แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 8
1

เหงือกปลาหมอ
รักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน กลากโรคเกลื้อน
ชื่ออื่น : แก้มหมอ แก้มหมอเล จะเกร็ง นางเกร็ง อีเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน
ในตำรายาไทยกล่าวว่า เหงือกปลาแพทย์สามารถแก้โรคผิวหนังได้ทุกประเภท
ในเมื่อเหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์เด่นแก้น้ำเหลืองเสียได้ โรคผิวหนังต่างๆแม้กระทั้ง โรคอีสุกอีใส ที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสก็จะลดน้อยลงลง
สมุนไพร เหงือกปลาหมอเป็นไม้พุ่มที่มีขนาดกลางสูงประมาณ 1-2 เมตร ส่วนของลำต้นแล้วก็ใบจะมีหนามมีหนาม ใบหนามแข็งแล้วก็มีขอบเว้าหนามแหลมใบออกเป็นคู้ตรงกันข้ามกัน ส่วนของดอกจะออกเป็นช่อตามยอด กลีบดอกไม้จะมีสีขาอมม่วง มี 4 กลีบแยกจากกันผลเป็นฝักสีน้ำตาล มี เม็ด จะสามารถพบได้ทั่วไปตามชายน้ำ ริมฝั่งคลองบริเวณปากแม่น้ำ
ในกรณีโรคผิวหนังพุพองจากเชื้อไวรัสเอดส์ แม้จะร้ายแรงกว่าโรคผิวหนังทั่วๆไป แต่ว่าเมื่อใช้เหงือกปลาหมอเป็นอีกทั้งยารับประทานและก็ต้มน้ำอาบต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 3 เดือนขึ้นไป แผลพุพอง ก็จะเบาลงลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับคนไข้โรคผิวหนังด้วย
แนวทางปรุงยาและก็วิธีการใช้ยาก็มีหลายวิธี คือ
แนวทางต้มยากินและก็อาบ
เอาเหงือกปลาแพทย์สดหรือแห้งสับเป็นท่อนเล็กๆใส่เต็มขันขนาด 1 ลิตร ใส่น้ำ 4 ขัน ต้มยาให้เดือดนาน 10 นาที ตักน้ำยาขึ้นมา 1 แก้ว แบ่งไว้สำหรับดื่มกินขณะอุ่นๆครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง รุ่งเช้า-เย็น ก่อนที่จะกินอาหาร
ส่วนน้ำยาที่แบ่งไว้อาบนั้น จะต้องใช้อาบขณะน้ำยายังอุ่นอยู่ ก่อนอาบน้ำต้องชำระล้างร่างกายด้วยสบู่ให้สะอาดเสียก่อน เมื่ออาบน้ำยาแล้ว ไม่ต้องอาบน้ำปกติตามอีก อาบน้ำยาวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้า-เย็นครั้งละ 3-4 ขัน แม้กระนั้นถ้าหากมีเหงือกปลาแพทย์ไม่น้อยเลยทีเดียว บางครั้งอาจจะต้มยาเพื่อแช่หมดทั้งตัวในอ่างก็ยิ่งดี
ขั้นตอนการทำเป็นยาลูกกลอน
นำเหงือกปลาแพทย์ทั้ง 5 ทีตากแห้งมาบดเป็นผงละเอียด 2 ส่วน ผสมน้ำผึ้งแท้ 1 ส่วน ปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ซม. คนแก่กินครั้งละ 2 เม็ด เด็กบางครั้งก็อาจจะรับประทานทีละ 1 เม็ดหรือครึ่งเม็ดตามขนาดอายุและก็น้ำหนัก กินวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า-เย็น กินไปเรื่อยจวบจนกระทั่งจะหาย แต่หากเป็นโรคผิวหนังจากภูมิคุ้มกันบกพร่องก็ต้องกินตลอดไป

ขั้นตอนการทำเป็นแคปซูล
นำผงเหงือกปลาแพทย์ที่ผ่านการเหินเป็นผุยผงละเอียดราวกับแป้งใส่แคปซูลขนาด 250 มิลลิกรัม ผู้ใหญ่รับประทานทีละ 2 แคปซูลวันละ 2-3 เวลาก่อนกินอาหาร เด็กน้อยลงตามส่วน
เหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์มากไม่น้อยเลยทีเดียว อย่างเช่น
-ราก มีสรรพคุณสำหรับในการแก้โรคหืด อัมพาต แก้ไอ แล้วก็ใช้ขับเสลด
-ต้น มีสรรพคุณรักษาโรคหลายแบบ โดยใช้ต้นตำผสมน้ำรักษาวัณโรค อาการผ่ายผอม ถ้าเกิดใช้ทาก็ช่วยแก้โรคเหน็บชาได้
-ลำต้น ไปผสมกับสมุนไพรอื่นๆก็จะได้คุณประโยชน์ทางยาไม่เหมือนกันออกไปอีก
-ทั้งยังต้นรวมรากต้มอาบแก้พิษไข้ต้นลม แก้โรคผิวหนังทุกชนิด
-ต้นสดตำพอกปิดหัวฝีแผลเรื้อรังทำลายพิษ ต้มรับประทานแก้พิษโรคฝีดาษ ฝีทั้งสิ้น ผลรับประทานเป็นยาขับโลหิตเมนส์ นอกเหนือจากนั้น ถ้าตาเจ็บ ตาแดง เอา
"เหงือกปลาหมอ" ต้นตำกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาหาย เป็นเหน็บชา ชาหมดทั้งตัว
- อีกทั้งต้นตำทาบริเวณที่เป็นจะดีขึ้น
- ตำเอาน้ำกินกากพอก งูกัด
- ต้นกับขมิ้นอ้อยตำทาป็นฝีฟกบวม เป็นริดสีดวงทวาร
- ต้นตำกับขิงรับประทาน โรคเรื้อน โรคกุฏฐัง ไม่สบายจับสั่น
- ทั้งยังต้นตำใบส้มป่อยต้มดื่ม เจ็บหลัง เจ็บเอว
- "เหงือกปลาหมอ" กับชะเอมเทศตำผงละลายน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนรับประทาน ริดสีดวงแห้ง
ในท้อง ซูบซีดเหลืองทั้งตัว รับประทานทุกๆวัน
- "เหงือกปลาหมอ" กับเปลือกมะรุมเท่ากันใส่หม้อ เกลือนิดนึง หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ ใช้ฟืน 30 ท่อน ต้มกับน้ำจนกระทั่งเดือดให้งวดจึงยกลง กลั้นหายใจรับประทานขณะอุ่นกระทั่งหมด เป็นริดสีดวง มือตายตีนตาย ร้อนหมดทั้งตัว วิงเวียน ตามัว เจ็บระบมทั้งตัว ตัวแห้ง จะหายได้
- "เหงือกปลาหมอ"  5 รวมราก กับ ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ปริมาณเท่ากัน กะตามอยาก ต้มกับน้ำจนเดือดดื่มขณะอุ่นครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา เช้า ช่วงกลางวัน เย็น ต้มดื่มปอดเริ่มมีปัญหาเป็นฝ้าจะอาการดียิ่งขึ้น ไปให้หมอเอกซเรย์ปอดไม่เป็นฝ้าอีกหยุดต้มกินได้เลย แล้วก็ต้องระวังอย่าให้เป็นอีก
ยาอายุวรรฒนะ
- "เหงือกปลาหมอ" 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ทำเป็นผงละลายน้ำผึ้งปั้นกินทุกเมื่อเชื่อวัน
กินได้ 1 เดือน ไม่มีโรค ปัญญาดี
กินได้ 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง
กินได้ 3 เดือน โรคริดสีดวงทุกประเภทหาย
กินได้ 4 เดือน แก้ลม 12 ประเภท หูไว
กินได้ 5 เดือน หมดโรค
กินได้ 6 เดือน เดินไม่ทราบเหนื่อย
กินได้ 7 เดือน ผิวงาม
กินได้ 8 เดือน เสียงเพราะ
กินได้ 9 เดือน หนังเหนียว
-"เหงือกปลาหมอ" 1 ส่วน ดีปลี 1 ส่วน ทำผงชงรับประทานกับน้ำร้อนถ้าเกิดผิวแตกทั้งตัวหายได้ ทั้งหมดที่บอกเป็นหนังสือเรียนยาโบราณ ไม่เชื่อก็ไม่ควรดูถูกดูแคลน รู้ไว้เป็นวิชา http://www.disthai.com/

2
อื่นๆ / สมุนไพรเหงือกปลาหมอ - ฐานข้อมูลสมุนไพร
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 02:44:26 PM »

เหงือกปลาหมอ
เหงือกปลาหมอ ชื่อสามัญ Sea holly, Thistleplike plant
เหงือกปลาหมอ ชื่อวิทยาศาสตร์ Acanthus ebracteatus Vahl (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Acanthus ilicifolius Lour., Acanthus ilicifolius var. ebracteatus (Vahl) Benoist, Dilivaria ebracteata (Vahl) Pers.) จัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ(ACANTHACEAE)
สมุนไพรเหงือกปลาหมอ มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า แก้มหมอ (จังหวัดสตูล), แก้มหมอเล (กระบี่), อีเกร็ง (ภาคกลาง), นางเกร็ง จะเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน ฯลฯ
เหงือกปลาแพทย์มีอยู่ร่วมกัน 2 สายพันธุ์หมายถึงชนิดที่เป็นดอกสีม่วง (Acanthus ilicifolius L.) ที่พบได้ทั่วไปทางภาคใต้ แล้วก็ชนิดที่เป็นดอกสีขาว (Acanthus ebracteatus Vahl) ที่พบบ่อยทางภาคกลางและก็ภาคทิศตะวันออก แล้วก็เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นชื่อลือชาของจังหวัดสมุทรปราการ
เหงือกปลาแพทย์ สมุนไพรใกล้ตัวหรืออาจจะเรียกว่าเป็นสมุนไพรชายน้ำหรือชายเลนก็ได้ สามารถนำคุณประโยชน์ทางยามาใช้เพื่อการรักษาโรคได้หลายอย่าง ที่โดดเด่นมากมายก็คือการนำมารักษาโรคผิวหนังได้ดูเหมือนจะทุกจำพวก แก้น้ำเหลืองเสีย และก็การนำมาใช้รักษาริดสีดวงทวาร ฯลฯ โดยส่วนที่ประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพรก็ได้แก่ ส่วนลำต้นอีกทั้งสดและแห้ง ใบสดและแห้ง ราก เม็ด รวมทั้งทั้งต้น (ส่วนทั้งยัง 5 ประกอบไปด้วย ต้น ราก ใบ ผล เมล็ด)
รูปแบบของเหงือกปลาหมอ
ต้นเหงือกปลาหมอ เป็นไม้พุ่มขนาดกึ่งกลาง มีความสูงราว 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งชัน มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 1.5 ซม. เพาะพันธุ์ด้วยแนวทางเพาะเม็ดและก็การใช้กิ่งปักชำ เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นที่โล่งแจ้ง เติบโตเจริญในที่ร่มและก็ในที่ที่มีความชุ่มชื้นสูง ชอบขึ้นตามชายน้ำหรือรอบๆริมฝั่งลำคลองบริเวณปากแม่น้ำ เป็นต้นว่า รอบๆริมน้ำเจ้าพระยาฝั่งทิศตะวันออกเหนือปากคลองมหาวงก์ และที่สถานที่เรียนนายเรือ เป็นต้น
ต้นเหงือกปลาหมอ
ใบเหงือกปลาหมอ ใบเป็นใบผู้เดียว รูปแบบของใบมีหนามคมอยู่ขอบขอบใบและก็ปลายใบ ขอบของใบเว้าเป็นระยะๆผิวใบเรียบวาวลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีเหลือบสีขาวเป็นแถวก้างปลา เนื้อเรือใบแข็งและเหนียว ใบกว้างโดยประมาณ 4-7 ซม. และก็ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ใบจะออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกัน ก้านใบสั้น
ใบเหงือกปลาหมอ
ดอกเหงือกปลาหมอ มีดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวประมาณ 4-6 นิ้ว ดอกมีทั้งพันธุ์ดอกสีม่วง (หรือสีฟ้า) แล้วก็จำพวกดอกสีขาว ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน รอบๆกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้และก็เกสรตัวเมียอยู่
ดอกเหงือกปลาหมอ
สมุนไพรเหงือกปลาหมอ
ผลเหงือกปลาหมอ รูปแบบของผลเป็นฝักสีน้ำตาล ลักษณะของฝักเป็นทรงกระบอก รูปไข่ หรือกลมรี ยาวโดยประมาณ 2-3 เซนติเมตร เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ด้านในฝักมีเมล็ด 4 เมล็ด
คุณประโยชน์ของเหงือกปลาหมอ
ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง เลือดลมไหลเวียนดี เส้นโลหิตไม่ตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้อีกทั้งต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วคละเคล้าผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอน ว่ากันว่าหากกินติดต่อกัน 1 เดือน จะก่อให้สติปัญญาดี ไม่มีโรค / 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง / 3 เดือน ทำให้ริดสีดวงหาย / 4 เดือน ช่วยแก้ลม 12 พวก หูไว / 5 เดือน หมดโรค / 6 เดือน ทำให้เดินไม่ทราบเหนื่อย / 7 เดือนผิวสวย / 8 เดือน เสียงไพเราะเพราะพริ้ง / 9 เดือน หนังเหนียว (ต้น, ราก)
เหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์ช่วยบำรุงประสาท (ราก)
ช่วยรักษาอาการธาตุไม่ปกติ (ต้น)
ช่วยให้เลือดลมเป็นปกติ (อีกทั้งต้น)เหงือกปลาหมอขาว
ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ทั้งต้น)
ช่วยแก้โรคกระษัย อาการซูบผอมเหลืองตลอดตัว ด้วยการใช้ทั้งต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผงกินทุกๆวัน (ต้น)
ช่วยแก้อาการร้อนตลอดตัว เจ็บระบบทั้งตัว ตัวแห้ง เวียนศีรษะ หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้อีกทั้งต้นของเหงือกปลาหมอรวมทั้งเปลือกมะรุมอย่างละเสมอกัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือนิดหน่อย หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วใช้ฟืน 30 ดุ้น ต้มกับน้ำเดือดจนกระทั่งงวดแล้วยกลง เมื่อเสร็จให้กลั้นใจรับประทานขณะอุ่นๆกระทั่งหมด อาการก็จะ (ทั้งยังต้น)ช่วยยับยั้งมะเร็ง ต่อต้านโรคมะเร็ง (ทั้งต้น)
ช่วยรักษาอาการปอดอักเสบ ด้วยการใช้เหงือกปลาหมอต้นและก็ข้าวเย็นเหนือ อาหารเย็นใต้ในรูปทรงที่เท่ากัน เอามาต้มกับน้ำจนเดือดแล้วนำมาดื่มในขณะอุ่นๆทีละ 1 แก้ว ยามเช้า ช่วงเวลากลางวัน เย็น อาการจะ (อีกทั้งต้น)
รักษาปอดบวม ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ใบ)
ต้นมีรสเค็มกร่อย คุณประโยชน์ช่วยแก้ลักษณะของการปวดหัว (ต้น)
รากช่วยแก้แล้วก็ทุเลาอาการไอ หรือจะใช้เม็ดนำมาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้ด้วยเหมือนกัน (ราก, เม็ด)
ช่วยแก้หืดหอบ (ราก)
ช่วยรักษาวัณโรค ด้วยการใช้ต้นเอามาตำผสมเป็นน้ำดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้ลักษณะของการเจ็บตา ตาแดง ด้วยการใช้เหงือกปลาหมออีกทั้งต้นนำมาตำผสมกับขิง คั้นเอาแต่น้ำใช้หยอดตาแก้อาการ (อีกทั้งต้น)
ใบช่วยแก้ไข้ (ใบ)
ช่วยแก้ไข้จับสั่น ด้วยการใช้อีกทั้งต้นเหงือกปลาหมอมาตำผสมกับขิง (ทั้งยังต้น)
ช่วยแก้พิษไข้หัว ด้วยการใช้ทั้งยังต้นแล้วก็รากเอามาต้มอาบแก้อาการ (อีกทั้งต้น)
แก้อาการไอ เมล็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด เอามาต้มรวมกันแล้วมัวแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ (เม็ด)
ช่วยขับเสลด (ราก)
หากเป็นลมเป็นแล้ง ให้ใช้ต้นเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน / พริกไทย 2 ส่วน ผสมรวมกัน ตำอย่างระมัดระวังเป็นผุยผงแล้วเอามาละลายน้ำร้อนดื่ม (ต้น)
ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้ทั้งยังต้นรวมทั้งพริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน (ทั้งต้น)

ช่วยขับพยาธิ (เมล็ด)
ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย นำมาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายขโมย ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้ (ต้น, ใบ)
ช่วยขับปัสสาวะ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ช่วยรักษามุตกิดระดูขาว ตกขาวของสตรี ด้วยการใช้ใบและต้นเอามาตำเป็นผุยผง ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำมันมันงา ปั้นเป็นยาลูกกลอนกินแก้อาการ (ต้น, ใบ, ราก)
ช่วยแก้ระดูมาไม่เป็นปกติของสตรี ด้วยการใช้ทั้งต้นนำมาตำผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมันงา (อีกทั้งต้น)
ช่วยรักษานิ่วในไต ด้วยการใช้ใบเอามาต้มเป็นน้ำดื่ม (ใบ)
ช่วยแก้ไตทุพพลภาพ ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้)
ผลช่วยขับเลือด หรือจะใช้เมล็ดผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด นำมาต้มรวมกันแล้วมัวแต่น้ำมากิน หรือใช้ต้น 10 ส่วนและพริกไทย 5 ส่วน ผสมทำเป็นยาลูกกลอนกินก็ได้ (เม็ด, ผล, ต้น)
ช่วยฟอกเลือด ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้)
แก้พิษเลือด ข้อมูลนี้ยังไม่น่าเชื่อถือ* (เปลือกต้น)
ช่วยรักษาแผล ด้วยการใช้ทั้งต้นเอามาตำผสมกับหัวสามสิบ ในอัตราส่วน 2:1 (ทั้งต้น)
ต้นเหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์ช่วยรักษาแผลพุพอง (ต้น)
ใบมีรสเค็มกร่อย คุณประโยชน์ช่วยรักษาแผลอักเสบ (ใบ)
ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย ด้วยการใช้ต้น 3-4 ต้น นำมาหั่นเป็นชิ้น แล้วต้มน้ำอาบแก้อาการ (ต้น, ใบ, เมล็ด)
สำหรับผู้ป่วยโรคภูมิคุมกันบกพร่องที่มีแผลพุพองตามผิวหนัง แม้ใช้ต้นมาต้มอาบและก็ทำเป็นยารับประทานติดต่อกันราวๆ 3 เดือนจะช่วยให้ลักษณะของแผลพุพองทุเลาลงอย่างเห็นได้ชัด (ต้น)
ช่วยรักษาโรคผิวหนังหรือประป่าดง รักษากลากโรคเกลื้อน อีสุกอีใส (ใบ)
ช่วยรักษาโรคเรื้อน โรคกุฏฐัง ด้วยการใช้อีกทั้งต้นนำมาตำมัวแต่น้ำดื่ม (ทั้งต้น)
ช่วยแก้ผดผื่นคันตามร่างกาย ใช้ล้างแผลเรื้อรัง ด้วยการใช้ต้นสดและใบสดล้างสะอาดโดยประมาณ 3-4 กำมือ นำมาสับแล้วต้มกับน้ำอาบแก้ผื่นคันต่อเนื่องกัน 3-4 ครั้ง (ต้น, ใบ)
เหงือกปลาหมอมีสรรพคุณทางยาช่วยแก้ลมพิษ (ต้น)
รากสดเอามาต้มมัวแต่น้ำ ใช้ดื่มเป็นยารักษาโรคงูสวัดได้ (ราก)
ช่วยรักษาฝี ฝีเรื้อรัง แผลฝีหนอง โรคฝีดาษ ตัดรากฝี แก้พิษฝีทุกประเภทอีกทั้งภายในภายนอก ด้วยการใช้ต้นและก็ใบทั้งสดแล้วก็แห้งราวๆ 1 กำมือ นำมาบดอย่างระมัดระวัง แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นฝี หรือแนวทางที่สองจะเอามาสับเป็นชิ้นเล็กๆใส่น้ำให้ท่วมแล้วต้มในน้ำเดือดทิ้งไว้ 10 นาที แล้วนำมาดื่มก่อนอาหารครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง ราว 2-3 อาทิตย์ หรือจะใช้เม็ดนำมาคั่วให้เกรียมแล้วป่นให้ละเอียด ชงกับน้ำกินเป็นยาแก้ฝีก็ได้ (ต้น, ใบ, เมล็ด)
เมล็ดใช้ปิดพอกฝี (เมล็ด)
ผลมีรสเผ็ดร้อน สรรพคุณช่วยถอนพิษ (ผล, ต้น)
ใบสดนำมาตำอย่างระมัดระวัง สามารถใช้พอกรอบๆแผลที่ถูกงูกัดได้ (ใบ)
ช่วยแก้ผิวแตกหมดทั้งตัว ด้วยการใช้ต้นของเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน / ดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ (ต้น)
ต้น ถ้าหากนำมาใช้จะช่วยแก้โรคเหน็บชา อาการชาหมดทั้งตัวได้ (ต้น)
รากมีคุณประโยชน์ช่วยแก้อัมพาต (ราก)
แก้ลักษณะการเจ็บข้างหลังเจ็บเอว ด้วยการใช้ต้นกับชะเอมเทศเอามาบดเป็นผง ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนกิน (ต้น)
ใบใช้เป็นยาประคบปรับแก้ข้ออักเสบและแก้ลักษณะของการปวดต่างๆ(ใบ)
ช่วยทำนุบำรุงรากผม ด้วยการใช้น้ำคั้นจากใบเอามาทาให้ทั่วหัว จะช่วยบำรุงรากผมได้ (ใบ)
คุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากเหงือกปลาหมอ
ในปัจจุบันสมุนไพรเหงือกปลาหมอมีการนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นยาแคปซูลสมุนไพร (เหงือกปลาหมอแคปซูล) หรือเป็นยาชงสมุนไพร (เหงือกปลาหมอผงสำเร็จรูป) หรือในรูปแบบของยาเม็ด
นอกเหนือจากการใช้เป็นยาสมุนไพรที่ใช้ในการอบตัวหรืออบด้วยละอองน้ำ สมุนไพรเหงือกปลาหมอยังใช้เป็นส่วนผสมสำหรับในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งตัวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น สบู่ สินค้าที่ใช้สำหรับการเปลี่ยนสีผม กระทั่งยาสระผมของสุนัข เป็นต้น
แหล่งอ้างอิง
: เว็บที่ทำการโครงงานอนุรักษ์กรรมพันธุ์พืชอันเนื่องมาจากความคิด สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ ม.อบ., หนังสือพิมพ์บ้านเรือน (ชำนิชำนาญ หิมะคุณ), หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 4, ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้ องค์การส่วนวิชาพฤกษศาสตร์, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการผลิตเสริมสุขภาพ (สสส.), หนังสือยอดสมุนไพรยาอายุวัฒนะ (อาจารย์ยุวดี จอมรักษา), หนังสือกายบริหารแกว่งไกวแขน (โชคชัย ปัญจทรัพย์) http://www.disthai.com/

