อีก 44% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ระหว่างที่ 45% ของกากงาประกอบด้วยโปรตีน 20% (Ghandi, 2009) ส่วนองค์ประกอบทางเคมีที่มีในเม็ดงาขาวนั้นก็มีเหมือนกับงาดำ เป็นต้นว่า กรดไขมันเป็นต้นว่า oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, สารกรุ๊ป lignan, ชื่อ sesamol, d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆเช่น sitosterol  ส่วนค่าทางโภชนาการของงาขาวมีดังนี้

ค่าทางโภชนาการงาขาว (งาขาวดิบ 100 กรัม)
                งาขาวดิบ             
น้ำ                           3.9          กรัม
พลังงาน                 658         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.9        กรัม
ไขมัน                       57.1        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        15.0        กรัม
ใยอาหาร                                4.6          กรัม
ขี้เถ้า                           3.1          กรัม
แคลเซียม                               86           มิลลิกรัม
เหล็ก                       7.4          มก.
ธาตุฟอสฟอรัส                              650         มิลลิกรัม
เบต้า แคโรทีน                        0              มก.
ไทอะมีน                 1.08        มก.
ไรโบฟลาวิน                           0.11        มิลลิกรัม
ไนอะซีน                  3.3          มก.
 
ผลดี/คุณประโยชน์
งาขาวใช้เป็นส่วนผสมของอาหารหวาน อาทิเช่น กระยาสาดข้าวเหนียวแดง หรือใช้ตกแต่งขนมปังหรือขนมต่างๆรวมถึงใช้สกัดน้ำมันงาสำหรับใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆตัวอย่างเช่น ใช้สำหรับประกอบอาหาร โดยเฉพาะอาหารชนิดทอดต่างๆ ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารเสริม  ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องแต่งตัว ได้แก่ ครีมที่เอาไว้สำหรับดูแลผิว น้ำหอม สบู่ เป็นต้น ใช้ในอุตสาหกรรมยา และก็อาหาร เป็นต้นว่า ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตช็อกโกแลต การผลิตเนยเทียม ฯลฯ  ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์  ใช้ทารักษาแผล  ใช้ชโลมผม ช่วยให้ผมมันวาววับ ใช้ทารักษาโรผิวหนัง ผดผื่นคัน มีการศึกษาวิจัยในงาขาวพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับถั่วเหลืองรวมทั้งใช่แล้วพบว่า มีไขมันสูงขึ้นมากยิ่งกว่าถั่วเหลืองราว 3 เท่า รวมทั้งสูงยิ่งกว่าไข่ ประมาณ 4-6 เท่า มีโปรตีนสูงยิ่งกว่าไข่ประมาณ 5% แต่ว่าน้อยกว่าถั่วเหลืองราว 2 เท่า นอกเหนือจากนั้นโปรตีนในงาขาวยังแตกต่างจากพืชเครือญาติถั่วรวมทั้งพืชให้น้ำมันอื่นๆด้วยเหตุว่ามีกรดอะมิโนที่จำเป็นซึ่งพืชดังที่กล่าวถึงแล้วขาดแคลน ดังเช่น การเซ่นสรวงไธโอนินรวมทั้งซีสติน แต่งาขาวมีไลซีนต่ำ ด้วยเหตุดังกล่าวบางทีอาจใช้งาเป็นอาหารเสริมพวกอาหารถั่วต่างๆเมื่อใช้เป็นของกิน หรือใช้เสริมโปรตีนซึ่งได้มาจากเนื้อสัตว์ซึ่งมีราคาแพง นอกนั้นยังคงใช้เสริมของกินพวกธัญพืช กล้วย และอาหารแป้งอื่นๆได้อย่างดีเยี่ยม
นอกจากนี้เม็ดงาขาวยังประกอบไปด้วย เกลือแร่ 4.1 – 6.5 % ที่สำคัญเป็น เหล็ก ไอโอดีน สังกะสี เซเลเนียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส โดยจะมีแคลเซียมมากกว่าพืชทั่วไปประมาณ 20 เท่า ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของงาขาวนั้น หนังสือเรียนยาไทยบอกว่า งาขาวมีรสฝาด หวาน ขม ทำให้น้ำดี กำเริบเสิบสาน น้ำมันใช้หุงเป็นน้ำมันใส่บาดแผลได้ดิบได้ดี การหุงน้ำมันจะต้องใช้งาสดตำคั้นเอาน้ำ โดยใช้น้ำคั้นใบและก็เถาตำลึง บอระเพ็ด ขมิ้นอ้อย  ไพล เอาน้ำมาอย่างละ 1 ถ้วย แล้วใส่น้ำมันงาลงไป 1 ถ้วย ตั้งไฟเคี่ยวไปกระทั่งเหลือ 1 ถ้วย เอาน้ำมันที่ได้ปรุงด้วยสีเสียดเทศแล้วก็ไทยสิ่งละนิดหนึ่ง หลอมตะกั่วนมให้ละลายเทลงในน้ำมัน แล้วเอาขึ้นหลอมอีกจนได้ 3 ครั้ง ทิ้งตะกั่วเอาไว้ในนั้น ใช้น้ำมันใส่แผลจะช่วยรักษาแผลก้าวหน้ามาก
 ส่วนสรรพคุณทางยาของงาขาวนั้น แบบเรียนยาไทยกล่าวว่า สารเซซามินในเม็ดงาขาวสามารถลดระดับ LDL-cholesterol ในกระแสโลหิตของคน (ซึ่ง LDL-cholesterol เป็นสาเหตุที่ทำให้มีการเกิดโรค Athersclerosis (ไขมันตันในเส้นเลือด)  ทุเลาอาการโรคคิดสีดวงทวาร (Hemmorhoids) ได้ โดยกรดไขมันในน้ำมันงา ดังเช่น Linoleic acid , oleic acid , palmatic acid , stearic acid , สามารถบรรเทาลักษณะโรคริดสีดวงทวารได้
ดังนี้มีการทำการศึกษาเรียนรู้น้ำมันงาพบว่าน้ำมันงาเป็นแหล่งของสารอาหาร ได้แก่ กรดไขมันโอเมก้า 6 ฟลาโวนอยด์ ฟลีนอลิค สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินแล้วก็เส้นใย ซึ่งมีความสำคัญในการต้านทานโรคมะเร็ง และก็เกื้อหนุนสุขภาพ
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้ เหมือนกับงาดำ คือสำหรับการนำงาขาวมาใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่จะนำไปใช้ผลดีด้านอาหารแล้วก็ผลิตภัณฑ์เสริมความงามมากยิ่งกว่าด้านการรักษาโรคแต่ก็มีการเอาไปใช้ตามตำรายาไทยอยู่บ้าง ดังเช่นว่า

