แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 9
1

สมุนไพรผักหวานบ้าน
ผักหวานบ้าน Sauropus androgynous (Linn.) Merr.
ชื่อพ้อง albicans. Bl.
บางถิ่นเรียกว่า ผักหวานบ้าน ผักหวาน (ทั่วๆไป) ก้านตง จ๊าผักหวาน (เหนือ) โถหลุ่ยกะนีเด๊าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) นานาเซียม (มลายู-จังหวัดสตูล) ผักหวานใต้ใบ (จังหวัดสตูล) มะยมป่า (ประจวบคีรีขันธ์).
       ไม้พุ่ม หรือ พืชล้มลุก ที่มีโคนต้นค่อนข้างจะแข็ง สูง 0.5-2 ม.ลำต้นอ่อน กลม หรือ เป็นเหลี่ยม หมดจด กิ่งอ่อนหักงอไปมาเป็นรูปซิกแซกเล็กน้อย. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รูปหอก กว้าง 1.3-3 ซม. ยาว 2.5-11 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือ มน ขอบใบเรียบ โคนใบแหลม หรือ มน เส้นกิ้งก้านใบมีข้างละ 5-7 เส้น โค้งน้อย ใบหมดจดทั้งคู่ด้าน; เมื่อทำให้แห้งจะมีสีเขียวอมเหลือง; สมุนไพร ก้านใบสั้น โดยประมาณ 2-4 มิลลิเมตร หูใบสามเหลี่ยม ยาว 1.7-3 มม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศภรรยาอยู่บนต้นเดียวกัน บางครั้งบางคราวกำเนิดบนช่อเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 4-5 มิลลิเมตร ดอกรูปจาน กลีบรองกลีบดอกสีเหลือง หรือ มีจุดๆสีแดง ดอกบนกว้างราวๆ 5-12 มม. ขอบกลีบเป็นคลื่นบางส่วน หรือ แยกเป็นกลีบ 6 กลีบ ปลายกลีบกลม หรือตัดตรง เกสรผู้มี 3 อัน ก้านเกสรเชื่อมติดกันเป็นท่อสั้นๆปลายแยกออกจากกัน ฐานดอกมีต่อม 6 ต่อม. ดอกเพศภรรยา ก้านดอกยาวถึง 8 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบสีเหลือง หรือ สีแดงเข้ม ยาว 5-7 มิลลิเมตร แยกเป็น 6 กลีบ กลีบรูปไข่ หรือ ค่อนข้างจะกลม ปลายกลีบแหลมสั้นๆ; รังไข่รูปไข่ ข้างในมี 3 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 2 หน่วย ท่อรังไข่ 3 อัน สั้น แต่ละอันปลายแยกเป็นสอง แล้วก็ม้วน. ผล รูปกลมแป้น สีขาวอมชมพู เส้นผ่าศูนย์กลาง 15-18 มม. ยาว 10-13 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบดอกมีขนาดโตขึ้นเมื่อได้ผลสำเร็จ. เมล็ด สามเหลี่ยม กว้างโดยประมาณ 5 มม. ยาว 8 มิลลิเมตร สีออกดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วๆไปในป่าดงดิบ ป่าละเมาะ จากที่รกร้าง รวมทั้งข้างถนน.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรากรับประทานเป็นยาลดไข้ แล้วก็ปัสสาวะขัด ต้น และ ใบ น้ำยางต้นรวมทั้งยางใบ ใช้หยอดตาแก้อักเสบ เอามาตำเป็นยาพอกผสมกับรากและก็ cinnamon รักษาแผลในจมูก ตำผสมกับ arsenic ใช้ทาแก้โรคผิวหนังที่ติดเชื้อโรค spirochete ชนิดหนึ่งได้

