แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: [1] 2 3
1

กรุ๊ปบุคคลผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรค

  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ที่พบได้บ่อยคือผู้ป่วยโรคภูมิคุมกันบกพร่อง (ได้โอกาสเป็นวัณโรคในตลอดช่วงชีวิตถึงร้อยละ 50 หรือมากยิ่งกว่าปริมาณร้อยละ 10 ต่อปี) โรคเบาหวาน ไตวาย คนที่รับประทานยาสตีรอยด์นานๆหรือใช้ยาเคมีบรรเทา ผู้ป่วยติดเชื้อโรคบางชนิด (ได้แก่ ฝึกหัด โรคไอกรน ไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ) คนที่บากบั่นงานหนักหรือมีความเคร่งเครียดสูง
  • ผู้ติดยาเสพติดหรือแอลกอฮอล์
  • ผู้ที่มีสภาวะไม่ได้กินอาหาร คนร่อนเร่
  • ผู้ที่อยู่ในสถานที่แออัด การระบายอากาศไม่ดี ยกตัวอย่างเช่น เรือนจำ ศูนย์ย้ายถิ่น ฯลฯ
  • คนที่สัมผัสสนิทสนมกับคนไข้เป็นระยะยาวนาน เป็นต้นว่า สมาชิกในบ้านคนเจ็บ เพื่อนร่วมชั้นพัก หรือห้องทำงาน
  • บุคลากรสาธารณสุขที่ให้การดูแลพยาบาลคนเจ็บ
  • ผู้สูงวัย (เจออุบัติการณ์สูงในกลุ่มอายุมากยิ่งกว่า 65 ปี)
  • ทารกแรกเกิด


กรรมวิธีรักษาวัณโรค ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่าวัณโรคโรคปอด ส่วนหนึ่งส่วนใดมักไม่มีอาการแสดงที่เด่นชัด การวิเคราะห์จึงจำต้องใช้หลักฐานหลายสิ่งหลายอย่างประกอบกันตั้งแต่เรื่องราวสัมผัสวัณโรค อาการแสดง ดังเช่นว่า ไข้ต่ำๆเบื่อข้าว น้ำหนักลดซึ่งไม่มีลักษณะที่เฉพาะ ผู้ป่วยมีลักษณะอาการเจ็บป่วยรวมทั้งไอนานเกิน 1-2 สัปดาห์ขึ้นไป ไอออกเป็นเลือด ฟังเสียงรูปแบบการทำงานของปอดในขณะที่หายใจ
แล้วต่อจากนั้นแพทย์บางทีอาจกระทำตรวจเบื้องต้นด้วยวิธีการตรวจคัดเลือกกรองวัณโรคที่เรียกว่า “การตรวจทูเบอร์คูลิน” (Tuberculin skin test : TST) ซึ่งเป็นการตรวจทางผิวหนังที่ใช้แนวทางของการโต้ตอบโดยกลไกภูมิต้านทานของร่างกายที่จะสามารถได้ผลบวกได้ระหว่าง 2-8 อาทิตย์ หลังจากที่ได้รับเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยหมอจะกระทำฉีดยาที่เป็นโปรตีนสารสกัดจากเชื้อวัณโรค เรียกว่า “พีพีดี” (Purified protein derivative : PPD) เข้าชั้นใต้ผิวหนังบริเวณท้องแขน หลังจากนั้นโดยประมาณ 48-72 ชั่วโมง ต้องกลับมาให้หมอหรือพยาบาลตรวจรอยฉีดยา ถ้าหากรอบๆที่ฉีดยามีขนาดรอยบวมน้อยกว่า 10 มม. มีความหมายว่าบุคคลนั้นไม่น่าจะติดโรค (ได้ผลลบ) แต่ถ้าบริเวณที่ฉีดยามีขนาดรอยบวมตั้งแต่ 10 มม.ขึ้นไป มีความหมายว่าบุคคลคงจะติดเชื้อวัณโรค (ได้ผลบวก) และก็ต้องกระทำตรวจอื่นๆ
ทางห้องปฏิบัติการที่ช่วยวินิจฉัยวัณโรคตัวอย่างเช่น เอ็กซเรย์ปอด ลักษณะผิดปกติที่เข้าได้กับวัณโรคปอดเป็นต้นว่า พบการอักเสบของปอดที่ ปอดกลีบบน การย้อมเชื้อวัณโรคจากเสลด ควรจะทำในผู้เจ็บป่วยทุกรายที่สงสัยว่าเป็นวัณโรคเพื่อช่วย รับรองการวินิจฉัย โดยจะเก็บเสลดตอนเวลาเช้าหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้ว 3 วันติดต่อกัน จะรู้ผลด้านในประมาณ 30 นาที แต่มีข้อเสียเป็น วิธีแบบนี้มีโอกาสตรวจเจอเชื้อวัณโรคได้เพียงแต่ราวครึ่งหนึ่งของผู้เจ็บป่วย เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้เจ็บป่วยที่ตรวจไม่พบเชื้อวัณโรคในเสมหะก็ยังอาจเป็นโรควัณโรคปอดได้ การเพาะเชื้อวัณโรคจากเสมหะ จุดเด่นก็คือ แนวทางแบบนี้สามารถตรวจพบเชื้อได้สูงถึง 80 - 90% ของผู้ป่วย แต่จำเป็นต้องใช้เวลาราวๆสองเดือนก็เลยทราบผล
เมื่อแพทย์วิเคราะห์ว่าเป็นวัณโรคปอด แพทย์จะให้ยารักษาวัณโรค โดยปกติจะนิยมใช้สูตรยารับประทาน 6 เดือน 2 เดือนแรกใช้ยา 4 จำพวก ยกตัวอย่างเช่น ไอเอ็นเอช (INH) หรือไอโซไนอะสิด (Isoniazid) ไรแฟมพิซิน (rifampicin) ,ไพราซิทุ่งนาไมด์ (pyrazinamide) และก็อีแทมบูทอล (ethambutol) บางรายบางทีอาจใช้ สเตรปโตไมซินจำพวกฉีดแทนอีแทมบูทอล แล้วต่อด้วยยา 2 ประเภท ตัวอย่างเช่น ไอเอ็นเอช และก็ไรแฟมพิซิน อีก 4 เดือน
    หมอจะย้ำเตือนให้ผู้เจ็บป่วยรับประทานยาให้ตามกำหนดทุกวัน ห้ามลืมหรือเว้นบางมื้อหรือบางวัน กำชับให้พี่น้องช่วยดูแลให้คนเจ็บกินยาได้บ่อย มิเช่นนั้นอาจทำให้กำเนิดปัญหาเชื้อดื้อยา ทำให้รักษาไม่เป็นผล หรือจำเป็นต้องแปรไปใช้ยาสูตรที่แรงขึ้น    ส่วนผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคภูมิคุมกันบกพร่องร่วมกับวัณโรคปอด เว้นเสียแต่ให้ยาต้านทานเชื้อไวรัสโรคภูมิคุมกันบกพร่องแล้ว ยังจำเป็นต้องให้ยารักษาวัณโรค (ซึ่งเปลี่ยนแปลงสูตรยาที่ต่างกันออกไป) เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน 9 เดือน
    หมอจะนัดคนไข้มาติดตามผลของการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยธรรมดาเมื่อใช้ยาได้ 2 อาทิตย์ อาการไข้และก็ไอจะเริ่มดีขึ้นกว่าเดิม ทานข้าวได้ แล้วก็น้ำหนักขึ้น
    หมอจะกระทำตรวจเสลด (มองว่าเชื้อหายหมดหรือยัง) เป็นช่วงๆได้แก่ เมื่อรับประทานยาครบ 2 เดือน 5 เดือน และก็เมื่อจบการใช้ยารักษา ยิ่งไปกว่านี้บางทีอาจทำเอกซเรย์ปอดมองว่ารอยโรคหายดีหรือยัง
    ส่วนผู้ที่เป็นกลุ่มมีความเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบ ดังเช่น คนเจ็บดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีประวัติเป็นโรคตับอยู่ก่อน หรือแก่กว่า 35 ปี เมื่อรับประทานยารักษาวัณโรค ซึ่งอาจก่อให้ตับอักเสบได้ แพทย์จะทำการตรวจเลือดมองระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับ (AST, ALT) เพื่อมองว่ามีการอักเสบของตับเกิดขึ้นหรือไม่
ทั้งนี้ปัญหาใหญ่เกี่ยวกับวัณโรคในประเทศไทยหมายถึงการเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนานซึ่งทำให้การรักษาหายสนิทเป็นไปได้ยากขึ้น และบางทีอาจเกิดภาวะสอดแทรกถึงชีวิตได้ทั้งในเด็กรวมทั้งคนแก่ ส่วนหนึ่งมาจากการรับประทานยาที่ไม่บ่อยนักของคนไข้สาเหตุจากปัญหาหลายสิ่งหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น การที่จะต้องรับประทานยาเป็นเวลานาน (อย่างต่ำ 6 เดือน) ทำให้ผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะดียิ่งขึ้นเล็กน้อยหยุดยาหรือเปล่ามีตามนัด หรือในรายที่บางทีอาจทนผลข้างเคียงของยาไม่ได้ก็เลยหยุดยาเอง ฯลฯ
การติดต่อของวัณโรค เชื้อวัณโรคสามารถแพร่ขยายได้ทางอากาศ จากคนไข้ที่เป็นวัณโรคปอดรวมทั้งกล่องเสียง การต่อว่าดเชื้อมีสาเหตุจากการหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อวัณโรคของคนเจ็บ ซึ่งมีเหตุมาจากการไอหรือจาม พูดหรือร้อง เป็นต้น การไอหรือจามหนึ่งครั้งสามารถสร้างละอองฝอยได้ถึงล้านละอองฝอย อนุภาคของเชื้อมีขนาดเล็กมากมายราว1-5 ไมครอน ละอองของเชื้อก็เลยสามารถลอยอยู่กลางอากาศได้นานและไปได้ระยะทางไกล เมื่อหายใจรับละอองฝอยที่มีเชื้อวัณโรคเข้าไปในระบบทางเท้าหายใจที่ถุงลมของปอดและก็อาจเกิดการติดเชื้อที่ปอดและก็แพร่เชื้อสู่อวัยวะต่างๆในร่างกายทางต่อมน้ำเหลืองหรือกระแสโลหิตได้
                สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการต่อว่าดเชื้อขึ้นอยู่กับปริมาณ หรือความเข้มข้นของเชื้อกลางอากาศและก็ช่วงเวลาสำหรับการสัมผัสเชื้อคืออยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันกับผู้เจ็บป่วยเป็นวันหรืออาทิตย์ เป็นต้นว่าอยู่ห้องเดียวกัน เป็นต้น วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อโรคที่มีลักษณะพิเศษเป็น ผู้เจ็บป่วยที่ติดเชื้อโรคหรือรับเชื้อเข้าไปในร่างกายทุกรายไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเจ็บป่วยคือ ไม่มีอาการแล้วก็อาการแสดงของวัณโรค เรียกว่า การตำหนิดเชื้อช่วงนี้ว่า วัณโรคอยู่ในระยะแอบแฝง/ระยะซ่อนเร้น (latent Mycobacterium tuberculosis infection)  เมื่อบุคคลได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกายแล้ว ตลอดช่วงชีวิตหลังจากนั้นเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคได้ประมาณ ปริมาณร้อยละ 10ซึ่งประมาณร้อยละ 5  (หรือโดยประมาณ ปริมาณร้อยละ50) มีโอกาสเป็นโรคในตอน 1-2 ปีแรก (CDC, 2011) ส่วนอีกจำนวนร้อยละ 5   จะมีโอกาสเป็นโรคต่อไปหากร่างกายมีระบบระเบียบภูมิต้านทานธรรมดา ในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายขาดตกบกพร่องจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากยิ่งกว่าปริมาณร้อยละ 10
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นวัณโรค