  • แก้เยี่ยวหรืออุจจาระขัด นำเมล็ดงา 20 – 30 กรัม หรือ 1 – 2 ช้อน ต้มแล้วนำน้ำมาดื่มในขณะท้องว่าง
  • ความดันเลือดสูง เมล็ดงาขาว น้ำส้ม  ซีอิ้ว และก็น้ำผึ้งอย่างละ 30 กรัม ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง คนจะกว่าจะเข้ากันดี ต้มด้วยไฟอ่อนๆจนกระทั่งสุก รับประทานวันละ 3 ครั้งเป็นประจำ
  • บรรเทาอาการไอแห้ง ไม่มีเสลด ให้นำเมล็ดงา 3 – 5 ช้อน ตำบดให้รอบคอบ ก่อนผสมกับน้ำตาล 2 ช้อน กิน หรือ นำผงเมล็ดงาชงน้ำร้อน และก็เดิมน้ำตาลดื่ม
  • บำรุงสมอง หนังสือเรียนอายุรเวทให้ใช้งาผง 1 ส่วน ผงมะขามป้อม 1 ส่วน และน้ำผึ้ง 1 – 2 ช้อนชา เคล้าให้เข้ากัน ปั้นเป็นลูกกลอนกิน
  • ยาอายุวัฒนะ (ญี่ปุ่น) ใช้ไข่ไก่ 1 ฟอง ชงด้วยน้ำร้อน เพิ่มเติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ รวมทั้งน้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ขับพยาธิหมุด เมล็ดงาขาว 50 กรัม เพิ่มน้ำต้นจนได้น้ำข้นๆกรองเอาส่วนน้ำมาปรุงด้วยน้ำตาลทรายแดง ดื่มขณะท้องว่างครั้งเดียวให้หมด
  • เจ็บคอ คัดจมูก แพ้อากาศ ปวดรอบเดือน นอนไม่หลับ ปวดหัว รับประทานงับด 1 ข้อนชาก่อนนอน
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาของงาขาวนั้นส่วนมากเป็นการศึกษาควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการศึกษารวมกันอีกทั้งงาขาว งาดำ) โดยเหตุนี้ผลวิจัยทางเภสัชวิทยาของงาขาวก็เลยเช่นเดียวกับงาดำ (ดูการศึกษาทางเภสัชของงาดำ) แต่ว่าผู้เขียนสามารถรวบรวมข้อมูลการเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาของงามาเพิ่มเติมอีกได้อีก 2 ฉบับเป็น
                การเล่าเรียนฤทธิ์ลดความเป็นพิษจากนิโคตินของสารลิกแนนจากงาในหนูแรทผิวเผือกเพศผู้ที่ได้รับพิษจากนิโคติน โดยการฉีดนิโคตินครั้งละ 3.5 มิลลิกรัม/กก.น้ำหนักตัว เข้าใต้ผิวหนัง ติดต่อกัน 15 วัน ร่วมกับการป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของสารลิกแนนจากงา ขนาด 0.1 หรือ 0.2 กรัมต่ออาหาร 100 ก. ผลการศึกษาพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ Low Density Lipoprotein cholesterol และ Very Low Density Lipoprotein cholesterol ช่วยเพิ่มปริมาณ High Density Lipoprotein cholesterol และเอนไซม์ต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงลดความเข้มข้นของผลผลิตจากการเกิดการเพอคอยกซิเดชั่นของไขมันที่มากขึ้นเนื่องจากพิษของนิโคติน นอกนั้นยังพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยเพิ่มปริมาณ DNA แล้วก็ป้องกันไม่ให้ DNA ในเนื้อเยื่อตับถูกทำลายด้วยนิโคตินได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง แสดงให้เห็นว่าสารลิกแนนจากงาสามารถทุเลาความเป็นพิษของนิโคตินต่อการเกิดออกซิเดชั่นรวมทั้งความเป็นพิษต่อสารพันธุบาปภายในร่างกายได้ รวมทั้งการเรียนทางคลินิกเรื่องฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดระดับความดันเลือดสูง ผู้เจ็บป่วยชายและหญิงที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงระดับน้อยถึงปานกลาง คือมีค่าความดันโลหิตตัวบน ≥ 140 มม.ปรอท และค่าความดันเลือดตัวล่าง ≥ 90 มม.ปรอท อายุ 35 – 60 ปี จำนวน 50 คน ได้รับยาเพื่อการดูแลรักษาเป็นยาขับปัสสาวะ hydrochlorothiazide หรือ β-blocker atenolol มานาน 1 ปีก่อนเข้าร่วมการเรียน และยังคงได้รับยานี้ตามปกติตลอดการเล่าเรียนนี้ ผู้ป่วยจะได้รับน้ำมันงาเพื่อใช้ในการทำกับข้าวในครอบครัว 4 – 5 กิโลกรัม ต่อสมาชิกในครอบครัว 4 คน ต่อเดือน (ประมาณ 35 กรัม/วัน/คน) แล้วก็ต้องใช้เฉพาะน้ำมันงาเพียงแค่ชนิดเดียวตลอด 45 วัน แล้วต่อจากนั้นหยุดกินน้ำมันงา ให้แปลงมาใช้น้ำมันที่เคยใช้อยู่เดิมอีก 45 วัน ทำการตรวจร่างกาย ความดันโลหิต น้ำหนักตัว, Body mass index (BMI), ระดับไขมัน อิเลคโตรไลท์ และก็โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในเลือด ก่อนจะมีการศึกษา ภายหลังจากกินน้ำมันงา 45 วัน แล้วก็ภายหลังหยุดเปลืองน้ำมันงา 45 วัน พบว่า การใช้น้ำมันงาแทนที่น้ำมันประเภทอื่นสำหรับการประกอบอาหารในคนไข้ความดันเลือดสูง ทำให้ค่าความดันโลหิตตัวบนและตัวด้านล่างกลับลงสู่ระดับปกติ น้ำหนักร่างกาย แล้วก็ BMI ต่ำลง แต่ว่าภายหลังจากหยุดใช้น้ำมันงานค่าดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วกลับสูงมากขึ้น ระดับคอเลสเตอรอล, high density lipoprotein cholesterol รวมทั้ง low density lipoprotein cholesterol ในเลือดไม่ต่างอะไรกันเมื่อวัดผลทั้ง 3 ช่วงเวลาที่เรียน เว้นเสียแต่ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดลดน้อยลงเมื่อใช้น้ำมันงา แล้วก็กลับสูงขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา ระดับโซเดียมในเลือดลดน้อยลงเมื่อใช้น้ำมันงาและก็กลับสูงขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา   ระดับโปแตสเซียมในเลือดสูงมากขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงาและลดน้อยลงสู่ค่าปกติเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา การเกิด lipid peroxidation ลดลงเมื่อใช้น้ำมันงาและก็ค่ายังคงที่หลังจากที่หยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับเอนไซม์ catalase รวมทั้ง superoxide dismutase ในเลือดสูงมากขึ้น และ glutathione peroxidase ในเลือดลดลง เมื่อใช้น้ำมันงารวมทั้งค่ายังคงที่ภายหลังจากหยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับวิตามินซี วิตามินอี เบต้า-ติดอยู่โรทีน และก็ reduced glutathione สูงมากขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงาแล้วก็น้อยลงภายหลังหยุดใช้น้ำมันงา จากการศึกษาแสดงว่าน้ำมันงาสามารถช่วยลดระดับความดันเลือด ลดการเกิด lipid peroxidation และเพิ่มฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ในผู้เจ็บป่วยความดันโลหิตสูงร่วมกับยาขับปัสสาวะได้
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา การศึกษาทางพิษวิทยาของงาขาวเป็นการเรียนควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการศึกษารวมกันงาขาว งาดำ) โดยเหตุนี้ผลการค้นคว้าทางพิษวิทยาของงาขาวจึงเช่นเดียวกับงาดำ (มองการศึกษาทางพิษวิทยาของ งาดำ)
 