3
อื่นๆ / รากสามสิบมีสรรพคุณ-ประโยชน์ที่น่าทึ่ง
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:22:00 AM »

รากสามสิบ
รากสามสิบ สรรพคุณ ว่านสามสิบ ตำราเรียนยาประจำถิ่น ใช้ ทั้งต้นหรือราก ต้มน้ำ แก้ตกเลือด รวมทั้งโรคคอพอก ราก มีรสฝาดเย็น กินเป็นยาแก้พิษร้อนในหิวน้ำ แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ครั่นเนื้อครั่นตัว ฝนทาแก้พิษแมลงป่องกัดต่อย แก้ปวดฝี ทำให้เย็น ถอนพิษฝี พิษปวดแสบปวดร้อน ช่วยบำรุงรักษาเด็กในครรภ์ บำรุงตับ ปอด ชูกำลัง ผสมกับเหง้าขิงป่า และก็ต้นจันทน์แดงผสมสุราโรงใช้เป็นยาแก้วิงเวียน ทั้งต้นหรือราก ต้มน้ำกิน แก้แท้งลูก และก็โรคคอพอก ผล มีรสเย็น ปรุงเป็นยาแก้พิษไข้เซื่องซึม แก้พิษไข้กลับ ไข้ซ้ำ มักใช้ร่วมกับผลราชดัด เพื่อดับพิษไข้จากบิดเรื้อรัง
รากสามสิบ ช่วยเหลือความรัก แล้วก็ กระชับความเกี่ยวเนื่องให้ชีวิตคู่ คลายกล้ามเนื้อของมดลูก บำรุงหัวใจ ,แก้การอักเสบ ,บำรุงเลือด แก้ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมาแตกต่างจากปกติ ลดภาวะมีลูกยาก เสริมฮอร์โมนผู้หญิง กระชับช่องคลอด ช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว บำรุงผิวพรรณ ลดสิวฝ้า ชลอความแก่ แก้อาการวัยทอง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asparagus racemosus Willd.
ตระกูล : Asparagaceae
ชื่ออื่น : สาวร้อยผัว รากศตวารี จ๋วงเครือ (เหนือ) ผักชีช้าง (จังหวัดหนองคาย) ผักหนาม (นครราชสีมา) สามร้อยราก (กาญจนบุรี) สามสิบ ชีช้าง จั่นดิน ม้าสามต๋อน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้เลื้อย เนื้อแข็ง ลำต้นสีเขียว มีหนามแหลม มักเลื้อยพันตันไม้อื่น เลื้อยยาว 1.5-4 เมตร เถากลมเรียบ เถาอ่อนเป็นเหลี่ยม ตามข้อเถามีหนามแหลม มีเหง้าและรากใต้ดินออกเป็นกระจุกเหมือนกระสวยออกเป็นพวงคล้ายรากกระชาย อวบน้ำ เป็นเส้นกลมยาว โตกว่าเถามากมาย ลำต้นมีหนาม เถาเล็กเรียว กลม สีเขียว ใบลำพัง แข็ง ออกรอบข้อ เป็นฝอยเล็กๆเหมือนหางกระรอก สีเขียวดก หรือเป็นกระจุก 3-4 ใบ เรียงแบบสลับ ใบรูปเข็ม กว้าง 0.5-1 มม. ยาว 3-6 ซม. แผ่นใบมักโค้ง สันเป็นสามเหลี่ยม มี 3 สัน ปลายใบแหลม เป็นรูปเคียว โคนใบแหลม มีหนามที่ซอกกระจุกใบ ก้านใบยาว 13-20 เซนติเมตร ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ แบบช่อกระจะ ยาว 2-4 เซนติเมตร ดอกย่อย สีขาว ขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมยวนใจ มี 12-17 ดอก ก้านดอกย่อย ยาวโดยประมาณ 2 มม. กลีบรวม มี 6 กลีบ เชื่อมกันเป็นหลอดรูปดอกเข็ม ปลายแยกเป็นแฉก ส่วนหลอดยาว 2-3 มม. ส่วนแฉกรูปช้อน ยาว 3-4 มิลลิเมตร กลีบดอกบางและร่น เกสรเพศผู้ เชื่อมและอยู่ตรงกันข้ามกลีบรวม ขนาดเล็กมี 6 อัน ก้านยกอับเรณูสีขาว อับเรณูสีน้ำตาลเข้ม รังไข่รูปไข่กลับ ยาวโดยประมาณ 1 มิลลิเมตร อยู่เหนือวงกลีบ มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 2 เมล็ด หรือมากกว่า ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็นสามแฉกขนาดเล็ก ผลสด ค่อนข้างกลม หรือเป็น 3 พู ผิวเรียบเป็นมัน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-6 มม. ผลอ่อนสีเขียวเมื่อสุกสีแดงหรือม่วงแดง เมล็ดสีดำ มี 2-6 เม็ด มีดอกช่วงเมษายนถึงมิถุนายน พบตามป่าโปร่ง หรือเขาหินปูน
สาวร้อยสามีหรือรากสามสิบ เป็นสมุนไพรไทยมีรสหวานเย็น ที่แอบแฝงไปด้วยคุณประโยชน์ขนานเอก บำรุงเครื่องเพศในสตรี และก็ยังเสริมสมรรถนะทางเพศให้แก่ผู้ชาย
นิยมนำส่วนของใบอ่อน ยอดอ่อน ผลอ่อน ซึ่งมีกลิ่นหอมสดชื่นเหมือนผักชีลาว มารับประทานเป็นผัก รวมทั้งนำส่วนของรากที่มีลักษณะเหมือนกระชาย แต่มีขนาดใหญ่แล้วก็ยาวกว่าทั้งยังมีกลิ่นหอมสดชื่น มาใช้ดองยาสมุนไพร ชูกำลังในสตรีด้วยคุณประโยชน์ที่สอดคล้องกับชื่อที่เรียกขานกันว่า สาวร้อยผัว ที่สื่อความหมายได้ว่า ไม่ว่าสาวใด อายุเท่าไหร่ อยู่ในวัยมีเมนส์หรือหมดประจำเดือนก็ตาม ถ้าหากได้ทานหัวพืชจำพวกนี้บ่อยๆ จะช่วยทำให้ดูเป็นสาวกว่าวัย มีพลังทางเพศ และก็ยังช่วยเพิ่มขนาดของทรวงอก ด้วยวิธีการนำรากสดมาต้มกินหรือไม่ก็อาจจะนำรากไปตากแห้ง แล้วเอามาบดเป็นผงปั้นเป็นลูกกลอนผสมกับน้ำผึ้งรับประทานก็ได้ด้วยเหมือนกันตามตำราอายุรเวท มีการใช้รากสามสิบเป็นสมุนไพรหลักสำหรับบำรุงในผู้หญิง ช่วยให้หญิงกลับมาเป็นสาวได้อีกรอบ
ในประเทศอินเดียก็เรียกสมุนไพรชนิดนี้คล้ายกับประเทศไทย โดยในภาษาสันสกฤต เรียกว่า ศตาวรี (Shtavari) แสดงว่า ต้นไม้ที่มีรากหนึ่งร้อยราก หรือบางตำราเรียนกล่าวว่าหมายคือ ผู้หญิงที่มีร้อยสามี “Satavari” (this is an India word meaning’a woman who has a hundred husbands) รากสามสิบเป็นสมุนไพรที่ถูกเอ่ยถึงในตำรา พระเวท ซึ่งเป็นคำภีร์ที่มีมาก่อนอายุรเวทด้วย ก็เลยคงจะถือได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มานานหลายพันปีแล้ว รวมทั้งในอินเดียใช้ รากสามสิบ ทำเป็นของว่างเหมือนกับประเทศไทย
ในแบบเรียนอายุรเวทใช้รากสามสิบเป็นสมุนไพรหลักสำหรับบำรุงในหญิง ในการทำให้หญิงกลับมาเป็นสาว (Female rejuvention) นอกเหนือจากนี้ยังช่วยแก้ไขปัญหาอื่นๆของเพศหญิงยกตัวอย่างเช่น ภาวะประจำเดือนไม่ปกติ ปวดรอบเดือน ภาวการณ์มีบุตรยาก ตกขาว ภาวะอารมณ์ทางเพศเสื่อมถอย ภาวะหมดปะจำเดือน(menopause) และก็ใช้บำรุงน้ำนมบำรุงท้อง คุ้มครองปกป้องการแท้ง (habitual abortion) และก็อาการที่ไม่พึงปรารถนาอื่นๆของผู้หญิง
แม้สมุนไพรชนิดนี้จะเด่นต่อเพศหญิงแล้ว ในประเทศอินเดียยังคงใช้ในการเพิ่มพลังทางเพศให้กับผู้ชายอีกด้วย ซึ่งก็อาจคล้ายกับทางภาคเหนือของไทยที่ใช้สาวร้อยผัว หรือที่เรียกในภาคเหนือว่า “ม้าสามต๋อน” เป็นยาดองเพื่อเพิ่มพลังทางเพศชาย แล้วก็ยังใช้เพื่อคุณประโยชน์ทางยาอื่นๆอีกมากมาย อาทิเช่น ยาแก้ไอ ยารักษาโรคกระเพาะ ยาแก้บิด แก้ไข้ แก้อักเสบ ซึ่งจัดได้ว่าสมุนไพรจำพวกนี้เป็นสมุนไพร ที่ใช้สูงที่สุดในประเทศอินเดีย ตอนนี้มีสารสกัดด้วยน้ำ ของรากสามสิบ จากประเทศอินเดียไปจัดจำหน่ายที่อเมริกา ในลักษณะเป็น dietary supplement หรือพวกอาหารเสริมซึ่งสามารถขายได้ ทั่วๆไปไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์

สรรพคุณสมุนไพรรากสามสิบ (รากศตวารี)
ช่วยสร้างสมดุล แก่ระบบฮอร์โมนเพศหญิง
แก้ปวดเมนส์
แก้ประจำเดือนมาเปลี่ยนไปจากปกติ
แก้อาการตกขาว
ขจัดปัญหาช่องคลอดอักเสบ ช่วยดับกลิ่นในช่องคลอด
ช่วยให้ช่องคลอดกระชับ
จัดการกับปัญหาการมีบุตรยาก ปกป้องการแท้งลูก
บำรุงนม
ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว
ช่วยระบาย ขับเยี่ยว
ลดกลิ่นตัว กลิ่นปาก
ช่วยเพิ่มขนาดหน้าอก แล้วก็สะโพก
กระชับสัดส่วน
ช่วยลดไขมันส่วนเกิน
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
บำรุงเลือด แล้วก็บำรุงหัวใจ
บำรุงฮอร์โมนเพศ
บำรุงผิวพรรณ
ลดสิว ลดฝ้า ช่วยผิวขาวใส
แก้อาการวัยทอง ชะลอความชรา
ใช้รักษาโรคตับ ปอดทุพพลภาพ
ชูกำลัง แก้กษัย
ข้อควรปฏิบัติตามในการใช้รากสามสิบ
รายงานการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์พบว่ารากสามสิบมีฤทธิ์ราวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ด้วยเหตุนี้ก็เลยห้ามนำมาใช้ในสตรีที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคโรคมะเร็ง ตัวอย่างเช่น คนไข้โรค uterine fribrosis หรือ fibrocystic breast
ผลจากการศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยสมุนไพรรากสามสิบ
การเล่าเรียนในหนูแรทของสารสกัดรากด้วยเอทานอลต้นรากสามสิบ แบ่งเป็น 2 ตอนหมายถึงตอนเฉียบพลัน และตอนยาวต่อเนื่อง
โดยการเล่าเรียนในระยะรุนแรงป้อนสารสกัดเอทานอลต้นรากสามสิบขนาด 1.25 กรัม/กิโลกรัม ให้กับหนูแรทที่ไม่เป็นเบาหวาน แล้วก็หนูแรทที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 1 และ จำพวกที่ 2 พบว่าไม่มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ช่วยให้ทนต่อการเพิ่มขึ้นของกลูโคส (glucose tolerance) ในนาทีที่ 30 ดียิ่งขึ้น และก็การเรียนช่วงยาวตลอดโดยป้อนสารสกัดเอทานอลรากสามสิบขนาด 1.25 กรัม/กก.วันละ 2 ครั้ง นาน 28 วัน ให้กับหนูที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในเวลาที่หนูโรคเบาหวานกรุ๊ปควบคุมได้รับน้ำในขนาดที่เสมอกัน พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ รวมทั้งเพิ่มระดับของอินซูลิน 30% เมื่อเทียบกับกรุ๊ปเบาหวานควบคุม นอกจากนี้ยังเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มระดับอินซูลินในตับอ่อน และก็เพิ่มกลัยวัวเจนที่ตับเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มโรคเบาหวานควบคุม จากการศึกษาเล่าเรียนในคราวนี้สรุปได้ว่าฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของสารสกัดรากสามสิบน่าจะเป็นผลมาจากการหยุดยั้งการสรุปยและก็การดูดซึมสารคาร์โบไฮเดรต แล้วก็การเพิ่มการหลั่งอินซูลิน ซึ่งต้นรากสามสิบน่าจะมีคุณประโยชน์ในการเอามารักษาคนเจ็บโรคเบาหวานได้
ที่มา : หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรรากสามสิบ

4

รากสามสิบ
รากสามสิบ คุณประโยชน์สมุนไพรไทยเพื่อสุขภาพที่คนอยากมีลูกห้ามพลาด
          รากสามสิบ คุณประโยชน์เด่นๆของสมุนไพรตัวนี้ขึ้นชื่อลือนามเรื่องเป็นยาบำรุงสำหรับสตรี ซึ่งหลายคนบางทีอาจเคยได้เห็นสมุนไพรรากสามสิบแบบแคปซูลกันมาบ้าง แล้วรู้ไหมค่ะว่า คุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากรากสามสิบ สมุนไพรตัวเด็ดนี้มิได้มีดีแค่ช่วยคนต้องการมีลูกเพียงแค่นั้น
รากสามสิบ สมุนไพรนี้มีที่มา
          รากสามสิบแท้จริงแล้วถูกเรียกหลายชื่อมากๆเช่น สาวร้อยสามี จ๋วงเครือ (ภาคเหนือ) ผักชีช้าง ผักหนาม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) สามร้อยราก สามสิบ ชีช้าง จั่นดิน หรือม้าสามต๋อน มีชื่อสามัญว่า Shatavari
          ส่วนลักษณะต้นรากสามสิบเป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง มีหนามแหลม มีเหง้าและรากใต้ดินเหมือนรากของต้นกระชาย ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว แยกเป็นช่อ มีกลิ่นหอมหวน ฯลฯที่มีผลสดลักษณะกลม ผิวเรียบมัน รวมทั้งมีเมล็ดสีดำ
รากสามสิบ สมุนไพรบำรุงสตรี
คุณประโยชน์รากสามสิบ
          รากสามสิบถูกเปรียบเทียบให้เป็นพลังที่การฟื้นฟูความสาว (Female Rejuvenation) เป็นยาโบราณที่หมอแผนโบราณและหมอสมุนไพรใช้เป็นยาบำรุงสำหรับสตรีมาตั้งแต่อดีต ซึ่งก็นับเป็นสาเหตุของชื่อสาวร้อยสามี ชื่อเล่นอีกชื่อของรากสามสิบนั่นเอง โดยคนรุ่นเก่าชอบนำรากมาต้มรับประทานหรือปั้นเป็นลูกกลอนกินกับน้ำผึ้ง ซึ่งบอกต่อๆกันว่า จะช่วยบำรุงสตรีให้ไมว่าจะอายุเท่าไรก็มีลูกได้ง่าย
          นอกเหนือจากนั้นสมุนไพรรากสามสิบยังผ่านการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยคุณประโยชน์มาเยอะแยะ โดยพบว่า รากสามสิบมีคุณประโยชน์ทางเภสัชวิทยาตามนี้ประจำตัวอยู่ด้วย
          - ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและก็เชื้อรา
          - คลายกล้ามเนื้อมดลูก
          - บำรุงหัวใจ
          - ลดการอักเสบ
          - แก้ปวด
          - ยั้งโรคเบาหวาน
          - ปราบเซลล์มะเร็ง
          - กระตุ้นภูมิต้านทาน
รากสามสิบ
          - ต่อต้านภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ
          - ลดระดับไขมันเลือด
          - คุ้มครองกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
          - ลดอาการหัวใจโตที่เกิดจากความดันโลหิตสูง
          - มีฤทธิ์ใกล้เคียงฮอร์โมนเอสโตรเจน (ฮอร์โมนผู้หญิง)
          - ช่วยสร้างสมดุลฮอร์โมนผู้หญิง
          - ขับนม
          - ช่วยให้การตกไข่บริบูรณ์
          - ช่วยบำรุงรักษากำลังท่านชาย
          - เสริมความแข็งแรงของน้ำอสุจิอสุจิ
          - ยั้งการเกิดแผลในกระเพาะ
          - ลดอาการกรดเกินในกระเพาะ
          - ยั้งพิษต่อตับ
          - แก้ริดสีดวงทวาร
          - ขับลม
          - ขับฉี่
          - ขับเสลด
          - บำรุงเด็กในท้อง
          - แก้แท้งลูก
          - รักษาโรคคอพอก
          - แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ครั่นเนื้อครั่นตัว
          - ฝนรากทาเป็นยาแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยได้
          - กระตุ้นประสาท บำรุงกำลัง
รากสามสิบ สมุนไพรบำรุงสตรี
          แล้วก็ด้วยสรรพคุณของรากสามสิบที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับฮอร์โมนเอสโตรเจน คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยจังหวัดพะเยาจีงได้ทำการศึกษาเรียนรู้เรื่อง ผลของสารสกัดรากสามสิบต่อการปกป้องคุ้มครองการสลายเนื้อกระดูกรวมทั้งอวัยวะสืบพันธุ์ ในหนูแรทที่ถูกตัดรังไข่ เนื่องจากว่าเล็งเห็นว่า โรคกระดูกพรุนซึ่งชอบกำเนิดกับผู้หญิงมากกว่าเพศชายนั้น มีต้นสายปลายเหตุหลักจากการต่ำลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนคราวหลังหมดระดู โดยเห็นผลการทดสอบมาว่า หนูที่ได้รับสารสกัดสมุนไพรรากสามสิบหลังจากถูกตัดรังไข่ มีน้ำหนักมวลกระดูกที่มากกว่ากรุ๊ปหนูถูกตัดรังไข่แต่ว่าไม่ได้รับสารสกัดสมุนไพรรากสามสิบ
          ยิ่งไปกว่านี้สารสกัดรากสามสิบยังไม่ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวในเยื่อบุโพรงมดลูก ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่า สารสกัดรากสามสิบอาจมีสมรรถนะในการคุ้มครองการสลายของเนื้อกระดูกในหนูทดลองได้ โดยไม่ทำให้เกิดผลกระทบอะไรก็ตามต่ออวัยวะสืบพันธุ์ ทว่ายังคงจะต้องทดลองเพิ่มอีกเพื่อค้นคว้าทำการวิจัยว่า สารสกัดรากสามสิบจะทำให้เกิดผลเสียอะไรก็แล้วแต่กับอวัยวะอื่นหรือไม่
รากสามสิบ สมุนไพรบำรุงสตรี       

หารากสามสิบได้จากที่ไหน
          แม้ต้นรากสามสิบจะยังมีให้เห็นอยู่ในประเทศไทย แต่ว่าก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปขุดหารากสามสิบมาต้มรับประทานให้เหน็ดเหนื่อย เนื่องจากปัจจุบันมีสารสกัดรากสามสิบในรูปแคปซูลมาให้เลือกซื้อมาก แม้กระนั้นทั้งนี้ควรตรวจตราให้แน่ว่าแคปซูลรากสามสิบมีสัญลักษณ์และได้รับการยืนยันจากองค์การของกินแล้วก็ยาหรือเปล่า
          แต่ว่าถ้าคนไหนกันสามารถหาต้นรากสามสิบใหม่ๆได้ จะเอามาต้มยารับประทานเองเราก็มีสูตรยาสมุนไพรรากสามสิบมาให้ด้วยค่ะ
น้ำรากสามสิบ (สูตรเริ่มแรก)
     ส่วนประกอบ

  • สมุนไพรรากสามสิบ ใช้ส่วนราก 2.5 โล
  • น้ำ 10 ลิตร


     วิธีการทำ

  • นำรากสามสิบมาล้างให้สะอาด
  • ปอกรวมทั้งดึงไส้ออก
  • หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
  • ล้างให้สะอาดอีกครั้ง
  • ต้มน้ำให้เดือด
  • ใส่รากสามสิบ ลงในหม้อต้ม
  • ต้มราว 3 ชั่วโมง
  • ชิมรส แล้วก็สามารถเพิ่มน้ำตาลกรวดหรือใบเตยเพิ่มความหอมลงไปได้
รากสามสิบแช่อิ่ม
     ส่วนประกอบ

  • สมุนไพรรากสามสิบ ใช้ส่วนราก 2.5 กิโลกรัม
  • น้ำตาลทราย 1.5 กิโล
  • น้ำ 5 ลิตร
    วิธีทำ