2

สมุนไพรไม้เท้ายายม่อม
ไม้เท้ายายม่อม Trigonostemon longifolius
บางถิ่นเรียก เท้ายายม่อมป่า อ้ายบ่าว (จังหวัดปัตตานี)
ไม้ต้น หรือ ไม้ต้น ขนาดเล็ก สูง 2-6 ม. ยอดอ่อนมีขนสีเหลืองอมแดง เมื่อแห้งมีสีเหลือง. ใบ ผู้เดียว เรียงสลับกัน รูปหอกกลับถึงรูปช้อนแกมรูปไข่กลับ กว้าง 5-14 ซม. ยาว 20-55 ซม. ปลายใบเรียวแหลมเป็นหาง ยาวราว 0.5-2 เซนติเมตร ขอบใบหยักน้อยทางใกล้ปลายใบ ส่วนขอบใกล้โคนใบเรียบ; โคนใบเรียวแหลมจนถึงเป็นครีบ; เส้นใบมี 15-20 คู่ ข้างบนใบสีเขียวเข้ม สะอาด เว้นเสียแต่ตามเส้นกลางใบมีขน ข้างล่างสีอ่อน มีขนห่างๆทั่วไป แล้วก็มีขนมากตามเส้นกลางใบ และก็ขอบของใบ; ก้านใบยาว 0.5-1.5 ซม. มีขน. ดอก ออกตามง่ามใบ เป็นช่อยาว ไม่แยกแขนง ยาว 15-25 ซม. มีขนหนาแน่น ใบเสริมแต่งรูปยาวปลายแหลม; ดอกเพศผู้ รวมทั้ง สมุนไพร ดอกเพศภรรยากำเนิดบนต้นเดียวกัน. ดอกเพศผู้ มีกลีบรองกลีบดอกไม้ 5 กลีบ ภายนอกมีขนยาวรวมทั้งแข็งชี้ไปทางปลายกลีบ; กลีบ 5 กลีบ รูปไข่กลับปนขอบขนาน สีแดงคล้ำ เกสรผู้มี 3 หรือ 5 อัน ก้านเกสรเชื่อมชิดกันเป็นแท่ง อับเรณูติดที่ปลาย ก้านดอกมีต่อม 5 ต่อม มักจะเชื่อมติดกันเหมือนรูปถ้วย. ดอกเพศเมีย กลีบรองกลีบดอก รวมทั้งกลีบดอกมีลักษณะเหมือนดอกเพศผู้ไหมมีกลีบ รังไข่มี 3 ช่อง ท่อรังไข่แยกเป็น 2 แฉก แต่ละแฉกแยกต่ออีก 2 แฉก. ผล เป็นช่อตั้งชัน มี 3 พู เส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 14 มิลลิเมตร มีขนปกคลุมหนาแน่น; ก้านผลยาว 0.7-1.0 ซม. เมล็ด มีขนาดเล็ก.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบทางภาคใต้ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 400 ม.
สรรพคุณ : ราก น้ำยางรากใช้ทาแก้ผึ้งต่อย และทาแก้พิษแมงกะพรุน

3

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรโลดทะนง[/url][/size][/b]
โลดทะนง Trigonostemon reidioides (Kurz) Craib
ชื่อพ้อง Baliospermum reedioides Kurz.
บางถิ่นเรียกว่า โลดทะนง (จังหวัดราชบุรี ปราจีนบุรี ตราด) อาหารเย็นเนิน (จังหวัดราชบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) ดู่เบี้ย ดู่เตี้ย (เพชรบุรี) ทะนง รักทะนง (จังหวัดโคราช) ทะนงแดง (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) นางแซง (จังหวัดอุบลราชธานี) โลดทะนงแดง (บุรีรัมย์) หนาดคำ (เหนือ) หัวยาอาหารเย็นเนิน (จังหวัดราชบุรี).
  ไม้พุ่ม ขนาดเล็ก สูง 0.5-1.5 ม. มีขนปกคลุมครึ้มนแน่นทั่วไป. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกน รูปขอบขนาน แคบบ้างกว้างบ้าง หรือ กว้าง 2-4 ซม. ยาว 7-12 เซนติเมตร; ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ โคนใบกลม หรือ มน เส้นใบมี 5-7 คู่ ด้านล่างนูน มีขนทั้งยัง 2 ด้าน ด้านบนค่อนข้างสาก ข้างล่างขนยาว นุ่มรวมทั้งหนาแน่นกว่าด้านบน ที่ฐานใบมีต่อมเล็กๆ2 ต่อม ก้านใบยาว 10-15 มิลลิเมตร มีขน. ดอก สีขาว ชมพู ม่วงเข้ม หรือ เกือบดำ ออกเป็นช่อตามง่ามใบ แล้วก็ตามกิ่ง ดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศภรรยาเกิดบนต้นเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ดอกตูมกลม กลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่กลับ ข้างนอกมีขน กลีบ 5 กลีบ รูปไข่กลับ ไม่มีขน เกสรผู้ 3 อัน ก้านเกสรชิดกัน อับเรณูรูปกลม ฐานดอกขอบเป็นคลื่น. ดอกเพศเมีย สมุนไพร ดอกตูมรูปไข่ กลีบรองกลีบ 5 กลีบ รูปไข่ปลายมน กว้างโดยประมาณ 1.5 มม. ยาวโดยประมาณ 3 มม. ภายนอกมีขน กลีบดอกไม้รูปไข่ กว้างราว 2 มม. ยาว 3 มม. รังไข่รูปไข่ มีขน ท่อรังไข่สั้น มี 3 อัน ปลายท่อใหญ่ ปลายสุดหยักเว้าเล็กน้อย ฐานดอกขอบไม่เป็นคลื่น. ผล มี 3 พู เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 12 มม. มีขนปกคลุมครึ้มนแน่น ก้านผลยาวประมาณ 15 มม. เมล็ด รูปค่อนข้างจะกลม หรือ รูปไข่ปนสามเหลี่ยม ยาวราว 5-6 มม. สีออกเหลือง ผิวเรียบ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในที่ดินคละเคล้าทราย ในป่าสัก แล้วก็มีเกลื่อนกลาดกระจัดกระจายในป่าเบญจพรรณแล้ง เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 450 ม.
คุณประโยชน์ : ราก รสร้อน ฝนกินเพื่อทำให้อาเจียน ทำให้ท้องเดิน ใช้ถอนพิษรับประทานยาเบื่อเมา แก้โรคหืด ใช้ด้านนอกฝนทาเป็นยาเกลื่อนฝี แก้ฟกช้ำ เคล็ดลับบวม รับประทานเป็นยาคุมกำเนิด