  • กินยาให้สม่ำเสมอและต่อเนื่องตามคำสั่งแพทย์ หากระหว่างการรักษามีอาการผิดปกติให้กลับมาพบแพทย์ทันที ห้ามหยุดยาเอง หรือเปลี่ยนที่รักษาใหม่หลังกินยา 2-3 เดือน ผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีอาการดีขึ้นแต่อาการที่ดีขึ้นนั้นไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยหายจากโรคแล้ว ต้องกินยาจนแพทย์มีความเห็นว่าหายขาดและสั่งให้หยุดยา ถ้าด่วนหยุดยาเองโรคจะกำเริบและเชื้ออาจดื้อยาที่เคยรักษาอยู่ ทำให้รักษาหายยากขึ้น
  • ปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อสู่ผู้อื่น
  • บ้วนเสมหะลงในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด ทำลายเชื้อโรคในเสมหะด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
  • งดสิ่งเสพติดเช่น เหล้า บุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ (อาหารมีประ โยชน์ห้าหมู่) เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ธัญพืช ผัก และผลไม้
  • ให้บุคคลใกล้ชิดเช่น คนในบ้านพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและเอกซเรย์ปอด ซึ่งในผู้ใหญ่ ถ้าผลเอ็กซเรย์ไม่พบความผิดปกติจะถือว่าไม่เป็นวัณโรคไม่จำเป็นต้องมีการรักษา แต่ในเด็ก เล็ก ถึงแม้จะไม่มีอาการและเอ็กซเรย์ปอดปกติ จะต้องตรวจทูเบอร์คูลิน (tuberculin skin test หรือ TST) ซึ่งถ้าผลเป็นบวก แพทย์จึงจะให้การรักษาวัณโรค
  • ในช่วงแรกของการรักษา (โดยเฉพาะในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก) จะถือเป็นระยะแพร่เชื้อ ผู้ป่วยจึงควรแยกตัวออกให้ห่างจากผู้อื่น โดยการอยู่แต่ในบ้าน แยกห้องนอน ไม่อยู่ใกล้ชิดกับคนในบ้าน ภายในห้องควรเปิดหน้าต่างเพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและให้แสงแดดส่องถึง (เนื่องจากแสงแดดและความร้อนจะทำลายเชื้อวัณโรคได้ดี) หมั่นนำเครื่องนอนออกไปตากแดด และไม่ออกไปที่ที่มีผู้คนแออัด นอกจากนี้ยังควรแยกถ้วย ชาม สำรับอาหารและเครื่องใช้ออกต่างหากด้วย (หากจำเป็นต้องเข้าใกล้ผู้อื่นหรือเข้าไปในที่ชุมชน ควรสวมหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูกเสมอ)
  • ผู้ป่วยที่ต้องทำงานกลับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเอดส์ เด็กเล็ก ควรแยกตัวออกห่างจากคนเหล่านี้จนกว่าจะตรวจไม่พบเชื้อวัณโรคแล้ว

การป้องกันตนเองจากวัณโรค

  • ถ้ามีอาการผิดปกติที่น่าสงสัยว่าเป็นวัณโรค เช่น ไอเรื้อรัง 2 สัปดาห์ขึ้นไป มีไข้ต่ำๆโดยเฉพาะตอนบ่ายๆหรือค่ำๆ เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ควรรีบไปรับการตรวจรักษาโดยการเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะ
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่
  • ประชาชนทั่วไป ควรตรวจร่างกายโดยการเอกซ์เรย์ปอดหรือตรวจเสมหะ (AFB) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ถ้าพบว่าเป็นวัณโรคจะได้รีบรักษาก่อนที่จะลุกลามมากขึ้น
  • ถ้ามีผู้ป่วยวัณโรคอยู่ในบ้านเดียวกัน ควรกำชับให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยในช่วงที่ผู้ป่วยยังกินยารักษาวัณโรคได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ หรือยังไม่หายจากอาการไอ ควรหลีกเลี่ยงการนอนในห้องเดียวกับผู้ป่วย และถ้าจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดก็ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อเสมอ รวมถึงต้องล้างมือทุกครั้งหลังการสัมผัสผู้ป่วยหรือสิ่งของๆผู้ป่วย
  • ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรค และผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือเป็นสมาชิกในบ้านเดียวกับผู้ป่วย แม้ว่าจะยังรู้สึกสบายดีก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจทูเบอร์คูลิน ถ้าพบว่าให้ผลเป็นบวกซึ่งแสดงว่าเป็นผู้ติดเชื้อวัณโรค
  • ฉีดวัคซีนบีซีจี (BCG) (Beeilus Calmette Guerin)ให้ทารกแรกเกิดทุกราย วัคซีนชนิดนี้มีผลในการป้องกันวัณโรค ชนิดรุนแรงในเด็กเล็ก แต่ไม่สามารถป้องกันวัณโรคปอดในผู้ใหญ่ ผู้ที่เคยฉีดบีซีจีมาแล้วก็ยังมี โอกาสเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรคปอดได้


ซึ่งวัคซีน BCG ถูกผลิตขึ้นเมื่อ  พ.ศ. 2461 A. Calmette และ A. Guerin สองนักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบันพลาสเตอร์ ก็ผลิตวัคซีนขึ้นมาเรียกว่า Bacille Calmette-Guerin (BCG) และเริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2464
สมุนไพรที่ใช้รักษา/บรรเทาอาการของวัณโรค วัณโรคเป็นโรคที่ติดต่อจากเชื้อไมโครแบคทีเรียที่เป็นอันตรายร้ายแรงและมีการติดต่อที่เร็วมาก เพราะสามารถแพร่เชื้อทางอากาศได้ แต่ในประเทศไทยของเราถือว่าได้รับข่าวดีเป็นอย่างมากเมื่อมีคณะนักวิจัยสามารถศึกษาวิจัยต้นพบว่ามีสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรคได้ถึง 14 ชนิด ดังที่มีการจัดการประชุมวิชาการกรมวิทศาสตร์การแพทย์ ณ.อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อปี 2551 ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัย มหาวิทยาลัยโคโบราโดของอเมริกา ก็เพิ่งค้นพบว่า สารที่อยู่ในขมิ้นช่วยปราบวัณโรคชนิดที่ดื้อยาลงได้ โดยนักวิจัยของมหาวิทยาลัยได้พบว่า ขมิ้นมีสารที่เรียกว่า แมคโครเฟลกซ์ ซึ่งมีสรรพคุณในการกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มโรคของมนุษย์สามารถขับไล่เชื้อวัณโรคได้ด้วย โดยจะไปกระตุ้นภูมิคุ้มโรคให้ต่อต้านเชื้อวัณโรคที่ดื้อยาให้อ่อนฤทธิ์กับการต่อสู้กับยาลง ซึ่งนักวิจัยได้ชี้แจงว่า การศึกษาทำให้เราได้พบหลักฐาน แสดงว่าสารในขมิ้นสามารถช่วยต่อต้านการอักเสบของวัณโรคชนิดที่ดื้อยาในเซลล์ของมนุษย์ได้  ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักวิจัยของไทย จะสามารถนำข้อมูลการวิจัยสมุนไพรเหล่านี้มาต่อยอด เพื่อผลิตเป็นยาเพื่อมารักษาวัณโรคได้ในภายหน้า
เอกสารอ้างอิง

  • แนวทางการดำเนินงานควบคุมวัณโรคแห่งชาติ พ.ศ.2556. สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม.2556.พิมพ์ที่สำนักกิจการโรงพิมพ์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมรารูปถัมภ์.186 หน้า
  • นพ.ธีรวัฒน์ บูระวัฒน์.วัณโรค.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 323.คอลัมน์ เล่าสู่กันฟัง.มีนาคม 2549
  • วัณโรค-อาการ,สาเหตุ,การรักษา http://www.disthai.com/
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “วัณโรคปอด (Tuberculosis)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 424-429.
  • วัณโรค.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • วัณโรคปอด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 380.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.ธันวาคม 2553
  • รายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาสถานการณ์วัณโรคและโรคเอดส์ปี2550-2555สำ นักระบาดวิทยา.กรมควบคุมโรค.
  • กระทรวงสาธารณสุข.แนวทางระดับชาติ:ยุทธศาสตร์การผสมผสานการดำ เนินงานวัณโรคและโรคเอดส์เพื่อการควบคุมและป้องกันวัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่2กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา สำ นักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2546
  • ศิริลักษณ์ อภิวาณิชย์,ถนอมวงศ์ มัณฑจิตร์ ,กำธร มาลาธรรม.การเฝ้าระวังการติดเชื้อวัณโรคของบุคลากรในทีมสุขภาพโรงพยาบาลรามาธิบดี.วารสารรามาธิบดีพยาบาลสาร.ปีที่18ฉบับที่2.กันยายน-ธันวาคม 2555.หน้า273-286
  • Jarvis, W.    (2007). Tuberculosis. In   W.    R.   Jarvis (Ed.), Bennett & Brachman's hospital infections (pp.539-560). Philadelphia: Lippincott Williams &Wilkins.
  • วัณโรค.แผ่นพับโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน.คณะกรรมการแผ่นพันเพื่อการประชาสัมพันธ์.คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล.2552.
  • เจริญ ชูโชติถาวร. (2548). โรคติดเชื้อ ใน พรรณทิพย์ ฉายากุล และคณะ (บก.), ตําาราโรคติดเชื้อ 1 (หน้า 683-719). กรุงเทพฯ: โฮลิสติก พับลิชชิ่ง
  • Centers for Disease Control and    (2005a). Guidelinesfor  preventing  the  transmission  of  Mycobacterium tuberculosis  in  health-care  settings,  2005. Retrieved March 16,    2011, from Morbidity and    Mortality Weekly Report Web site:
  • Kumar V, Abbas AK, Fausto N, Mitchell RN (2007). Robbins Basic Pathology (8th ed.). Saunders Elsevier. pp. 516– ISBN 978-1-4160-2973-1.


2

ว่านชักมดลูก ปลูกไม่ยาก
            ว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มาอย่างยาวนานในอดีตแล้ว ซึ่งในอดีตนั้น คนไทยจะเพาะว่านชักมดลูกกันแค่ในรั้วบ้าน และขยายพันธุ์แค่พอที่จะใช้เป็นยาสมุนไพรในครัวเรือนเท่านั้นไม่ได้มีการนำไปจำหน่ายหรือนำไปส่งออกไปยังต่างประเทศเหมือนในปัจจุบันนี้แต่อย่างใด จึงทำให้แต่ก่อนนี้ยังไม่มีผู้นิยมนำว่านชักมดลูกไปเพาะปลูกเพื่อการพาณิชย์แต่อย่างใด แต่ในปัจจุบันเมื่อเริ่มมีการใช้สมุนไพรว่านชักมดลูกกันมากขึ้น จึงทำให้เกิดกระแสการเพาะปลูกว่านชักมดลูกเพื่อนำมาจำหน่ายทั้งจำหน่วยแก่ลูกค้ารายย่อยและส่งเข้าโรงงาน จนถึงขั้นที่ว่าเกษตรกรที่ทำการเกษตรในพืชอย่างอื่นต้องหันมาปลูกว่านชักมดลูกเป็นพืชหลักเลยทีเดียว โดยในเมืองไทยนอกจากเกษตรกรจะหันมาเพาะปลูกว่านชักมดลูกแล้ว ยังมีการเพาะสมุนไพรชนิดอื่นเป็นอาชีพหลักอีกหลายจำพวก เช่น กระชายดำ ขมิ้นชัน ไพลฯลฯ ซึ่งในการขยายพันธุ์สมุนไพรเหล่านี้ก็สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี (ซึ่งอาจจะดีกว่าพืชหลักที่ปลูกในอดีตด้วยซ้ำ) ในตอนนี้เราจึงจะมาดูว่าวิธีการปลูกว่านชักมดลูกให้ได้ผลผลิตที่ดีนั้น ต้องทำอย่างไรบ้าง โดยว่านชักมดลูกนั้นสามารถเพาะได้โดยใช้เหง้าแขนงและส่วนหัว (ที่กลมๆใหญ่ๆ) อีกทั้งยังอาจเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย และทนแล้งได้ดี ส่วนช่วงเวลาที่ควรเพาะนั้น ควรเป็นช่วงก่อนฤดูฝน เพราะเมื่อถึงฤดูฝนแล้วต้นของว่านชักมดลูกจะได้เติบโตตามฤดูกาลและอาจสะสมสารอาหาร รวมถึงทำให้มีสารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มาถึงในขั้นตอนการเตรียมแปลงขยายพันธุ์ โดยก่อนเพาะต้องกำจัดวัชพืชต่างๆเสร็จแล้ว ไถพรวนดินและตากดินทิ้งไว้ 5 – 7 วัน หลังจากนั้น 2 – 3 วันให้ใส่ปุ๋ยคอกผสมกับขี้เถ้าแกลบอีก 1 ตันต่อไร่แล้วไถกลบอีกรอบ ขั้นตอนการปลูกนั้นก่อนปลูกต้องกำจัดวัชพืชอีกครั้งก่อนขยายพันธุ์ 1 – 2 วัน สำหรับการขยายพันธุ์ใช้เหง้าหรือแขนงว่านชักมดลูกที่มีตาสำหรับแทงยอด(จะเป็นต้นต่อไป) หักเป็นส่วนๆใส่หลุม แล้วกลบทับ ระยะการเพาะปลูกระหว่างหลุมและระหว่างแถว ประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร เมื่อขยายพันธุ์แล้วหากเป็นช่วงฝนตกอย่างสม่ำเสมอในฤดูฝนก็ไม่ต้องให้น้ำ ส่วนการให้ปุ๋ยให้ใส่ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในระยะเริ่มปลูก และใช้ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยสูตร 12-12-24 ในระยะที่ต้นโตเต็มทีในเดือน กันยายน – ตุลาคม ในการเก็บผลผลิตนั้น ต้องเก็บในช่วงฤดูหนาวถึงฤดูแล้งโดยสังเกตได้จากหากว่านชักมดลูกมีใบเหี่ยวแห้งหมดแล้วก็อาจเก็บเกี่ยวได้ เพราะช่วงนี้ว่านชักมดลูกสะสมสารอาหารไว้ในหัวและเหง้าได้เต็มที่แล้วจึงเหมาะสมกับการเก็บเกี่ยว อีกทั้งหากเก็บเกี่ยวไปแล้วในเหง้าและหัวของว่านชักมดลูกจะมีสารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่อีกด้วย