อชี้แนะ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • สำหรับการกินงาขาวในบางรายอาจมีอาการแพ้ได้ เพราะเหตุว่ามีสาร Sesamol ซึ่งจะมีผลให้เกิดอาการต่างๆเป็นต้นว่า ลมพิษ คันจมูก หายใจลำบาก กลีบตาและริมฝีปากบวมแดง
  • การกินงาขาวอาจจะส่งผลให้ระดับความดันเลือดลดต่ำเหลือเกินได้ในผุ้ทีมีความดันโลหิตต่ำ
  • แม้กินงาขาวมากจนถึงเหลือเกินอาจทำให้มีการระบายท้องมากเกินไปกระทั่งนำมาซึ่งอาการท้องเดินได้
  • หนังสือเรียนจีน ห้ามใช้งานในคนที่ท้องเดินเรื้อรัง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ มีตกขาว หรือ ถ้าเกิดจะใช้ควรที่จะใช้ในขนาดน้อย การใช้เกิน 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน อาจจะส่งผลให้ท้องเดินได้
  • หนังสือเรียนอายุรเวท บอกว่า งา เป็นยาขับประจำเดือน การใช้ในสตรีมีครรภ์ระยะต้น (1-3 เดือน) ในขนาดที่มากเกินความจำเป็น อาจจะส่งผลให้แท้งได้
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์  พิเชียรสุนทร , แม้นมาส  ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์ 2542. คำอธิบาย ตำราพระโอสถ พรนารายณ์ สำนักพิมพ์ อมรินทร์ กุมภาพันธ์ 2548
  • มนตรา ศรีษะแย้ม , นาถธิดา วีระปรียากูร , พนมพร ศรีบัวรินทร์.ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นในหลอดทดลองของเมล็ด งา ขาว ดำ และ แดง .วารสารสารเภสัชศาสตร์อีสาน.ปีที่ 10 .ฉบับที่ 2.พฤษภาคม – สิงหาคม 2557.หน้า 136-146
  • ปราณี รัตนสุวรรณ . งา ...ธัญพืชเมล็ดจิ๋วดินทรงคุณค่า.ภาควิชาเภสัชงาขาวและเภสัชพฤกษศาสตร์.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • กรมวิชาการเกษตร.2549.รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาด้านพืชและเทคโนโลยีการเกษตร รอบ 12 เดือน.วันที่ 20 – 24 พฤศจิกายน 2549.
  • งาขาว สรรพคุณ และการปลูกงาขาว.พืชเกษตรดอทคอม.เว็บเพื่อเกษตรกรไทยนันทวัน บุณยะประภัศร (บรรณาธิการ) 2539.สมุนไพรพื้นบ้าน(1) คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย.2544
  • Bowden, Jonny. The 150 Healthiest foods on earth: The surprising, unbiased truth about what you should eat and why (PAP/COM). Fair Winds Pr,2007:309-310
  • สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ปีที่ 2 ฉบับที่ 23 ประจำเดือน กันยายน 2545 บริษัท สำนักพิมพ์ยูทิไลซ์ จำกัด
  • สารลิกแนน จากงาช่วยลดพิษของนิโคติน.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • งา,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูง.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.