  • นำรากสามสิบมาล้างให้สะอาด
  • ปอกรวมทั้งดึงไส้ออก
  • หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
  • ล้างให้สะอาดอีกที
  • ต้มน้ำให้เดือด
  • เพิ่มน้ำตาล ลงในหม้อต้ม
  • ต้มจนน้ำตาลละลายหมด
  • ใส่รากสามสิบ
  • เคี่ยวต่อจนกระทั่งเป็นสีเหลืองทอง
รากสามสิบ
สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังสำหรับในการใช้สมุนไพรรากสามสิบ
          ด้วยเหตุว่าสมุนไพรรากสามสิบออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ด้วยเหตุนั้นก็เลยจัดเป็นยาสมุนไพรที่ไม่ปลอดภัยนักต่อเพศหญิงที่มีความเสี่ยงโรคมะเร็งอยู่แล้ว เช่น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเนื้องอกในมดลูก (Uterine Fribrosis) หรือมีก้อนเนื้อในเต้านม (Fibrocystic Breast) เป็นต้น โดยเหตุนี้ไม่ว่าจะใช้สมุนไพรอะไรก็ควรจะขอคำแนะนำแพทย์ก่อนจะดีเยี่ยมที่สุดนะคะ       
          มองเห็นสรรพคุณรากสามสิบกันไปแล้วผู้คนจำนวนมากเริ่มพึงพอใจอยากหารากสามสิบมาบำรุงสุขภาพกันบ้าง แม้กระนั้นก็อย่าลืมที่เตือนไว้นะคะ ก่อนซื้อแคปซูลรากสามสิบมากิน ควรตรวจตราที่มาแล้วก็ตรา และการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือด้วย http://www.disthai.com/

5
อื่นๆ / ความเป็นมาของต้นราชพฤกษ์
« เมื่อ: สิงหาคม 13, 2018, 05:45:25 PM »

ราชพฤกษ์
ราชพฤกษ์ ชื่อสามัญ Golden shower, Indian laburnum, Pudding-pine tree, Purging Cassia
ราชพฤกษ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia fistula L. จัดอยู่ในสกุลถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และก็อยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)
สมุนไพรราชพฤกษ์ มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า กุเพยะ (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี), ปูโย ปีอยู เปอโซ แมะหล่าอยู่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ลักเกลือ ลักเคย (กะเหรี่ยง), ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ (ภาคกึ่งกลาง), คูน (ภาคเหนือ), ราชพฤกษ์ (ภาคใต้), คูน (ทั่วไปเรียกรวมทั้งมักจะเขียนผิดหรือสะกดผิดเป็น “ต้นคูณ” หรือ “คูณ“) เป็นต้น
คำว่า “ราชพฤกษ์” แสดงว่า “ต้นไม้ของพระเจ้าแผ่นดิน” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของงานมหกรรมแสดงนิทรรศการพืชสวนโลกซึ่งจัดขึ้นเพื่อฉลองในวโรกาสอันเป็นมหามงคลที่ในหลวงของเราทรงครองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปี
ต้นราชพฤกษ์ ต้นไม้ประจำชาติไทย
เมื่อปี พ.ศ.2544 คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติได้มีข้อเสนอรวมทั้งสรุปให้มีการกำหนดสัญลักษณ์ประจำชาติ 3 สิ่ง ซึ่งประกอบไปด้วย ดอกไม้ สัตว์ แล้วก็สถาปัตยกรรม ซึ่งจากการพินิจได้ผลสรุปว่า ให้สัตว์ประจำชาติเป็น “ช้างไทย” ส่วนในด้านสถาปัตยกรรมประจำชาติคือ “ศาลาไทย” แล้วก็ในส่วนของดอกไม้ประจำชาติก็คือ “ดอกราชพฤกษ์” โดยมีเหตุมีผลในการเลือกดังนี้
ต้นคูน หรือ ต้นราชพฤกษ์ จัดเป็นต้นไม้ประจำชาติไทย (ตามประกาศของกรมป่าไม้)ต้นไม้ราชพฤกษ์ ฯลฯไม้ที่ชาวไทยทั่วๆไปรู้จักกันอย่างมากมาย ในนามของ “ต้นคูน” สามารถพบเห็นได้ทั่วไปของทุกภาคในประเทศ
ต้นราชพฤกษ์มีความเกี่ยวข้องกับจารีตประเพณีชาวไทยมาอย่างช้านาน เนื่องจากเป็นพืชที่มีความมงคลนามและใช้เพื่อการประกอบพิธีสำคัญๆต่างๆหลายพิธีการ เป็นต้นว่า พิธีการลงเสาหลักเมือง ทำคทาจอมพล ใช้ทำยอดธงชัยเฉลิมพล เป็นต้น
ต้นราชพฤกษ์นั้นสามารถนำมาใช้คุณประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ดังเช่น การใช้เป็นยาสมุนไพรหรือนำมาใช้ทำเป็นเสาบ้านเสาเรือนได้ อื่นๆอีกมากมาย
ต้นราชพฤกษ์ฯลฯไม้ที่แก่ยืนนานรวมทั้งแข็งแรงทนทาน
ต้นราชพฤกษ์มีรูปทรงรวมทั้งพุ่มที่สวยงาม มีดอกเหลืองสวยงามเต็มต้น ดูสวยงามยิ่งนัก
ดอกราชพฤกษ์มีสีเหลือง ซึ่งเป็นเครื่องหมายของชาติไทย เป็นสัญลักษณ์แห่งศาสนาพุทธ และยังเป็นสัญลักษณ์ของวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ยิ่งกว่านั้นตามตำราพืชที่มีความเป็นสิริมงคล 9 จำพวกยังเจาะจงไว้ว่า ต้นราชพฤกษ์เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ ความมีอิทธิพลบุญบารมี มีโชคมีชัย
สมุนไพรราชพฤกษ์ กับการนำมาใช้รักษาโรคและก็อาการต่างๆโดยส่วนที่นำมาใช้เป็นสรรพคุณทางยานั้น เป็นต้นว่า ส่วนของใบ ดอก เปลือก ฝัก แก่น กระพี้ ราก แล้วก็เมล็ด ซึ่งสมุนไพรราชพฤกษ์ เป็นสมุนไพรที่สามารถใช้ได้ทั้งกับเด็ก สตรี รวมถึงคนวัยชรา โดยปลอดภัยอะไรก็ตาม
ลักษณะของต้นราชพฤกษ์
ต้นราชพฤกษ์ (ต้นคูน) เป็นพืชพื้นบ้านในแถบทวีปเอเชียใต้ ไล่ตั้งแต่ทางตอนใต้ของปากีสถานไปจนกระทั่งประเทศอินเดีย เมียนมาร์ และประเทศศรีลังกา โดยจัดเป็นพรรณไม้ขนาดกลาง มีลำต้นสีน้ำตาลแกมเทาเกลี้ยง มักขึ้นทั่วไปตามป่าผลัดใบหรือในดินที่มีการระบายน้ำดี แพร่พันธุ์ด้วยแนวทางเพาะเม็ดแล้วย้ายกล้ามาปลูกภายในถุงเพาะชำ เมื่อโตพอแล้วก็ย้ายมาปลูกภายในพื้นที่ แต่ว่าในขณะนี้บางทีก็อาจจะใช้กระบวนการทาบกิ่งแล้วก็ทิ่มยอดก็ได้ แต่โอกาสสำเร็จจะน้อยกว่าขั้นตอนการเพาะเมล็ด
ใบราชพฤกษ์ (ใบคูน) ลักษณะของใบออกเป็นช่อ ใบสีเขียวเป็นเงา ช่อหนึ่งยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร และก็มีใบย่อยเป็นไข่หรือรูปป้อมๆราว 3-6 คู่ ใบย่อยมีความกว้างราวๆ 5-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 9-15 ซม. โคนใบมนและสอบไปทางปลายใบ เนื้อใบบางเกลี้ยง มีเส้นกิ่งก้านสาขาใบถี่รวมทั้งโค้งไปตามรูปใบ
ใบราชพฤกษ์
ดอกราชพฤกษ์ (ดอกคูน) มีดอกเป็นช่อ ยาวโดยประมาณ 20-45 เซนติเมตร มีกลีบรองดอกรูปขอบขนาน มีความยาวโดยประมาณ 1 ซม. กลีบมี 5 กลีบ หลุดตกได้ง่าย และกลีบยาวกว่ากลีบรองดอกราว 2-3 เท่า และมีกลีบรูปไข่ปริมาณ 5 กลีบ รอบๆพื้นกลีบจะมองเห็นเส้นกลีบกระจ่างแจ้ง ที่ดอกมีเกสรตัวผู้ขนาดไม่เหมือนกันจำนวน 10 ก้าน มีก้านอับเรณูโค้งงอขึ้น ดอกมักจะบานในช่วงมี.ค.ถึงพ.ค. แต่ว่าก็มีบางกรณีที่มีดอกนอกฤดูเหมือนกัน ดังเช่น ในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม
ดอกราชพฤกษ์ดอกคูน
ผลราชพฤกษ์ หรือ ฝักราชพฤกษ์ (ฝักคูณ) ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปทรงกระบอกหมดจดๆฝักยาวโดยประมาณ 20-60 ซม. และวัดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ราว 2-2.5 เซนติเมตร ฝักอ่อนจะมีสีเขียว ส่วนฝักแก่จัดจะมีสีดำ ในฝักจะมีผนังเยื่อบางๆติดกันอยู่เป็นช่องๆตามแนวขวางของฝัก รวมทั้งในช่องจะมีเม็ดสีน้ำตาลแบนๆอยู่ มีขนาดโดยประมาณ 0.8-0.9 ซม.
ฝักคูนฝักราชพฤกษ์
สรรพคุณของราชพฤกษ์
ช่วยบำรุงเลือดภายในร่างกาย (เปลือก)
สารสกัดจากลำต้นรวมทั้งใบของราชพฤกษ์มีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ (ลำต้น, ใบ)
สารสกัดจากเมล็ดมีฤทธิ์ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล (เม็ด)
ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจหรือถุงน้ำดี (ราก)
ราชพฤกษ์มีสรรพคุณช่วยแก้ไข้ (ราก)
ฝักราชพฤกษ์มีสรรพคุณทางยาช่วยแก้ไข้ไข้จับสั่น (ฝัก)
ช่วยแก้ไข้รูมาติกด้วยการกางใบอ่อนเอามาต้มกับน้ำกิน (ใบ)
ฝักอ่อนมีรสหวานอมเปรี้ยวนิดหน่อย มีกลิ่นเหม็นเหม็นเบื่อ เย็นจัด คุณประโยชน์สามารถใช้ขับเสลดได้ (ฝักอ่อน)
ช่วยแก้อาการหิวน้ำ (ฝัก)
เปลือกเม็ดและก็เปลือกฝักมีสรรพคุณช่วยทำลายพิษ ทำให้อาเจียน หรือจะใช้เม็ดประมาณ 5-6 เมล็ด เอามาบดเป็นผุยผงแล้วรับประทานก็ได้ (เม็ด, ฝัก)
ต้นราชพฤกษ์ คุณประโยชน์ของกระพี้ใช้แก้อาการปวดฟัน (กระพี้)
ในอินเดียมีการใช้ฝัก เปลือก ราก ดอก และใบมาทำเป็นยา ใช้เป็นยาแก้ไข้รวมทั้งหัวใจ แก้อาการหายใจขัด ช่วยถ่ายของเสียออกมาจากร่างกาย แก้อาการกลัดกลุ้ม หนักหัว หนักตัว ทำให้กระชุ่มกระชวยทรวงอก (เปลือก, ราก, ดอก, ใบ, ฝัก)
สรรพคุณราชพฤกษ์ช่วยแก้โรครำมะนาด (กระพี้, แก่น)
ช่วยรักษาเด็กเป็นตานขโมยด้วยการใช้ฝักแห้งราวๆ 30 กรัมนำมาต้มกับน้ำกิน (ฝัก)
ช่วยทุเลาอาการแน่นหน้าอก (เนื้อในฝัก)
ฝักแก่ใช้เป็นยาระบาย ช่วยสำหรับเพื่อการขับถ่าย ทำให้ถ่ายได้สบาย ไม่มวนท้อง แก้อาการท้องผูก เหมาะกับคนที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำแล้วก็สตรีตั้งท้อง เนื่องจากมีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinone glycoside) เป็นตัวช่วยระบาย สำหรับวิธีการใช้ ให้ใช้ฝักแก่ขนาดก้อนเท่าหัวแม่มือ (หนักราว 4 กรัม) และน้ำอีก 1 ถ้วยแก้วใส่หม้อต้ม แล้วผสมเกลือน้อย ใช้ดื่มก่อนรับประทานอาหารเช้าหรือช่วงก่อนนอนเพียงแต่ครั้งเดียว (ฝักแก่, ดอก, เนื้อในฝัก, ราก, เม็ด)
เมล็ดมีรสฝาดเมา สรรพคุณช่วยแก้ท้องร่วง (เมล็ด)
ช่วยหล่อลื่นไส้ รักษาโรคเกี่ยวกับกระเพาะและก็แผลเรื้อรัง (ดอก)
ช่วยรักษาโรคบิด (เม็ด)
คุณประโยชน์ของราชพฤกษ์ ฝักช่วยแก้อาการจุกเสียด (ฝัก)
ช่วยให้เกิดลมเบ่ง ด้วยการใช้เม็ดฝนกับต้นหญ้าฝรั่น น้ำดอกไม้เทศ รวมทั้งน้ำตาล แล้วเอามารับประทาน (เมล็ด)
ฝักแล้วก็ใบมีคุณประโยชน์ช่วยขับพยาธิ ด้วยการใช้ฝักแห้งประมาณ 30 กรัมเอามาต้มกับน้ำดื่ม (ใบ, ฝัก, เนื้อในฝัก)
ต้นคูณมีสรรพคุณช่วยขับพยาธิไส้เดือนในท้อง (แก่น)
เปลือกฝักมีรสขื่นเมา ช่วยขับเกลื่อนกลาดที่ค้าง ทำให้แท้งลูก (เปลือกฝัก)
สารสกัดจากใบคูนมีฤทธิ์ช่วยต้านทานการเกิดพิษที่ตับ (ใบ)
คุณประโยชน์ของคูน รากใช้แก้โรคโรคกุฏฐัง (ราก)
ใบสามารถนำมาใช้สำหรับในการฆ่าเชื้อโรค เชื้อโรคบนผิวหนังที่เกิดขึ้นจากเชื้อราได้ (ใบ)
ช่วยฆ่าพยาธิผิวหนัง (ใบ)
รากเอามาฝนใช้ทารักษากลากเกลื้อน แล้วก็ใบอ่อนก็ใช้แก้กลากได้เช่นเดียวกัน (ราก, ใบ)
เปลือกและก็ใบเอามาบดผสมกันใช้ทาแก้เม็ดผื่นผื่นตามร่างกายได้ (เปลือก, ใบ)
เปลือกมีสรรพคุณช่วยแก้ฝี แก้บวม หรือจะใช้เปลือกแล้วก็ใบนำมาบดผสมกันใช้ทารักษาฝี (เปลือก, ใบ)
คูน สรรพคุณของดอกช่วยแก้รอยแผลเรื้อรัง รักษาแผลเรื้อรัง (ดอก)
เปลือกราชพฤกษ์ สรรพคุณช่วยสมานบาดแผล (เปลือก)
ฝักคูณมีคุณประโยชน์ช่วยแก้อาการปวดข้อ (เนื้อในฝัก)
แขกใช้ใบนำมาโขลก นำมาพอกแล้วนวด ช่วยแก้โรคปวดข้อและอัมพาต (ใบ)
ช่วยกำจัดหนอนและแมลง โดยฝักแก่มีสารออกฤทธิ์ที่ส่งผลต่อระบบประสาทของแมลง เมื่อนำฝักมาบดผสมกับน้ำเสียไว้ราว 2-3 วัน แล้วใช้สารละลายที่กรองได้มาฉีดพ่นจะช่วยในการกำจัดแมลงรวมทั้งหนอนในแปลงผักได้ (ฝักแก่)
สารสกัดจากรากราชพฤกษ์มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Acetylcholinesterase
นอกนั้นยังมีการนำสมุนไพรราชพฤกษ์มาดัดแปลงทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆเยอะมาก ได้แก่
น้ำมันนวดราชพฤกษ์ ที่ต้มมาจากน้ำมันจากใบคูน เป็นน้ำมันนวดสูตรร้อนหรือสูตรเย็น ที่ใช้นวดแก้อัมพฤกษ์อัมพาต และแก้ปัญหาเรื่องเส้น
ลูกประคบราชตารู เป็นลูกประคบสูตรโบราณ ที่ใช้ใบคูนเป็นตัวยาตั้งต้น ประกอบไปด้วย ขมิ้นอ้อย เทียนดำ กระวาน และก็อบเชยเทศ โดยลูกประคบสูตรนี้จะใช้ปรุงตามอาการ โดยจะมองตามโรคและความปรารถนาเป็นหลัก ซึ่งแต่ละคนจะได้แตกต่างกัน
ผงพอกคูนคาดข้อ ทำมาจากใบคูนที่เอามาบดเป็นผง ช่วยแก้อาการปวดเส้น อัมพฤกษ์อัมพาต โดยนำมาพอกบริเวณที่เป็นจะช่วยทำให้มีการเกิดการไหลเวียนของโลหิต ทุเลาอาการปวดข้อ รักษาโรคโรคเกาต์ และก็ยังช่วยลดอาการอักเสบได้อีกด้วย ซึ่งสูตรนี้สามารถใช้กับคนไข้ที่เป็นอัมพาตใบหน้าครึ่งส่วน ตาไม่หลับ มุมปากตกได้ด้วย
ชาสุวรรณาคา ทำจากใบคูน สรรพคุณช่วยในด้านสมอง ไขปัญหาเส้นเลือดตีบในสมอง ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนในร่างกายดียิ่งขึ้น ช่วยแก้อัมพฤกษ์อัมพาต โดยเป็นตัวยาที่มีไว้ชงดื่มพร้อมกันไปกับการดูแลรักษาแบบอื่นๆ

ข้อพึงระวัง !
:การทำเป็นยาต้ม ควรจะต้มให้พอควรจึงจะได้ผลดี ถ้าต้มนานเกินไปหรือเกินกว่า 8 ชั่วโมง ยาจะไม่มีฤทธิ์ระบาย แต่ว่าจะทำให้ท้องผูกแทน และควรที่จะเลือกใช้ฝักที่ไม่มากเกินความจำเป็น รวมทั้งยาต้มที่ได้หากกินมากจนเกินความจำเป็นอาจจะส่งผลให้คลื่นไส้ได้
ประโยช์จากราชพฤกษ์
นิยมนำมาปลูกไว้เป็นต้นไม้ประดับตามสถานที่ต่างๆดังเช่นว่า สถานที่ราชการ บริเวณข้างถนนข้างทาง แล้วก็สถานที่อื่นๆ
ต้นราชพฤกษ์กับความเชื่อถือ ต้นราชพฤกษ์เป็นพืชที่มีความเป็นสิริมงคลนามที่คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดที่ปลูกต้นราชพฤกษ์ไว้เป็นไม้ประจำบ้านจะช่วยทำให้ทรงเกียรติและเกียรติยศ มูลเหตุเพราะว่าคนให้การสารภาพว่าต้นราชพฤกษ์เป็นไม้ที่มีคุณค่าสูงและก็ยังเป็นเครื่องหมายของเมืองไทยอีกด้วย และก็ยังมั่นใจว่าจะทำให้ผู้อาศัยนั้นก้าวหน้า โดยจะนิยมนำมาปลูกต้นราชพฤกษ์ในวันเสาร์และปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉใต้ของบ้าน (อาจเป็นเพราะด้านดังที่กล่าวผ่านมาแล้วได้รับแสงอาทิตย์จัดในตอนช่วงเวลาบ่าย เลยปลูกไว้เพื่อช่วยลดความร้อนข้างในบ้านแล้วก็ช่วยประหยัดพลังงาน)
ต้นราชพฤกษ์เป็นพืชที่มีความเป็นสิริมงคลรวมทั้งศักดิ์สิทธิ์ ใช้ทำเป็นน้ำพุทธมนต์ในพิธีการต่างๆทางศาสนา ดังเช่น พิธีการวางศิลาฤกษ์ ใช้ทำเสาหลักเมือง เสาฤกษ์สำหรับการก่อสร้างพระตำหนัก ยอดธงชัยเฉลิมพลของกองทหาร คทาจอมพล ส่วนใบของต้นราชพฤกษ์จะใช้ทำเป็นน้ำพุทธมนต์ไว้สะเดาะเคราะห์ได้ผลดีนัก ฯลฯ
แก่นไม้ใช้ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ด้ามเครื่องมือต่างๆหรือทำเป็นไม้ไว้ใช้สอยอื่นๆดังเช่นว่า ใช้ทำเสา เสาสะพาน ทำสากตำข้าว ล้อเกวียน คันไถ เป็นต้น
เนื้อของฝักแก่สามารถนำมาใช้แทนกากน้ำตาลสำหรับเพื่อการทำเป็นหัวเชื้อจุลชีพและก็จุลชีพขยายได้
ฝักแก่สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับในการหุงหาอาหารด้วยเตาเศรษฐกิจที่มีขนาดเหมาะเจาะ โดยไม่ต้องผ่า ตัด หรือเลื่อย
แหล่งอ้างอิง :
เว็บไซต์ที่ทำการโครงงานสงวนกรรมพันธุ์พืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, เว็บกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า แล้วก็พันธุ์พืช, เว็บไทยโพส, ที่ทำการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน), งานนิทรรศการพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554, ที่ทำการกองทุนช่วยเหลือการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) http://www.disthai.com/