3

ลักษณะและจุดสังเกตของว่านชักมดลูกตัวผู้/ตัวเมีย
            เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ว่านชักมดลูกนั้นเป็นพืชประจำถิ่นของไทยอีกชนิดหนึ่ง ที่มีผู้นิยมนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรไม่น้อยไปกว่าสมุนไพรจำพวกอื่นๆ เช่น กระชายดำ เถาวัลย์เปรียง หรือ มะรุม ฯลฯ และส่วนมากผู้ที่ชอบใช้ว่านชักมดลูกก็จะเป็นสตรี เพราะมีสารออกฤทธิ์ที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกันฮอร์โมนผู้หญิงตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น ในบทความนี้จะขอนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับว่านชักมดลูกของไทยทั้งว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma latifolia) และว่านชักมดลูกตัวเมีย  (Curcuma comosa) (แต่จะไม่กล่าวถึงชนิด (Curcuma  Xanthorrhiza) ว่าจะมีลักษณะเป็นเช่นไร)  และมีจุดสังเกตว่าตัวไหนเป็นตัวเมีย ตัวไหนเป็นตัวผู้ อย่างไรโดยประเภททั่วไปของว่านชักมดลูกนั้น จัดเป็นพืชล้มลุก เนื้ออ่อนสูงประมาณ 1 – 1.5 เมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบของว่านชักมดลูกมีชนิดเป็นใบเดี่ยวทรงรียาวกว้าง 15 – 20 เซนติเมตร ยาว 40 – 80 เซนติเมตร อาจมองเห็นเส้นใบเป็นแถบยาวอย่างชัดเจน และยังมีเส้นกลางใบอีกด้วย ดอกของว่านชักมดลูกเป็นชนิดเป็นช่อแทงจากพื้นดิน โดยแยกกันออกไปหลายทิศทางไม่รวมเป็นกระจุก ดอกมีใบประดับสีชมพูอ่อนกลีบรองออกสีแดงสดโดยว่านชักมดลูกของไทยเรานี้ พบได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณทั่วประเทศแต่ในปัจจุบันมีการนำมาเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์กันมากขึ้น โดยแหล่งขยายพันธุ์ที่สำคัญและมีชื่อเสียงได้แก่ ในจังหวัดเลยและจังหวัดเพชรบูรณ์แต่ดังที่กล่าวไว้ในบทความที่แล้วว่าว่านชักมดลูกในไทยนั้น อาจแบ่งออกได้ตามสารออกฤทธิ์และคุณสมบัติสัณฐานโดยทั่วไปเป็นว่านชักมดลูกตัวผู้และว่านชักมดลูกตัวเมีย ซึ่งมีจุดสังเกตว่าตัวไหนเป็นตัวผู้ตัวไหนเป็นตัวเมียดังนี้ จุดสังเกตที่ 1 หัวว่านชักมดลูกตัวเมีย มีชนิดหัวกลมรีตามแนวตั้งและมีแขวงสั้น ส่วนว่านชักมดลูกตัวผู้นั้นหัวจะกลมกว่าและแขนงข้างจะยาวกว่าว่านชักมดลูกตัวเมีย หากผ่าหัวว่านออกมาเปรียบเทียบกันแล้วเนื้อของว่านตัวเมียจะมีสีขาวนวล วงข้างในเป็นสีชมพูเรื่อๆ หากทิ้งไว้สักพักสีชมพูจะเริ่มเข้มขึ้น ส่วนเนื้อของว่านตัวผู้ก็มีสีคล้ายกัน แต่ลงข้างในจะเป็นสีเขียวแกมเทา และเมื่อทิ้งไว้ก็จะเป็นสีชมพูเรื่อๆเช่นกัน จุดสังเกตที่ 2 คือ ใบ ว่านชักมดลูกตัวเมียจะมีเส้นกลางใบสีเขียวตลอดเส้น ส่วนว่านชักมดลูกตัวผู้จะมีเส้นกลางใบสีน้ำตาลแดงตลอดเส้นเช่นกัน จุดสังเกตที่ 3 คือ ดอก โดยก้านช่อดอกของว่านชักมดลูกตัวเมียจะมีก้านข่อดอกที่สั้นกว่า ก้านช่อดอกของว่านชักมดลูกตัวผู้ ซึ่งข้อมูลจุดสังเกตของว่านชักมดลูกนี้ ผู้เขียนคิดว่ามีคุณสมบัติกับผู้ที่สมใจในสมุนไพรลักษณะนี้ เพราะในการนำมาใช้ในทางสมุนไพรนั้นจะใช้ว่านชักมดลูกตัวเมียในการทำยาสมุนไพรเพราะมีสารออกฤทธิ์ที่มีมากกว่าและเป็นคุณสมบัติต่อผู้ใช้

4

ฤทธิ์ทางเภสัชของว่านชักมดลูกกับการวิจัยในสัตว์ทดลอง
            เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสมุนไพรที่ต้องมีการทดสอบในสมุนไพรแต่ละชนิด เพราะนั่นคือการยืนยันและพิสูจน์ว่าสมุนไพรตัวนั้น มีฤทธิ์ทางเภสัชในด้านใดและมีสารออกฤทธิ์ตัวไหนบ้างที่อาจนำมาใช้บำบัดเยียวยาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของผู้ใช้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการค้นพบและทดลองในสมุนไพรของไทย เพื่อที่จะนำผลการค้นคว้าที่ได้มาใช้ในวงการสมุนไพรเพื่อจะเป็นการยกระดับคุณภาพสมุนไพรของไทยให้ไปสู่สากลและมีคุณภาพทัดเทียมกับสมุนไพรจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งจะเป็นการแข่งขันในตลาดสมุนไพรโลกต่อไป โดยในการค้นพบและทดลองในเรื่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของว่านชักมดลูกนั้น มีผลงานการค้นคว้าของนักวิจัยชาวไทยอยู่หลายชิ้นเลยทีเดียว เช่น ที่ว่ากันว่าว่านชักมดลูกเยียวยาอาการของผู้หญิง และมีไฟโตรเอสโตรเจนนั้น มีการค้นคว้าเพื่อพิสูจน์คือ มีการทดสอบโดยนำหนูทดลองมาแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.หนูปกติ 2.หนูถูกตัดรังไข่ 3.หนูถูกตัดรังไข่และป้อนว่านชักมดลูกตัวเมีย 4. หนูถูกตัดรังไข่และป้อนว่านชักมดลูกตัวผู้ ผลการค้นคว้าพบว่าหนูกลุ่ม 3 ที่ได้รับว่านชักมดลูกตัวเมีย มีขนาดมดลูกโตใกล้เคียงกับหนูปกติ ส่วนหนูกลุ่ม 2 และ 4 (หนูที่ได้รับว่านชักมดลูกตัวผู้) มีขนาดมดลูกเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ในด้านฤทธิ์ป้องกันและเยียวยาโรคกระดูกพรุนโดยทดลองกับหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่แล้วป้อนสารสกัดว่านชักมดลูกตัวเมียติดต่อกัน 5 สัปดาห์ พบว่าป้องกันการสูญเสียแคลเซียมและรักษาความหนาแน่นของมวลกระดูกได้และฤทธิ์ในการเพิ่มอัตราการไหลของน้ำดี พบว่ามีสารไกลไคไซด์กลุ่ม Phloracetophnone มีฤทธิ์เพิ่มอัตราการไหลของน้ำดีในหนูทดลอง ซึ่งเมื่อให้สารสกัดว่านชักมดลูกในขนาด 50 mg/kg สามารถกระตุ้นการไหลของน้ำดีได้ 142.3 ± 3.0% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ซึ่งการเพิ่มนี้มีผลต่อการย่อยอาหารประเภทไขมันได้ดีขึ้นและอาจลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ และว่านชักมดลูกยังมีสาร 4,6-dihydroxy-2-0(beta-D-glucopyranosy/acetopnenone) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งในการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งปากมดลูก ซึ่งมีค่า IC₅₀=4.44±0.85 ug/m/ รวมถึงยังมีการทดสอบความจำและการเรียนรู้ของหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ โดยนำหนูทดลองมาตัดรังไข่ แล้วแบ่งเป็นกลุ่ม คือ 1หนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ 2 หนูทดลองถูกตัดรังไข่และได้รับสารสกัดของว่านชักมดลูกตัวเมีย 3.หนูทดลองถูกตัดรังไข่และได้รับการฉีดเอสโตรเจน โดยจะมีการทดสอบความจำและการเรียนรู้ทุกระยะเวลา 30 วัน และเมื่อถึงวันที่ 67 หนูที่ถูกตัดรังไข่ความจำเสื่อมลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนูที่กินสารสกัดว่านชักมดลูกและกลุ่มที่ได้รับการฉีดเอสโตรเจนมีความจำดีใกล้เคียงกัน นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่นักวิจัยคนไทยนำว่านชักมดลูกมาศึกษาในเรื่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเท่านั้น แต่ยังมีการศึกษาวิจัยและทดลองว่านชักมดลูกในเรื่องอื่นๆโดยนักวิจัยจากต่างประเทศอีกหลายๆกลุ่มหลายๆคน ซึ่งในความเห็นส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า ว่านชักมดลูกตัวเมียของไทยนี้เป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพสูงที่จะสามารถพัฒนาและผลิตเป็นยาสำหรับสตรี เพราะว่าอาจเยียวยารวมถึงป้องกันในอาการที่สำคัญๆของสัตว์ได้ และยังเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาเป็นสมุนไพรระดับโลกได้ดังเช่น เห็ดหลินจือ ถั่งเช่า แปะก๊วย กระชายดำ ฯลฯ

5

ปฐมบทเกี่ยวกับว่านชักมดลูก
            หากในโลกของสมุนไพร่จะมีสมุนไพรที่เหมาะสำหับคนในแต่ละเพศ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงแล้วนั้น เป็นที่ทราบดีกันว่าในผู้ชายนั้นสมุนไพรส่วนมากก็จะเป็นสมุนไพรที่เรารู้จักกันดี เช่น ถั่งเช่า  กวาวเครือแดง  กระชายดำ ฯลฯ แต่หากเป็นสตรีแล้ว สมุนไพรที่เป็นสมุนไพรเฉพาะของผู้หญิงนั้น ส่วนมากจะเป็นสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งเป็นสารคล้ายกันกับฮอร์โมนเอสโตรเจนของผู้หญิงเช่น กวาวเครือขาว รากสามสิบ เป็นต้น แต่สมุนไพรอีกประเภทหนึ่งที่จะนำเสนอในวันนี้ก็คือ ว่านชักมดลูก ซึ่งก่อนที่เราจะมารับรู้เกี่ยวกับเรื่องต่างๆของว่านชักมดลูกนั้น แรกเริ่มปฐมบทเราต้องมารับทราบกันก่อนว่าสมุนไพรชักมดลูกนั้นมีกี่ประเภทและประเภทที่เขานำมาทำเป็นยาสมุนไพรนั้น คือ ประเภทใด โดยในประเทศไทยนั้นเป็นถิ่นกำเนิดของว่านชักมดลูกดังนั้น เราจะพบว่านชักมดลูกวางขายกันมากมายทั้งขายแบบหัวสดและแบบฝากตากแห้ง แต่จากการสุ่มซื้อมาและสังเกตลักษณะและนำมาวิเคราะห์วิจัยพบว่า มีอยู่ 2 อย่างด้วยกันเรียกว่า ว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) และว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma latifolia) แต่ที่ชอบใช้ทำเป็นยาสมุนไพรสำหรับสุภาพผู้หญิง คือ ว่านชักมดลูกตัวเมีย เพราะมีสารออกฤทธิ์กลุ่มไฟโตเอสโตรเจน แถมยังมีพิษต่อตับไตและม้ามอีกด้วย มีรายงานว่ามีการพบพืชอย่างหนึ่งในเกาะบาหลีและเกาะชวา ในอินโดนีเซีย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับว่านชักมดลูกอย่างข้างต้น ของไทยเรา และยังมีสรรพคุณคล้ายๆกันอีกด้วย ซึ่งพืชชนิดนั้นมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma xanthorehiza โดยมีการนำไปค้นพบในต่างประเทศกันอย่างแพร่หลาย จึงมักเข้าใจกันสับสนว่าเป็นชนิดเดียวกับว่านชักมดลูกของไทยเรา แต่จากการวิจัยและวิจัยระหว่างว่านชักมดลูก 2 ประเภทนี้ พบว่าแม้จะมีคุณสมบัติคล้ายๆกันแต่ก็มีสาระสำคัญคนละกลุ่มกัน ดังนั้นเมื่อมีการพูดถึงว่านชักมดลูกเราจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ว่านชักมดลูกที่แท้จริงที่มีคุณสมบัติและมีสารออกฤทธิ์ที่เป็นสรรพคุณต่อสุภาพสตรีก็คือ ว่านชักมดลูกของไทย และต้องเป็นว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) เท่านั้น ซึ่งในบทความต่อๆไปหากผู้เขียนจะกล่าวถึงว่านชักมดลูก ก็จะหมายถึง ว่านชักมดลูกของไทยที่ใช้กันอยู่คือ ว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) เท่านั้น