4

สมุนไพรตะขบป่า
ตะขบป่า Flacourtia indica (Burm. f.)
บางถิ่นเรียก ตะขบป่า (ภาคกึ่งกลาง) ตานเศษไม้ มะเกว๋นนก มะเกว๋นป่า (ภาคเหนือ)
    ไม้พุ่ม หรือ ต้นไม้ ขนาดเล็ก ผลัดใบ สูง 2-5(-15) ม. ตามลำต้นและกิ่งใหญ่มีหนามแหลม ยาว 2-4 ซม. เรือนยอดแผ่นกว้าง ปลายกิ่งโค้งลง เปลือกสีเหลืองอมเทา แตกเป็นร่องลึก มีช่องอากาศรูปรีกระจัดกระจายห่างๆใบ ลำพัง ออกเวียนสลับ ขนาดค่อนข้างจะเล็ก รูปร่าง ขนาดเนื้อใบ แล้วก็ขนที่ปกคลุมแตกต่างกัน ส่วนมากเป็นรูปไข่กลับ กว้าง 1.5-3 เซนติเมตร ยาว 2-4 ซม. ปลายใบกลม โคนใบสอบแคบ ขอบใบออกจะเรียบ หรือ จะ มักจักใกล้ปลายใบ ใบอ่อนแล้วก็เส้นกลางใบสีแดงอมส้ม เส้นใบมี 4-6 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแห พอเพียงมองเห็นได้ลางๆก้านใบยาว 3-5 มิลลิเมตร สีแดง มีขน ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ แล้วก็ที่ปลายกิ่ง มีขน แต่ละช่อมีดอกปริมาณน้อย ที่โคนช่อมีใบตกแต่ง บางคราวมีหนาม ก้านดอกยาว 3-5(-7) มม. มีขน กลีบ 5-6 กลีบ รูปไข่ ปลายมน ยาว 1.5 มม. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color] ข้างนอกค่อนข้างสะอาด ภายในและก็ที่ขอบกลีบมีขนแน่น ดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้ ฐานดอกจะมน เกสรเพศผู้มีจำนวนไม่น้อย ก้านเกสรยาว 2-2.5 มม. มีขนเฉพาะที่โคน ดอกเพศเมีย ฐานดอกเรียบ หรือ ค่อนข้างเรียบ รังไข่กลม ปลายสอบแคบ ก้านเกสรเพศเมียมี 5-6 อัน ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร แต่ละก้านปลายแยกเป็นสองแฉก รวมทั้งม้วนออก ผล กลม หรือ รี เล็ก ออกเดี่ยวๆหรือเป็นกลุ่มตามกิ่ง เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8-1 ซม. เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีแดงคล้ำ มีก้านเกสรเพศเมียติดอยู่ที่ปลายผล มีเม็ด 5-8 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าริมหาด แล้วก็ขึ้นกระจายทั่วๆไป ในที่ระดับน้ำทะเลถึงความสูง 1,100 ม. มีปลูกบ้างตามสวนที่เพื่อรับประทานผล
สรรพคุณ : ราก กินแก้ไตอักเสบ ต้น ยางจากต้นใช้เข้าเครื่องยา แก้อหิวาต์  เปลือกต้น ชงกินแก้เสียงแห้ง อมล้างคอแก้เจ็บคอ เปลือกตำรวมกับน้ำมัน ใช้ทาเช็ดนวดแก้ปวดท้อง แก้คัน ใบ น้ำยางจากต้น รวมทั้งใบสด กินเป็นยาลดไข้สำหรับเด็ก แก้โรคปอดอักเสบ แก้ไอ แก้บิด รวมทั้งท้องร่วง ช่วยในการย่อย น้ำต้มใบแห้งรับประทานเป็นยาฝาดสมาน ขับเสมหะ แก้โรคหืดหอบ หลอดลมอักเสบ ขับลม และบำรุงร่างกาย  ใบที่ย่างไฟจนแห้งใช้ชงรับประทานหลังคลอดลูก ผล กินได้ มีจำนวนวิตามินบีสูง แก้เมื่อยล้า บรรเทาอาการโรคโรคดีซ่าน ม้ามโต แก้อ้วก คลื่นไส้ และก็เป็นยาระบาย เมล็ด ตำพอกแก้ปวดข้อ