6

กระเทียม
ลักษณะทางด้านกายภาพแล้วก็เคมีที่ดี:
           จำนวนน้ำไม่เกิน 68% w/w  จำนวนขี้เถ้ารวมไม่เกิน 2.5% w/w  จำนวนขี้เถ้าที่ไม่ละลายในกรดไม่เกิน 1% รวมทั้งปริมาณสารสกัดเฮกเซน แอลกอฮอล์ รวมทั้งน้ำ ประมาณ 0.52, 0.50 แล้วก็ 15% w/w  เป็นลำดับ เภสัชตำรับอังกฤษเจาะจงปริมาณสาร alliin ไม่น้อยกว่า 0.45 % w/w
สรรพคุณ:
           ตำรายาไทยใช้หัวกระเทียมเป็นยาขับลม แก้ลมจุกเสียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ธาตุทุพพลภาพ  ของกินไม่ย่อย ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ลดไขมัน รักษาปอด แก้ปอดทุพพลภาพ  แก้อุจจาระเป็นมูกเลือด  บำรุงธาตุ  กระจัดกระจายเลือด  ขับปัสสาวะ แก้บวมพุพอง  ขับพยาธิ  แก้ตาปลา  แก้ตาแดง น้ำตาไหล  ตามัว รักษาโรคลักปิดลักเปิด  รักษามะเร็งคุด   รักษาริดสีดวง แก้ไอ  คุมกำเนิด แก้สะอึก  บำบัดโรคในอก แก้พรรดึก รักษาฟันเป็นโรครำมะนาด  แก้หูอื้อ แก้อัมพาต  ลมเข้าข้อ  แก้อาการชักกระตุกของเด็ก พอกหัวเหน่าแก้ขัดค่อย รักษาวัณโรค  แก้โรคประสาท แก้โรคหืด แก้ปวดมวนในท้อง บำรุงสุขภาพทางกามคุณ  ขับโลหิตระดู  บำรุงเส้นประสาท   แก้ไข้   แก้ฟกช้ำดำเขียว แก้ปวดกระบอกตา แก้โรคในปาก แก้หวัดคัดจมูก   แก้ไข้เพื่อเสลด ทำให้ผมเงางาม  บำรุงเส้นผมให้ดกดำ ใช้ด้านนอก รักษาแผลเรื้อรัง รักษากลากโรคเกลื้อน แก้โรคผิวหนัง  ทาข้างนอกบรรเทาอาการปวดบวมตามข้อด้วยเหตุว่าเป็นยาพอกให้ร้อน ใช้พอกตรงที่ถูกแมลง ตะขาบ แมงป่องต่อยเป็นส่วนประกอบในตำรับยาเหลืองปิดสมุทร (แก้ท้องเสีย), ยาประสะไพล (ขับน้ำคร่ำ ในสตรีหลังคลอด), ยาธาตุบรรจบ (แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ  ท้องเดิน ใช้กระเทียม 3 กลีบ ทุบชงน้ำร้อน ใช้เป็นน้ำกระสายยา สำหรับยาผง)
         บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้เริ่มแรก ตามประกาศคณะกรรมการปรับปรุงระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ระบุการใช้กระเทียมในตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” มีส่วนประกอบของหัวกระเทียมร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์บรรเทาลักษณะของการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา ตำรับ "ยาประสะไพล" มีส่วนประกอบของหัวกระเทียมร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์รักษาประจำเดือนมาไม่บ่อยนักหรือมาน้อชูว่าปกติ ทุเลาลักษณะของการปวดระดู  และขับน้ำคร่ำในหญิงข้างหลังคลอดบุตร
แบบอย่างและขนาดวิธีการใช้ยา:
กระเทียมสด 2-5 กรัมต่อวัน กระเทียมแห้ง 0.4-1.2 กรัมต่อวัน น้ำมันกระเทียม 2-5 มิลลิกรัมต่อวัน สารสกัด 300-1,000 มก.ต่อวัน หรือต้นแบบยาอื่นๆที่มีสาร alliin 4-12 มก.หรือสาร allicin 2-5 มิลลิกรัม
ขนาดแล้วก็วิธีการใช้สำหรับอาการท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด:
ใช้กระเทียม  5-10  กลีบ ซอกซอยละเอียด  กินหลังรับประทานอาหาร หรือพร้อมอาหาร
ขนาดและการใช้สำหรับรักษาขี้กลากโรคเกลื้อน:
                   ฝานกระเทียมถูเสมอๆรอบๆที่เป็น  หรือตำแล้วขยี้ทาบริเวณที่เป็น  วันละ 2 ครั้ง ก่อนจะป้ายยาใช้ไม้บางๆเล็กๆที่ได้ฆ่าเชื้อโรคแล้ว (โดยการแช่ในแอลกอฮอล์ 70%  หรือต้มในน้ำเดือด 10-15 นาที) ขูดบริเวณที่เป็น ให้ผิวหนังแดงๆก่อนทา เพื่อให้ตัวยาซึมลงไปก้าวหน้าขึ้น เมื่อหายแล้วให้ป้ายยาต่ออีก 7-10 วัน
ขนาดและก็วิธีการใช้สำหรับแก้ไอ:
                   ตำราเรียนยาไทยให้ใช้กระเทียม แล้วก็ขิงสดอย่างละเสมอกันตำละเอียด ละลายน้ำอ้อยสด คั้นเอาน้ำจิบแก้ไอ กัดเสลด ทำให้เสลดแห้ง ตำรายาไทยบางตำรับให้คั้นกระเทียมกับน้ำมะนาวเติมเกลือใช้จิดหรือปัดกวาดคอ
องค์ประกอบทางเคมี:
           น้ำมันหอมระเหย โดยประมาณ 0.1-0.4% มีองค์ประกอบหลักคือ allicin  ajoene  alliin  allyldisulfide diallyldisulfide ซึ่งเป็นสารประกอบกลุ่มกลุ่ม organosulfur  สารในกลุ่มนี้ที่พบในกระเทียมได้แก่  สารกรุ๊ป S-(+)-alkyl-L-cysteine sulfoxides , alliin 1% , methiin 0.2% , isoalliin 0.06% และ cycloalliin 0.1% และก็สารที่ไม่ระเหยเป็น สารกรุ๊ป gamma-L-glutamyl-S-alkyl-L-cysteines , gamma-glutamyl-S-trans-1-propenylcysteine 0.6% และ gamma-glutamyl-S-allylcysteine รวมประมาณ 82% ของสารกรุ๊ป organosulpur ทั้งสิ้น ส่วนสารกรุ๊ป thiosulfinates (allicin) สารกรุ๊ป ajoenes (E-ajoene และก็ Z-ajoene) สารกลุ่ม vinyldithiins (2-vinyl-(4H)-1,3-dithiin , 3-vinyl-(4H)-1,2-dithiin) และก็สารกลุ่ม sulfides (diallyl disulfide , diallyl trisulfide) ซึ่งเป็นสารที่มิได้พบในธรรมชาติแต่เกิดขึ้นจากการเสื่อมสลายของสาร allin ซึ่งถูกสลายตัวด้วยเอนไซม์ alliinase ต่อไปก็เลยเกิดการรวมตัวกันใหม่ได้สาร allicin ซึ่งเป็นสารที่ไม่เสถียร ย่อยสลายได้สารกลุ่ม sulfides อื่นๆฉะนั้นกระเทียมที่ผ่านกรรมวิธีการสกัด การกลั่นน้ำมัน หรือความร้อน สารประกอบส่วนใหญ่ที่เจอเป็นสารกลุ่ม diallyl sulfide , diallyl disulfide , diallyl trisulfide และ diallyl tetrasulfide ส่วนกระเทียมที่ผ่านขั้นตอนการหมักในน้ำมัน สารประกอบที่เจอโดยมากเป็น 2-vinyl-(4H)-1,3-dithiin , 3-vinyl-(4H)1,2-dithiin , E-ajoene และก็ Z-ajoene จำนวนของ alliin ที่พบในกระเทียมสด ราวๆ 0.25-1.15% สารกลุ่มอื่นๆที่เจอ ดังเช่นว่า สารมูก แล้วก็ albumin, scordinins, saponins 0.07% , beta-sitosterol 0.0015%, steroids, triterpenoids และก็ flavonoids
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา: 
ฤทธิ์ป้องกันตับจากพิษ
      การทดสอบป้อนสาร diallyl disulfide (DADS) จากกระเทียมให้แก่หนูขาว ขนาดวันละ 50 และก็ 100 มก./กิโลกรัม น้ำหนักตัว ในหนูแต่ละกรุ๊ป นานติดต่อกัน 5 วัน ก่อนรั้งนำให้ตับเกิดการเสียหายด้วยสาร carbon tetrachloride (CCl4) พบว่า DADS ทั้งสองขนาดสามารถคุ้มครองตับเป็นพิษได้ การตรวจทานลักษณะทางจุลกายวิภาคศาสตร์พบว่าสามารถยั้งความทรุดโทรมของเซลล์ตับ โดยลดแนวทางการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี aspartate transaminase (AST) แล้วก็ alanine transaminase (ALT) ในตับลงได้ ลดการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการอักเสบ แล้วก็การตายของเซลล์ตับ อย่างเช่น Bax, cytochrome C, caspase-3, nuclear factor-kappa B, I kappa B alpha นอกจากนั้นยังส่งผลเพิ่มการแสดงออกของโปรตีน และเอนไซม์ที่เกี่ยวพันในกระบวนการต้านทานอนุมูลอิสระ อย่างเช่น catalase, superoxide dismutase, glutathione peroxidase, glutathione reductase, glutathione S-transferase ผลจากการเล่าเรียนทำให้เห็นว่า สาร DADS จากกระเทียมมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระและปกป้องตับจากสารพิษ โดยกลไกกระตุ้นหลักการทำงานของ nuclear factor E2-related factor 2 (Nrf2) ซึ่งเป็น transcription factor หรือโปรตีนที่ควบคุมการแสดงออกของยีนที่ทำหน้าที่คุ้มครองปกป้องเซลล์ แล้วก็เนื้อเยื่อจากอนุมูลออกซิเจนที่ว่องไวต่อปฏิกิริยา การกระตุ้น Nrf2 มีผลเหนี่ยวนำการผลิตเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ และก็สร้างโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในระบบการกำจัดพิษออกจากร่างกายในขั้นตอนที่ 2 (detoxifying Phase II  enzyme) และยับยั้ง nuclear factor-kappa B มีผลให้ลดการผลิตสารที่เกี่ยวโยงกับการอักเสบลง และป้องกันตับจากสารพิษได้ (Lee, et al, 2014)
ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ
      เรียนฤทธิ์ต้านทานการอักเสบของสารสกัดน้ำโดยไม่ผ่านความร้อน (raw garlic) แล้วก็สารสกัดกระเทียมที่ผ่านการต้มแล้ว เอามาทดลองในหลอดทดสอบ โดยใช้เนื้อเยื่อของกระต่าย พบว่า raw garlic สามารถยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี cyclooxygenase (ที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการผลิตสารอักเสบ) แบบ non-competitive และ irreversible จากการเล่าเรียนพบว่า raw garlic สามารถยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase ได้ โดยมีค่า IC50 ต่อเกล็ดเลือด,ปอด แล้วก็เส้นโลหิตแดงในกระต่ายเท่ากับ 0.35, 1.10 แล้วก็ 0.90 mg ในช่วงเวลาที่กระเทียมที่ต้มแล้วมีฤทธิ์ยับยั้ง cyclooxygenase ได้น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับกระเทียมที่ไม่ผ่านความร้อน เนื่องด้วยส่วนประกอบสำคัญในกระเทียมนั้นถูกทำลายเวลาที่ให้ความร้อน จากผลการศึกษาวิจัยชี้ให้เห็นว่ากระเทียมคงจะเป็นประโยชน์ในการคุ้มครองป้องกันโรคเส้นโลหิตตันได้ (Ali, 1995)
      จากการรวบรวมการค้นคว้า ที่ศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ต้านการอักเสบของกระเทียม โดยสรุปพบว่ากระเทียมมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบผ่านหลายกลไก ดังนี้คือ ต้านทานการอักเสบผ่าน T-cell lymphocytes โดยไปยับยั้ง SDF1a-chemokine-induced chemotaxis มีผลให้การมารวมกรุ๊ปกันของสารที่ทำให้เกิดการอักเสบต่ำลง, ยั้ง transendothelial migration of neutrophils ส่งผลให้ลดการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวประเภท neutrophil ในกรรมวิธีอักเสบลง, ยับยั้งการหลั่งสาร TNFα ซึ่งเป็นสารเริ่มต้นในขบวนการอักเสบ, กดการผลิตอนุมูลไนโตรเจนที่ว่องต่อการเกิดปฏิกิริยาการอักเสบ แล้วก็การทำงานผ่าน ERK1/2 อีกทั้ง 2 กลไก ดังเช่นว่า การยับยั้ง phosphatase-activity (directly related with ERK1/2 phosphorylation) รวมทั้งการเพิ่ม phosphorylation of ERK1/2 kinase (ผ่านทาง p21ras protein thioallylation) มีผลทำให้การอักเสบต่ำลง (Martins, et al, 2016)

ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย
      การทดลองความสามารถสำหรับเพื่อการต่อต้านเชื้อ Escherichia coli ซึ่งป็นเชื้อก่อโรคทางเดินอาหาร ของสารสกัดหัวกระเทียมด้วย เอทานอล เมทานอล  อะซิโตน  และการสกัดสดโดยวิธีบีบบังคับแบบเย็น โดยใช้แนวทาง microdilution broth susceptibility test พบว่าการสกัดสดมีค่า MIC รวมทั้งค่า MBC ต่ำที่สุด (3.125กรัมต่อลิตร) รวมทั้งรองลงมาคือ สารสกัดจากตัวทำละลาย เอทานอล เมทานอล แล้วก็อะซิโตน ให้ค่า MIC และก็ MBC เท่ากัน (6.25กรัมต่อลิตร) มีความหมายว่าสารสกัดสดมีทรัพย์สมบัติในการยับยั้ง และก็ทำลายเชื้อแบคทีเรียดีเยี่ยมที่สุด เพราะในกระเทียมสดมี allin เป็นสารประกอบกำมะถันที่สำคัญ เมื่อกระเทียมสดถูกบด หรือผ่านขั้นตอนดัดแปลง allinase จะถูกปล่อยออกมาจากภายใน vacuole ของเซลล์ และอาศัยน้ำเป็นกลไกสำหรับการทำปฏิกิริยาได้เป็น allicin ซึ่งเป็นสารที่มีความสามารถสำหรับเพื่อการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งแนวทางการสกัดสดช่วยทำให้การทำปฏิกิริยาระหว่างสาร allin และก็ allinase ดีขึ้น เพราะเหตุว่าต้องใช้เวลาในการบีบคาดคั้นน้ำกระเทียมซึ่งระยะเวลาดังที่กล่าวมาข้างต้นช่วยทำให้กระบวนการทำปฏิกิริยาระหว่างสารเยอะขึ้นเรื่อยๆ อาจจะเป็นผลให้ได้ allicin เพิ่มขึ้น (ภรเจริญ รวมทั้งรังสินี, 2554)
ฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ
         เมื่อนำสารสกัดกระเทียมที่ได้จากการบ่มสกัด (aged garlic extract (AGE) ด้วย 20 % เอทานอล ตรงเวลา 20 เดือน ที่อุณหภูมิห้อง นำมาทดสอบการต้านการเกิดปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชันของไลโปโปรตีนชนิดความหนาแน่นต่ำ หรือต้านทานการเกิด oxidized LDL (ซึ่งเป็นต้นเหตุหนึ่งที่นำมาซึ่งภาวะเส้นโลหิตแดงแข็งตัว) โดยนำ LDL ที่แยกได้จากคนมาทดลองในภาวการณ์ที่มีหรือเปล่ามี AGE โดยใช้ CuSO4 และ 5-lipoxygenase รั้งนำให้กำเนิด oxidized LDL รวมทั้งทดสอบสารสกัดของ AGE ผลของการทดสอบพบว่า AGE มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยลดการผลิต superoxide ion (อนุมูลอิสระของออกซิเจน) และก็ลดการเกิด lipid peroxide (ขบวนการออกซิเดชันของไขมัน)  โดย AGE 10%v/v เมื่อใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย สามารถยับยั้งการเกิด superoxide ได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนสารสกัด 10% v/v จาก diethyl ether ของ AGE ให้ผล 34%  ฤทธิ์ลดการเกิด lipid peroxidation ของ LDL พบว่าสารสกัด 10% v/v จาก diethyl ether ลดการเกิด lipid peroxidation ที่เกิดจากการเหนี่ยวนำของ Cu2+ แล้วก็ 5-lipoxygenase ได้ 81% และก็ 37% เป็นลำดับ สรุปได้ว่า AGE มีผลยับยั้งการเกิด oxidation ของ LDL โดยลดการสร้าง superoxide รวมทั้งยับยั้งการเกิด lipid peroxide  ด้วยเหตุนี้ AGE จึงอาจมีหน้าที่สำหรับเพื่อการคุ้มครองการเกิดภาวการณ์เส้นเลือดแดงแข็ง (atherosclerotic disease) ได้ (Dillon, et al, 2003)
      การศึกษาฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระของสารสกัดหัวกระเทียมด้วย เอทานอล เมทานอล  อะซิโตน  แล้วก็การสกัดสดโดยวิธีบีบบังคับแบบเย็น ทดสอบโดยแนวทางการยั้งอนุมูลอิสระ DPPH, การต้านออกซิไดส์จากสาร hydrogen peroxide (hydrogen peroxide (H2O2) scavenging activity ผลการทดลองฤทธิ์ยับยั้งอนุมูลอิสระ DPPH พบว่าการสกัดกระเทียมด้วยตัวทำละลายอะซิโตน ให้ค่า IC50 ต่ำที่สุด พอๆกับ 3.58±0.02 mg/ml รองลงมา เช่น สารสกัดเมทานอล เอทานอล และการสกัดสด เป็นลำดับ โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 3.72±0.03, 4.47±0.20 รวมทั้ง 55.36±3.96 mg/ml ตามลำดับ  ผลของการต้านทานสารออกซิไดซ์ที่ร้ายแรง ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) พบว่าสารสกัดด้วยตัวทำละลายเมทานอล มีทรัพย์สินการต้านออกซิไดส์ของสาร H http://www.disthai.com/