6

 
ไขข้อข้องใจ...ทำไมว่านชักมดลูกจึงเหมาะกับสตรี
            ในบรรดาสมุนไพรทั้งหมดทั้งมวลในโลกนี้พบว่าสมุนไพรส่วนใหญ่มักจะใช้ได้ทั้งบุรุษและผู้หญิง แต่ก็มีสมุนไพรส่วนหนึ่งที่มีฤทธิ์ทางยาที่เหมาะสำหรับเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก็มีอยู่หลายๆอย่างที่เหมาะกับบุรุษ เช่น ถั่งเช่า , รากปลาไหลเผือก , กระเทียม ,โสมคน (โสมเกาหลี) ฯลฯ เมื่อมีสมุนไพรสำหรับผู้ชายแล้ว ผู้หญิงก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกันเพราะมีสมุนไพรที่เหมาะสำหรับสตรีเหมือนกัน อาทิเช่น ตังกุย เชลต์เบอร์รี่ , กวาวเครือขาว ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับผู้หญิงก็คือ “ว่านชักมดลูก” ซึ่งหากฟังแค่ชื่อก็น่าจะเข้าใจกันแล้วว่าทำไม สมุนไพรว่านชักมดลูกนี้จึงเหมาะสมกับผู้หญิงมากกว่าบุรุษ (เพราะผู้ชายไม่มีมดลูกเหมือนสตรี) ซึ่งเหตุผลอันแท้จริงก็คือ ในว่านชักมดลูกมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญ คือ สารกลุ่ม Diarylheptanoids ที่มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนของสตรี เรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งวงการแพทย์ต่างก็ยอมรับว่าสารไฟโตเอสโตรเจนนี้ มีประสิทธิภาพในการเยียวยาสุขภาพต่างๆ ของสตรีได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คุณสมบัติของว่านชักมดลูกโดยมากจะเป็นคุณสมบัติสำหรับเพศผู้หญิงซึ่งเราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสรรพคุณของว่านชักมดลูกกัน โดยว่านชักมดลูกตามตำรายาไทยนั้น ใช้สำหรับการอยู่ไฟของสตรีหลังคลอด โดยนำมาฝานแล้วต้มกับน้ำทั้งอาบทั้งกิน เพื่อช่วยเร่งให้มดลูกเข้าอู่และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น รวมถึงใช้รักษาอาการมดลูกอักเสบ ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ แก้ตกขาว ขับน้ำคาวปลา และตามบันทึกตำรับยาแผนโบราณกล่าวว่า ว่านชักมดลูกมีสรรพคุณและปลอดภัยสำหรับสตรีมากกว่า กวาวเครือขาว ทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อกระชับ เสริมหน้าอก ลบรอยเหี่ยวย่น เยียวยาซีสต์ และคลายอาการปวดประจำเดือนได้ด้วย แต่ก็มีสรรพคุณบางข้อของว่านชักมดลูกที่ระบุว่าใช้ในเพศชายได้ แต่น้อยมาก คือ รักษาอาการไส้เลื่อน ปวดเสียดลูกอัณฑะ เท่านั้น ส่วนสรรพคุณทางยาของว่านชักมดลูกนอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ยังมีอีกเช่น ช่วยรักษาและบรรเทาอาการโรคริดสีดวงทวาร ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ช่วยลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ต่อต้านการอักเสบต่างๆโดยเฉพาะระบบประสาท เมื่อถามถึงความปลอดภัยของว่านชักมดลูกนั้นพบว่าได้ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติเรื่องบัญชีหลักแห่งชาติ(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 ให้ว่านชักมดลูกเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำหรับใช้เป็นยาสตรีหลังคลอด(ยาต้ม รพ.)อีกด้วย จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ในระดับหนึ่ง ถึงเรื่องความปลอดภัยของว่านชักมดลูกโดยที่กล่าวมาหมดนี้จะเป็นได้ว่า ว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรสำหรับผู้หญิงอย่างแท้จริง

Tags : ว่านชักมดลูก

7

การศึกษาทางคลินิกของเถาวัลย์
            คลายอาการปวดหลังส่วนล่าง  การเปรียบเทียบ สรรพคุณของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงกับยาไดโคลฟีแนค ในการเป็นยา บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง พบว่าเมื่อให้ผู้ป่วย รับประทานสารสกัดเถาวัลย์เปรียงบรรจุแคปซูลขนาด 200 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน เปรียบเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่ รับประทานยาไดโคลฟีแนคขนาด 25 มก.  วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน ผลพบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงอาจลดอาการปวดหลังส่วนล่างได้ไม่แตกต่างจากการใช้ยาไดโคลฟีแนค
           กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย   การศึกษาประสิทธิผลของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสุขภาพดี เมื่อได้อุปโภคสารสกัดเถาวัลย์เปรียงทีสกัดด้วย 50% เอทานอล ขนาดวันละ 400 มิลลิกรัม นาน 2 เดือน ไม่พบความไม่ปกติของระบบต่างๆของร่างกาย และพบว่าสารสกัดเพิ่มการหลั่งของ IL-2 และ gamma–IFN แสดงว่าสารสกัดมีฤทธิ์เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้
             การค้นคว้าประสิทธิผล และความปลอดภัยของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในการรักษาอาการอักเสบจากข้อเข่าเสื่อมนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ร่วมการลองทางคลินิกกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมเข้าร่วมโครงการจำนวน 125 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแผนปัจจุบันนาโพรเซน (Naproxen) ขนาด 250 มก.วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาสารสกัดเถาวัลย์เปรียงขนาด 400 มก.วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ ผลการค้นหาพบว่า ยาแผนปัจจุบันนาโพรเซนและสารสกัดเถาวัลย์เปรียงมีประสิทธิผลและความปลอดภัยไม่แตกต่างกัน และผู้ป่วยที่ได้รับยาทั้ง 2 กลุ่มมีความพึงพอใจต่อการเยียวยาร้อยละ80การค้นพบความปลอดภัยของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสถาบันทดสอบสมุนไกรมวิทยาศาสการแพทย์ได้ค้นพบความปลอดภัยของสสารสกัดเอทานอล 50 % ของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสุขภาพดี จำนวน 12 ราย โดยให้อุปโภคแคปซูลสารสกัดขนาด 200 มก./แคปซูล ครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และเจาะเลือดทุก 2 สัปดาห์ พบว่าไม่มีอาการไม่ปกติใดๆ ระหว่างทานสารสกัดเถาวัลย์เปรียง และเมื่อเทียบกับก่อนได้รับสารสกัด  ค่าทางโลหิตวิทยาบางค่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เช่น ค่าร้อยละของเม็ดเลือดขาวลักษณะ basophil เพิ่มขึ้น ค่า hemoglobin และค่าร้อยละของ hematocrit ลดลงในบางสัปดาห์
การศึกษาทางพิษวิทยาของเถาวัลย์ 
             สำหรับด้านความเป็นพิษของสารสสกัดเถาวัลย์เปรียงนั้นจากการค้นคว้าสารสกัดเอธานอล 50% โดยป้องให้หนูขาวในขนาดสูงถึงวันละ 600 มิลลิกรัมน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งเท่ากับ 75 – 100 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนต่อวัน เป็นเวลา 6 เดือน ไม่พบอาการแสดงความเป็นพิษต่ออวัยวะและการทำงานไม่ปกติของระบบต่างๆ ของหนูขาวเลย
             การลองพิษเฉียบพลัน  ของสารสกัดลำต้นด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 6,250 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดเยียวยาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ
             มีรายงานการศึกษาพิษเรื้อรัง ( 6 เดือน ) ของสารสกัด 50 % เอทานอลของเถาวัลย์เปรียงในหนูขาว 4 กลุ่มๆ ละ 20 ตัว/เพศ  กลุ่มควบคุมได้รับน้ำ 10 มิลลิตร / กิโลกรัม / วัน กลุ่มทดสอบได้รับสารสกัดขนาด 6 , 60 และ 600 มก./ กก. / วัน หรือ เทียบเท่าผงเถาวัลย์เปรียง 0.03 , 0.3 และ 3 กรัม / กก. / วัน หรือ 1 , 10 และ 100 เท่าของขนาดใช้ในคนต่อวัน  พบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าทางโลหิตวิทยา  ชีวเคมีของเซรั่ม หรือจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน ที่มีความสัมพันธ์กับขนาดของสารสกัด และไม่พบความผิดปกติใดๆ
 

Tags : สมุนไพรของเถาวัลย์

8

ถิ่นกำเนิดของโกฐน้ำเต้า
เป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบยุโรป และเอเชีย ในประเทศอินเดีย จีน ทิเบต รัสเซีย




  สถานที่พบในประเทศจีน     青海、四川、陕西、甘肃、云南、西藏、宁夏、贵   州、湖北
                                            Qīnɡhǎi、Sìchuān、Shǎnxī、Gānsù、Yúnnán、Xīzànɡ、Nínɡxià、
                                            Guìzhōu、Húběi
                                            ชิงไห่ เสฉวน ส่านซี กานซู่ ยูนนาน ทิเบต หนิงเซี่ย กุ้ยโจว หูเป่ย




ลักษณะทั่วไปของโกฐน้ำเต้า   
โกฐน้ำเต้าเป็นเหง้าและรากแห้งของพืช คุณสมบัติ ใด คุณสมบัติ หนึ่งใน 3 ชนิด ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Rheum officinal Baill., R.palmatum L. และ R.tanguticum (Maxim. Ex Regel) Maxim.ex Balf. ในวงค์  Polygonaceae หรือ เหง้าและรากแห้งของพืช 2 หรือ 3 ประเภทข้างต้นปนกัน โดยจัดเป็นพรรณไม้พุ่มที่มีความสูงของต้นประมาณ 2 เมตร ต้นแตกกิ่งก้านสาขามากและมีใบเป็นพุ่ม เปลือกลำต้นเป็นสีเขียวเรียบมัน มีลายเล็กน้อยและไม่มีขนปกคลุม มีเหง้าอยู่ใต้ดินขนาดป้อมและใหญ่ เนื้อนิ่ม ลำต้นใต้ดินมีชนิดเป็นโพรงกลวงและมียางสีเหลือง
ใบโกฐน้ำเต้า ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ เป็นแฉกคล้ายนิ้วมือ มีประมาณ 3-7 แฉก มีขนาดกว้างและยาวใกล้เคียงกัน ใบมีขนาดประมาณ 35-40 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเว้าเข้าหากันคล้ายรูปหัวใจ ส่วนขอบใบเป็นหยักแบบฟันเลื่อยเล็กน้อย หน้าใบและหลังใบมีขนขึ้นปกคลุม ก้านใบมีขนาดใหญ่และยาว ตรงบริเวณก้านใบมีขนสีขาวปกคลุมอยู่
ดอกโกฐน้ำเต้า ออกดอกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งก้าน ดอกเป็นข้อ ๆ ในก้านช่อกิ่งหนึ่งจะมีประมาณ 7-10 ช่อ ก้านดอกมีความยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ดอกย่อยจะแยกออกเป็นแฉก 6 แฉก ดอกมีความยาวประมาณ 1.5 มม.ส่วนกลีบดอกเรียงซ้อนกันเป็นชั้น 2 ชั้น ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวน 9 อัน
ผลโกฐน้ำเต้า ผลมี ลักษณะ เป็นรูปไข่คล้ายสามเหลี่ยม บริเวณเหลี่ยมจะมีเยื่อบาง ๆ หุ้มอยู่ ผลเป็นสีน้ำตาลเข้ม ผลมีขนาดกว้างประมาณ 7-8 มม.และยาวประมาณ 9-10มม.โดยผลจะแก่ในช่วงเดือนสิงหาคม
การขยายพันธุ์ของโกฐน้ำเต้า    
ปัจจุบัน โกฐน้ำเต้านิยมขยายพันธุ์กันมากในประเทศจีน  เพราะลักษณะอากาศ และดินเหมาะสมกับพืชชนิดนี้ เพาะด้วยวิธีการแยกลำต้น และวิธีการปลูกเมล็ด การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวราก และเหง้าปลายฤดูใบไม้ร่วงเมื่อลำต้น และใบเหี่ยวหรือเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิถัดไปก่อนแตกหน่อ แยกรากฝอยและเปลือกนอกทิ้ง นำสมุนไพรมาหั่นเป็นแว่นหรือเป็นท่อน ๆ ตากแดดให้แห้ง เก็บเยียวยาไว้ในสถานที่มีอากาศเย็นและแห้ง มีการระบายอากาศดี
องค์ประกอบทางเคมี
โกฐน้ำเต้ามีสารสำคัญกลุ่ม anthraquinones  ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของสาร hydroxyanthracene แบ่งเป็น 3 กลุ่มย่อย คือ กลุ่มย่อย free anthraquinones เช่น chrysophanol , emodin, rhein, alo-emodin, physcion กลุ่มย่อย anthraquinone glycosides เช่น rheinoside A-D, chrysophanein, glucoemodin, palmatin และกลุ่มย่อย biathrones เช่น sennoside A-F, rheidin A-C นอกจากนั้นในโกฐน้ำเต้ายังมีสารกลุ่ม tannins ด้วย
 