Tags : สมุนไพร

5

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรกระเบากลัก[/url][/size][/b]
กระเบากลัก Hydnocarpus ilicifolia King
บางถิ่นเรียก กระเบากลัก (จังหวัดสระบุรี) กระเบาชาวา (เขมร-จันทบุรี) กระเบาพนม (เขมร-สุรินทร์) กระเบาลิง (ทั่วๆไป) กระเบียน ขี้มอด (จันทบุรี) กระเรียน (ชลบุรี) คมขวาน (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) จ๊าเมี่ยง (สระบุรี แพร่) ดูกช้าง (กระบี่) บักกราย พะโลลูตุ้ม (มลายู-ปัตตานี) หัวค่าง (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี)
ต้นไม้ ขนาดกลาง สูง 10-30 ม. กิ่งอ่อนมักมีขนสีน้ำตาลปนแดงกระจายห่างๆกิ่งแก่เกลี้ยง ลำต้นตรง เปลือกเรียบสีเทา ใบ เดี่ยว ออกเวียนสลับกัน รูปไข่ ขอบขนาน หรือ รูปไข่ปนรูปใบหอก กว้าง 4-7 ซม. ยาว 12-17 ซม. ตัวใบเบาๆเรียวสอบไปยังปลายใบ โคนใบมนหรือเบี้ยว ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อยห่างๆค่อนไปทางปลายใบ ประจักษ์ในใบอ่อน เนื้อใบหนาสะอาดเป็นเงา เส้นใบมี 6-8 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแห เห็นได้ชัดทั้งสองด้าน ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ สีเขียวอ่อน เป็นดอกแยกเพศ กลีบเลี้ยงและก็กลีบมีอย่างละ 4 กลีบ. สมุนไพร ดอกเพศผุ้ มีเกสรเพศผู้ 14-20 อัน สีขาว ก้านเกสรสั้นแล้วก็มีขนเรี่ยราย อับเรณูรูปไข่ปนรูปขอบขนาน ดอกเพศภรรยา มีเกสรเพศผู้ที่ไม่สมบูรณ์ราว 15 อัน รังรูปกลมรีหรือรูปไข่ มีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ผล กลม หน้าแข้ง เส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 ซม. ผิวมีขนนุ่มสีดำ ด้านในมีเมล็ดรูปไข่ 10-15 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดงดิบแล้งหรือป่าเบญจพรรณทั่วไป ตามป่าชายทะเล รวมทั้งรอบๆเขาหินปูน ความสูง 20-400 มัธยม
สรรพคุณ : เม็ด ให้นำมันกระค่อย เหมือน H. anthelminthica รวมทั้งมีคุณประโยชน์คล้ายกัน นอกเหนือจากนี้น้ำมันจากเม็ดยังใช้ในการทำสบู่

6

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรมะม่วย[/url][/size][/b]
มะม่วย Gnetum latifolium Bl. Var. funiculare (Bl.) Markgraf
บางถิ่นเรียก มะม่วย (สุรินทร์) มะหน่วย กะรูวะ (มลายู-นราธิวาส)
ไม้เถา เนื้อแข็ง กิ่งเป็นข้อต่อกันแล้วก็ตามข้อจะบวมพอง ใบ โดดเดี่ยว เรียงเป็นคู่สลับตั้งฉาก ใบรูปขอบขนานแกมรี รูปขอบขนานแกมรูปใบหอก กว้าง 5-5.5 เซนติเมตร ยาว 13-16 ซม. ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆโคนใบสอบแคบ ขอบใบเรียบ เนื้อใบหนามัน เส้นใบเป็นแบบขนโค้ง เมื่อแห้งใบจะมีสีน้ำตาล เห็นเส้นกิ่งก้านสาขาใบแจ่มชัดก้านใบยาวราว 1 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามลำต้น ดอกเพศผู้รวมทั้งดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ช่อดอกแตกเป็นหลายแขนง สมุนไพร ดอกเรียงเป็นชั้นๆรอบแกนกลาง ช่อดอกเพศผู้ ยาว 2-5 เซนติเมตร มีปริมาณดอก 30-50 แต่ละชั้นมี 6-8 ดอก แต่ละดอกมีกาบรอง 2 อัน ที่เชื่อมติดกันเป็นกระจัง มีแผ่นใบสร้างอับสปอร์เพศผู้ ยาว 3 มม. แล้วก็มีอับสปอร์เพศผู้ติดต่อ 2 อัน  ช่อดอกเพศภรรยา ยาว 5-8 เซนติเมตร แต่ละชั้นดอก 6-9 ดอก ดอกยาวราวๆ 4 มม. ปลายดอกเรียวแหลมและก็ชี้ขึ้น ผล รูปกลมรี หรือ รูปไข่ กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 1.5-2.5 ซม. เมื่อสุกสีแดง หรือ สีส้มคล้ำ ก้านผลเรียว ยาว 0.5-2 ซม. เมล็ดแข็ง มีเนื้อหุ้มห่ออยู่ด้านนอก
นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ ป่าพรุ ที่ราบลุ่มถึงความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 300 ม. พบทั่วทุกภาคของประเทศ (มีดอกและก็ผลระหว่างเดือน กันยายน-เดือนกรกฎาคม)
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำยางจากเปลือกต้นเป็นพิษ ใช้ทาลูกศรแต่พิษไม่ร้ายแรงนัก เมล็ด กินได้เมื่อทำให้สุก