7

กระเทียม
กระเทียมกับประโยชน์ต่อร่างกาย
กระเทียม เป็นพืชล้มลุกที่มีหัวลักษณะเป็นทรงกระเปาะอยู่ใต้ดินเช่นเดียวกับหัวหอม ซึ่งแต่ละหัวจะประกอบด้วย 6-10 กลีบ นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงประกอบอาหาร กระเทียมเป็นพืชที่ค่อนข้างแตกต่างจากพืชทั่วๆไป ด้วยเหตุว่าอุดมไปด้วยกำมะถันหรือซัลเฟอร์ในปริมาณมาก นอกจากนี้กระเทียมประกอบไปด้วยสารอาหารอื่นๆอีกมากมาย อย่างเช่น อาร์จีนีน (Arginine) โอลิโกแซ็คคาไรด์ (Oligosaccharides) ฟลาโวนอยด์ (Flavoniods) แล้วก็ซีลีเนียม (Selenium) ซึ่งล้วนเป็นสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสภาพทางด้านร่างกาย
กระเทียม
หลายๆคนอาจจดจำกระเทียมได้จากกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ส่วนตัว ซึ่งมีสาเหตุจากสารอัลลิซิน (Allicin) นอกเหนือจากการที่จะทำให้กระเทียมมีกลิ่นที่โดดเด่นแล้ว อัลลิสินยังเป็นสารออกฤทธิ์หลักที่มีสาระต่อสถาพทางร่างกาย แล้วก็อาจมีส่วนช่วยรักษาโรคหรือทำให้อาการต่างๆ โดยที่หลายคนมั่นใจว่าการรับประทานกระเทียมอาจช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวเนื่องกับหัวใจและเส้นโลหิต ความดันเลือด คอเลสเตอรอล บรรเทาหวัด รวมถึงใช้น้ำมันกระเทียมเป็นยาทาภายนอกเพื่อรักษาอาการติดเชื้อทางผิวหนัง เล็บ หรือช่วยรักษาอาการผมร่วงอีกด้วย
ทั้งนี้สิ่งที่ใช้ในการพิสูจน์หรือหลักฐานด้านการแพทย์มีมากน้อยแค่ไหนที่จะช่วยยืนยันคุณประโยชน์ คุณประโยชน์ แล้วก็ความปลอดภัยของการกินกระเทียมที่มีบทบาทหรือส่วนช่วยสำหรับการรักษาโรคพวกนี้
ความดันเลือดสูง อัลลิซินซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ที่เจอได้ในกระเทียมสดหรือสินค้าเสริมอาการที่มีส่วนประกอบของกระเทียม อาจมีส่วนช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเรียบที่เรียงตัวในเส้นเลือดและก็ทำให้หลอดเลือดขยายตัวรวมทั้งทำให้ระดับความดันโลหิตลดต่ำลง ซึ่งสอดคล้องกับการทดสอบชิ้นหนึ่งให้ผู้ป่วยที่หรูหราความดันโลหิตสูงโดยที่มีค่าความดันซิสโตลิก (Systolic Blood Pressure: SBP) มากกว่าหรือพอๆกับ 140 มิลลิตรปรอท รับประทานกระเทียมบ่มสกัด (Aged Garlic Extract: AGE) ขนาด 960 มิลลิกรัม เป็นเวลา 12 อาทิตย์ พบว่าค่าความดันซิสโตลิกลดลดน้อยลงมากยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับคนป่วยที่รับประทานยาหลอก ก็เลยอาจจะกล่าวว่าการรับประทานกระเทียมบ่มสกัดอาจมีสมรรถนะสำหรับในการรักษาผู้เจ็บป่วยความดันเลือดสูงได้ดีกว่ายาหลอก
แม้กระทั่งมีการทดสอบอีก 2 ชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของกระเทียมสำหรับการลดระดับความดันโลหิตได้ดีมากยิ่งกว่าการใช้ยาหลอก แม้กระนั้นด้วยเหตุว่าผลการทดสอบอาจยังไม่ถูกต้องแม่นยำพอเพียงที่จะสรุปความสามารถของกระเทียมได้ว่าสามารถรักษาหรือลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจแล้วก็หลอดเลือดในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จึงยังจำเป็นที่จะต้องศึกษาเพิ่มเพื่อรับรองคุณภาพที่ชัดแจ้งยิ่งขึ้น
มะเร็ง ความเชื่อมโยงของการบริโภคกระเทียมและก็ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งยังไม่กระจ่างและก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ซึ่งจะเห็นได้จากการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยชิ้นหนึ่งที่ให้คนจีนทั้งหมดศชายรวมทั้งเพศหญิงที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารจำนวนกว่า 5,000 คน กินสารอัลลิทริดินขนาด 200 มิลลิกรัมต่อวัน ร่วมกับสารซีลีเนียมขนาด 100 ไมโครกรัมวันเว้นวัน ซึ่งล้วนเป็นสารสกัดที่ได้จากกระเทียม โดยทำการทดสอบตรงเวลา 5 ปี รวมทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่กินยาหลอกแล้วพบว่ากรุ๊ปที่รับประทานสารอัลลิทริดินร่วมกับสารซีลีเนียมเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกลดลง 33 เปอร์เซ็นต์ และมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะลดน้อยลงถึง 52 เปอร์เซ็นต์
แม้กระนั้น มีการทำการค้นคว้าอีก 19 ชิ้นทำให้เห็นว่า ยังไม่เจอหลักฐานที่น่าไว้วางใจได้ที่จะช่วยสนับสนุนความสัมพันธ์ของการบริโภคกระเทียมต่อความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะ โรคมะเร็งอก โรคมะเร็งปอด หรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก แล้วก็มีหลักฐานที่ออกจะจำกัดที่สนับสนุนว่าการบริโภคกระเทียมอาจช่วยลดการเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกล่องเสียง โรคมะเร็งในโพรงปาก หรือมะเร็งรังไข่
ทั้งนี้สถาบันโรคมะเร็งแห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกา (NCI) ได้กล่าวว่ากระเทียมเป็นพืชผักประเภทหนึ่งที่อาจมีคุณลักษณะต่อต้านโรคมะเร็ง แต่ว่ายังมีสาเหตุอื่นๆดังเช่น รูปแบบของสินค้าที่ทำจากกระเทียม หรือปริมาณความเข้มข้นที่มากมาย อาจจะเป็นผลให้พิสูจน์ถึงคุณภาพของกระเทียมได้ยาก รวมทั้งเมื่อเวลาผ่านไปหรือเก็บเอาไว้ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้สมรรถนะของกระเทียมหมดลงไปได้เหมือนกัน
แก้หวัด คนจำนวนไม่น้อยมั่นใจว่ากระเทียมมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์รวมทั้งเชื้อไวรัส รวมทั้งมีการนำมาใช้เพื่อคุ้มครองป้องกันและทุเลาอาการหวัดมาอย่างนาน ซึ่งสอดคล้องกับการเล่าเรียนชิ้นหนึ่งที่ให้อาสาสมัครจำนวน 146 คน รับประทานสารสกัดจากกระเทียมรูปแบบเม็ดซึ่งประกอบไปด้วยสารอัลลิสินขนาด 180 มก.วันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ แล้วให้อาสาสมัครเขียนบันทึกอาการเมื่อเป็นหวัด พบว่าในกรุ๊ปที่รับประทานสารสกัดจากกระเทียมมีรายงานการเป็นหวัดปริมาณ 24 ครั้ง ซึ่งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่กินยาหลอกที่มีรายงานการเป็นหวัดปริมาณ 65 ครั้ง ทั้งยังยังพบว่าช่วงเวลาของการเป็นหวัดในกลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากกระเทียมมีปริมาณวันที่น้อยกว่า แต่ช่วงเวลาการฟื้นตัวจากอาการหวัดของอีกทั้ง 2 กรุ๊ปมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ถึงแม้ว่าผลการทดสอบข้างต้นจะบ่งบอกถึงถึงคุณภาพของกระเทียม แต่ว่าหลักฐานการทดสอบทางสถานพยาบาลยังไม่เพียงพอและจำเป็นต้องเรียนเพิ่มเพื่อรับรองคุณภาพของกระเทียมให้แจ่มชัดเพิ่มขึ้น
ลดความอ้วนรวมทั้งมวลไขมัน ในคนเจ็บภาวะไขมันพอกตับ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดื่มแอลกอฮอล์ แต่ว่ามักมีต้นเหตุจากโรคอ้วน เบาหวานประเภทที่ 2 ความดันโลหิตสูง แล้วก็ไขมันในเลือดสูง ซึ่งการดูแลรักษาด้วยการรับประทานยา การผ่าตัด หรือลดความอ้วนบางทีอาจไม่เพียงพอ หากไม่ดูแลเรื่องการรับประทานอาหารควบคู่ไปด้วย การรับประทานกระเทียมจึงบางทีอาจเป็นช่องทางหนึ่งที่น่าดึงดูด เนื่องจากว่ากระเทียมเป็นพืชสมุนไพรที่อุดมไปด้วยกำมะถันหรือซัลเฟอร์แล้วก็สารอาหารอื่นๆที่อาจมีคุณสมบัติคุ้มครองปกป้องสภาวะอ้วน ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยชิ้นหนึ่งที่ให้คนเจ็บไขมันพอกตับที่มิได้มีเหตุที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ทั้งเพศชายรวมทั้งเพศหญิง อายุตั้งแต่ 20-70 ปี ปริมาณทั้งปวง 110 คน รับประทานกระเทียมผงประเภทแคปซูลขนาด 400 มิลลิกรัม ซึ่งข้างในประกอบไปด้วยสารอัลสิลินขนาด 1.5 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ตรงเวลา 15 สัปดาห์ โดยสามารถกินอาหารได้ตามเดิม แม้กระนั้นกินกระเทียมได้ไม่เกินอาทิตย์ละ 2 กลีบ จากผลของการทดสอบทำให้เห็นว่า น้ำหนักและมวลร่างกายลดลงอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อเทียบกับกรุ๊ปที่รับประทานยาหลอก ก็เลยอาจกล่าวได้ว่าการกินกระเทียมอาจช่วยลดปริมาณไขมันในตับและก็คุ้มครองป้องกันหรือชะลอการเกิดภาวการณ์ไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดื่มแอลกอฮอล์ แต่การศึกษาเล่าเรียนในอนาคตยังจำเป็นที่จะต้องออกแบบการทดสอบให้และควรจะเพิ่มระยะเวลาสำหรับในการทดสอบเพื่อรับรองคุณภาพของกระเทียมให้แจ้งชัดเพิ่มขึ้น
ลดระดับคอเลสเตอรอล หลักฐานเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกระเทียมต่อการลดระดับคอเลสเตอรอลยังคงไม่ตรงกัน ก็เลยทำให้ยังไม่อาจจะสรุปได้อย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับการทดลองรวมทั้งการเรียนโดยการทบทวนงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยที่เกี่ยวโยงจำนวน 29 ชิ้น ได้ชี้ให้เห็นว่า การกินกระเทียมบางทีอาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลรวมได้นิดหน่อย แต่ว่าไม่ส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี (High-Density Lipoprotein: HDL) เพิ่มสูงมากขึ้น ไหมทำให้ระดับคอเลสเตอรอลประเภทที่ไม่ดี (Low-Density Lipoprotein: LDL) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจน้อยลงแต่อย่างใด จึงยังจำต้องเล่าเรียนเพิ่มเพื่อหาผลสรุปและก็ยืนยันคุณภาพของกระเทียมต่อระดับคอเลสเตอรอลที่แน่ชัดเพิ่มขึ้น

ความปลอดภัยสำหรับเพื่อการกินกระเทียม
การกินกระเทียมออกจะปลอดภัยถ้าเกิดกินในปริมาณที่เหมาะสม แต่ว่าอาจทำให้เป็นผลใกล้กันได้ ตัวอย่างเช่น ปากเหม็น มีกลิ่นตัว รู้สึกแสบร้อนที่รอบๆปากหรือที่กระเพาะ แสบร้อนกลางอก ท้องเฟ้อ อาเจียน คลื่นไส้ หรือท้องเสีย อาการกลุ่มนี้อาจทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อกินกระเทียมสด อีกทั้งการใช้กระเทียมสดทาหรือสัมผัสที่บริเวณผิวหนังอาจจะทำให้เกิดอาการแสบร้อนและระคายเคืองได้
ข้อพึงระวังสำหรับเพื่อการรับประทานกระเทียมโดยยิ่งไปกว่านั้นบุคคลในกลุ่มต่อไปนี้
คนที่กำลังมีครรภ์หรือผู้ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร การรับประทานกระเทียมในช่วงการท้องค่อนข้างไม่เป็นอันตรายหากกินเป็นของกินหรือในปริมาณที่สมควร แม้กระนั้นอาจไม่ปลอดภัยหากรับประทานกระเทียมเป็นยารักษาโรค ทั้งยังไม่มีช้อมูลที่น่าไว้ใจเพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัยของการทากระเทียมที่บริเวณผิวหนังในช่วงการท้องหรือให้นมบุตร
เด็ก การกินกระเทียมในปริมาณที่สมควรแล้วก็ในระยะสั้นๆบางทีอาจปลอดภัยสำหรับเด็ก แต่ว่าการใช้กระเทียมทาบริเวณผิวหนังอาจจะทำให้กำเนิดอาการแสบร้อนแล้วก็ระคายเคือง
คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารหรือการย่อยอาหาร อาจจะทำให้เกิดการเคืองพื้นที่เดินของกินได้
ผู้ที่มีความดันเลือดต่ำ การกินกระเทียมอาจจะก่อให้ระดับความดันเลือดลดลดลงมากยิ่งกว่าธรรมดา
ผู้ที่คิดแผนเข้ารับการผ่าตัด ควรจะหยุดรับประทานกระเทียมก่อนจะมีการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์เพราะอาจจะทำให้เลือดออกมากและส่งผลต่อความดันโลหิตในระหว่างการผ่าตัด และคนที่มีภาวการณ์เลือดออกไม่ดีเหมือนปกติไม่สมควรกินกระเทียม โดยยิ่งไปกว่านั้นกระเทียมสด ด้วยเหตุว่าบางทีอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เลือดออกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
คนที่อยู่ในระหว่างการรับประทานยารักษาโรค ได้แก่ ไอโซไนอะสิด เพราะว่ากระเทียมอาจลดการดูดซึมของยาในร่างกายและก็ส่งผลต่อประสิทธิภาพลักษณะการทำงานของยา รวมทั้งไม่ควรกินกระเทียมในระหว่างใช้ยาดังนี้
ยารักษาการติดโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องหรือโรคเอดส์
ยาคุม
ยาต้านทานการแข็งตัวของเลือด
ยาต้านทานเกล็ดเลือด
http://www.disthai.com/

8

กระเทียม
คุณประโยชน์กระเทียม
ปรับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับธรรมดา
ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ก็เลยเหมาะสมกับคนไข้เบาหวาน
บำรุงเลือด ปกป้องอาการโลหิตจาง
เพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
คุ้มครองโรคหัวใจ
ลดอาการท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายดำเนินการได้ดิบได้ดีขึ้น
ช่วยขับลม แก้อาการจุดเสียดแน่นท้อง
คุ้มครองหวัด ยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา
มีสารต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวพรรณ และลดความเสี่ยงสำหรับเพื่อการเป็นโรคโรคมะเร็ง
chopped-garlicsiStock
กระเทียม กับ 10 คุณประโยชน์ดีๆที่พวกเราต้องการให้คุณทานวันแล้ววันเล่า
วิธีทานกระเทียมให้ได้ประโยชน์
สารอัลลิซินในกระเทียมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของเรา จะต้องผ่านการหั่น สับ ทุบ หรือบด ควรต้องหั่น สับ ทุบ หรือบดกระเทียมก่อนเอามาทำอาหาร 5-10 นาที ขึ้นรถอัลลิซินนี้จะไม่สลายหายไปเมื่อถูกความร้อน เพราะฉะนั้นจะทานสด หรือจะทำอาหารในน้ำมันก็ช่างเถอะ
จำนวนกระเทียมที่ควรจะทานต่อวัน
ในวัยผู้ใหญ่สามารถทานกระเทียมได้ราว4 กรัมต่อวัน แต่ไม่ควรทานมากเกินกว่านี้ติดต่อกันเกิน 10 วัน เพราะว่าจะเพิ่มการเสี่ยงภาวะเลือดแข็งตัวช้า  หรือเลือดไหลไม่หยุดเมื่อเกิดรอยแผล
แนวทางเลือกซื้อกระเทียมมาประกอบอาหาร
ควรจะเลือกกระเทียมที่หัวแน่นๆไม่ฝ่อ เปลือกบาง เนื้อสีเหลืองอ่อน สด ไม่เน่า ไม่มีราขึ้น แล้วก็แม้อยากได้รสชาติของกระเทียมแบบแรงๆควรเลือกกระเทียมหัวเล็กๆ
ว่าแล้วของกินมื้อถัดไปก็บอกให้แม่ครัวพ่อครัวใส่กระเทียมลงไปในของกินให้ด้วยนะคะ แต่ระวังนิดหน่อย ถ้าหากทานกระเทียมมากมายๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระเทียมสด อาจมีลักษณะของการเจ็บคอคราวหลัง รวมทั้งอย่าลืมระมัดระวังกลิ่นปากกันด้วยค่ะ ประเดี๋ยวจะกล่าวหาไม่เตือนนะ
ลักษณะทั่วไปของกระเทียม
กระเทียมเป็นพืชล้มลุกประเภทกินหัว ลำต้นสูง 1-2 ฟุต มีหัวลักษณะกลมแป้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 นิ้ว ภายนอกของหัวกระเทียมมีเปลือกบางๆห่ออยู่หลายชั้น ด้านในหัวประกอบแกนแข็งกึ่งกลาง ข้างนอกเป็นกลีบเล็กๆจำนวน 10-20 กลีบ เนื้อกระเทียมในกลีบมีสีเหลืองอ่อนและใส  มีน้ำเป็นส่วนประกอบสูง มีกลิ่นฉุนจัด
ลำต้นรวมทั้งหัวกระเทียมสด
แหล่งเพาะปลูก
กระเทียมสามารถปลูกได้ทั่วๆไปในทุกภาคของประเทศไทย แต่นิยมนำมาปลูกกันมากมายทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะว่ามีภาวะดินและก็สภาพการณ์อากาศที่เหมาะมากกว่าภาคอื่นๆทำให้กระเทียมเติบโตได้ดี สำเร็จผลิตสูงแล้วก็มีรสชาติที่ดีกว่า

ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์
กระเทียมเป็นไม้ล้มลุกรวมทั้งใหญ่ยาว สูง 30-60 ซม. มีกลิ่นฉุน มีหัวใต้ดิน2 ลักษณะกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-4 ซม. มีแผ่นเยื่อสีขาวหรือสีม่วงอมชมพูหุ้มห่ออยู่ 3-4 ชั้น ซึ่งลอกออกได้ แต่ละหัวมี 6-10 กลีบ กลีบมีสาเหตุจากตาซอกใบของใบอ่อน ลำต้นลดรูปลงไปมาก ใบเดี่ยว (Simple leaf) ขึ้นมาจากดิน เรียงซ้อนสลับ แบนเป็นแถบแคบ กว้าง 0.5-2.5 ซม. ยาว 30-60 เซนติเมตร ปลายแหลมแบบ Acute ขอบเรียบและก็พับทบเป็นสันตลอดความยาวของใบ โคนแผ่เป็นแผ่นแล้วก็เชื่อมชิดกันเป็นวงหุ้มรอบใบที่อ่อนกว่าแล้วก็ก้านช่อดอกนำไปสู่เป็นลำต้นเทียม ปลายใบสีเขียวและสีจะค่อยๆจางลงตราบจนกระทั่งถึงโคนใบ ส่วนที่ห่อหัวอยู่มีสีขาวหรือขาวอมเขียว ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม (Umbel) ประกอบด้วยตะเกียงรูปไข่เล็กๆจำนวนไม่ใช่น้อยอยู่ปนเปกับดอกขนาดเล็กซึ่งมีจำนวนน้อย มีใบตกแต่งใหญ่ 1 ใบ ยาว 7.5-10 ซม. ลักษณะบาง ใส แห้ง เป็นจะงอยแหลมห่อหุ้มช่อดอกขณะที่ยังตูมอยู่ แต่ว่าเมื่อช่อดอกบานใบประดับจะเปิดอ้าออกแล้วก็แขวนลงรองรับช่อดอกไว้ ก้านช่อดอกเป็นก้านโดด เรียบ ทรงกระบอกตัน ยาว 40-60 ซม. ดอกบริบูรณ์เพศ กลีบรวม 6 กลีบ แยกจากกันหรือชิดกันที่โคน รูปใบหอกปลายแหลม ยาวราวๆ 4 มิลลิเมตร สีขาวหรือขาวอมชมพู เกสรเพศผู้ 6 อัน ติดที่โคนกลีบรวม อับเรณูและก็ก้านเกสรเพศเมียยื่นขึ้นมาสูงขึ้นยิ่งกว่าส่วนอื่นๆของดอก รังไข่ 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 1-2 เม็ด ผลเล็กเป็นกระเปาะสั้นๆรูปไข่หรือออกจะกลม มี 3 พู เมล็ดเล็ก สีดำ
ในประเทศไทยปลูกมากมายทางภาคอีสานรวมทั้งภาคเหนือ แม้กระนั้นกระเทียมที่มีชื่อเสียงว่าเป็นกระเทียมคุณภาพดี กลิ่นฉุน ตัวอย่างเช่นกระเทียมจากจังหวัดศรีสะเกศา
แนวทางเลือกซื้อกระเทียม
การเลือกซื้อกระเทียมนั้น มีหลักพิจารที่กล้วยๆคือ เลือกกระเทียมที่ศีรษะแน่น กลีบแน่น เปลือกบาง มีเนื้อสีเหลืองอ่อน สด แน่น ไม่ฝ่อและไม่มีเชื้อรา ที่สำคัญหากจำเป็นต้องทำครัวที่อยากได้กลิ่นแรงๆจำเป็นต้องเลือกกระเทียมหัวเล็กเท่านั้น
กระเทียมสดคุณภาพดี
จะมีความเห็นว่ากระเทียมเป็นประโยชน์และก็สรรพคุณล้นหลาม ถึงกระเทียมจะมีกลิ่นฉุน แต่ว่าก้ไม่ยากเกินไปที่จะกินครับผม โดยเหตุนี้อย่าลืมเพิ่ข้อควรตรึกตรองสำหรับเพื่อการรับประทานกระเทียมโดยยิ่งไปกว่านั้นบุคคลในกลุ่มต่อไปนี้
ผู้ที่กำลังมีท้องหรือผู้ที่อยู่ในช่วงให้นมลูก การรับประทานกระเทียมในช่วงการตั้งท้องค่อนข้างปลอดภัยถ้ารับประทานเป็นอาหารหรือในปริมาณที่เหมาะสม แม้กระนั้นอาจไม่ปลอดภัยถ้าเกิดรับประทานกระเทียมเป็นยารักษาโรค อีกทั้งยังไม่มีช้อมูลที่น่าไว้วางใจเพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัยของการทากระเทียมที่รอบๆผิวหนังในตอนการตั้งท้องหรือให้นมบุตร
เด็ก การรับประทานกระเทียมในปริมาณที่เหมาะสมรวมทั้งในระยะสั้นๆอาจไม่เป็นอันตรายสำหรับเด็ก แต่การใช้กระเทียมทาบริเวณผิวหนังอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนและเคือง
ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะหรือการย่อยของอาหาร อาจจะทำให้มีการระคายเคืองที่เดินของกินได้
คนที่มีความดันโลหิตต่ำ การรับประทานกระเทียมอาจจะทำให้ระดับความดันเลือดลดต่ำลงมากกว่าปกติ
ผู้ที่วางแผนเข้ารับการผ่าตัด ควรหยุดกินกระเทียมก่อนที่จะมีการผ่าตัดขั้นต่ำ 2 อาทิตย์เพราะอาจจะส่งผลให้เลือดออกมากและก็ส่งผลต่อความดันเลือดในระหว่างการผ่าตัด รวมทั้งคนที่มีภาวะเลือดออกไม่ปกติไม่ควรรับประทานกระเทียม โดยเฉพาะกระเทียมสด เพราะเหตุว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น
ผู้ที่อยู่ในระหว่างการกินยารักษาโรค เป็นต้นว่า ไอโซไนอะซิด เพราะเหตุว่ากระเทียมอาจลดการดูดซึมของยาภายในร่างกายแล้วก็ส่งผลต่อสมรรถนะหลักการทำงานของยา รวมถึงไม่สมควรกินกระเทียมในระหว่างใช้ยาดังต่อไปนี้
ยารักษาการติดโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องหรือโรคเอดส์
ยาคุม
ยาต้านทานการแข็งตัวของเลือด
ยาต้านเกล็ดเลือดกระเทียมลงในเมนูอาหารของท่านครับผม สรรพคุณรวมทั้งคุณประโยช์จากกระเทียมนั้นเหลือร้ายจริงๆ http://www.disthai.com/

9

ตะไคร้
ตะไคร้ (Lemon Grass) จัดเป็นผักสมุนไพรประเภทหนึ่งที่นิยมเอามาทำครัวสำหรับกำจัดกลิ่นคาว และช่วยเพิ่มรสชาตของอาหาร ในนานัปการเมนู โดยยิ่งไปกว่านั้นอาหารจำพวกที่เป็นอาหารต้มยำ และแกงต่างๆรวมถึงการนำมาดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆอาทิ น้ำตะไคร้ ผงตะไคร้ เป็นต้น
ตะไคร้ เป็นไม้ล้มลุกวงศ์เดียวกันกับต้นหญ้า มีอายุมากกว่า 1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม มีบ้านเกิดเมืองนอนในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังเช่น ประเทศพม่า ไทย ลาว มาเลเชีย อินโดนีเชีย ฯลฯ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cymbopogon citratus (DC.)
สกุล : Graminae
ชื่อสามัญ : Lapine, Lemon grass, Sweet rush, Ginger grass
ชื่อท้องถิ่น:
– ตะไคร้
– ตะไคร้แกง
– ตะไคร้มะขูด
– ติดอยู่หอม
– ไคร
– จะไคร
– เชิดเกรย
– หัวสิงไค
– เหลอะเกรย
– ห่อวอตะโป
– เฮียงเม้า
ตะไคร้1
ลักษณะทั่วไป
ลำต้น
ลำต้นตะไคร้มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง รูปทรงกระบอก มีความสูงได้ถึง 1 เมตร (รวมทั้งใบ)ส่วนของลำต้นที่พวกเรามองเห็นจะเป็นส่วนของกาบใบที่ออกเรียงช้อนกันแน่น โคนต้นมีลักษณะกาบใบหุ้มห่อครึ้ม ผิวเรียบ รวมทั้งมีขนอ่อนปกคลุม ส่วนโคนมีรูปร่างอ้วน มีสีม่วงอ่อนนิดหน่อย แล้วก็เบาๆเรียวเล็กลงแปลงเป็นส่วนของใบ ศูนย์กลางเป็นบ้องแข็ง ส่วนนี้สูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และก็ประเภท และเป็นส่วนที่นำมาใช้สำหรับปรุงอาหาร
ตะไคร้ ใบ
ใบตะไคร้ประกอบด้วย 3 ส่วนเป็นก้านใบ (ส่วนลำต้นที่กล่าวข้างต้น) หูใบ (ส่วนต่อ
ระหว่างกาบใบ และก็ใบ) รวมทั้งใบ
ใบตะไคร้ เป็นใบคนเดียว มีสีเขียว มีลักษณะเรียวยาว ปลายใบโค้งลู่ลงดิน โคนใบเชื่อมต่อกับหูใบ ใบมีรูปขอบขนาน ผิวใบสากมือ และมีขนปกคลุม ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ แต่คม กึ่งกลางใบมีเส้นกึ่งกลางเรือใบแข็ง สีขาวอมเทา แลเห็นต่างกับแผ่นใบแจ่มกระจ่าง ใบกว้างราว 2 เซนติเมตร ยาว 60-80 เซนติเมตร
ดอก
ตะไคร้เป็นพืชที่มีดอกยาก ก็เลยไม่ค่อยพบเจอ ดอกตะไคร้ดอกจะมีดอกเป็นช่อกระจัดกระจาย มีก้านช่อดอกยาว และก็มีก้านช่อดอกย่อยเรียงเป็นคู่ๆในแต่ละคู่จะมีใบตกแต่งรองรับ มีกลิ่นหอม ดอกมีขนาดใหญ่เหมือนดอกอ้อ
ดอกตะไคร้
คุณประโยชน์ตะไคร้