คุณค่าทางโภชนาการของโกฐน้ำเต้าดิบ(ไม่ระบุว่าส่วนใด แต่เข้าใจว่าคือส่วนของก้านใบ)ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 88 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 4.54 กรัม
  • น้ำตาล 1.1 กรัมผักโกฐน้ำเต้า
  • เส้นใยอาหาร 1.8 กรัม
  • ไขมัน 0.3 กรัม
  • โปรตีน 0.8 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.02 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินบี 2 0.03 มก. 3%
  • วิตามินบี 3 0.3 มก. 2%
  • วิตามินบี 5 0.085 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินบี 6 0.024 มก. 2%
  • วิตามินบี 9 7 ไมโครกรัม 2%
  • โคลีน 6.1 มก. 1%
  • วิตามินซี 8 มก.10%
  • วิตามินอี 0.27 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินเค 29.3 ไมโครกรัม 28%
  • ธาตุแคลเซียม 86 มก. 9%
  • ธาตุเหล็ก 0.22 มิลลิกรัม 2%
  • ธาตุแมกนีเซียม 12 มก. 3%
  • ธาตุแมงกานีส 0.196 มก. 9%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 14 มก. 2
  • ธาตุโพแทสเซียม 288 มก. 6%
  • ธาตุโซเดียม 4 มก. 0%
  • ธาตุสังกะสี 0.1 มก. 1%


% ร้อยละของจำนวนแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่
สรรพคุณของโกฐน้ำเต้า   
สรรพคุณตามตำราการแพทย์แผนจีน โกฐน้ำเต้า มีฤทธิ์ระบาย ขับของเสียตกค้าง คุณสมบัติแก้ของเสียตกค้างภายในกระเพาะอาหารและลำไส้ (ท้องผูกจากภาวะร้อน ตัวร้อนจัด) หยางของระบบม้ามไม่เพียงพอ มีของเสียและความเย็นตกค้าง ทำให้ท้องผูก อาหารตกค้าง ปวดท้องน้อย ถ่ายไม่สะดวก และมีฤทธิ์ระบายความร้อน ขับพิษร้อน ขับพิษ ใช้ในผู้ป่วยที่มีระบบโลหิตร้อน (อาเจียนเป็นเลือด เลือดกำเดา ตาแดง คอบวม เหงือกบวม) ขับพิษร้อน แผลฝีหนองบวม นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ช่วยให้เลือดหมุนเวียน กระจายเลือดคั่ง ใช้แก้สตรีประจำเดือนไม่มาเนื่องจากมีเลือดคั่ง แก้ฟกช้ำ ช้ำใน เลือดคั่ง ปวด บวม เป็นต้น

  • โกฐน้ำเต้าผัดเหล้าช่วยขับพิษร้อนในเลือด โดยเฉพาะส่วนบนของร่างกายตั้งแต่ลิ้นปี่ขึ้นไป ได้ แก่ ปอด หัวใจ
  • โกฐน้ำเต้าถ่านช่วยระบายความร้อนในระบบโลหิต ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และช่วยห้ามเลือด
  • โกฐน้ำเต้านึ่งเหล้าช่วยระบายความร้อนและขับสารพิษในร่างกาย และช่วยลดฤทธิ์ยาถ่ายของโกฐน้ำเต้าให้มีความรุนแรงน้อยลง
  • โกฐน้ำเต้าผัดน้ำส้มช่วยขับของเสียที่ตกค้างอยู่ภายในกระเพาะอาหารและลำไส้
สรรพคุณตามตำราแพทย์แผนไทย รากหรือเหง้า    รสฝาดมันสุขุม  (ปอกเปลือกออกนำไปนึ่งแล้วตากแห้ง) แก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย บำรุงธาตุ แก้ท้องเสีย ขับลมในลำไส้ ขับปัสสาวะและอุจจาระให้เดินสะดวก ระบายท้อง รู้ถ่ายรู้ปิดเอง แก้เจ็บตา แก้ริดสีดวงทวาร มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดความดันโลหิต ต้านเชื้อรา ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ต้านการชัก ต้านพิษต่อตับและไต ต้านไวรัส ลดยูเรียในเลือด ขยายหลอดเลือด ทำให้แท้ง มีสารเหมือนอินซูลิน ขับน้ำดี มีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน
            ในประเทศไทย โกฐน้ำเต้าถูกใช้ในตำราแพทย์แผนไทยหลายตำรับด้วยกัน  โดยถูกจัดอยู่ใน “พิกัดโกฐพิเศษ” ซึ่งประกอบไปด้วยโกศ 3 ประเภทร่วมกับโกฐกะกลิ้งและโกฐกักกรา  ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ  พ.ศ.2556  มีการนำโกฐน้ำเต้ามาใช้เป็นตัวยาตรงในกลุ่มยาถ่ายหรือยาระบาย  และเป็นตัวยาช่วยในอีกหลายตำรบ เช่น ยาตรีหอม ยาหอมอินทจักร  ยาธรณีสันฑะฆาต  เป็นต้น

 

9

ถิ่นกำเนิดของโกฐหัวบัว
โกฐหัวบัวมีถิ่นกำเนิดในจีนประเทศจีน ในมณฑลเสฉวน กุ๋ยโจว ยูนนาน หูเป๋ย ในอินเดียและเนปาล
ลักษณะทั่วไปของโกฐหัวบัว
ต้นโกฐหัวบัว จัดเป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุหลายปี มีความสูงได้ประมาณ 30-80 เซนติเมตร ลำต้นมี ลักษณะตั้งตรง โคนต้นเป็นข้อ ๆ และมีรากฝอยงอกอยู่ที่ข้อ บริเวณช่วงบนจะแตกกิ่งก้านมาก มีกลิ่นหอม
ใบโกฐหัวบัว ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 2-3 ชั้น ออกเรียงเวียน แฉกสุดท้ายมี คุณสมบัติเป็นรูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ขอบใบหยักลึกสุดแบบขนนก ส่วนใบที่อยู่ใกล้โคนต้นจะมี ประเภทเป็นรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม มีขนาดกว้างประมาณ 15 เซนติเมตร และยาวได้ถึง 20 ซม. ส่วนก้านใบนั้นยาวประมาณ 20 เซนติเมตร โคนก้านแผ่เป็นกาบ หน้าใบและหลังใบไม่มีขน ตามเส้นใบมีขนเล็กน้อย
ดอกโกฐหัวบัว ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง เป็นดอกช่อแบบซี่ค้ำร่มหลายชั้น มีหลายดอกย่อย ดอกย่อยมีขนาดเล็กสีขาว ดอกหนึ่งมีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกมี คุณสมบัติเป็นรูปกลมรี ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน
ผลโกฐหัวบัว ผลมี คุณสมบัติเป็นรูปกลมรีหรือรูปไข่ มี 2 ลูก เป็นห้าเหลี่ยมและในเหลี่ยมจะมีท่อน้ำมัน 1 ท่อ
เหง้าโกฐหัวบัว ส่วนของเหง้าคือส่วนที่นำมาใช้ทำยา ซึ่งเรียกว่า “โกฐหัวบัว” โดยเหง้าจะมี คุณสมบัติค่อนข้างกลม ข้อป่อง ปล้องสั้น เมื่อตัดเอารากแขนงออกหมด จะได้เหง้าเป็นรูปค่อนข้างกลมคล้ายกำปั้น ผิวขรุขระเป็นตะปุ่มตะป่ำไม่สม่ำเสมอ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-7 เซนติเมตร ผิวด้านนอกเป็นสีน้ำตาลไหม้หรือสีน้ำตาลอมเหลือง ผิวสาก เหี่ยวย่น เนื้อแน่น หักยาก รอยหักเป็นสีขาวอมเหลืองหรือเป็นสีเหลืองอมเทา มีท่อน้ำมันสีน้ำตาลอมเหลืองกระจายอยู่ทั่วไป มีกลิ่นหอมฉุนรุนแรง รสขม มัน แต่จะหวานในภายหลัง และชาเล็กน้อย
โกฐหัวบัวในตระกูลเดียวกันยังมีอีกหลายพันธุ์ เช่น Cnidium ofcinale Makino, Ligusticum wallichii Franch. ซึ่งในอดีตเราจะนำมาใช้ทดแทนกันได้ แต่ในปัจจุบันได้พบว่า โกฐหัวบัวที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ โกฐหัวบัว ประเภท Ligusticum chuanxiong Hort. ซึ่งเป็น จำพวกที่เรากล่าวถึงในบทความนี้ มันจึงถูกนำมาใช้เป็นตัวหลักของโกฐหัวบัว
การขยายพันธุ์ของโกฐหัวบัว   
ใช้ข้อของลำต้นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูก โกฐหัวบัวเป็นพืชที่ชอบอากาศร้อนชื้น เจริญเติบโตได้ดีที่ความสูงจาก ระดับน้ำทะเล 500-1,500 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 15 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34 องศา เซลเซียส อุณหภูมิล่าสุด -5 องศาเซลเซียส จำนวนน้ำฝน 1,200 มม. ความชื่นสัมพันธ์เฉลี่ย ร้อยละ 80 ชอบดินหนาและลึก ดินซุย อุดมสมบูรณ์ การระบายน้ำดีมีฤทธิ์เป็นกลางหรือกรด เล็กน้อย อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 2 ปี
การเก็บเกี่ยว    เก็บเกี่ยวเหง้าสดในฤดูร้อนเมื่อตาของลำต้นเริ่มเห็นเป็นตุ่มชัดเจนและมีสีม่วงอ่อนๆ แยกลำต้นใบ และดินออก นำไปตากในที่ร่มจนตัวยาแห้งประมาณร้อยละ 50 แล้วนำไปปิ้งไฟอ่อนๆ จนกระทั่งแห้ง แยกเอารากฝอยทิ้ง เก็บ เยียวยาไว้ในที่มีอากาศเย็นและแห้ง มีการระบายอากาศดี
องค์ประกอบทางเคมี
โกฐหัวบัวมีน้ำมันระเหยง่ายอยู่ราวร้อยละ ๒ ในน้ำมันนี้มี cnidium lactone , cnidic acid และมีชันที่มีรสเปรี้ยว นกจากนั้นยังมีสารพวก phthalide อีกหลาย จำพวก เช่น ligustilide , neocni-dilide , wallichilide , 3-butylidine-7-hydroxyphthalide , senkyunolide A , butylidenephthalide , butylpthalide, ferulic acid, tetramethylpyrazine, perlolyrine, spathulenol, crysophanol, sedanonic acid
 
 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประโยชน์ของโกฐหัวบัว

10

ถิ่นกำเนิดคนทีสอ
คนทีสอเป็นพืชที่มีการกระจายอยู่ทั้งในเขตร้อนและกึ่งร้อน(อบอุ่น) คือ พบได้ตั้งแต่อัฟริกาตะวันออกมาจนถึงเอเชียและกระจายไปถึงตอนเหนือของออสเตรเลียและหมู่เกาะในแปซิฟิก เกิดตามป่าดงดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ในไทยพบตามป่าเขา ป่าเบญจพรรณ พบได้ทุกภาคของประเทศ
ลักษณะทั่วไปของคนทีสอ