7

สมุนไพรเมื่อย
ปวดเมื่อย Gnetum montanum Markgraf
บางถิ่นเรียกว่า ปวดเมื่อย (ตราด) ม่วย (จังหวัดเชียงราย จังหวัดอุบลราชธานี) มะม่วย (จังหวัดเชียงใหม่) แฮนม่วย (เลย)
ไม้เถา เนื้อแข็ง กิ่งเป็นข้อต่อกันแล้วก็ตามข้อจะบวมพอง ใบ คนเดียว เรียงเป็นคู่สลับตั้งฉาก ใบรูปขอบขนานแกมรูปไข่ มีขนาดแตกต่างมากมาย แม้กระนั้นกว้างไม่เกิน 12 เซนติเมตร ยาวไม่เกิน 20 เซนติเมตร ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบกลม มน หรือ แหลม ขอบของใบเรียบ เนื้อเรือใบแข็งครึ้ม หรือ ค่อนข้างจะครึ้ม เมื่อแห้งสีออกดำ เส้นใบโค้ง ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอดและตามลำต้น สมุนไพร ช่อดอกแตกกิ่งก้านสาขามา แยกเป็นช่อดอกเพศผู้และเพศภรรยา ดอกเรียงเป็นชั้นๆรอบศูนย์กลาง ช่อดอกเพศผู้ กว้างประมาณ 0.4 ซม. ยาวโดยประมาณ 3 ซม. แต่ละชั้นมีโดยประมาณ 20 ดอก ช่อดอกเพศเมีย แต่ละชั้นมี 5-7 ดอก ผล รูปรี กว้างราว 1 เซนติเมตร ยาว 1.5 ซม. เมื่อสุกสีแดง ก้านผลอ้วน ยาวโดยประมาณ 0.2 ซม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในระดับที่ถือว่าสูงจากน้ำทะเล 50-1,800 ม. เจอในทุกภาคของประเทศ เว้นเสียแต่ภาคกึ่งกลาง
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกรากรับประทานแก้พิษบางประเภท แล้วก็แก้ไข้ไข้มาลาเรีย

8

สมุนไพรอ้อ
อ้อ Arundo donax L.
บางถิ่นเรียก อ๋อ (ทั่วไป) อ้อหลวง (ภาคเหนือ) อ้อใหญ่ (ภาคกึ่งกลาง)
ไม้ล้มลุก ชนิดหญ้า อายุนับเป็นเวลาหลายปี มักขึ้นเป็นกอ สูง 2-8 ม. ลำต้นเป็นบ้องตั้งชัน ด้านในกลวง แตกกิ่งก้านบ้างบางส่วน ลำต้นกว้าง 1.5-3 เซนติเมตร ข้อสั้น กาบหุ้มลำต้น ยาว 10-15 ซม. ยาวกว่าข้อมากมาย มีตาลายมยาว สีออกนวล สะอาด หรือมีขนยาว ที่รอยต่อของกาบใบและตัวใบมีลิ้นใบ (ligule) ยาว 2-3 มิลลิเมตร ขอบจักหรือชายเสื้อครุย ใบ ยาว 45-60 ซม. โคนใบกว้าง 4-6 ซม. มีตาลายมยาว เนื้อใบครึ้ม ปลายเรียวแหลมเป็นหางยาว ชอบพับลง เกลี้ยง ขอบของใบสาก ดอก ออกที่ยอดเป็นช่อใหญ่กระจัดกระจาย ยาว 30-75 ซม. สมุนไพร ดอกหนาแน่น ช่อดอกแตกกิ่งมากมาย ยาวโดยประมาณ 15-30 ซม. มีขนยาวเหมือนขน ช่อดอกย่อย (spikelet) ยาว 13-17 มิลลิเมตร ประกอบด้วยดอก 4-5 ดอก กาบช่อย่อยกาบด้านล่าง ยาว 11-14 มม. มีเส้นตามแนวยาว 5 เส้น กาบบนรูปแคบๆยาว 11-14 มม. มีเส้นตามทางยาว 3 เส้น ปลายแหลมบาง กาบล่างของดอก รูปไข่ปนรูปหอก ยาว 10-15 มม. มีขนยาวและก็หนาแน่นใกล้โคน ขนยาวราว 10 มิลลิเมตร บาง ปลายแหลม ที่โคนมีเส้นตามยาว 7-8 เส้น กาบบนของดอก ยาว 6-11 มม. เป็นเยื่อบางใส กว้าง ปลายมน หรือ ตัด ขอบมีอีกทั้งขนธรรมดา และก็ขนแข็งเกสรเพศผู้มี 3 อัน อับเรณูยาว 2-2.2 มม. เรียวเล็ก สีเหลือง รังไข่สะอาด ก้านเกสรเพศเมียสั้นๆ2 อัน ปลายเกสรเพศเมียยาวราว 1 มิลลิเมตร มีขนสีน้ำตามแกมเหลือง ยาวคล้ายขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นดังที่ราบลุ่มเฉอะแฉะทั่วไป
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกรากกินเป็นยาขับฉี่ เหง้า น้ำสุกเป็นยาระบาย ขับประจำเดือน และห้ามการหลั่งนมของสตรี