Tags : งาขาว

13

เห็ดหลินจือ
รู้เรื่องมะเร็งโรคมะเร็งคืออะไรมีเหตุต้นเหตุ กลไกลการกำเนิดลักษณะของการเกิดอาการมะเร็ง โรคมะเร็งที่เจอย่อยไม่ว่าจะเป็น ปากมดลูกโรคมะเร็งตับ ปอด แล้วจะคุ้มครองป้องกันได้ไหม รักษาเช่นไร
สมุนไพร-เห็ดหลินจือ[/b] โรคมะเร็ง ( Cancer1 ) พบได้ในทุกเพศทุกวัยตั้งแต่ทีแรกกำเนิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยมากจะเจอในอายุตั้งแต่ 50 ขึ้นไปส่วนในเด็กพบน้อยกว่าผู้ใหญ่โดยประมาณ 10 เท่า ปัจจุบันนี้ว่าผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยจะเริ่มหันมาใสใจในสุขภาพร่างกายเห็ดหลินจือของตนเองกันมากเพิ่มขึ้น แต่เหล่าบรรดาเชื้อโรคต่างๆก็ปรับปรุงตัวเองขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้งเช่นเดียวกัน โดยยิ่งไปกว่านั้นโรคมะเร็งที่เรียกว่าเป็นโรคยอดฮิตที่ผู้คนเป็นกันเยอะๆมากกว่าโรคติดต่อ
โรคมะเร็งคือ โรคของเซลล์ ที่มีการเติบโตอย่างไม่ปกติแปลงเป็นก้อนมะเร็งซึ่งสามารถบุกรุง ทำลายเยื่อใกล้เคียงแล้วก็กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆได้โรคซึ่ง (เห็ดหลินจือ)โรคซึ่งเกิดมีเซลล์กำเนิดมีเซลล์ไม่ปกติภายในร่างกาย และเซลล์พวกนี้มีการเจริญวัยรวดเร็วทันใจเกินปกติ ร่างกายควบคุมไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เซลล์เหล่านี้ก็เลยเจริญรุ่งเรืองลุกลามและก็แพร่ระบาดได้ทั่วร้างกายส่งผลให้เซลล์ธรรมดาของสมอง ไต กระดูก และไขกระดูก
มูลเหตุและก็สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
เห็ดหลินจือ-สำหรับมูลเหตุที่ทำให้ผู้คนต่างป่วยด้วยโรคมะเร็งกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆมีเหตุมาจากทั้งปัจจัยภายใน คือ
1.ปัจจัยภายนอก
-ผู้ที่ติดเชื้อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี  มักเกิดในไม่นิยมที่ไม่นิยมกินร้อนช้อนกลาง โดยอาจติดจากทางทะเลลายในการรับประทานอาหารด้วยกัน
-การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ในกรณีที่ชอบทานอาหารแบบดิบๆหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
-คนที่ถูกใจดื่มเครื่องดือแอลกอฮอล์เป็นความรู้สึกนึกคิด แล้วก็คนที่สูบบุรีบ่อยๆ
-คนที่เคยผ่านการฉายรักสีเอกซเรย์
สารอะฟลาทอกซินที่ปนเปื้อนอยู่ในของกินรวมทั้งเครื่องดื่มที่เรากินกันทุกๆวัน โดยเฉพาะในพวกพริกแห้ง ถั่ว
-สารก่อโรคมะเร็งในของกินชนิดปิ้ง ปิ้ง ทอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ปิ้งหรือปิ้งกระทั่งไหม้เกรียม หรือพื้นที่ทอดโดยใช้น้ำมันบ่อยๆทุกเมื่อเชื่อวัน
-สารไฮโดรคาร์บอน เป็นสารเคมีที่นำมาใช้สำหรับการถนอมอาหารอย่างไนโตซามิน ซึ่งเป็นสีย้อมผ้าที่เอามาผสมอาร
2.ปัจจัยภายใน
-เห็ดหลินจือเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากความนึกคิดแตกต่างจากปกติภายในร่างกาย ดังเช่น เด็กพิการแต่กำเนิด ซึ้งเป็นความไม่ดีเหมือนปกติทางพันธุกรรม
-ร่างกายมีภูมิต้านทานผิดพลาดหรือขาดสารอาหารอะไรบางอย่าง ดังเช่น พวกวิตามินเอ หรือ ซี
ซึ่งจะมองเห็นได้ว่ามะเร็งโดยมากนั้นมีต้นเหตุที่เกิดจากปัจจัยภายใน นั้นมีความหมายว่าพวกเราสามารถคุ้มครองการก่อมะเร็งได้พอสมควร ดังนี้ ก็ขึ้นกับการกระทำแล้วก็ระเบียบวินัยการเลือกปฎิบัติของพวกเราเป็นหลัก แล้วก็วิชาความรู้ในเรื่องของสารก่อมะเร็งด้วย
เห็ดหลินจือ-ไม่มีอาการเฉพาะโรคมะเร็ง แต่เป็นอาการเหมือนกันกับการอักเสบเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง โดยที่แตกต่างคือมักเป็นอาการที่แย่ลงเรื่อยๆรวมทั้งเรื้อรัก โดยเหตุนั้นเมื่อมีลักษณะอาการต่างๆนานเกิน 1 – 2 สัปดาห์ ควรต้องรีบเจอแพทย์ เช่นไร ก็ตาม อาการที่น่าสงสัยว่าเนมะเร็ง ได้
-มีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือ มีแผลเรื้อรังไม่หายด้านใน 1-2 อาทิตย์ ภายหลังการดูแลตนเองในเบื้องต้น
-มีต่อมน้ำเหลืองโต ลูบคลำเ มักจะแข็งไม่เจ็บ แล้วก็โตขึ้นเรื่อยๆ
-ไฝ ปาน หูด ที่โตเร็วกว่าปกติ หรือเป็นแผลแตก
-หายใจ กรือ มีกลิ่นปากรุนแรงจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มักออกเพียงแค่ฝ่ายเดียว (อาจออกทั้งสองข้างได้)
-ไอเรื้อรัง เรือ ไอเป็นเลือด
-มีเสลด น้ำลาย หรือเสลดคละเคล้าเลือดหลายครั้ง
-อาเจียนเป็นเลือด
-ฉี่เป็นเลือด
-เยี่ยวหลายครั้ง ขัดลำ ปัสสาวะเล็ด โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-อุจจาระเป็นเลือด  มูก หรือเป็นมูกเลือด
-ท้องผูก สลับท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
สมุนไพร เห็ดหลินจือ-มีเลือดออกทางช่องคลอดเปลี่ยนไปจากปกติ หรือ มีเมนส์แตกต่างจากปกติ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในวัยหมดประจำเลือดหรือข้างหลังมีเซ็กส์ทั้งๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-ท้องขึ้น ท้องอืด แน่ อึดอัดท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-เป็นไข้ต่ำๆหาสาเหตุมิได้
-มีไข้สูงบ่อยครั้ง หาสาเหตุไม่ได้
-จับไข้สูงหลายครั้ง หามูลเหตุไม่ได้
-ผอมลงมากใน 6 เดือน น้ำหนักลดจากเดิมเป็น 10%
-มีจ้ำห้อเลือดง่าย หรือ มีจุดแดงเหมือนไข้เลือดออกตามผิวหนังหลายครั้ง
-ปวดศีรษะรุนแรงเรื้อรัง หรือ แขน/ขาอ่อนแรง หรือ ชัก โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-ปวดหลังเรื้อรัง และก็ปวดเยอะขึ้นอาร่วมกับ แขน/ขาอ่อนแรง