  • ลำต้น คนทีสอ เป็นไม้พุ่มไม่พลัดใบขนาดกลาง และต้นสูงประมาณ 3-6 เมตร ลำต้นแตกกิ่งสาขามาก และเป็นพุ่มหนา กว้าง 2 – 3 เมตร เปลือกลำต้นมีสีเทาอมดำ และแตกเป็นร่องตื้นตามแนวตั้งตามความสูงของลำต้น เปลือกลำต้นด้านในมีสีเหลือง แก่นไม้มีความแข็งปานกลาง
  • ใบ คนทีสอ เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ มีใบเป็นใบประกอบ ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆตามปลายกิ่ง มีก้านใบหลักยาวประมาณ 2-3 ซม. ปลายก้านใบแตกใบย่อย จำนวน 3 ใบ ใบย่อยตรงกลางมีรูปหอกยาว ยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร และอีก 2 ใบ ด้านข้าง มีรูปหอกสั้น ยาวประมาณ 4-6 ซม. ใบตรงกลางยาวมากกว่า 2 ใบด้านข้าง ทำให้แลดูคล้ายนิ้วมือ ใบย่อยแต่ละใบ มีก้านใบสั้นติดปลายก้านใบหลัก แผ่นใบกว้าง 2.5-3 เซนติเมตร มีโคนใบสอบแคบ ปลายใบแหลม แผ่นใบ และใบเรียบ มีสีเขียวสด ท้องใบด้านล่างมีนวลขาว และมีขน
  • ดอก คนทีสอ ออกดอกเป็นช่อแขนง มีก้านช่อหลักยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ช่อแขนงมีดอกย่อย 2-5 ดอก ดอกย่อยขณะตูมมีชนิด ทรงกระบอก มีกลีบเลี้ยงเป็นหลอดสีเขียว ปลายกลีบแยกเป็น 5 แฉก ส่วนปลายกลีบดอกมีสีม่วงอมขาวห่อรวมกัน เมื่อดอกบานจะแผ่กลีบดอกออก ขนาดดอกเมื่อบานประมาณ 2-3 เซนติเมตร ประกอบด้วยกลีบดอก ปริมาณ 5 กลีบ แบ่งเป็นกลีบล่างขนาดเล็ก 2 กลีบ และกลีบบน 3 กลีบ ขนาดใหญ่กว่า กลีบดอกมีโคนกลีบเชื่อติดกันเป็นกรวย ปลายกลีบแผ่ แผ่นกลีบมีสีม่วงอ่อน ถัดมาตรงกลางมีเกสรตัวผู้ 4 อัน ตรงกลางเป็นเกสรตัวเมีย ปลายเกสรแยกเป็น 2 แฉก และมีรังไข่เป็นฐานอยู่ด้านล่าง
  • ผล คนทีสอมีลักษณะ กลม ขนาดเล็ก 3-6 มิลลิเมตร ประมาณเท่าผลพริกไทย ผิวผลเรียบ ผลดิบมีสีเขียว และมัน ผลสุกมีสีดำ เปลือกผลค่อนข้างบาง ภายในมีเมล็ดทรงกลม 1 เมล็ด เปลือกเมล็ดผลแก่มีสีน้ำตาล เมื่อผลสุกเปลี่ยนเป็นสีดำ

    การขยายพันธุ์ของคนทีสอ
    คนทีสอขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด อาจ ขยายพันธุ์ได้ในดินทั่วไป  และปลูกได้ทั่วทุกภาคในประเทศไทย โดยปกติคนทีสอเป็นพืชพรรณในป่าเขา มีความทนทานต่อความแห้งแล้งสูง  ปัจจุบันมีการเพาะปลูกเมล็ดให้เป็นต้นกล้าไว้จำหน่ายเพื่อให้ผู้สนใจไปเพาะปลูกแล้ว
    องค์ประกอบทางเคมี
    ใบมีน้ำมันหอมระเหย เป็นของเหลวใส สีเหลือง มีกลิ่นเฉพาะตัว ประกอบด้วย beta-caryophyllene, alpha terpinene   l-d-pinene, camphene, terpinyl acetate, diterpene alcohol และพวกชัน เมล็ดมีสารพวก acetic acid, malic acid, acid resin และนํ้ามันหอมระเหย ประกอบด้วย 55% camphene 20%, limonene และ pinene
    ข้อแนะนำ / ข้อควรระวังของคนทีสอ[/url][/b]
    นอกจากจะเป็นสมุนไพรแล้ว แล้วทีสอยังเป็นไม้ประดับตัดแต่งทรงพุ่มได้ง่าย สวยงามดี เพราะเป็นต้นไม้ไม่ใหญ่มากใช้พื้นที่น้อย แต่ควรระวังเวลาตัดแต่งกิ่ง เพราะอาจทำให้มีอาการแพ้ ทำให้เกิดการจาม ไอ ปวดหัว หายใจขัดได้ หากจะตัดกิ่งก้านก็ควรมีผ้าปิดปากจมูกไว้ป้องกันอาการแพ้
     

11


ถิ่นกำเนิดดอกคำฝอย
มีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศตะวันออกกลาง มีทั้งพันธุ์ที่มีหนาม และไม่มีหนาม แบ่งเป็นพันธุ์ที่เพาะและเติบโตได้ดีในเขตหนาว และเขตร้อน   ปัจจุบันมีการเพาเพาะปลูกมากในประเทศอินเดีย แม็กซิโก เอธิโอเปีย และสหรัฐอเมริกา  ในอินเดียใช้ดอกคำฝอยในการผลิตน้ำมันพืชเพื่อใช้ภายในประเทศ ส่วนประเทศจีนนิยมนำดอกไปใช้ในการแพทย์แผนโบราณ
สำหรับประเทศไทยมีการนำมาปลูกมากในภาคเหนือ  แหล่งผลิตดอกคำฝอยที่สำคัญอยู่ทางภาคเหนือ เพาะปลูกกันมากในอำเภอพร้าว อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ดอกคำฝอยในสมัยที่ได้บันทึกไว้ในกระดาษปาปิรัสของอียิปต์ พบมีการปลูกบริเวณลุ่มน้ำยูเฟรติสสำหรับใช้เป็นสีผสมน้ำมันสำหรับพิธีกรรมการทำมัมมี่  ปัจจุบันมีการเพาะในพื้นที่อียิปต์  อินเดีย  จีน  และประเทศใกล้เคียงรวมถึงในแถบเอเชียบริเวณประเทศจีน  รัสเซีย  และแถบประเทศที่มีอากาศเย็นแถบยุโรปเพื่อใช้สำหรับเป็นสีผสมอาหาร ผสมเนยแข็ง  สีย้อมผ้า
ลักษณะทั่วไปดอกคำฝอย
จัดเป็นไม้ล้มลุก มีความสูงประมาณ 40-130 ซม. มีลำต้นเป็นสัน แตกกิ่งก้านมาก เป็นพืชที่มีอายุสั้น ทนแล้ง เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีระดับความสูงต่ำกว่า 1,000 เมตร ชอบดินร่วนปนทรายหรือดินที่มีการระบายน้ำได้ดี โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการงอกจะอยู่ระหว่าง 5-15 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิที่เหมาะสมในช่วงออกดอกคือ 24-32 องศาเซลเซียส ใช้ระยะเวลาการเพาะปลูกประมาณ 80-120 วันจนเก็บเกี่ยว

  • ใบคำฝอย มีใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปวงรีลักษณะของใบคล้ายรูปหอกหรือรูปขอบขนาน ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ปลายเป็นหนามแหลม ใบมีความกว้างประมาณ 1-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-12 เซนติเมตร
  • ดอกคำฝอย ออกดอกรวมกันเป็นช่ออัดแน่นบนฐานดอกที่ปลายยอด มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกคำฝอยมีลักษณะกลมคล้ายดอกดาวเรือง เมื่อดอกคำฝอยบานใหม่ ๆ จะมีกลีบดอกสีเหลืองแล้วจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีส้ม เมื่อแก่จัดดอกจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง ที่ดอกมีใบประดับแข็งเป็นหนามรองรับช่อดอกอยู่
  • ผลคำฝอย ชนิดของผลคล้ายรูปไข่หัวกลับ ผลเบี้ยว ๆ มีสีขาวงาช้างปลายตัด มีสัน 4 สัน ขนาดของผลยาวประมาณ 0.6-0.8 เซนติเมตร ผลเป็นผลแห้งไม่แตก ด้านในผลมีเมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยมยาวรี เปลือกแข็ง มีสีขาว ขนาดเล็ก เมื่อผลแก่แห้งเมล็ดจะไม่แตกกระจาย
  • ตัวยาที่มีคุณภาพดี ดอกต้องละเอียด สีเหลืองแดงสด ไม่มีกิ่งก้าน ลักษณะเหนียวนุ่ม

    การปลูก และขยายพันธุ์ดอกคำฝอย
    ดอกคำฝอยเติบโตได้ดีในอากาศหนาวหรือแห้งแล้งตามชนิดของสายพันธุ์ เติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนปนทราย ไม่มีน้ำขัง อายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยว 120-200 วัน จึงนิยมคุณสมบัติในพื้นที่ภาคเหนือ การขยายพันธุ์จะใช้วิธีการเพาะเมล็ด ด้วยหว่านเมล็ดหรือเพาะชำในถุงเพาะชำก่อนนำประเภทลงหลุม ช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การเพาะคุณสมบัติ คือ ช่วงต้นฤดูฝนจนถึงฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปจนถึงเดือนกันยายน แต่ถ้าหากพื้นที่ใดมีน้ำชลประทาน ก็อาจเพาะปลูกได้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางเดือนตุลาคม และควรเตรียมดินให้มีความชื้นที่เหมาะสม และเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของดอกคำฝอยด้วย
    การปลูกคำฝอยมี 2 วิธีคือ

  • การปลูกแบบหว่าน ใช้เมล็ดในอัตรา 0.8-2.0 กิโลกรัมต่อไร่
  • การเพาะเป็นแถว ด้วยการหยอดเมล็ด ระยะระหว่างแถว 30-60 เซนติเมตร ใช้เมล็ด 3.0-3.5 กก.ต่อไร่
ระยะการเจริญเติบโต แบ่งออกเป็น 5 ระยะ

  • ระยะแรก หรือเรียกว่า ระยะพุ่มแจ้ (rosette stage) เป็นระยะเติบโตหลังจากการงอกของเมล็ดจนถึงช่วงที่ลำต้นยืดปล้อง ระยะนี้ต้นคำฝอยจะสร้างใบเป็นจำนวนมาก และซ้อนกันแน่นเป็นกลุ่ม (cluster) เป็นระยะที่ตอบสนองต่อสภาพอากาศอุณหภูมิต่ำ ซึ่งทำให้การเจริญเติบโตนานขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสภาพแวดล้อมในการปลูก
  • ระยะที่ 2 เป็นระยะยืดตัวของลำต้น (elongation) หลังระยะพุ่มแจ้ ซึ่งความสูงลำต้นจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการเติบโต 4.5 ซม. /วัน ในระยะนี้จึงต้องการน้ำ และธาตุอาหารอย่างเพียงพอ
  • ระยะที่ 3 เป็นระยะที่มีการสร้างตา (bud stage) โดยสร้างตาข้างที่มุมใบเจริญเป็นกิ่ง ซึ่งตายอดของลำต้นหลัก และของกิ่งแต่ละกิ่งจะพัฒนาเป็นตาดอกสำหรับสร้างช่อดอก ระยะนี้ต้นคำฝอยจะมีอายุประมาณ 40-50 วัน หลังเมล็ดงอก
  • ระยะที่ 4 ระยะดอกบาน (flowering stage) เป็นระยะที่ช่อดอกบาน 50 เปอร์เซ็นต์ จำนวนช่อดอกต่อต้น 3-100 ช่อดอก โดยที่มีการเจริญเติบโตแบบทอดยอด (indeterminate) ช่อดอกที่ลำต้นหลักจะบานก่อนช่อดอกที่กิ่งแขนงของการบานของดอกแรกจนถึงดอกสุดท้าย ประมาณ 17-40 วัน
  • ระยะที่ 5 ระยะเมล็ดสุกแก่ (seed maturation stage)เป็นระยะที่มีการผสมเกสรจนถึงเมล็ดสุกแก่ การสะสมน้ำหนักแห้งของเมล็ดเกิดขึ้นในระยะ 15 วัน หลังผสมเกสร และระยะการสะสมน้ำหนักแห้งสูงสุดที่ 28 วัน หลังผสมเกสร ระยะที่เมล็ดมีน้ำหนักแห้งสูงสุด ความชื้นในเมล็ดประมาณ 22-25 เปอร์เซ็นต์ เป็นที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำมัน และค่าไอโอดีนสูงสุด

    ปริมาณกรดไขมัน

  • กรดไขมันอิ่มตัว (SATURATED FATTY ACID) 15 %
  • กรดปาล์มมิติก (PALMITIC ACID) 94 %
  • กรดสเตียริก (STEARIC ACID) 21 %
  • กรดไขมันไม่อิ่มตัว (UNSATURATED FATTY ACID) 39 %
  • กรดโอลิอิก (OLEIC ACID) 48 %
  • กรดไลโนลีอิก (LINOLEIC ACID) 91 %
การเก็บผลผลิต
การเก็บเกี่ยวเมล็ดคำฝอยจะมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 120-200 วัน ซึ่งอาจเก็บได้ทั้งลำต้น ใบ ดอก และเมล็ด โดยเก็บเกี่ยวทั้งต้นหรือเฉพาะดอก และเมล็ดก็ได้
สำหรับเมล็ดที่เก็บเกี่ยวต้องมีลักษณะแห้ง และแข็ง เมื่อแกะเปลือกจะต้องมีเนื้อของเมล็ดอยู่เต็มหรือเกือบเต็ม สำหรับต้นที่แก่ และแห้งเกินไปจากสาเหตุการขาดน้ำหรือเก็บเมื่อเลยอายุการเก็บอาจทำให้มีคุณสมบัติเมล็ดไม่เต็ม เมล็ดร่วงง่าย ดังนั้น ระยะเก็บเมล็ดที่เหมาะสมควรมีประเภทต้นแห้ง ลำต้นสีน้ำตาล