9

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรเดือย[/url][/size][/b]
เดือย Coix lachrymal-jobi L.
บางถิ่นเรียก เดือย (ทั่วไป) มะเดย (ภาคเหนือ)
ไม้ล้มลุก อายุปีเดียว สูง 1-2 ม. ลำต้นแข็งแรง ตั้งชัน เกลี้ยง ใบ รูปหอก กว้าง 2.5-5.0 ซม. ยาว 20-45 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกลมหรือเว้าน้อย ขอบใบสากคม เส้นกึ่งกลางใบแลเห็นชัด ลิ้นใบ (ligule) สั้น เป็นเยื่อบางหมดจด กาบใบโอบรอบลำต้น ยาว 3.5 ซม. ดอก ออกเป็นช่อ ตามง่ามใบใกล้ยอด ยาวราวๆ 7.5 ซม. กาบใบหนึ่งจะมีช่อดอกออกมาหลายช่อ โดยมีก้านช่อชูขึ้นมาเหนือกาบ ส่วนที่เป็นดอกมีช่อดอกย่อยเพศเมีย (pistillate spikelet) 1 ช่อ และช่อดอกย่อยไม่มีเพศ 2 ช่อ อยู่ด้านในเปลือกแข็ง รูปกลมรี หรือ รูปหยดน้ำ ผิวเกลี้ยงเป็นเงา สีขาวหรือฟ้า คล้ายลูกปัด ยาว 5-8 มิลลิเมตร มีปลายเกสรเพศเมียสีม่วง รวมทั้งช่อดอกย่อยเพศผู้ (male spikelet) ออกมาทางปลายลูกปัด สมุนไพร ช่อดอกเพศผุ้แกนกลางยาว 3.5 เซนติเมตร ดอกย่อยเพสผู้ติดตามศูนย์กลางเป็นคู่ หรือ 3 ไม่มีเส้นขนยาวๆดอกย่อย (floret) มีกาบช่อย่อย (glume) รองรับอยู่ 2 อัน อันนอก 1 อัน แล้วก็อันในหนึ่งอัน มีกาบล่าง (lemma) 1 อัน กาบบน (palea) เล็กๆ1 อัน และเกสรเพศผู้มี 3 อัน ผล เป็นผลเทียม มีขนาดรูปร่างรวมทั้งสีสันต่างๆกัน จำพวกที่มีเปลือก ผลแข็งรับประทานไม่ได้ สำหรับพันธุ์ที่มีเปลือกผลอ่อนกินได้

นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นใกล้น้ำรวมทั้งในที่ชื้น ปลูกได้ทั่วไปเป็นมั่งคั่งญพืชแล้วก็เป็นยา
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มรับประทานเป็นยาขับพยาธิในเด็ก ขับเยี่ยว และก็แก้เมนส์ไม่ปกติ เมล็ด กินได้ เป็นของกินชนิดแป้ง เป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ฟอกโลหิต ลดน้ำหนัก

Tags : สมุนไพร

10

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรหญ้าตีนกา[/url][/size][/b]
หญ้าตีนกา Eleusine indica (L.) Gaertn.
บางถิ่นเรียกว่า หญ้าตีนกา หญ้าปากควาย (กลาง) หญ้าตีนกับแก้ (เลย) ต้นหญ้าตีนนก (จังหวัดกรุงเทพ) หญ้าปากคอก (จังหวัดสระบุรี) ต้นหญ้าผากควาย (ภาคเหนือ)
         ไม้ล้มลุก ประเภทหญ้า อายุปีเดียว แตกกิ่งก้านมากที่โคนต้น ลำต้นสูง 25-60 ซม. แบน สีเขียวอ่อนมันเป็นเงา เหนียว บางทีก็อาจจะแผ่ติดพื้นดินหรือตั้งตรงก็ได้ กาบโอบห่อลำต้น ลักษณะแบนเหมือนกันกับลำต้น มีลายตามยาว ตามขอบและก็ที่คอต่อมีขนยาวห่างๆที่คอต่อมีลิ้นสั้นๆบางๆยาว 0.2-0.5 มิลลิเมตร ปลายตัดเรียบ หรือเป็นครุย ใบ รูปยาวแคบ กว้าง 4-10 มิลลิเมตร ยาว 15-25 ซม. ปลายแหลม โคนใบมน ตามขอบใบใกล้ปลายใบมีขนสาก ข้างบนมีขนยาวห่างๆ มีแถบสีเหลืองใสจากโคนใบ ยาว 2-3 มม. ดอก ออกเป็นช่อ 2-6 ช่อ รวมกันเป็นช่อใหญ่แบบซี่ร่ม แม้กระนั้นมีอยู่ช่อหนึ่งมักจะออกมาจากลำต้นแล้วก็อยู่ต่ำลงยิ่งกว่าช่ออื่นๆแต่ละช่อกว้าง 4-8 มม. ยาว 4-7 เซนติเมตร  สมุนไพร แต่ละช่อมีหลายช่อดอกย่อย (spikelets) ยาว 5-7 มิลลิเมตร ออกจากศูนย์กลางด้านเดียว แต่ละช่อดอกย่อยมี 3-8 ดอก (florets) เกลี้ยง กาบของช่อดอกย่อยใบข้างล่าง (lower glume) กว้าง โค้งเป็นรูปเรือ ขอบบางใสหรือมีสีม่วง ยาว 2-3 มม. มีเส้นตามทางยาว 2-4 เส้น ใบบน ยาว 3-4 มม. มี 6-9 เส้น ส่วนดอกย่อยมีกาบข้างล่าง (lemma) ยาว 3-3.5 มม. ปลายแหลมโค้งเป็นรูปเรือเห็นได้ชัด มีเส้นใกล้ขอบข้างละ 1-2 เส้น แต่เห็นไม่ชัดเจน ที่สันมีขนสากแล้วก็มีเส้น 3-4 เส้น แลเห็นชัดเจน กาบบน (palea) ยาว 2.5-3 มิลลิเมตร ปลายแหลม มีเส้นตามยาวมองเห็นกระจ่าง 2 เส้น อับเรณูรูปไข่แกมรูปขอบขนานกว้าง สีเหลือง ยาว 0.5-0.75 มิลลิเมตร ปลายเกสรเพศเมียสีม่วง มองเห็นไม่ชัดเจน ผล มีเปลือกซึ่งโปร่งแสงห่ออยู่อย่างหลวมๆสีออกสีแดงเข้มผสมน้ำตาล ตามขอบมีริ้วออกเป็นรัศมีรอบๆ ยาวราวๆ 1-2 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นได้ทั่วไปทั้งยังในที่ราบต่ำ รวมทั้งที่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,000 ม. ขึ้นไป
สรรพคุณ : ราก และก็ ต้น น้ำสุกรากหรือต้น (รากได้ผลดีมากยิ่งกว่า) รับประทานเป็นยาขับเหงื่อ ลดไข้ ขับปัสสาวะ แก้บิด รวมทั้งเป็นยาบำรุงตับ ใบ น้ำคั้นใบสดกินเป็นยาขับน้ำคร่ำหลังคลอดลูก