สัญญาณอันตราย 7 ประการ ที่ควรรีบมาพบหมอ
เห็ดหลินจือ-มีเลือดหรือสิ่งผิดปกติออกมาจากร่างกาย ได้แก่ มีตกขาวมากเหลือเกิน
-มีก้อนเลือดหรือตุ่ม เกิดขึ้นที่ใดอันดับที่หนึ่งของร่างกายแล้วก็ก้อนนั้นโตเร็วไม่ดีเหมือนปกติ
-มีแผลเรื้อรัง
-มีการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ไม่ปกติหรือแปรไปจากเดิม
-เสียงแหบ ไอเรื้อรัง
-กลืนของกินตรากตรำ ไม่อยากกินอาหาร น้ำหนักลด
สมุนไพร-มีการเปลี่ยนแปลงของหูด ไฝ ปาน ดังเช่น โตแตกต่างจากปกติ ควรจะรีบมาพบแพทย์
รายชื่อโรคมะเร็งที่พบได้ทั่วไป
1.โรคมะเร็งตับ
2.มะเร็งปอด
3.มะเล็งเม็ดเลือดขาว
4.มะเร็งสมอง
5.มะเร็งปากมดลูก
6.มะเร็งลำไส้
7.โรคมะเร็งกล่องเสียง
8.มะเร็งผิวหนัง
9.มะเร็งรังไข่
10.มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
11.มะเร็งต่อมลูกหมาก
12.โรคมะเร็งเต้านม
13.มะเร็งกระเพาะอาหาร
14.โรคมะเร็งกระดูก
15.มะเร็งหลอดของกิน
16.มะเล็งลิ้น
17.มะเร็งโพรงปากรวมทั้งลำคอ
18.โรคมะเร็งท่อน้ำดีรวมทั้งถุงน้ำดี
19.โรคมะเร็งหลอดลม
20.มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
21.มะเร็งตับอ่อน
22.มะเร็งไต
23.โรคมะเร็งไทรอย์
24.โรคมะเร็งโรงจมูก
สมุนไพร-เห็ดหลินจือ[/b] จะเห็นได้ว่าโรคมะเร็งนั้นเป็นโรคอันตรายที่สามารถคุ้มครองให้ไกลห่างจากโรคมะเร็งได้ ทั้งนี้ข้นอยู่กับพฤติกรรมระเบียบวินัยของทุกคนเป็นหลักว่าจะสามารถใคร่ครวญในอ่อนอาหารกินได้มากมายน้อยเท่าใด ด้วยเหตุว่าสาเหตุของโรคมะเร็งโดยมากนั้นเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการกินอาหาร เราจำเป็นต้องเลือกทานอาหารซึ่งมีก็เพียงแต่คุณประโยชน์รวมทั้งค่าทางโภชนาการรวมทั้งความสะอาดโดยไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมีต่างๆเพื่อให้ห่างไหลมายากลจากโรคร้ายอย่างโรคมะเร็ง