  • ลำต้น แล้วก็ใบสด


– ใช้เป็นเครื่องเทศเตรียมอาหารสำหรับกำจัดกลิ่นคาว ช่วยทำให้อาหารมีกลิ่นหอมสดชื่น แล้วก็เปลี่ยนแปลงรสให้น่ารับประทานมากเพิ่มขึ้น
– ใช้เป็นส่วนประกอบของยาทากันยุง สเปรย์กันยุง แล้วก็ยาจุดกันยุง

  • น้ำมันตะไคร้

    – ใช้เป็นส่วนประกอบของน้ำหอม
    – ใช้เป็นส่วนผสมสำหรับทำสบู่ แชมพูสระผม
    – ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องแต่งตัว
    – ใช้ทานวด แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว
    – ใช้ทาลำตัว แขน ขา เพื่อปกป้อง แล้วก็ไล่ยุง
    – ใช้เป็นส่วนผสมของสารคุ้มครองป้องกัน แล้วก็กำจัดแมลง
    คุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้ ( 100 กรัม)

  • พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 1.2 กรัม
  • ไขมัน 2.1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม
  • เส้นใย 4.2 กรัม
  • แคลเซียม 35 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 2.6 มก.
  • วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม
  • ไทอามีน 0.05 มก.
  • ไรโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม
  • ไนอาสิน 2.2 มก.
  • วิตามินซี 1 มก.
  • เถ้า 1.4 กรัม


ที่มา: กองโภชนาการ (2544)(1)
สารสำคัญที่เจอ
ส่วนของลำต้น รวมทั้งใบมีน้ำมันหอมระเหย (Volatile oil) ที่มีสารหลายประเภท ได้แก่
– สิทราล (Citral) พบได้บ่อยที่สุด 75-90%
– ทรานซ์ ไอโซซิทราล (Trans-isocitral)
– ไลโมเนน (Limonene)
– ยูจีนอล (Eugenol)
– ลิท้องนาลูล (Linalool)
– พบรานิออล (Geraniol)
– ติดอยู่ริโอฟิวลีน ออกไซด์ (Caryophyllene oxide)
– พบรานิล อะสิเตท (Geranyl acetate)
– 6-เมทิล 5-เฮพเทน-2-วัน (6-Methyl 5-hepten-2-one)
– 4-โนท้องนาโนน (4-Nonanone)
– เมทิลเฮพคราวโนน (Methyl heptennone)
– สิโทรเนลลอล (Citronellol)
– ไมร์ซีน (Myrcene)
– การบูร (Camphor)
เก็บจาก กาญจนา ขยัน (2552)(2), หัวใจวรรณะ ตระการชัยสกุล (2551) อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ(4)

คุณประโยชน์ตะไคร้

  • ลำต้น และใบ


– ช่วยทุเลา แล้วก็รักษาอาการไข้หวัด
– แ้ก้ไอ และก็ช่วยขับเสมหะ
– บรรเทาอาการของโรคโรคหืดหอบ
– รักษาลักษณะของการปวดท้อง
– ช่วยขับเยี่ยว แก้เยี่ยวยาก
– ช่วยขับเหงื่อ
– ช่วยสำหรับการขับลม
– แก้อหิวาตกโรค
– บำรุงธาตุ เจริญอาหาร
– ช่วยลดความดัน เลือดสูง
– ลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด
– แก้ประจำเดือนมาไม่ดีเหมือนปกติ

  • ราก


– ใช้เป็นยาปรับแต่งปวดท้อง แล้วก็ท้องเดิน
– ช่วยขับปัสสาวะ
– ทุเลาอาการไอ และขับเสมหะ

  • น้ำมันหอมระเหย


– ออกฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา
– ช่วยกำจัดเซลลูไลท์
– ช่วยสำหรับการขับถ่าย
– บรรเทาอาการท้องร่วง
– ลดอาการจุกเสียด แน่นท้อง จากฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้
– ช่วยขับน้ำดี
– ช่วยขับลม
– ระังับอาการปวด
– ต่อต้านอาการอักเสบ และลดการตำหนิดเชื้อ
– กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด
– ลดอาการซึมเศร้า
– ต้านทานอนุมูลอิสระ
เก็บรวบรวมจาก กาญจนา ขยัน (2552)(2), ใจชนชั้น น่าอัศจรรย์ชัยตระกูล (2551)(4)
ฤทธิ์ทางยาของสารสกัดจากตะไคร้

  • ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้


น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ออกฤทธิ์ลดอาการแน่นจุกเสียดด้วยการลดการบีบตัวของลำไส้ โดยมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ ได้แก่ Cineole แล้วก็ Linalool

  • ฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรียปัจจัยลักษณะของอาการท้องร่วง


สารเคมีในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้สามารถออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรียที่สำคัญของอาการท้องร่วง คือ E. coli โดยมีสารออกฤทธิ์ ตัวอย่างเช่น Citral, Citronellol, Geraneol แล้วก็ Cineole

  • ฤทธิ์ขับน้ำดี


น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้สามารถออกฤทธิ์กระตุ้นการขับน้ำดีของตับอ่อน โดยมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ เช่น Borneol, Fenchone และ Cineole

  • ฤทธิ์ขับลม


สาร Menthol, Camphor แล้วก็ Linalool สามารถออกฤทธิ์กระตุ้นการขับลมในร่างกายได้
พิษของน้ำมันตะไคร้
จำนวนน้ำมันตะไคร้ที่ทำให้หนูขาวตายที่ครึ่งหนึ่งของจำนวนหนูขาวทั้งผอง ด้วยการให้ทางปาก  ที่ความเข้มข้น 5,000 มิลลิกรัม/โล แล้วก็การให้น้ำมันหอมระเหยทางกระเพาอาหารแก่กระต่ายที่ทำให้กระต่ายตายที่ครึ่งหนึ่ง พบว่า มีจำนวนความเข้มข้นเดียวกันกับการให้แก่หนูขาว
พิษทันควันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่ความเข้มข้น 1,500 ppm ในช่วงเวลา 60 วัน กลับได้มาพบว่า หนูขาวที่ได้รับน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้มีการเติบโตเร็วกว่ากลุ่มที่ไม้ได้รับ แล้วก็ค่าทางเคมีของเลือดไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร

Tags : สมุนไพรตะไคร้

10
อื่นๆ / ตะไคร้มีประโยชน์มากกว่าที่คิด
« เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 08:36:42 AM »

ตะไคร้
ตะไคร้ เป็นพืชสมุนไพรแคว้นในประเทศแถบเอเชียเขตร้อน มีลักษณะเหมือนต้นหญ้าและมีใบสูงยาวส่งกลิ่นส่วนตัว นอกเหนือจากประยุกต์ใช้ปรุงอาหาร ปรุงแต่งกลิ่นในของกิน และทำเครื่องดื่มแล้ว ตะไคร้ยังถูกนำไปใช้ในหลากสาขา ได้แก่ อุตสาหกรรมสบู่ เครื่องแต่งตัว การบำบัดด้วยกลิ่น หรือการสกัดเป็นยารักษา โดยมีความเห็นกันว่าสารเคมีในตะไคร้ที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ อาจสามารถช่วยคุ้มครองป้องกันการเติบโตของแบคทีเรียกับยีสต์ได้ ช่วยลดลักษณะของการปวดเมื่อยกล้าม ทุเลาลักษณะของการปวดและก็ลดไข้ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในระหว่างมีเมนส์ รวมทั้งเป็นส่วนประกอบในสารที่ช่วยไล่ยุงได้ ฯลฯ
ตะไคร้ ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus จัดเป็นไม้ล้มลุกประเภทหนึ่ง มีลักษณะเป็นกอ มักนิยมนำมาปลูกไว้ตามบ้านแล้วก็เอามาทำอาหาร เป็นสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์และก็ช่วยทุเลาอาการโรคบางชนิดได้ แต่ว่าหารู้หรือไม่ว่าที่จริงแล้ว ภายใต้ต้นแข็งๆรวมทั้งใบที่คมของตะไคร้ยังแอบซ่อนคุณค่าเอาไว้ล้นหลามจนคิดไม่ถึง วันนี้พวกเราไปดูประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากตะไคร้ที่รู้และเข้าใจดีแล้วจะต้องตลึงที่เอามาจากเว็บ allwomenstalk กันดีกว่าค่ะ คนใดที่ชอบกลิ่นหอมๆของมัน ต้องยิ่งรักเจ้าสมุนไพรประเภทนี้มากเพิ่มขึ้นกว่าเดิมแน่นอน
คุณประโยชน์ของตะไคร้ ผลดีดีๆของสมุนไพรใกล้ตัว
อุดมไปด้วยวิตามิน
          อย่ารู้สึกว่าตะไคร้มีคุณประโยชน์แค่ใช้ประกอบอาหารเท่านั้น ด้วยเหตุว่าอันที่จริงแล้วตะไคร้นั้นอุดมไปด้วยวิตามินแล้วก็ธาตุมากไม่น้อยเลยทีเดียว วิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินบี นอกเหนือจากนี้ยังมีโฟเลต แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมงกานีส โอ้โห้... วิตามินเยอะขนาดนี้ครั้งหลังเจอตะไคร้ในของกินก็อย่าเขี่ยทิ้งนะ
ช่วยไล่แมลง
          นอกจากจะนำมาทำครัวแล้ว ตะไคร้ยังมีสาระในการไล่แมลงอีกด้วย เนื่องจากในตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยอยู่ในใบและก็ในลำต้น ซึ่งน้ำมันหอมระเหยกลุ่มนี้มีคุณลักษณะสำหรับเพื่อการไล่แมลงได้อย่างดี จึงไม่น่าประหลาดใจที่เราจะได้เห็นผลิตภัณฑ์สบู่ สินค้าไล่แมลงที่มีส่วนผสมของตะไคร้ขายอยู่ในท้องตลาดเยอะแยะ ใครที่ชอบกลิ่นตะไคร้ละก็ลองหามาใช้ได้นะคะ

ล้างพิษ
          สำหรับรักสุขภาพและก็ถูกใจล้างพิษภายในร่างกายเป็นประจำไม่ควรพลาดเจ้าตะไคร้เลยจ้ะ เพราะมันมีคุณลักษณะสำหรับการล้างพิษภายในร่างกายด้วยการทำให้ท่านปัสสาวะหลายครั้งขึ้น เนื่องด้วยสารเคมีที่อยู่ในตะไคร้จะช่วยชำระล้างระบบย่อยอาหาร เป็นต้นว่า ตับ ตับอ่อน ไต รวมทั้งกระเพาะปัสสาวะ ขับสารพิษแล้วก็กรดยูริกออกจากร่างกาย ทำให้ระบบที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารของคุณสะอาดขึ้น รวมทั้งดำเนินการได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆค่ะ
ตะไคร้ กับ 7 คุณค่า
ช่วยสำหรับในการย่อยของกิน
          ตะไคร้ ช่วยทำให้ระบบที่ทำการย่อยอาหารดำเนินงานก้าวหน้าขึ้นค่ะ เนื่องจากมีการศึกษาหนึ่งพบว่าการดื่มชาตะไคร้จะช่วยสำหรับการย่อย ลดลักษณะของการปวดท้อง แก้หวัด ลดอาการตะคริวในไส้ รวมทั้งท้องเสียได้ นอกเหนือจากนั้นยังช่วยป้องกันรวมทั้งลดแก๊สในลำไส้ได้อีกด้วย
ช่วยซ่อมแซมรวมทั้งบำรุงระบบประสาท
          มีการเรียนรู้หลายชิ้นพบว่าตะไคร้สามารถช่วยปรับปรุงแก้ไขซ่อนแซมรวมทั้งเสริมความแข็งแรงให้กับระบบประสาทได้ พิสูจน์ได้ง่ายๆด้วยการนำน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มาหยดลงบนผิว คุณจะรู้สึกได้ว่ามันอุ่นๆซึ่งมันจะทำให้กล้ามของคุณผ่อนคลายมากมายและก็ลดอาการตะคิวได้ แม้กระนั้นก็อย่าลืมว่าเมื่อใดก็ตามจะใช้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้คุณควรจะที่จะผสมมันกับน้ำมันตัวพา (Carrier oil) แล้วก็ห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยโดยตรงกับผิวเด็ดขาดค่ะ
ตะไคร้
ช่วยรักษาอาการอักเสบ
          ตะไคร้สามารถช่วยทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายรวมทั้งบรรเทาอาการปวดต่างๆได้ นอกเหนือจากนี้ยังช่วยลดอาการอักเสบซึ่งเป็นต้นเหตุของลักษณะของการปวดต่างๆเช่น ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือการปวดตามข้อได้อีกด้วย ดังนั้นหากว่าคุณรู้สึกเจ็บปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย ลองหาน้ำมันที่ผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มานวดดูนะคะรับรองว่าหายแน่ๆ
ช่วยบำรุงผิว
          ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ด้วยเหตุผลดังกล่าวมันก็เลยสามารถช่วยบำรุงรักษาผิวของคุณได้ ทำให้ผิวของคุณส่งประกายความมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงออกมา แถมยังช่วยให้ผิวของคุณมองอ่อนเยาว์อยู่เสมอ แล้วก็ช่วยลดสิวต่างๆได้อีกด้วย
โทษของตะไคร้
พิษของน้ำมันตะไคร้ จำนวนน้ำมันตะไคร้ ที่ทำให้หนูขาวตายที่ครึ่งหนึ่งของจำนวนหนูขาวทั้งหมดทั้งปวง ด้วยการให้ทางปาก  ที่ความเข้มข้น 5,000 มก./กิโล รวมทั้งการให้น้ำมันหอมระเหยทางกระเพาของกินแก่กระต่ายที่ทำให้กระต่ายตายที่ครึ่งเดียว พบว่า มีจำนวนความเข้มข้นเดียวกันกับการให้แก่หนูขาว พิษเฉียบพลันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่ความเข้มข้น 1,500 ppm ในระยะเวลา 60 วัน กลับทำให้พบว่า หนูขาวที่ได้รับน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้มีการเติบโตเร็วกว่ากรุ๊ปที่ไคุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้
การเล่าเรียนของตะไคร้ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่ มีสารอาหารสำคัญมี โปรตีน 1.2 กรัม ไขมัน 2.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม เส้นใย 4.2 กรัม แคลเซียม 35 มก. ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม เหล็ก 2.6 มก. วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม ไทอามีน 0.05 มก. ไรโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม ไนอาสิน 2.2 มก. วิตามินซี 1 มิลลิกรัม แล้วก็ ขี้เถ้า 1.4 กรัมม้ได้รับ รวมทั้งค่าทางเคมีของเลือดไม่มีความเคลื่อนไหวแต่อย่างใด http://www.disthai.com/

Tags : ประโยชน์ตะไคร้

11
อื่นๆ / ตะไคร้มีสรรพคุณ-ประโยชน์อย่างไร
« เมื่อ: สิงหาคม 08, 2018, 10:45:33 AM »

ตะไคร้
ตะไคร้ ชื่อสามัญ Lemongrass
ตะไคร้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf จัดอยู่ในสกุลต้นหญ้า (POACEAE หรือ GRAMINEAE)
ตะไคร้จัดเป็นไม้ล้มลุกเชื้อสายหญ้า ใบมีลักษณะเรียวยาว ปลายใบมีขนหนาม เป็นสมุนไพรไทยที่นิยมเอามาปรุงอาหาร โดยตะไคร้แบ่งได้เป็น 6 ประเภท เช่น ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค และก็ตะไคร้หางสิงห์ ซึ่งเป็นสมุนไพรไทยที่นิยมปลูกทั่วๆไปในบ้านเรา โดยมีถื่นกำเนิดในประเทศประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย ประเทศพม่า ศรีลังกา แล้วก็ไทย
ตะไคร้ เป็นทั้งยังยารักษาโรคและก็ยังมีวิตามินแล้วก็ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย ดังเช่นว่า วิตามินเอ ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ฯลฯ
คุณประโยชน์ของตะไคร้
มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการขับเหงื่อ
เป็นยาบำรุงธาตุไฟให้รุ่งเรือง (ต้นตะไคร้)
มีคุณประโยชน์เป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยสำหรับในการเจริญอาหาร
ช่วยแก้อาการไม่อยากกินอาหาร (ต้น)
สารสกัดจากตะไคร้มีส่วนช่วยสำหรับการคุ้มครองปกป้องโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
แก้และบรรเทาอาการหวัด อาการไอ
ช่วยรักษาอาการไข้ (ใบสด)
ใช้เป็นยาแก้ไข้เหนือ (ราก)
น้ำมันหอมระเหยของใบตะไคร้สามารถทุเลาลักษณะของการปวดได้
ช่วยแก้ลักษณะของการปวดศีรษะ
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง (ใบสด)
ใช้เป็นยาแก้คลื่นไส้แม้นำไปใช้ร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆ(หัวตะไคร้)
ช่่วยแก้อาการกษัยเส้นแล้วก็แก้ลมใบ (หัวตะไคร้)
รักษาโรคอาการหอบหืดด้วยการใช้ต้นตะไคร้
ช่วยแก้อาการเสียดแน่นแสบรอบๆหน้าอก (ราก)
ใช้เป็นยาแก้ลักษณะของการปวดท้องและอาการท้องเสีย (ราก)
ช่วยแก้และก็บรรเทาลักษณะของการปวดท้อง
ช่วยรักษาอาการท้องอืดท้องอืด (หัวตะไคร้)
ช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยย่อยของกิน
น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้มีส่วนช่วยลดการบีบตัวของลำไส้ได้
มีฤทธิ์ช่วยในการขับฉี่
ช่วยแก้อาการฉี่ทุพพลภาพและรักษาโรคนิ่ว (หัวตะไคร้)
ช่วยแก้อาการขัดเบา (หัวตะไคร้)
ใช้เป็นยาแก้ขับลม (ต้น)
ช่วยรักษาอหิวาตกโรค
ช่วยแก้ลมอัมพาต (หัวตะไคร้)
ใช้เป็นยารักษาเกลื้อน (หัวตะไคร้)
น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สามารถช่วยต้านทานเชื้อราบนผิวหนังได้เป็นอย่างดี
ช่วยแก้โรคหนองใน ถ้าเกิดนำไปผสมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆ

คุณประโยชน์ของตะไคร้
นำมาใช้ทำเป็นน้ำตะไคร้หอม น้ำตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแก้หิวได้เป็นอย่างดี
ช่วยสำหรับเพื่อการบำรุงรวมทั้งรักษาสายตา
มีส่วนช่วยสำหรับการบำรุงกระดูกและก็ฟันให้แข็งแรง
มีส่วนช่วยสำหรับการบำรุงสมองรวมทั้งเพิ่มสมาธิ
สามารถนำมาใช้ทำเป็นยานวดได้
ช่วยไขปัญหาผมแตกปลาย (ต้น)
มีฤทธิ์เป็นยาช่วยสำหรับในการนอน
การปลูกตะไคร้ร่วมกับผักชนิดอื่นๆจะช่วยป้องกันแมลงได้อย่างดีเยี่ยม
นำมาใช้เป็นส่วนประกอบของสารระงับกลิ่นต่างๆ
ต้นตะไคร้ช่วยดับกลิ่นคาวหรือเหม็นกลิ่นคาวของปลาได้เป็นอย่างดี
กลิ่นหอมยวนใจของตะไคร้สามารถช่วยไล่ยุงรวมทั้งกำจัดยุงได้อย่างดีเยี่ยม
เป็นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ชนิดยากันยุงจำพวกต่างๆอย่างเช่น ยากันยุงตะไคร้หอม
สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายประเภท เป็นต้นว่า เครื่องปรุงอบแห้ง ตะไคร้แห้งสำหรับชงดื่ม เอามาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย ฯลฯ
มักนิยมนำมาใช้ในการทำอาหารหลายอย่าง อาทิเช่น ต้มยำ รวมทั้งของกินไทยอื่นๆเพื่อเพิ่มรส
แนวทางทําน้ําตะไคร้หอม
คุณประโยชน์ตะไคร้เตรียมวัตถุดิบดังนี้ ตะไคร้ 1 ต้น / น้ำเชื่อม 15 กรัม / น้ำเปล่า 240 กรัม
ล้างตะไคร้ให้สะอาด แล้วเอามาหั่นเป็นท่อน ตีให้แตก
ใส่ลงหม้อต้มกับน้ำให้เดือด จนกระทั่งน้ำตะไคร้ออกมาคละเคล้ากับน้ำจนถึงเป็นสีเขียว
คอยชั่วประเดี๋ยวแล้วยกลง จากนั้นกรองเอาตะไคร้ออกแล้วเพิ่มน้ำเชื่อมให้ได้รสตามพึงพอใจ
เสร็จแล้ววิธีทำน้ำตะไคร้
วิธีทําน้ําตะไคร้ใบเตย
น้ำตะไคร้ การทําน้ําตะไคร้ใบเตยนั้นอย่างแรกให้จัดแจงวัตถุดิบดังต่อไปนี้ ตะไคร้ 2 ต้น / ใบเตย 3 ใบ / น้ำ 1-2 ลิตร / น้ำตาลแดง 2 ช้อนชา (จะใส่หรือไม่ก็ได้)
นำตะไคร้มาทุบให้แหลกพอควร แล้วใช้ใบเตยมัดตะไคร้ไว้ให้เป็นก้อน
ใส่ตะไคร้รวมทั้งใบเตยลงไปในหม้อแล้วเพิ่มเติมน้ำ 1 ถึง 2 ลิตร แล้วต้มให้เดือดสักประมาณ 5 นาที เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยสำหรับวิธีการทําน้ํา ตะไคร้
โดยตะไคร้รวมทั้งใบเตยชุดเดียวกัน สามารถเพิ่มเติมน้ำสุกใหม่ได้ 2-3 รอบ แต่ว่ารสบางทีอาจจืดชืดลงไปบ้าง นำมาดื่มแทนน้ำช่วยเพิ่มความสดชื่น แถมช่วยบำรุงสุขภาพอีกด้วย
คุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้
การศึกษาของตะไคร้ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่ มีสารอาหารสำคัญมี โปรตีน 1.2 กรัม ไขมัน 2.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม เส้นใย 4.2 กรัม แคลเซียม 35 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 30 มก. เหล็ก 2.6 มิลลิกรัม วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม ไทอามีน 0.05 มก. ไรโบฟลาวิน 0.02 มก. ไนอาสิน 2.2 มก. วิตามินซี 1 มก. รวมทั้ง เถ้า 1.4 กรัม
โทษของตะไคร้
พิษของน้ำมันตะไคร้ ปริมาณน้ำมันตะไคร้ ที่ทำให้หนูขาวตายที่ครึ่งหนึ่งของจำนวนหนูขาวทั้งหมดทั้งปวง ด้วยการให้ทางปาก  ที่ความเข้มข้น 5,000 มก./โล แล้วก็การให้น้ำมันหอมระเหยทางกระเพาอาหารแก่กระต่ายที่ทำให้กระต่ายตายที่ครึ่งเดียว พบว่า มีจำนวนความเข้มข้นเดียวกันกับการให้แก่หนูขาว พิษฉับพลันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่ความเข้มข้น 1,500 ppm ในระยะเวลา 60 วัน กลับได้มาพบว่า หนูขาวที่ได้รับน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้มีการเติบโตเร็วกว่ากลุ่มที่ไม้ได้รับ รวมทั้งค่าทางเคมีของเลือดไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร

12

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลอย่างไรต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน โรคความดันสูง และโรคอื่นๆอันแสนเหนื่อยที่จะรักษา ติดตามผลการศึกษาเรียนรู้ยืนยันคุณประโยชน์ได้ในเนื้อหานี้จ้ะ
บทความพวกนี้อ้างอิงคุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือจากผลการค้นคว้ารับรองจากที่ต่างๆเพื่อเพื่อนพ้องได้พินิจพิเคราะห์ด้วยตัวเองว่ารักษาโรคได้ดิบได้ดีแค่ไหนแล้วก็น่าไว้ใจแค่ไหน หากเพื่อนพ้องๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรืองานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายเท่าไหร่ไหมรู้เรื่อง บทความในเว็บนี้ผู้เขียนได้คัดเลือกและก็สะสมจากหลายที่รวมทั้งเขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำเป็น
เพื่อนฝูงๆชอบบทความนี้ก็จะเป็นอย่างยิ่งจิตใจให้ผู้เขียนได้บทความดีๆให้เพื่อนอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่เพื่อนพ้องๆจำเป็นต้องถูกใจ
ระบบภูมิต้านทานเป็นกลไกการกำจัดเชื้อโรค สารเคมีปะปน เซลล์ของโรคมะเร็ง แล้วก็สิ่งปลอมปนอื่ๆที่จะเข้ามาทำอัตรายต่อสุขภาพพวกเรานั้นเอง ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าสหายๆมีระบบระเบียบภูมิต้านทานดีก็จะไม่ป่วยไข้ง่าย หรือถ้าหากเจ็บไข้ก็จะฟื้นเร็ว แต่ถ้าระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีก็จะเจ็บป่วยบ่อยรวมทั้งเป็นหนักกว่าผู้ที่มีระบบูมิคุ้มกันแข็งแรง มาถึวที่ตรงนี้แล้วเพื่อนๆอาจจะมองเห็นความสำคัญของการมีระบบระเบียบภูมิต้านทานที่แข็งแรงกันแล้ว
คนจีนโบราณใช้เห็ดหลินจือมายาวนานกว่า 2000 ปีแล้ว แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเพราะเหตุไรคนที่ทานเห็ดหลินจือถึงแก่ยืนและแข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรค ขณะนี้พวกเราสมารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารกลุ่ม Polysacchayide ในเห็ดหลินจือนั้นสามารถสร้างเสริมภูมิต้านทานให้กับเราได้จริง สารกลุ่มดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นสามารถกระตุ้นการผลิต Interleukin แล้วก็ Immuoglodulin ซึ่งนำมาซึ่งการทำให้ระบบภูเขามคุ้มครองดีรวมทั้งแข็งแรงขึ้น
ระบบภูมิต้านทานที่ถูกเสริมด้วยสาร Polysaccharide ในเห็ดหลินจือจะสามารถต่อต้านวรัส เซลล์มะเร็ง รวมทั้งจำกัดสารอนุมูลอิสระได้ดิบได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยทำให้คนที่ถูกผลกระทบที่โดนยาต้านมะเร็งบางตัวและกระบวนการทำคีโมกดภูมิต้านทานให้มีระบบระเบียบภูมิคุ้มกันดียิ่งขึ้นอีก และก็เห็ดหลินจือยังมีสารออกฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเชื้อ HIV อีกด้วย ซึ่ง กลุ่มดังกล่าวมาแล้วข้างต้นคือกรุ๊ป Bitter Triterpenoids
A
นักค้นคว้าได้ศึกษาค้นพบสารหลายชนิดในเหล็ดหลินจือที่ช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นโลหิตเป็นGanoderic Acid และ Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 จำพวกที่ได้พูดไปแล้วก่อนหน้านี้ เว้นแต่ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้แล้ว ยังคุ้มครองไม่ให้ไขมันอุดตันเส้นเลือดได้โดยตรงอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีสารกรุ๊ป Nucleotide ที่สามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นเลือด และก็ช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่นทดสอบให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับคนที่เป็นโรคไขมันเส้นโลหิตสูง 70 ราย และก็ทำเก็บผลของการทดสอบหลังจากผ่านไป 3 เดือน พบว่าวัวเรสเตอคอยลของผู้รับการทดสอบลดลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลที่เกิดขึ้นจากการวิจัยจากทั้งโลก และก็ยังพบว่าเห็ดหลินจือ เว้นแต่ช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดแล้ว ยังมีผลให้โลหิตไหลเวียนอีกด้วย
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงอาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่ใช้ในการพิสูจน์ทางคุณลักษณะแล้วก็คุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง งานศึกษาเรียนรู้วิจัยเป็นการทดสอบขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีคุณภาพเพียงพอ หรือเป็นเพียงแต่การทดลองในคนป่วยบางกลุ่มแค่นั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง ก็เลยยังคงเป็นประเด็นการค้นคว้าที่ควรดำเนินงานทดสอบต่อไป เพื่อให้ได้สำเร็จลัพ์ที่ชัดแจ้ง และเป็นประโยชน์ในวงกว้างต่อการรักษาคนไข้มะเร็งได้ในอนาคต

สภาวะต่อมลูกหมากโต รวมทั้งการเจ็บป่วยในระบบทางเท้าฉี่
มีกรรมวิธีทดสอบหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือทดลองในผู้ป่วยเพศ 88 รายซึ่งมีอายุเกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีอาการปัสสาวะขัดข้อง หลังการทดสอบกว่า 12 สัปดาห์ ผลลัพธ์ที่ได้เป็น ผู้เจ็บป่วยต่างมีระดับคะแนน IPSS ที่ดียิ่งขึ้น ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลในการวัดปัญหาในระบบทางเดินปัสวะของผู้ป่วยจากการตอบปัญหา กลับไม่ปรากฏผลในเชิงความเคลื่อนไหวคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากอะไร
ด้วยเหตุนั้น การทดลองดังที่กล่าวมาแล้วจึงยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่กระจ่างแจ้งเพียงพอ จึงควรมีการค้นคว้าทดลองในด้านนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อค้นหาข้างหลังฐานที่ชัดแจ้งสำหรับเพื่อการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของเห็ดหลินจือต่อการดูแลรักษาสภาวะต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพใดๆก็ตามที่เกี่ยวข้อง
ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลการทดลองด้านการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีผู้ป่วยเบาหวานชนิด 2 เข้าร่วมทดลองกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่มีผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพพอเพียงจะสนับสนุนผลทางการรักษาพวกนั้น และไม่มีข้อมูลที่พอเพียงสำหรับเพื่อการรับรองด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจือเหมือนกัน โดยหนึ่งในงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยเหล่านั้น ได้แสดงถึงผลกระทบจากการบริโภคเห็ดหลินจือในผู้ป่วยบางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องเดิน หรือท้องผูก
ด้วยเหตุผลดังกล่าวจำเป็นที่จะต้องมีการค้นคว้าทดสอบถึงคุณภาพของเห็ดหลินจือในการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆกลุ่มนี้เพื่อปกป้องและการดูแลและรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจต่อไป รวมทั้งให้ได้การแน่ชัดชัดดเจนในด้านดังที่กล่าวถึงมาแล้วเยอะขึ้น อันเป็นคุณประโยชน์ต่อขั้นตอนการรักษาป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจรวมทั้งอาการต่างๆที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคต

13

ทับทิม
ทับทิม คือผลไม้ที่นิยมกินอย่างล้นหลาม โดยใช้ประโยชน์จากส่วนที่สำเร็จสดมากที่สุดแล้วก็ยังนำไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆดังเช่นว่า น้ำทับทิม สารสกัดจากทับทิม ผลิตภัณฑ์ด้านความงาม ทั้งยังใช้ทำเป็นยารักษาโรคตามสูตรยาโบราณในหลายประเทศ
ทัมทิมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระแล้วก็สารพฤกษเคมีหลายแบบที่มีสาระต่อสุขภาพร่างกาย ก็เลยมั่นใจว่าบางทีอาจมีคุณประโยชน์สำหรับการคุ้มครองปกป้องโรคหรือทุเลาอาการ อย่างเช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังหรือบรรเทาอาการหายใจไม่สะดวกจากโรคนี้ โรคหัวใจแล้วก็เส้นเลือด คอเลสเตอรอลสูง โรคในระบบทางเดินอาหาร โรคความดันโลหิตสูง โรคในโพรงปากและโรคเหงือก โรคริดสีดวงทวาร โรคผิวหนัง และอื่นๆ
ในตอนนี้ยังมีงานศึกษาวิจัยที่เรียนการใช้ทับทิมในแบบแตกต่างกับการดูแลและรักษาโรคที่ออกจะจำกัด ทำให้ยังไม่สามารถที่จะเจาะจงความสามารถของทับทิมต่อการดูแลและรักษาโรคได้กระจ่าง ซึ่งตัวอย่างการศึกษาเล่าเรียนเรื่องทับทิมกับโรคต่างๆมีดังนี้
โรคเส้นโลหิตแดงแข็ง ทับทิมคือผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายตัว เป็นต้นว่า สารเอลลาจิแทนนิน (Ellagitannin) สารแทนนิน (Tannin) สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) สารโพลิฟีนอล (Polyphenol) ที่มั่นใจว่าช่วยยั้งปฏิกิริยาต้านทานอนุมูลอิสระของไขมันไม่ดี ลดการผลิตโฟมเซลล์ รวมทั้งลดการแข็งตัวของหลอดเลือด ก็เลยบางทีอาจช่วยลดการเสี่ยงสำหรับในการเกิดโรคเส้นโลหิตแดงแข็ง
จากการเรียนรู้ฤทธิ์การต้านทานสารอนุมูลอิสระของทับทิมในคนที่มีน้ำหนักเกินปริมาณ 22 คน จากการกินอาหารเสริมที่มีสารสกัดทับทิม วันละ 1,000 มิลลิกรัม (ประกอบด้วยกรดเอ็งลลิค 610 มก.) แล้วก็ประเมินผลจากค่า TBARS ในเลือด (Thiobarbituric Acid Reactive Substances: TBARS) ซึ่งเป็นค่าการวัดฤทธิ์สำหรับเพื่อการต้านสารอนุมูลอิสระ เพื่อเปรียบเทียบกับผลก่อนที่จะมีการทดสอบ พบว่าค่าดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นลดน้อยลง ก็เลยคาดว่าการกินทับทิมบางทีอาจช่วยลดการเสี่ยงของโรคหัวใจรวมทั้งเส้นเลือด
ยิ่งไปกว่านี้ ยังมีงานศึกษาวิจัยอีกชิ้นให้ผู้เจ็บป่วยโรคหลอดเลือดแดงแข็งจำนวน 15 คน ทานอาหารเสริมจากทับทิมเป็นระยะเวลามากยิ่งกว่า 1 ปีขึ้นไปแล้วก็ 3 ปีขึ้นไป เปรียบเทียบกับกรุ๊ปที่มิได้ทานอาหารเสริม ผลปรากฏว่า กลุ่มที่ทานอาหาร 3 ปีขึ้นไป หรูหราไขมันที่ลดลงโดยประมาณ 16% เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปอื่น จึงทำให้เห็นว่าการกินสารสกัดจากทัมทิมมากกว่า 3 ปี อาจมีส่วนช่วยสำหรับในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นโลหิตแดงแข็ง ดังนี้ ยังคงควรมีการศึกษาเล่าเรียนเพิ่มในระยะยาวกับกลุ่มการทดลองขนาดใหญ่เยอะขึ้น ทำให้ยังไม่อาจจะสรุปผลของทับทิมรวมทั้งการดูแลและรักษาโรคหลอดเลือดแดงแข็งได้อย่างแจ่มแจ้ง
โรคเหงือกอักเสบ ทับทิมเป็นผลไม้อีกจำพวกที่มีคุณสมบัติช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย จึงถูกประยุกต์ใช้เป็นตัวเลือกในการรักษาโรคเหงือก เหตุเพราะการดูแลรักษาหลักบางวิธีที่ยังไม่มีสมรรถนะพอเพียงในการทุเลาอาการจากโรคมากมายซักเท่าไหร่รวมทั้งลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการรักษาโรคนี้โดยใช้สารเคมี
จากการทดสอบทางคลินิกกับคนเจ็บโรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง ปริมาณ 40 คน เพื่อดูประสิทธิภาพของเจลสารสกัดจากทับทิมเป็นระยะเวลา 224 ชั่วโมง โดยในแต่ละกรุ๊ปจะใช้แนวทางรักษาที่แตกต่าง ผลพบว่า กลุ่มที่ใช้เจลสารสกัดจากทับทิมควบคู่กับการดูแลรักษาโรคเหงือกอักเสบโดยวิธีการขูดหินน้ำลาย เกลารากฟัน (Mechanical Debridement) มีลักษณะดีขึ้นข้างใน 7 วันแรก เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่เหลือในการทดสอบ ซึ่งเจลสารสกัดจากทับทิมก็เลยอาจนำไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลโพรงปากสำหรับคนป่วยโรคเหงือกอักเสบพร้อมกันกับการรักษาด้วยแนวทางรักษาที่เป็นมาตรฐานในอนาคต
สอดคล้องกับการทดลองอีกชิ้นที่เรียนรู้ประสิทธิภาพของน้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิมเปรียบเทียบกับกรุ๊ปที่ใช้ยาหลอกแบบเจลสำหรับในการรักษาคนที่เป็นโรคเหงือกอักเสบปริมาณ 32 คน พบว่าการใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิม วันละ 3 ครั้ง ตรงเวลา 4 สัปดาห์ มีสุขภาพโพรงปากรวมทั้งปัญหาโรคเหงือกอักเสบต่ำลงมากยิ่งกว่ากรุ๊ปที่ใช้ยาหลอก การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าสารสกัดจากทับทิมอาจเอาไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เพื่อการบำรุงช่องปาก เช่น ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก เพื่อช่วยคุ้มครองป้องกันและก็ทุเลาอาการของโรคเหงือกอักเสบ
คุ้มครองป้องกันการเกิดคราบเปื้อนจุลชีพ สารสกัดจากทับทิมมีคุณภาพสำหรับการลดคราบจุลชีพตามผิวฟัน รวมทั้งอาจนำไปสู่โรคทางช่องปากอีกหลายชนิด ซึ่งจากการทดลองให้อาสาสมัครที่มีสุขลักษณะในช่องปากดี จำนวน 30 คน หยุดใช้น้ำยาบ้วนปากที่เคยใช้ปกติ แต่ว่าสลับมาใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิม น้ำยาบ้วนปากคลอเฮกสิดีน (Chlorhexidine) แล้วก็ยาหลอกในแต่ละกลุ่ม โดยใช้บ้วนปาก วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน ผลพบว่าอาสาสมัครที่ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิมมีอัตราการเกิดรอยเปื้อนจุลชีวันลดน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังมากยิ่งกว่ายาหลอก แต่มีคุณภาพไม่ได้แตกต่างจากน้ำยาบ้วนปากคลอเฮกซิดีน จึงพอเพียงจะบอกได้ว่าสารสกัดจากทับทิมบางทีอาจลดช่องทางในการกำเนิดคราบจุลินทรีย์ด้านในช่องปาก
เวลาเดียวกัน การเรียนอีกชิ้นก็ชี้ว่าสารสกัดทับทิมน่าจะมีส่วนช่วยสำหรับในการลดการเกิดคราบเปื้อนจุลินทรีย์ ซึ่งสำหรับการทดสอบได้เก็บรอยเปื้อนจุลอินทรีย์จากช่องปากของอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีแล้วก็กำลังจัดฟัน อายุ 9-25 ปี จำนวน 60 คน หลังงดแปรงฟันเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อเปรียบเทียบผลก่อนและก็หลังการใช้น้ำยาบ้วนปากจำพวกแตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม อย่างเช่น น้ำยาบ้วนปากจากสารสกัดทับทิม น้ำยาบ้วนปากคลอเฮกสิดีน รวมทั้งยาหลอก ปรากฏพบว่า น้ำยาบ้วนปากจากสารสกัดทับทิมมีคุณภาพสำหรับเพื่อการลดคราบเปื้อนจุลินทรีย์ลงมากที่สุดราว 84% รองลงมาเป็นน้ำยาบ้วนปากคลอเฮกสิดีน 79% แล้วก็ยาหลอกที่ต่ำลงเพียง 11% ก็เลยอาจจะกล่าวว่าสารสกัดจากทับทิมมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและเป็นตัวเลือกในการใช้ขจัดคราบจุลินทรีย์บนผิวฟัน ดังนี้ จากข้อมูลข้างต้นยังคงควรจะมีการติดตามผลในระยะยาวจากการใช้สารสกัดทับทิมอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากว่าระยะเวลาสำหรับการทดลองค่อนข้างสั้น
ภาวการณ์คอเลสเตอรอลสูง ทับทิมมีสรรพคุณที่พูดกันว่าสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี จากการศึกษาเล่าเรียนผลของการกินน้ำทับทิมเข้มข้น 40 กรัม ในคนไข้โรคเบาหวานจำพวกที่ 2 รวมทั้งมีภาวการณ์ไขมันในเลือดสูงปริมาณ 22 คน เป็นระยะเวลา 8 อาทิตย์โดยระหว่างการทดสอบจะมีการเก็บข้อมูลของกินที่ทานอาหารด้านใน 1 วัน ทุกๆ10 วัน (รวมถึงอาหารที่มีสารฟลาโวนอยด์) หลังจบสัปดาห์ที่ 8 พบว่าคนเจ็บหรูหราไขมันรวม ไขมันประเภทไม่ดี อัตราส่วนของไขมันไม่ดีกับไขมันดี และอัตราส่วนของไขมันรวมกับไขมันดีที่มีสะสมอยู่ในเลือดลดน้อยลง แม้กระนั้นไม่เจอความเคลื่อนไหวของระดับไตรกลีเซอไรด์รวมทั้งระดับความเข้มข้นของไขมันดี ซึ่งชี้ให้เห็นว่าน้ำทับทิมอาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจโดยลดระดับไขมันในผู้ป่วยโรคเบาหวานลง แต่ว่ายังบอกมิได้แจ้งชัด เหตุเพราะของกินจำพวกอื่นที่รับประทานอาจมีส่วนช่วยสำหรับในการลดไขมันในเลือดได้เช่นเดียวกัน และกลุ่มการทดสอบมีขนาดเล็ก จะต้องขยายผลการศึกษาเล่าเรียนในกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นเสริมเติม นอกเหนือจากนั้น การรักษาสภาวะคอเลสเตอรอลสูงควรมีการควบคุมของกินและก็การออกกำลังกายไปพร้อม ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการลดระดับไขมันในเลือดเยอะขึ้นเรื่อยๆ
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ทับทิมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายประเภท โดยเฉพาะสารโพลีฟีนอลที่มักพบในทับทิม จากรายงานผลที่พบในห้องทดลองระบุว่าสารเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการทุเลาอาการโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังรวมทั้งบางทีอาจชะลอไม่ให้โรคปรับปรุงอย่างเร็ว ก็เลยมีการเรียนความสามารถของสารโพลีฟีนอลในคนเพิ่ม โดยให้คนไข้โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ปริมาณ 30 คน แบ่งเป็นกรุ๊ปที่ดื่มน้ำทับทิม 400 มล. (มีสารโพลิฟีนอล 2.66 กรัม) เปรียบเทียบกับอีกกลุ่มที่รับประทานยาหลอกติดต่อกันทุกวี่ทุกวันเป็นระยะ 5 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า ไม่เจอสารโพลิฟีนอลทั้งยังในเลือดรวมทั้งฉี่ของคนป่วย ทั้งยังไม่พบความแตกต่างอย่างเป็นจริงเป็นจังระหว่าง 2 กลุ่ม ก็เลยคาดว่าทับทิมไม่น่ามีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการรักษาหรือบรรเทาโรคปอดอุดกันเรื้อรัง
โดยธรรมดาสารอาหารที่เข้าสู่ร่างกายจะถูกเผาผลาญผ่านกระบวนเมตาบอลิซึมรวมทั้งตรวจพบได้ในเลือดหรือเยี่ยว แต่ผลการค้นคว้ากลับไม่เจอสารโพลีฟีนอลจากการรับประทาน ซึ่งบางทีอาจมีสาเหตุจากการเสื่อมสลายสารกลุ่มนี้โดยจุลชีพในระบบที่ทำหน้าที่ย่อยอาหาร จำเป็นต้องทำความเข้าใจกระบวนการซับสารอาหารที่ไม่เหมือนกันก่อนจะอ้างถึงคุณประโยชน์ด้านสุขภาพจากการกิน เนื่องจากสารอาหารที่เจอในของกินที่กินบางทีอาจมิได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ภายในร่างกายคนเราทั้งผอง
โรคและก็อาการอื่นๆเช่น โรคเส้นโลหิตหัวใจ การหย่อนยานความสามารถทางเพศ เจ็บกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย กลุ่มอาการอ้วนลงพุง โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เยื่อบุช่องปากอักเสบ ผิวไหม้จากแดด การตำหนิดเชื้อทริวัวโมแนส (Trichomoniasis) ท้องเดิน โรคบิด เจ็บคอ โรคริดสีดวงทวาร อาการวัยทอง และก็อื่นๆยังจำเป็นต้องศึกษาวิจัยศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานเกี่ยวกับประสิทธิภาพและก็ความปลอดภัยของทับทิมสำหรับการรักษาโรค