11

สมุนไพรแขม
แขม Saccharum arundinaceum Retz.
บางถิ่นเรียก แขม (ทั่วไป) ตะโป (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) แตร๊ง (เขมร-จังหวัดสุรินทร์) ปง (ภาคเหนือ)
ไม้ล้มลุก ชนิดต้นหญ้า ขึ้นเป็นกอขนาดใหญ่ ลำต้นสูงได้ถึง 3 มัธยม กว่า เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 2.5 ซม. ใบ รูปยาว ปลายเรียว กว้าง 2.5-5 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 1.5 ม. ขอบใบหยาบคาย เส้นกึ่งกลางใบสีขาว กาบใบยาวถึง 40 ซม. ผิวเรียบ หมดจด ลิ้นใบขอบเป็นเยื่อตื้นๆขอบเป็นขนแข็ง เกลี้ยง ดอก ออกเป็นช่อใหญ่ ยาว 0.3-1 ม. แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ไม่มีขน หรือตามกิ่งเล็กๆอาจจะมีขนเป็นเงาเหมือนเส้นไหม ช่อดอกย่อย (spikelet) มีขนยาวสีขาววาวปกคลุมช่อดอกย่อยออกเป็นคู่ ช่อหนึ่งมีก้าน อีกช่อหนึ่งไม่มีก้าน กาบช่อดอกย่อยยาวเท่ากับช่อดอกย่อย กาบดอกสั้นกว่า บาง สมุนไพร เกสรเพศผู้มี 3 อัน รังไข่เกลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียมี 2 เส้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นขนนก โผล่ด้านข้าง สีม่วงแดง

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามริมฝั่งน้ำทั่วไป
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรับประทานเป็นยาเย็น ขับเยี่ยว แล้วก็แก้โรคผิวหนังบางจำพวก ต้น ต้มน้ำดื่มมึงฝี หนอง

Tags : สมุนไพร

12

สมุนไพรหญ้าไม้กวาด
หญ้าไม้กวาด Thysanolaena maxima (Roxb.) Kuntze
บางถิ่นเรียก ต้นหญ้าไม้กวาด ต้นหญ้ายูง (จังหวัดยะลา) ตอตระหนี่ตา (ภาคเหนือ) เค้ยหลา (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เลาแล้ง (สุโขทัย) หญ้ากาบ ไผ่ใหญ่ (เลย)
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ไม้ล้มลุก ประเภทหญ้า อายุนับเป็นเวลาหลายปี สูงราวๆ 4 ม. ต้นกลม ใบ ค่อนข้างกว้าง กว้าง 4-7 เซนติเมตร ยาว 30-55 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบบ้าน ขอบใบจะละเอียด เนื้อใบค่อนข้างดก กาบใบหมดจด เว้นเสียแต่ตามขอบตอนบนมีขนสั้น กาบใบกลมช่วงท้ายเป็นก้านสั้นๆซึ่งมีสีแดงเข้ม ลิ้นใบที่ระหว่างรอยต่อข้างในของกาบใบและแผ่นใบเป็นเยื่อบางๆยาวประมาณ 2 มม. ปลายตัด ดอก ออกเป็นช่อกระจาย มีขนาดใหญ่ ปลายช่อโค้งลง ยาวโดยประมาณ 50 เซนติเมตร ช่อดอกย่อย (spikelet) มีก้าน มักอยู่เป็นคู่ กาบช่อย่อย (glume) 2 อันคล้ายคลึงกัน รูปไข่ อันบนยาวแล้วก็บางกว่าอันข้างล่าง แต่ละช่อย่อยมีดอกย่อย 2 ดอก เจอน้อยที่มี 3 ดอก ดอกด้านล่างเป็นดอกไม่มีเพศ มีแต่กาบด้านล่างและก็มีขนใกล้ๆขอบ ดอกบนเป็นดอกบริบูรณ์เพศ กาบล่าง (lemma) มีสันตามแนวยาว 3 สัน ขอบอีกทั้ง 2 ด้าน บางใส แล้วก็มีขนออกจะแข็ง กาบบน (palea) มีเส้นสันตามทางยาว 2 เส้น เนื้อบางใส เกสรเพศผู้มี 2 อัน เกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 2 แฉก เป็นเกล็ด ผล รูปไข่ ยาวประมาณ 0.6 มม. สีน้ำตาลปนแดง