Tags : ดอกคำฝอย

12

ถิ่นกำเนิด
เถาวัลย์เปรียงเป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นของประเทศไทย  พบได้ทุกภาคของประเทศไทย พรรณไม้ชนิดนี้มักขึ้นเองตามชายป่าและที่โล่งทั่วไป เป็นพรรณไม้ที่มีมากที่สุดในประเทศไทยและใช้กันทุกจังหวัด
ลักษณะทั่วไป
เถาวัลย์เปรียงเป็นไม้เถาขนาดใหญ่ เถามักจะบิดเนื้อไม้สีมีวงเข้ม ซึ่งมี 2 คุณสมบัติ คือชนิดแดง (เนื้อสีแดงวงสีแดงเข้ม) และชนิดขาว (เนื้อออกสีนํ้าตาลอ่อนๆ วงสีนํ้าตาลไหม้)

  • ต้นเถาวัลย์[/url]เปรียง[/i] จัดเป็นไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่ สามารถเลื้อยไปได้ไกลถึง 20 เมตร มีกิ่งเหนียวและทนทาน กิ่งแตกเถายืดยาวอย่างรวดเร็ว เถามักเลื้อยพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ เถาแก่มีเนื้อไม้แข็ง เปลือกเถาเรียบและเหนียว เป็นสีน้ำตาลเข้มอมสีดำหรือแดง เถาใหญ่มักจะบิด เนื้อไม้เป็นสีออกน้ำตาลอ่อน ๆ มีวงเป็นสีน้ำตาลไหม้ คล้ายกับเถาต้นแดง (เนื้อไม้มีรสเฝื่อนและเอียน) ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลปกคลุม
  • ใบเถาวัลย์เปรียง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับกัน มีใบย่อย 4-8 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรี ปลายใบเป็นรูปหอก โคนใบมน ขอบใบเรียบ ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.25 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-5 ซม.  หลังใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบเรียบ
  • ดอกเถาวัลย์เปรียง ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด ช่อดอกเป็นสีขาวห้อยลง ดอกเป็นสีขาวอมสีม่วงอ่อนคล้ายกับดอกถั่ว กลีบดอกมี 4 กลีบ และมีขนาดไม่เท่ากัน สวนกลีบเลี้ยงดอกมี ซม. เป็นรูปถ้วย สีม่วงแดง
  • ผลเถาวัลย์เปรียง ออกผลเป็นฝักแบน โคนฝักและปลายฝักมน ฝักเมื่อแก่เป็นสีน้ำตาลอ่อน ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 1-4 เมล็ด

    การขยายพันธุ์    ใช้เมล็ด
    สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม      ชอบดินเหนียวไม่ชอบดินทราย ชอบสภาพชื้นแต่ไม่แฉะ
    การปลูกและการดูแลรักษา

  • ใช้เมล็ดแก่ที่มีสีนํ้าตาล (เมล็ดแก่ช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์) แกะเปลือกนอกของเมล็ดออก นำ ไป ขยายพันธุ์ในถุงชำ ถุงละ 2-3 เมล็ด รดนํ้าให้ชุ่ม
  • เมื่อตัดต้นสูงประมาณ 1 คืบ นำ ลง ปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ถ้าหากไม่เพาะลงถุงจะ ปลูกตรงจุดที่ต้องการเลยก็ได้ พร้อมทำ ซุ้มบริเวณที่ เพาะ เถาวัลย์เปรียงได้เลื้อยเกาะด้วย
การเก็บเกี่ยว

  • เริ่มเก็บเกี่ยวได้ เมื่ออายุ 3-5 ปี
  • เลือกเถาแก่ซึ่งจะมีสีเทา และมีจุดคล้ายเกล็ดสีขาวๆ เถามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ขึ้นไป
  • ตัดให้เหลือเถาไว้ 1-2 ศอก เพื่อให้แตกขึ้นใหม่ ตัดได้ประมาณ 2 ปีต่อครั้ง
  • นำ เถามาสับเป็นแว่นๆ หนาประมาณ 1 ซม. ตากแดด 3-5 วัน หรืออบให้แห้ง
องค์ประกอบทางเคมี  ที่พบในเถาและรากเถาวัลย์เปรียง ได้แก่ chandalone, etunaagarone, nalanin, lonchocarpenin, osajin, robustic acid, scandenin, scandione, , scandinone, waragalone, wighteone
             สารกลุ่ม isoflavone glycoside ได้แก่ eturunagarone, 4,4’-di-O-methylscandenin, lupinisol A, 5,7,4’-trihydroxy-6,8-diprenylisoflavone, 5,7,4’-trihydroxy-6,3’-diprenylisoflavone, erysenegalensein E, derrisisoflavone A-F, scandinone, lupiniisoflavone G, lupalbigenin, derrisscandenoside A-E, 7,8-dihydroxy-4’-methoxy isoflavone, 8-hydroxy-4’,7-dimethoxy isoflavone-8-O-b-glucopyranoside, 7-hydroxy-4’,8-dimethoxy isoflavone-7-O-beta-glucopyranoside, formononetin-7-O-beta-glucopyranoside, diadzein-7-O-[α-rhamnopyranosyl-(1,6)]-beta-glucopyranoside, formononetin-7-O-α- rhamnopyranosyl-(1,6)]-beta-glucopyranoside, derrisscanosides A-B, genistein-7-O-[α- rhamnopyranosyl-(1,6)]-beta-glucopyranoside
          สารกลุ่มคูมาริน ได้แก่ 3-aryl-4-hydroxycoumarins  สารกลุ่มสเตียรอยด์ได้แก่ lupeol, taraxerol, b-sitosterol  สารอื่นๆ เช่น 4-hydroxy-3-methoxy benzoic acid, 4-hydroxy-3,5-dimethoxy benzoic acid
 
สรรพคุณ 
             ตามตำราไทยว่าทำให้เส้นเอ็นอ่อนลง  แก้เส้นเอ็นพิการ  และแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย  ซึ่งชาวบ้านนำมาใช้เป็นยา เยียวยา ลดอาการปวดเมื่อยร่างกายมานานแล้ว
             ตำรายาพื้นบ้าน: ใช้เถา ขับปัสสาวะ แก้บิด แก้หวัด ใช้เถาคั่วไฟให้หอมชงน้ำกินแก้ปวดเมื่อย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้เมื่อยขบในร่างกาย แก้กระษัยเหน็บชา ต้ม กินถ่ายเส้น ถ่ายกระษัย แก้เส้นเอ็นขอด ถ่ายเสมหะ ไม่ถ่ายอุจจาระ เหมาะที่จะใช้ในโรคบิด ไอ หวัด ใช้ในเด็กได้ดี แก้ปวด แก้ไข้ ทำให้เส้นเอ็นอ่อนลง ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ บางตำรากล่าวว่าทำให้มีกำลังดีแข็งแรงสู้ไม่ถอย

  • เป็นสมุนไพรที่มีการนำมาใช้ในสูตรยาอบสมุนไพรเพื่อสุขภาพ โดยใช้เป็นส่วนประกอบเพิ่มเติมจากสูตรยาอบสมุนไพรหลัก เมื่อต้องการอบเพื่อ เยียวยาอาการปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว เป็นต้น
  • เถามีรสเฝื่อนเอียน ใช้ต้ม บริโภคเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะผิดปกติ แก้ปัสสาวะกระปริบกะปรอย ส่วนรากมีรสเฝื่อนเอียนมี สรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะเช่นกัน (เถา,ราก)และยังมีข้อมูลระบุว่าการใช้สมุนไพร อย่างนี้จะทำให้ปัสสาวะได้บ่อยกว่าปกติ จึงอาจเป็น สรรพคุณต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตด้วย
  • คนโบราณจะ นิยมใช้เถาของเถาวัลย์เปรียงเพื่อเป็นยา เยียวยาอาการตกขาวของสตรี (อาการตกขาว ประเภทที่ไม่มีกลิ่น ไม่มีอาการคัน ไม่เปลี่ยนเป็นสีเขียว) (เถา)
  • เถามี คุณสมบัติในการบีบมดลูก (เถา)


 

13

สรรพคุณของเถาเอ็นอ่อน[/url] [/b]

  • ราก เถา และใบมีรสขมเบื่อเอียน เป็นยาเย็น มีพิษ ออกฤทธิ์ต่อหัวใจและตับ ใช้เป็นยาฟอกเลือด (ราก, เถา, ใบ)
  • เถานำมาต้มดื่มจะช่วยทำให้จิตใจชุ่มชื่น (เถา)
  • เมล็ดมีรสขมเมา เป็นยาขับลมในลำไส้และในกระเพาะอาหาร ทำให้ผายและเรอ ช่วยแก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง(เมล็ด)
  • ใบและเถาเป็นยาบำรุงเส้นเอ็น แก้อาการปวดเมื่อย โดยใบมีรสเบื่อเอียน ใช้ทำเป็นลูกประคบ ด้วยการนำใบมาโขลกให้ละเอียด แล้วนำมาห่อกับผ้าทำเป็นลูกประคบแก้เมื่อยขบ แก้ปวดเสียวเส้นเอ็น ช่วยคลายเส้นเอ็น ทำให้เส้นเอ็นที่ตึงยืดหย่อน ส่วนเถามีรสขมเบื่อมัน ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง แก้เส้นเอ็นพิการเส้นแข็ง ลดแก้อาการปวดเมื่อยเส้นเอ็น แก้อาการปวดบวม ลดปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดหลัง แก้ขัดยอก (ใบ, เถา)
  • สมุนไพร เถาเอ็นอ่อน ช่วยลดกรดไขมัน ลดกรดยูริค ลดเบาหวาน ลดความเครียด ลดอาการภูมิแพ้ ช่วยซับสารพิษต่างๆที่เกิดจากอาหาร และมลภาวะเป็นพิษ ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้เลือดในร่างกายข้นมาก หรือเลือดใสจางมาก
  • สมุนไพร เถาเอ็นอ่อน ป้องกันมิให้กล้ามเนื้อหดตัว หรือทรุดตัว เมื่อกล้ามเนื้อไม่หดตัว ความเหี่ยวย่นจะไม่เกิดขึ้น สมุนไพร เถาเอ็นอ่อน ช่วยทำให้ความอบอุ่นทั่วร่างกาย เลือดไหลเวียนดี ขึ้น สมรรถภาพทางเพศสมบูรณ์ขึ้น ช่วยให้กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรง ช่วยคลายอาการปวดเมื่อย เส้นตึงที่เป็นมานาน
  • สมุนไพร เถาเอ็นอ่อน โรคเบาหวาน โรคตับ โรคหัวใจ โรคภูมิแพ้ โรคริดสีดวง หรือโรคผอมแห้งแรงน้อย
  • ในต่างประเทศใช้ลำต้นเป็นส่วนผสมในน้ำมันใส่ผมเพื่อช่วยบำรุงรากผม ป้องกันรังแค  เมล็ดช่วยขับลมในสำไส้ แก้ปวดท้อง แน่นจุดเสียด


รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้ของเถาเอ็นอ่อน 

  • เถาใช้แก้อาการฟกช้ำดำเขียว โดยใช้เถาที่บดเป็นผง 0.35 กรัม ผสมกับเหล้าทาน หรือใช้ยาแห้งประมาณ 5-6 กรัม นำมาดองกับเหล้าบริโภคครั้งละ 5 ซีซี วันละ 3 ครั้ง (ตำรับนี้ใช้แก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกายได้ด้วย)
  • ใบ ใช้โขลกให้ละเอียด ห่อผ้าทำลูกประคบ ประคบตามเส้นเอ็นที่ปวดเสียวและตึงเมื่อยขบ ทำให้เส้นยืดหย่อนดี
  • ต้มทานเป็นยาแก้เมื่อย ทำให้เส้นเอ็นหย่อน จิตใจชุ่มชื่น เป็นยาบำรุงเส้นเอ็นในร่างกายให้แข็งแรง แก้เส้นเอ็นพิการ
ฤทธิ์ทางเภสัช   
มีฤทธิ์แก้เคล็ดขัดยอก  ฤทธิ์ต้านการอักเสบ  ฤทธิ์แก้ปวด  ฤทธิ์บำรุงข้อ  ฤทธิ์บำรุงตับ ทดลองทำการลองฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ของสารสกัดสมุนไพรก่อนจากวิธี plaque reduction assay พบว่า สารสกัดหยาบขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด H1N1 2009 ได้มากถึง 80% ที่ความเข้มข้น สูงสุดที่ทดสอบ (ที่ความเจือจาง 10240 เท่าของstock) นอกจากนี้
พบว่าสารสกัดของ Cryptolepis buchanani (เถาเอ็นอ่อน) มีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งชนิด A/Puerto Rico/8/34 (H1N1) (PR8) และ A/Hong Kong/8/68 (H3N2) ด้วย  ความเข้มข้นที่ยับยั้งได้ 50% (IC50) น้อยกว่า 7 µg/ml เมื่อทำการศึกษาขั้นตอนการติดเชื้อที่ถูกยับยั้ง พบว่า สารสกัดเหล่านี้ยับยั้งการติดเชื้อของไวรัสที่ขั้นตอนการเข้าเซลล์
การศึกษาทางพิษวิทยา   ไม่มีข้อมูล
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวัง
เนื่องจากเถาเอ็นอ่อนเป็นสมุนไพรที่มีสารซึ่งมีฤทธิ์ต่อการกระตุ้นของหัวใจ ดังนั้นในการอุปโภคจึงไม่ควรบริโภคมากเกินกว่าปริมาณที่กำหนดให้ใช้ และไม่ควรอุปโภคติดต่อกันนานจนเกินไป
 