Tags : ขายเห็ดหลินจืออบแห้ง,เพาะเห็ดหลิน

14

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลอย่างไรต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน โรคความดันสูง รวมทั้งโรคอื่นๆอันแสนเพลียที่จะรักษา ติดตามผลการศึกษาเรียนรู้ยืนยันคุณประโยชน์ได้ในเนื้อหานี้จ้ะ
บทความพวกนี้อ้างอิงสรรพคุณของเห็ดหลินจือจากผลการค้นคว้ายืนยันจากที่ต่างๆเพื่อให้สหายได้พินิจพิเคราะห์ด้วยตัวเองว่ารักษาโรคก้าวหน้าแค่ไหนและน่าไว้วางใจเพียงใด ถ้าเกิดเพื่อนๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรืองานค้นคว้าเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายเท่าไรหรือเปล่าเข้าใจ บทความในเว็บแห่งนี้ผู้เขียนได้คัดและสะสมจากหลายที่แล้วก็เขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้
สหายๆชอบบทความนี้ก็จะเป็นอย่างยิ่งจิตใจให้นักเขียนได้บทความดีๆให้สหายอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่สหายๆต้องชอบ
ระบบภูมิต้านทานเป็นกลไกการกำจัดเชื้อโรค สารเคมีปะปน เซลล์มะเร็ง รวมทั้งสิ่งแปลกปลอมอื่ๆที่จะเข้ามาทำอัตรายต่อสุขภาพร่างกายพวกเรานั้นเอง โดยเหตุนั้นหากเพื่อนๆมีระบบระเบียบภูมิคุ้มกันดีก็จะไม่เจ็บไข้ง่าย หรือถ้าเกิดป่วยก็จะฟื้นเร็ว แต่ว่าถ้าระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีก็จะเจ็บไข้บ่อยมากรวมทั้งเป็นหนักกว่าผู้ที่มีระบบูมิคุ้มกันแข็งแรง มาถึวนี้แล้วเพื่อนพ้องๆอาจจะมองเห็นจุดสำคัญของการมีระบบภูมิต้านทานที่แข็งแรงกันแล้ว
ชาวจีนโบราณใช้สมุนไพร เห็ดหลินจือมายาวนานกว่า 2000 ปีแล้ว แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเพราะเหตุใดผู้ที่ทานเห็ดหลินจือถึงมีอายุยืนแล้วก็แข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรค เดี๋ยวนี้เราสมารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารกรุ๊ป Polysacchayide ในเห็ดหลินจือนั้นสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเราได้จริง สารกลุ่มดังที่กล่าวถึงแล้วสามารถกระตุ้นการผลิต Interleukin และ Immuoglodulin ซึ่งส่งผลให้ระบบภูเขามปกป้องดีและก็แข็งแรงขึ้น
ระบบภูมิต้านทานที่ถูกเสริมด้วยสาร Polysaccharide ในเห็ดหลินจือจะสามารถต้านวรัส เซลล์มะเร็ง แล้วก็จำกัดสารอนุมูลอิสระได้ดีขึ้น นอกนั้นยังช่วยทำให้ผู้ที่ถูกผลข้างเคียงที่โดนยาต้านทานโรคมะเร็งบางตัวแล้วก็การทำคีโมกดภูมิต้านทานให้มีระบบระเบียบภูมิต้านทานดีขึ้นอีก รวมทั้งเห็ดหลินจือยังมีสารออกฤทธิ์ต้านทานการแบ่งตัวของเชื้อ HIV อีกด้วย ซึ่ง กลุ่มดังกล่าวเป็นกรุ๊ป Bitter Triterpenoids
นักค้นคว้าได้ศึกษาและทำการค้นพบสารหลายแบบในสมุนไพร เห็ดหลินจือที่ช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือดหมายถึงGanoderic Acid แล้วก็ Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 ประเภทที่ได้พูดไปแล้วก่อนหน้านี้ นอกเหนือจากช่วยลดไขมันในเส้นโลหิตได้แล้ว ยังปกป้องไม่ให้ไขมันตันเส้นโลหิตได้โดยตรงอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีสารกลุ่ม Nucleotide ที่สามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นเลือด รวมทั้งช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ญี่ปุ่นทดสอบให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับผู้ที่เป็นโรคไขมันเส้นเลือดสูง 70 ราย แล้วก็กระทำเก็บผลการทดสอบหลังจากผ่านไป 3 เดือน พบว่าโคเรสเตอรอลของคนรับการทดสอบน้อยลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลที่ได้รับจากการวิจัยจากทั้งโลก และยังพบว่าเห็ดหลินจือ เว้นแต่ช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นโลหิตแล้ว ยังมีผลให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นอีกด้วย
ฉะนั้น จึงอาจจะบอกได้ว่า ข้อรับรองทางคุณลักษณะรวมทั้งประโยช์จากเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง งานศึกษาเรียนรู้เป็นการทดลองขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีคุณภาพเพียงพอ หรือเป็นเพียงแค่การทดสอบในคนเจ็บบางกรุ๊ปเพียงแค่นั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง ก็เลยยังคงเป็นเรื่องการค้นคว้าที่ควรปฏิบัติงานทดสอบต่อไป เพื่อได้ได้ผลลัพ์ที่เด่นชัด รวมทั้งมีประโยชน์ในวงกว้างต่อการรักษาคนไข้มะเร็งได้ในอนาคต
ภาวการณ์ต่อมลูกหมากโต รวมทั้งการเจ็บป่วยในระบบฟุตบาทฉี่
มีกระบวนการทดลองหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากสมุนไพร เห็ดหลินจือทดสอบในคนไข้เพศ 88 รายซึ่งแก่เกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีลักษณะฉี่ขัดข้อง ข้างหลังการทดสอบกว่า 12 อาทิตย์ ผลที่ได้คือ ผู้เจ็บป่วยต่างมีระดับคะแนน IPSS ที่ ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลในการวัดปัญหาในระบบฟุตบาทปัสวะของคนป่วยจากการตอบปัญหา แต่ไม่ปรากฏผลในเชิงความเคลื่อนไหวคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากแต่อย่างใด
ด้วยเหตุผลดังกล่าว การทดสอบดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจึงยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่ชัดแจ้งเพียงพอ ควรต้องมีการค้นคว้าทดลองในด้านนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อค้นหาข้างหลังฐานที่กระจ่างสำหรับการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของ[url=http://www.disthai.com/16484916/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD]เห็ดหลินจือ[/url]ต่อการรักษาภาวการณ์ต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพใดๆที่เกี่ยวโยง

ลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลการทดลองด้านการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีคนเจ็บโรคเบาหวานชนิด 2 ร่วมทดลองกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่เป็นผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพพอเพียงจะช่วยเหลือผลทางการรักษาพวกนั้น และไม่มีข้อมูลที่เพียงพอสำหรับเพื่อการยืนยันด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจืออย่างเดียวกัน โดยหนึ่งในงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยพวกนั้น ได้แสดงถึงผลกระทบจากการบริโภคเห็ดหลินจือในคนเจ็บบางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องเดิน หรือท้องผูก
สมุนไพร ด้วยเหตุดังกล่าวจำเป็นจะต้องมีการค้นคว้าทดลองถึงสมรรถนะของเห็ดหลินจือสำหรับในการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อคุ้มครองป้องกันรวมทั้งการดูแลรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจถัดไป และให้ได้ความแจ่มกระจ่างชัดดเจนในด้านดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นมากยิ่งขึ้น อันเป็นคุณประโยชน์ต่อกระบวนการรักษาปกป้องโรคหลอดเลือดหัวใจและก็อาการต่างๆที่เกี่ยวต่อไปในอนาคต

15

เห็ดหลินจือ
สมุนไพร เพื่อนๆบางคนอาจสงสัยว่าโรคตับที่เห็ดหลินจือรักษาได้นี่หมายถึงโรคอะไรกันแน่ใช่ไหม โรคตับเป็นทองคำกว้างๆที่รวมโรคหลายอย่างเกี่ยวกับตับ เช่นตับแข็ง มะเร็งในตับ และไวรัสตับเป็นทองคำกวางๆที่รวมหลายอย่างเกี่ยวกับตับ เช่น ตับแข็ง มะเร็งในตับ และไวรัสตับอักเสบบี ก็ล้วนโรคตับทั้งสิ้น
ผลการวิจัยพบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสามารถยับยั้งมะเร็งไดและโดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ สารดังกล่าวมีอยู่มากที่สปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มสปอร์แล้วนอกนี้ผลงานวิจัยจากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยพบว่าเห็ดหลินจือมีสารกลุ่ม Polysaccharide ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้ม และสารกลุ่ม Triterpenes (พบที่สปอร์ของเห็ดหลินจือ มากที่สุด ) ซึ่งกลุ่มหลังสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ โดยสปอร์กะเทาะผนังหุ้มจะให้ผลดีกว่าแบบไม่กะเทาะมาก
อย่างไรก็ตามฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งของมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงผลการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น ขณะนี้คณะแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อผู้ป่วยโรคมะเร็วจริงๆและคาดว่าผลการศึกษานี้คงจะตีแผ่ให้เพื่อนๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้ค่ะ แต่ตอนนี้มีรายงานการศึกษาจากประเทศจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงในผู้ป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งขั้นลุกลาม โดยไม่มีผลข้างเคียงและสามารถใช้ได้ติดต่อกันเป็นเวลานานได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามในประเทศไทย การใช้สมุนไพร เห็ดหลินจือในการรักษาโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่ช่องทางหลักในการรักษา เน้นเรื่องเสริมภูมิต้านทานมากกว่า
ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายมากมายตามท้องตลาด มีทั้งที่ผลิตในไทยและนำเข้าจากต่างประเทศ ถ้าเพื่อนๆอยากเลือกซื้อ ต้องดูให้ดี ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มาและแหล่งผลิตน่าเชื่อถือหรือเปล่า มีการรับรองจาก อย. หรือไม่ และผลิตภัณฑ์ที่สามารถกันความชื้นได้ดีหรือป่าว