ข้อมูลทางโภชนศาสตร์ของผลทับทิม 100 กรัม (คร่าวๆ)
น้ำ 77.93 กรัม
พลังงาน 83 กิโลแคลอรี่
โปรตีน 1.67 กรัม
ไขมัน 1.17 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 18.70 กรัม
เส้นใย 4.0 กรัม
น้ำตาล 13.67 กรัม
แคลเซียม 10 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.30 มก.
แมงกานีส 12 มก.
ฟอสฟอรัส 36 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 236 มิลลิกรัม
โซเดียม 3 มิลลิกรัม
สังกะสี 0.35 มก.
วิตามินซี 10.2 มก.
วิตามินบี 1 0.067 มก.
วิตามินบี 2 0.053 มก.
วิตามินบี 3 0.293 มก.
วิตามินบี 6 0.075 มิลลิกรัม
โฟเลต 38 ไมโครกรัม
วิตามินอี 0.60 มก.
วิตามินเค 16.4 ไมโครกรัม
ความปลอดภัยสำหรับเพื่อการกินทับทิมหรือสินค้าจากทับทิม
โดยทั่วไปการรับประทานน้ำทับทิมออกจะมีความปลอดภัย แต่ว่าในบางรายที่มีลักษณะแพ้ผลสดของทับทิมอาจเป็นผลใกล้กันจากการดื่มน้ำทับทิมได้
รากทับทิมมีสารที่เป็นพิษต่อสุขภาพ การรับประทานรากรวมทั้งลำต้นของทับทิมในจำนวนมากอาจไม่ปลอดภัย
สารสกัดจากทับทิมออกจะปลอดภัยสำหรับการรับประทานหรือประยุกต์ใช้กับผิวหนัง แต่ว่าอาจก่อให้เกิดอาการแพ้บางส่วนในบางราย ดังเช่นว่า อาการคัน บวม น้ำมูกไหล หรือหายใจไม่สะดวก
การรับประทานน้ำทับทิมค่อนข้างมีความปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งท้องหรืออยู่ในตอนให้นมบุตร แต่ว่ายังไม่มีรายงานยืนยันความปลอดภัยในการรับประทานหรือใช้ทับทิมในแบบอื่น ตัวอย่างเช่น สารสกัดจากทับทิม จำเป็นต้องขอความเห็นแพทย์ก่อนการกินทุกคราว
น้ำทับทิมอาจทำให้ความดันเลือดลดลดลงนิดหน่อย ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้เจ็บป่วยที่มีภาวการณ์ความดันต่ำอาการกำเริบ
ผู้ที่มีลักษณะอาการแพ้จากพิษพืชอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้จากการรับประทานทับทิม
ผู้เจ็บป่วยที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัดควรจะหยุดรับประทานทับทิมอย่างน้อย 2 อาทิตย์ เพราะเหตุว่าทับทิมทำให้ความดันเลือดต่ำลง จึงบางทีอาจกระทบต่อความดันโลหิตในขณะผ่าตัดหรือมีผลต่อเนื่องไปยังหลังการผ่าตัด
การกิน[url=http://www.disthai.com/16488281/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A1]ทับทิม[/url]ควบคู่กับยาบางจำพวกอาจจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา อย่างเช่น ยาที่เกี่ยวโยงกับแนวทางการทำงานของตับโดยเอนไซม์ตับ Cytochrome ประเภท P450 2D6 หรือชนิด P450 3A4 ยาลดความดันโลหิตหรือเอซีอี อินฮิบิเตอร์ ยารักษาโรคความดันเลือดสูง ยาโรสุวาสแตตำหนิน คนที่กินยาบ่อยๆหรือมีโรคประจำตัวควรจะหารือแพทย์ก่อนการรับประทานเพื่อให้มีความปลอดภัย

14

ทับทิม
ทับทิม ชื่อสามัญ Pomegranate
ทับทิม ชื่อวิทยาศาสตร์ Punica granatum L. จัดอยู่ในวงศ์ตะแบก (LYTHRACEAE)
ทับทิม เป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิหร่านทางตอนใต้ของอัฟกานิสถาน ผลไม้ชนิดนี้จะชอบอากาศหนาวเป็นพิเศษ ยิ่งหนาวมากเท่าไหร่ เนื้อทับทิมนั้นจะมีสีแดงเข้มมากขึ้นเท่านั้น และยังเป็นผลไม้มงคลของคนจีนอีกด้วย ด้วยความที่ทับทิมมีเมล็ดมากจึงสื่อความหมายถึงการมีลูกชายมาก ๆ ด้วยนั่นเอง โดยกิ่งใบของทับทิมก็นำมาใช้ในพิธีการต่าง ๆ ที่มีน้ำมนต์ในการประกอบพิธีหรือนำมาใช้พรมน้ำมนต์เพราะเชื่อว่ามีไว้ติดตัวจะช่วยในเรื่องการคุ้มครองจากภัยอันตรายต่าง ๆ ได้ด้วย
ทับทิมยังถือว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ โดยประโยชน์ของทับทิมและสรรพคุณของทับทิมนั้นมีมากมาย ด้วยทับทิมนั้นเป็นผลไม้ที่มีรสหวานออกเปรี้ยว น้ำทับทิมจึงมีวิตามินซีสูงและยังประกอบด้วยเกลือแร่ต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และนอกจากนี้ยังมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย อย่างเช่น บรรเทาอาการของโรคหัวใจ รักษาความดันโลหิตสูง ช่วยลดสภาวะการแข็งตัวขอเลือด รักษาโรคท้องเดิน โรคบิด เป็นต้น
ประโยชน์ของทับทิม
ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกายและช่วยในการชะลอวัย
น้ำทับทิมมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึง ด้วยการนำน้ำทับทิมประมาณ 1 ช้อนชามาทาทิ้งไว้บนใบหน้าประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก
น้ำทับทิมช่วยเพิ่มความสดชื่น แก้กระหาย คลายร้อนได้เป็นอย่างดี
ช่วยระงับกลิ่นปากได้อีกด้วย
ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง บรรเทาอาการหวัด
ช่วยปกป้องผิวของคุณจากแสงแดด
ทับทับมีวิตามินซีสูงมาก และยังมีวิตามินเอ วิตามินอี และกรดโฟลิกอีกด้วย
ใบทับทิมใช้ในการประกอบพิธีต่าง ๆ ที่ใช้น้ำมนต์ในการประกอบพิธี
ช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องในหญิงตั้งครรภ์
ช่วยในการปรับฮอร์โมนวัยหมดประจำเดือน
ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ
ช่วยในการบำบัดอาการของโรคเบาหวาน
ช่วยบำรุงสายตา แก้อาการตาอักเสบ
น้ำต้มเปลือกทับทิมช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้
ช่วยบรรเทาอาการของโรคหัวใจ ด้วยการช่วยเสริมสุขภาพหัวใจให้ดียิ่งขึ้น
ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
ช่วยบำรุงสุขภาพฟันให้แข็งแรง
ช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน
ช่วยลดความดันโลหิตสูง
ช่วยส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด
ช่วยในการฟอกไตและท่อปัสสาวะ
ช่วยลดสภาวะการแข็งตัวของเลือดจากไขมันในเลือดสูง
มีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
ช่วยแก้อาการระดูขาว ตกเลือด
ช่วยบำรุงสุขภาพตับให้แข็งแรง
มีส่วนช่วยบำรุงและต่อต้านอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ด้วย
เปลือกทับทิมสามารถรักษาโรคท้องเดินและโรคบิดได้ เพราะมีสารในกลุ่มแทนนินอยู่ในปริมาณมาก
เปลือกทับทิมมีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบ
เปลือกผลช่วยรักษาแผลหิด กลากเกลื้อน
เปลือกของทับทิมช่วยต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ
ยาต้มจากเปลือกผลช่วยรักษาอาการอุจจาระร่วงได้ โดยช่วยลดจำนวนครั้งในการขับถ่ายและทำให้ระยะเวลาเริ่มถ่ายครั้งแรกนานขึ้น

เปลือกต้นและเปลือกรากของทับทิมสามารถใช้เป็นยาขับพยาธิตัวตืดและพยาธิตัวกลมได้เป็นอย่างดี ด้วยการนำเปลือกของรากและต้นที่ยังสด ๆ ประมาณครึ่งกำมือ เติมกานพลูลงไปเล็กน้อยเพื่อแต่งรส นำมาต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจนเหลือถ้วยครึ่ง แล้วนำมารับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ หลังจากนั้น 2 ชั่วโมงจึงรับประทานยาถ่าย เช่น ดีเกลืออีก 2 ช้อนโต๊ะตามไปอีกครั้งหนึ่ง
ดอกทับทิมใช้ห้ามเลือดได้ ด้วยการนำดอกแห้งมาบดให้ละเอียดแล้วนำมาทาหรือโรยใส่บริเวณบาดแผล
ดอกทับทิมช่วยแก้อาการหูชั้นในอักเสบ
ใบของทับทิมสามารถนำมาอมกลั้วคอหรือทำเป็นยาล้างตาก็ได้
ทับทิมช่วยลดปัญหาผมร่วง ด้วยการนำยาพอกที่ได้จากใบ แล้วนำมาพอกหนังศีรษะ
ชาวอินเดียนำน้ำคั้นจากผลทับทิมและดอกของทับทิมมาปรุงเป็นยาธาตุ สมานลำไส้ บำรุงหัวใจ
ทับทิมช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งได้มากกว่า 13 ชนิด โดยช่วยให้เซลล์มะเร็งไม่เพิ่มจำนวนขึ้น เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ เป็นต้น
ช่วยในการทำลายเซลล์มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่
คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อ ทับทิม ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 83 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 18.7 กรัม
ประโยชน์ของทับทิมน้ำตาล 13.67 กรัม
เส้นใย 4 กรัม
ไขมัน 1.17 กรัม
โปรตีน 1.67 กรัม
วิตามินบี 1 0.067 มิลลิกรัม 6%
วิตามินบี 2 0.053 มิลลิกรัม 4%
วิตามินบี 3 0.293 มิลลิกรัม 2%
วิตามินบี 5 0.377 มิลลิกรัม 8%
วิตามินบี 6 0.075 มิลลิกรัม 6%
วิตามินบี 9 38 ไมโครกรัม 10%
โคลีน 7.6 มิลลิกรัม 2%
วิตามินซี 10.2 มิลลิกรัม 12%
วิตามินอี 0.6 มิลลิกรัม 4%
วิตามินเค 16.4 ไมโครกรัม 4%
ธาตุแคลเซียม 10 มิลลิกรัม 1%
ธาตุเหล็ก 0.3 มิลลิกรัม 2%
ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม 3%
ธาตุแมงกานีส 0.119 มิลลิกรัม 6%
ธาตุฟอสฟอรัส 36 มิลลิกรัม 5%
ธาตุโพแทสเซียม 236 มิลลิกรัม 5%
ธาตุโซเดียม 3 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.35 มิลลิกรัม 4%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ http://www.disthai.com/

15

ทับทิม
การกินเพื่อสุขภาพ
ทับทิม ยอดเยี่ยมราชินีแห่งผลไม้ มีประโยชน์อีกทั้งต้น
การกินเพื่อสุขภาพ
ทับทิม สุดยอดราชินีแห่งผลไม้ เป็นประโยชน์อีกทั้งต้น
อัปเดตล่าสุดตอนวันที่ เดือนพฤษภาคม 3, 2018 โดยประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
แชร์บทความนี้
ทับทิมได้ผลไม่ที่นิยมรับประทานกันมากมาย แล้วก็ขึ้นชื่อลือนามในเรื่องของคุณประโยชน์ที่มากมาย จนได้รับสมญาว่า ราชินีที่ผลไม้ พูดกันว่าทับทิมนั้นเป็นผลไม้ที่ถูกนำมาใช้ในแวดวงแพทย์มาแล้วนับพันปี ในขณะนี้ทับทิมถือเป็นผลไม้ที่นิยมนำมาปลูก แล้วก็กินกันทั่วทั้งโลก สามารถหารับประทานได้ง่ายในประเทศไทย พิจารณาได้จากร้านค้าขายน้ำทับทิม หรือผลทับทิมสด ที่เกือบจะมีอยู่ตามถนนหรือทุกตลาดในประเทศไทย
ประโยชน์ของทับทิมมีมากมายก่ายกอง ทั้งในเรื่องของสารอาหาร แล้วก็การคุ้มครองโรค
วิตามินซีสูงมาก
ทับทิมนับว่าเป็นผลไม่ที่มีวิตามินซีสูงมาก ในน้ำทับทิมเพียง 1 แก้ว มีวิตามินซีถึงปริมาณร้อยละ 40 ของปริมาณที่พวกเราอยากได้ในหนึ่งวัน (สำหรับคนแก่) ด้วยปริมาณวิตามินซีที่สูงในระดับนี้จึงมีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการลดความเสี่ยงสำหรับในการเป็นโรคหวัด หรือแพ้อากาศได้อย่างดี
ช่วยบำรุงผิวพรรณ
การรับประทานทับทิมสด หรือน้ำทับทิมนั้น จะช่วยทำให้ผิวพรรณของเราดูสดใส เนื่องมาจากทับทิมสำเร็จถึงที่กะไว้มีคุณประโยชน์ในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสำหรับการชะลอวัย ลดการเกิดริ้วรอยในผิวของพวกเรา และก็ด้วยจำนวนวิตามินซีที่สูงจึงช่วยในเรื่องทำให้ผิวกระจ่างใส ยิ่งไปกว่านี้เรายังสามารถใช้น้ำทับทิมประมาณ 1 ช้อนชา ทาบริเวณใบหน้า ทิ้งเอาไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยสำหรับในการบำรุงผิวหน้าให้ดูเต่งตึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆได้อีกด้วย ประโยชน์ในข้อนี้ของทับทิมสามารถรับรองได้จากการที่ในขณะนี้ มีเครื่องแต่งหน้าหรือครีมหลายชนิดได้นำทับทิมไปเป็นองค์ประกอบ
เส้นโลหิตรวมทั้งหัวใจดียิ่งขึ้น
ในทางการแพทย์มีการวิจัยแล้วพบว่าทับทิม มีสรรพคุณช่วยสำหรับเพื่อการทำให้การไหลเวียนของเลือดดียิ่งขึ้น ลดภาวการณ์ขาดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ นอกเหนือจากนั้นยังพบว่าผู้ที่มีความดันเลือดสูง เมื่อกินน้ำทับทิมวันละ 50cc จะช่วยลดระดับความดันเลือดได้ร้อยละ 5 ช่วยลดสภาวะการแข็งตัวของไขมันในเส้นโลหิตได้อีกด้วย
ลดความเสี่ยงในการกำเนิดมะเร็ง
เพราะว่าเป็นผลไม้ที่มีค่าการต่อต้านอนุมูลอิสระที่สูง จึงช่วยลดความเสี่ยงสำหรับในการกำเนิดโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี มีงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่า การรับประทานทับทิมช่วยลดช่องทางการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ของมะเร็งถึง 13ช นิด รวมทั้งยังสามารถช่วยทำลายเซลล์ของมะเร็งในหลอดของกิน และไส้ได้อีกด้วย
ประโยชน์อื่นๆของทับทิม
เว้นเสียแต่สรรพคุณหลักที่กล่าวไปในข้างต้นแล้ว ทับทิมยังมีสรรพคุณอื่นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ช่วยทุเลาอาการแพ้ท้องในหญิงมีครรภ์ ช่วยปรับสมดุลในวัยหมดประจำเดือน ลดการเสี่ยงสำหรับเพื่อการเป็นโรคสูญเสียความทรงจำในคนวัยชรา คุ้มครองป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน เสริมสุขภาพกระดูกลดการเสี่ยงสำหรับการเป็นโรคกระดูกพรุน ป้องกันการเสื่อมสรรถยนต์ภาพทางเพศ ลดการตกขาว พูดได้ว่ามีสรรพคุณมากไม่น้อยเลยทีเดียวจริง
 นอกเหนือจากส่วนที่พวกเรานิยมกินกันอย่างเมล็ดแล้ว ส่วนประกอบอื่นของทับทิมก็มีคุณประโยชน์ไม่แพ้กัน ทั้งเป็นยาและก็สมุนไพร
ใบ: สามารถทำน้ำยาบ้วนปากหรือล้างตาได้ ยาพอกที่ทำมาจากใบสามารถช่วยบรรเทาอาการผมหล่นได้อย่างดี
เปลือก: ลดการเกิดริ้วรอยในผิวของพวกเราใช้รักษา แผลหิด กากโรคเกลื้อน มีสรรพคุณเกี่ยวกับการรักษาโรคในทางเดินอาหาร เช่นรักษาอาการท้องร่วงได้
เปลือกของลำต้น รวมทั้งราก: สามารถนำมาทำเป็นยาถ่ายพยาธิได้อีกด้วย โดยนำมาผสมกับกานพลู และก็บางทีอาจใส่ดีเกลือต้มกับน้ำประมาณสามถ้วย มีสรรพคุณสำหรับในการถ่ายพยาธิ
ดอก: มีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการรักษาแผล รวมทั้งทุเลาอาการอักเสบของหูชั้นใน
ทับทิมถือเป็นผลไม้ที่เป็นประโยชน์ในทุกส่วนของต้น ไม่ใช่เพียงแค่เมล็ด หรือน้ำทับทิม ก็เลยไม่ประหลาดใจเลยที่ทับทิมจะได้รับสมญานามว่า "ราชชินีที่ผลไม้"
โรคและก็อาการอื่นๆอาทิเช่น โรคเส้นเลือดหัวใจ การหย่อนยานสมรรถภาพทางเพศ เจ็บกล้ามข้างหลังการบริหารร่างกาย กลุ่มอาการอ้วนอ้วน โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เยื่อบุช่องปากอักเสบ ผิวไหม้จากแดด การติดเชื้อทริวัวโมแนส (Trichomoniasis) ท้องเดิน โรคบิด เจ็บคอ โรคริดสีดวงทวาร อาการวัยทอง และอื่นๆยังจำเป็นต้องทำการศึกษาเรียนรู้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมอีกเพื่อหาหลักฐานเกี่ยวกับคุณภาพแล้วก็ความปลอดภัยของทับทิมสำหรับเพื่อการรักษาโรค
ความปลอดภัยสำหรับในการกินทับทิมหรือสินค้าจากทับทิม
โดยทั่วไปการรับประทานน้ำทับทิมค่อนข้างมีความปลอดภัย แต่ในบางรายที่มีอาการแพ้ผลสดของทับทิมอาจเกิดผลใกล้กันจากการกินน้ำทับทิมได้
รากทับทิมประกอบด้วยสารที่เป็นพิษต่อสภาพร่างกาย การรับประทานรากรวมทั้งลำต้นของทับทิมในจำนวนมากอาจไม่ปลอดภัย
สารสกัดจากทับทิมออกจะไม่มีอันตรายสำหรับการรับประทานหรือประยุกต์ใช้กับผิวหนัง แต่อาจจะเป็นผลให้เกิดอาการแพ้น้อยในบางราย ดังเช่นว่า อาการคัน บวม น้ำมูกไหล หรือหายใจลำบาก
การรับประทานน้ำทับทิมออกจะมีความปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ในตอนให้นมบุตร แต่ยังไม่มีรายงานรับรองความปลอดภัยสำหรับการกินหรือใช้ทับทิมในแบบอย่างอื่น เช่น สารสกัดจากทับทิม จึงควรขอความเห็นแพทย์ก่อนที่จะมีการรับประทานทุกครั้ง
น้ำทับทิมอาจทำให้ความดันเลือดลดลดลงน้อย ซึ่งอาจก่อให้คนป่วยที่มีภาวะความดันต่ำอาการเกิดขึ้นอีก

คนที่มีอาการแพ้จากพิษพืชอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้จากการกินทับทิม
คนไข้ที่จำต้องเข้ารับการผ่าตัดควรหยุดรับประทานทับทิมขั้นต่ำ 2 สัปดาห์ เนื่องด้วยทับทิมนำมาซึ่งการทำให้ความดันเลือดต่ำลง ก็เลยบางทีอาจกระทบต่อความดันเลือดในขณะผ่าตัดหรือมีผลต่อเนื่องไปยังหลังการผ่าตัด
การกินทับทิมควบคู่กับยาบางจำพวกอาจจะทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา เช่น ยาที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการทำงานของตับโดยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับ Cytochrome จำพวก P450 2D6 หรือชนิด P450 3A4 ยาลดความดันโลหิตหรือเอซีอี อินฮิบิเตอร์ ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยาโรสุวาสแตตำหนิน คนที่รับประทานยาเป็นประจำหรือมีโรคประจำตัวควรจะปรึกษาหมอก่อนการรับประทานเพื่อให้มีความปลอดภัย http://www.disthai.com/

หน้า: [1] 2 3 ... 8