Tags : สมุนไพรเถาเอ็นอ่อน

14

 
ถิ่นกำเนิดของเถาเอ็นอ่อน
เถาเอ็นอ่อนเป็นพืชท้องถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  รวมถึงประเทศไทย มักพบขึ้นตามป่าราบหรือตามที่รกร้างทั่วทุกภาค แต่มักพบมากทางจังหวัดสระบุรี
ลักษณะทั่วไปเถาเอ็นอ่อน 

  • ต้นเถาเอ็นอ่อน จัดเป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันกับต้นไม้อื่น เป็นไม้เลื้อยจำพวกเถาเนื้อแข็ง เถาลำต้นกลม เปลือกเถาเรียบหนาเป็นสีน้ำตาลอมสีดำหรือเป็นสีแดงเข้มและมีลายประตลอดเถา ยาวประมาณ 4-5 เมตร ก้านเล็ก มีสีเทาอมเขียวและไม่มีขนปกคลุม เมื่อเถาแก่เปลือกจะหลุดลอกออกเป็นแผ่น ๆ มียางสีขาวข้นทั้งต้น
  • ใบเถาเอ็นอ่อน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปรีหรือรูปไข่ ปลายใบมนมีหางสั้น โคนใบสอบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-8 ซม. และยาวโดยประมาณ 5-18 ซม. แผ่นใบค่อนข้างหนา หลังใบเรียบเป็นมันและลื่น ท้องใบเรียบเป็นสีเขียวนวล ใบอ่อนมีขนปกคลุม ส่วนใบแก่ไม่มีขน เส้นใบตามขวางจะเป็นเส้นตรงไม่โค้ง ใบหนึ่งจะมีโดยประมาณ 30 คู่ ส่วนก้านใบสั้น ยาวได้โดยประมาณ 0.5-1 ซม.
  • ดอกเถาเอ็นอ่อน ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกย่อยเป็นสีเหลืองอ่อนหรือสีเป็นสีขาวอมเหลือง ดอกมีกลีบดอก 5 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ส่วนกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียวมี 5 กลีบ
  • ผลเถาเอ็นอ่อน ออกผลเป็นฝัก ประเภทของฝักเป็นรูปทรงกระสวย กลมยาว ยาวโดยประมาณ 6.5-10 เซนติเมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางฝักประมาณ 1-2 ซม. ฝักมีเนื้อแข็ง โคนผลติดกัน ปลายผลแหลม ผิวผลเป็นมันลื่น พอแก่แล้วจะแตกอ้าออก ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาลมีขนปุยสีขาวติดอยู่และปลิวไปตามลมได้ ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปรีหรือรูปกลมยาวแบน มีความยาวโดยประมาณ 1 ซม.


ลักษณะภายนอกของเครื่องยา  ไม้เถา เนื้อแข็ง เถากลม เปลือกเถาเรียบ เปลือกมีผิวบางๆสีแดงเข้มหุ้มอยู่ เถาแก่เปลือกหนาสีดำ เมื่อเถาแก่เปลือกจะหลุดลอกออกเป็นแผ่น มียางสีขาวข้นทั้งต้น รสขมเบื่อมัน
การขยายพันธุ์ของเถาเอ็นอ่อน 
เถาเอ็นอ่อน ขยายพันธุ์โดยการ เพาะเมล็ดและการใช้เถาปักชำ  โดยการขุดดินให้มีขนาดกว้าง x ยาว  x ลึก ประมาณ 30 x 30 ซม. น้ำดินที่ขุดขึ้นมาผสมปุ๋ยคอกคลุกเคล้าให้ว่ากันแล้วนำเถาที่ปักชำไว้ลงปลูกในหลุมที่ขุดไว้แล้วนำดินที่เตรียมไว้กลบลงไปแล้วรดน้ำ ระยะ ขยายพันธุ์ประมาณ 80 x 100 ซม. ควรทำค้างไม้ให้เลื้อยพันและหมั้นตัดแต่งทรงพุ่มอยู่เสมอ เถาเอ็นอ่อนชอบดินร่วน ระบายน้ำดี มีแสงแดดตลอดวัน
 

15


ถิ่นกำเนิดทับทิม
ทับทิมมีถิ่นกำเนิดจากตะวันออกของประเทศอิหร่าน ทางตอนใต้ของอัฟกานิสถานและทางตอนเหนือของเทือกเขาหิมาลัย ทับทิมจึงชอบอากาศหนาวเย็นและอยู่บนพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลอย่างน้อย 300 เมตร ยิ่งอากาศหนาวเนื้อทับทิมจะมีสีแดงเข้มมากขึ้น  ทับทิมคงเป็นพืชที่ได้รับความนิยมมากว่าพันปีแล้ว จึงมีการ ปลูกแพร่กระจายออกไปทั้งในเขตร้อน (tropical) และกึ่งร้อน (Sub-tropical) ของทวีปเอเชีย ยุโรป รวมทั้งในทวีปแอฟริกาด้วย  พันธุ์ทับทิมเก่าแก่ที่มีการ เพาะปลูกทับทิมในประเทศไทยในระยะแรกนั้น คือ พันธุ์บางปลาสร้อย ที่มีแหล่ง เพาะมากในแถบภาคใต้บริเวณอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดใกล้เคียง แล้วค่อยแพร่ไปสู่จังหวัดอื่นๆ
ลักษณะทั่วไปของทับทิม
รากทับทิม  รากทับทิมตามธรรมชาติที่ขยายพันธุ์ด้วยการ ปลูกเมล็ดจะมีระบบรากแก้ว และรากฝอย หากขยายพันธุ์ด้วยการตอนจะมีเพียงระบบรากฝอย
ลำต้นทับทิม  ทับทิมจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แต่มีอายุนานได้ถึง 100 ปี ลำต้นสูงประมาณ 2-4 เมตร ลำต้นแตกกิ่งตั้งแต่ระดับล่าง ลำต้นมีเปลือกบาง และติดแน่นกับแก่นไม้ ผิวลำต้นมีสีเทา และเป็นมันเงา ส่วนเนื้อไม้มี ชนิดแข็ง และเหนียว ยอดหรือกิ่งอ่อนมักเป็นเหลี่ยม และมีหนามยาว แต่หนามไม่แข็ง และไม่คม
ใบทับทิม ใบทับทิมจัดเป็นใบเลี้ยงคู่ แทงออกสลับใบ ใบมี คุณสมบัติเรียวยาวเหมือนหอก โคนใบมนแคบ ปลายใบแหลมสั้น ใบเรียบมีสีเขียวเข้ม และมันวาวจากสาร cutin ที่เคลือบไว้ ใต้ท้องใบมีสีอ่อนกว่าด้านบน และจะเห็นเส้นใบได้ชัด ใบกว้างประมาณ 1-2 ซม. และยาวประมาณ 2.5-6 ซม.
ดอกทับทิม  ดอกทับทิมเป็นดอกสมบูรณ์เพศ อาจออกเป็นช่อ 3-5 ดอก หรือ เป็นดอกเดี่ยว แทงออกบริเวณปลายยอดตรงง่ามกิ่ง ดอกมีขนาดใหญ่ ขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร ดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 5-6 กลีบ มีรูปร่างคล้ายหม้อ และกลีบดอก 6 กลีบ ปลายกลีบแยกออกจากกัน ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว สีส้ม หรือ สีแดง ถัดมาตรงกลางเป็นเกสรตัวเมีย 1 อัน และเกสรตัวผู้จำนวนมาก ดอก สามารถผสมได้ในตัวเอง และผสมข้ามดอกจากต้นเดียวกันหรือคนละต้น มีระยะบานประมาณ 2 วัน
ผลทับทิม  ผลทับทิมมี ลักษณะกลม ขนาดผลประมาณ 8-10 เซนติเมตร  เปลือกผลหนา ผิวเปลือกเกลี้ยง และเป็นมันวาว ผลสุกมีเปลือกสีเหลืองอมแดงหรือบางพันธุ์มีสีแดงอมชมพู เมื่อสุกมาก เมล็ดด้านในจะขยายทำให้เปลือกปริแตก ภายในผลมีเมล็ดที่ถูกแบ่งเป็นช่องด้วยเยื่อสีครีมอมเหลือง จำนวน 5 ช่อง แต่ละช่องมีเมล็ด จำนวนมาก เมล็ดมีเนื้อหุ้มที่ฉ่ำด้วยน้ำหวาน รูปทรงสี่เหลี่ยม เนื้อนี้ใช้ รับประทานมีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย เนื้อเมล็ดที่ยังไม่สุกมีสีขาวอมชมพู และเมื่อผลสุกจะมีสีชมพูอมแดงหรือแดงเข้ม ส่วนเมล็ดที่เอาเนื้อออกแล้วจะมี ลักษณะยาวรี ทั้งนี้ หลังจากติดผลจนถึงผลแก่เต็มที่จะใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน
การขยายพันธุ์ของทับทิม
การปลูกทับทิม การ เพาะทับทิมเพื่อการค้าหรือ เพาะจำนวนหลายต้นมัก เพาะปลูกในแปลงใหญ่หรือ ปลูกแซมกับพืช ชนิดอื่น เช่น สวนกล้วย สวนน้อยหน่า เป็นต้น ทั้งนี้ การ ปลูกทับทิม นิยม เพาะจากต้นกล้าที่เตรียมได้จากการ ปลูกเล็ด และการปักชำ

  • การเตรียมดิน การ เพาะในแปลงใหญ่ควรไถพรวนดิน และตากดินให้แห้ง 1-2 ครั้งก่อน พร้อมกำจัดวัชพืชร่วมด้วย
  • ขั้นตอนการ ปลูก
     – ใช้กล้าที่มีอายุ 2-3 เดือน หรือต้นกล้าสูง 30-40 เซนติเมตร
     – ขุดหลุมลึก 20-30 ซม.
     – ใส่ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมี 15-15-15 รองก้นหลุม 2 ต้น/กำ พร้อมคลุกผสมให้เข้ากับดินก้นหลุม
     – ระยะ เพาะที่ 4×3 หรือ 5×3เมตร
  • การให้น้ำ
     – ระยะแรกหลังการ เพาะ 2-3 อาทิตย์ จะให้น้ำทุกวัน
     – หลังจากต้นกล้าตั้งตัวได้แล้วจะให้น้ำ ประมาณ 3 ครั้ง/สัปดาห์
  • การใส่ปุ๋ย
     – หลังการ เพาะปลูก ประมาณ 1 เดือน ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ร่วมกับปุ๋ยคอก 1-2 กำ/ต้น
     – ให้ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง
     – ก่อนต้นติดดอกครั้งแรก ให้ปุ๋ยสูตร 12-12-24 ประมาณ 1 กำ/ต้น และให้ในทุกปี
  • การเก็บเกี่ยว ทับทิมที่ ปลูกจากกิ่งตอนจะเริ่มออกดอก และติดผลภายใน 6-8 เดือน ขึ้นอยู่กับกิ่งตอนได้จากต้นแม่ที่มีอายุมากน้อยเพียงใด หากได้จากต้นแม่ที่เริ่มติดผลแล้วก็จะใช้เวลาไม่นาน แต่หากได้จากต้นที่ยังอ่อน 1-2 ปี ก็จะใช้เวลาที่นานกว่า


สำหรับการ เพาะปลูกทับทิมจากต้นกล้าที่ได้จากการ ปลูกเมล็ดจะใช้เวลานานในการติดดอก และติดผลครั้งแรก ซึ่งต้นทับทิมจะมีอายุประมาณ 2-3 ปี กว่าจะให้ผลได้
องค์ประกอบทางเคมี
คุณค่าทางโภชนาการทับทิม
 
– พลังงาน : 70 กิโลแคลอรี่
 – คาร์โบไฮเดรต : 17.17 กรัม
 – โปรตีน : 0.95 กรัม
 – น้ำตาล : 16.57 กรัม
 – วิตามิน C : 6.10 มก.
 – แคลเซียม : 3.00 มิลลิกรัม
 – เหล็ก : 0.30 มิลลิกรัม
 – โพแทสเซียม : 259 มิลลิกรัม
 

Tags : ทับทิม

หน้า: [1] 2 3