เห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่มีสาระสำคัญหลายกลุ่มที่มีฤทธิ์รักษาหรือบรรเทาโรคตับได้ครอบคลุมหลายตับ กลุ่ม Triterpenoid สารกลุ่มนี้มีสารออกฤทธิ์หลักๆคือ Ganoderic acid ซึ่งช่วยเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว ต้านสารพิษ และช่วยหยุดการเติบโตของมะเร็งตับ โปรตีน Lz-8 ช่วยรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบีและกลุ่ม Germanium ซึ่งเป็นอีกตัวที่ช่วยรักษามะเร็งตับ
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่รายงานว่าเห็ดหลินจือสามารถรักษาโรคตับได้ และยังมีการจดสิทธิบัตรยาบำรุงตับตัวหนึ่งที่เกาหลีใต้ ซึ่งยาดังกล่าวมีส่วนประกอบของสารกาโนโดสเทอโรนในเห็ดหลินจืออีกด้วย
ถ้าไม่ได้เป็นโรคอะไรเกี่ยวกับตับแล้วจะยังทานเห็ดหลินจือได้หรือป่าว
คำตอบคือได้ เห็ดหลินไม่ได้รักษาโรคตับได้อย่างเดียว แต่ยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ได้อีกมามายตามที่เขียนไว้ในบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคในเว็บไซต์นี้ หรือจะทานแบบถือคติ กันไว้ดีกว่าแก้ ก็ไม่ผิด
สมุนไพร โรคภูมิแพ้คือโรคที่ร่างกายแพ้สารบางอย่างที่คนทั่วไปไม่แสดงอาการแพ้ เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดสนิทได้ ภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรมในเด็กอายุ 5-15 จะพบโรคนี้ได้มากที่สุดเมื่อร่างกายแสดงอาการแพ้ เช่น การเกิดผื่นคันหรือตุ่มตามตัว เพราะฉะนั้นถ้าเรายับยั้งการกล

เมื่อร่างกายได้รับสารที่ทำให้เกิดการแพ้สักอย่างหนึ่ง ร่างกายจะหลั่งสาร Histamine ออก ซึ้งสารตัวนี้จะไปทำให้ร่างกายแสดงอาการแพ้ เช่น การเกิดผื่นคันหรือตุ่มตามตัว เพราะฉะนั้นถ้าเรายับยั้งการหลั่งสาร Histamine นี้ ก็จะทำให้ร่างกายไม่แสดงอาการแพ้ออกมา
ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เพื่อนๆที่กำลังอ่านอยู่คงเข้าใจและเห็นด้วยกันทุกคนใช่ไหม แต่เพื่อนอาจกำลังสงสัยกันอยู่ว่า แล้วจะต้องทำยังไงไม่ให้ป่วยละ
คำตอบคือ เห็ดหลินจือทำให้ตัวเพื่อนเองมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงไง ซึ่งก็จะเป็นผลพวงจาการดูแลสุขภาพ แล้วเห็ดหลินจือจะมีผลยังเดี๋ยววันนี้จะค่อยไขความกระจ่าง
สมุนไพร ระบบภูมิคุ้มกันคือกลไกการกำจัดเชื้อโรค สารเคมีแปลกปลอม เซลล์มะเร็ง และสิ่งแปลกปลอมอื่ๆที่จะเข้ามาทำอัตรายต่อร่างกายเรานั้นเอง ดังนั้นถ้าเพื่อนๆมีระบบภูมิคุ้มกันดีก็จะไม่ป่วยง่าย หรือถ้าป่วยก็จะฟื้นเร็ว แต่ถ้าระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีก็จะป่วยบ่อยและเป็นหนักกว่าคนที่มีระบบูมิคุ้มกันแข็งแรง มาถึวตรงนี้แล้วเพื่อนๆคงเห็นความสำคัญของการมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกันแล้ว
คนจีนโบราณใช้เห็ดหลินจือมานานกว่า 2000 ปีแล้ว แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าทำไมคนที่ทานเห็ดหลินจือถึงมีอายุยืนและแข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรค ตอนนี้เราสมารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารกลุ่ม Polysacchayide ในเห็ดหลินจือนั้นสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเราได้จริง สารกลุ่มดังกล่าวสามารถกระตุ้นการสร้าง Interleukin และ Immuoglodulin ซึ่งส่งผลให้ระบบภูมคุ้มกันดีและแข็งแรงขึ้น
ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกเสริมด้วยสาร Polysaccharide ในเห็ดหลินจือจะสามารถต้านวรัส เซลล์มะเร็ง และจำกัดสารอนุมูลอิสระได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้คนที่ถูกผลข้างเคียงที่โดนยาต้านมะเร็งบางตัวและการทำคีโมกดภูมิคุ้มกันให้มีระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นอีก และเห็ดหลินจือยังมีสารออกฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเชื้อ HIV อีกด้วย ซึ่ง กลุ่มดังกล่าวคือกลุ่ม Bitter Triterpenoids

หน้า: [1] 2 3 ... 6