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามตีนเขา หรือ บนเขาสูง 300-3,000 มัธยม
คุณประโยชน์ : ราก น้ำสุกใช้อมล้างคอเมื่อเป็นไข้ ดอก ช่อดอกใช้ทำไม้กวาด

13

สมุนไพรติ้วตำ
ติ้วตำ Cratoxylum sumatranum (Jack) Blume ssp. neriifolium (Kurz) Gogelein
บางถิ่นเรียก ติ้วตำ ติ้วเสลา (ภาคเหนือ) ขี้ติ้ว (เชียงใหม่) สลิว (ภาคกลาง)
ไม้ใหญ่ สูง 10-35 มัธยม แขนงหมดจด เปลือกสีเทา มีรอยแตกตามยา ยอดอ่อนมีรอยแผลเป็นอยู่ระหว่างโคนก้านใบที่เกิดขึ้นมาจากหูใบหลุดหล่นไปเห็นได้ชัด ใบ เดี่ยว ออกตรงข้าม รูปรีถึงรูปไข่ปนขอบขนาน กว้าง 2-7 เซนติเมตร ยาว 4-18 ซม. ปลายใบมน หรือ เป็นติ่งแหลม โคนใบเว้าน้อย กลม หรือ แหลม ขอบของใบเรียบ ข้างล่างชอบมีสีอ่อน ก้านใบสั้นมากมาย หรือ ไม่มีเลย ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง และก็ตามง่ามใบ สมุนไพร มีดอกปริมาณน้อย ก้านยาว 1.5-5 มม. กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลีบมี 5 กลีบ สีแดงสดถึงสีแดงก้อนอิฐ โคนกลีบสีเขียวอ่อน เกสรเพศผู้ติดเป็นกรุ๊ปๆอับเรณูไม่มีต่อม เกสรเพศผู้เป็นหมันสีเหลืองติดเป็นกรุ๊ปๆผล ทรงกระบอก กว้าง 4-5 มิลลิเมตร ยาว 8-9 มิลลิเมตร ยาวเท่าๆกับกลีบเลี้ยง ข้างในมี 3 ช่อง แก่จะแตกเป็น 3 เสี่ยง เม็ดรูปหอกกลับ หรือ รูปขอบขนาน ช่องหนึ่งมี 3-10 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นเกลื่อนกลาดเรี่ยราดเรี่ยบนเทือกเขาในป่าดงดิบแล้งทางภาคเหนือ รวมทั้งภาคทิศตะวันออกของไทย
คุณประโยชน์ : ราก เปลือก รวมทั้งใบ ต้มน้ำให้สตรีดื่มข้างหลังการคลอดบุตร ใบ ชงดื่มแทนใบชา เป็นยาช่วยสำหรับการย่อยได้ดี ใบอ่อนเคี้ยวรับประทานแก้ไอ

14

สมุนไพรฮอมคำ
ฮอมคำ Dichroa febrifuga Lour.
บางถิ่นเรียกว่า ฮอมคำ ฮอมป่า (ภาคเหนือ) คุณยายบ้าใหญ่ (นครศรีธรรมราช)
    ไม้พุ่ม สูง 1.5-2.5 มัธยม ไม่มีหูใบ ใบ ผู้เดียว ออกตรงกันข้าม รูปรี ปนขอบขนาน รูปหอก หรือ รูปไข่กลับ กว้าง 2.5-12.5 ซม. ยาว 7.5-30 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบใบจัก เนื้อใบบาง สีเขียวเข้ม ด้านบนมีขนกระจัดกระจาย ข้างล่างตามเส้นใบมีขนละเอียด เส้นใบมี 7-8 คู่ เล็กแล้วก็โค้ง ก้านใบเล็ก ยาว 1.5-6 เซนติเมตร มักจะเจือสีน้ำเงินอ่อนๆดอก ออกเป็นช่อที่ยอด หรือ ที่ง่ามใบใกล้ยอด เป็นช่อแบบกระจัดกระจาย ยาว 4-15 เซนติเมตร มีขน ก้านดอกยาว 3-8 มม. กลีบเลี้ยงโคนติดกันเป็นหลอดยาว 2.5-4 มิลลิเมตร สะอาด หรือ มีขนห่างๆปลายแยกเป็นกลีบเล็กๆ5-7 กลีบ มีขนาดเล็กและก็สั้นกว่า [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] กลีบมากมาย กลีบดอกรูปขอบขนาน มี 5-7 กลีบ ปลายแหลม หรือมน สีฟ้าอ่อนถึงสีน้ำเงินเข้ม ยาว 6-10 มม. เกลี้ยง เกสรเพศผู้มี 10-12 อัน สีน้ำเงิน ก้านเกสรเพศเมียแยกเป็น 3-5 แฉก รังไข่มี 3-5 ช่อง ผล เป็นชนิดผลสด เนื้อนุ่ม สีน้ำเงิน เม็ดรูปไข่กลับ ขนาดเล็ก มีเยอะมาก

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นบนเทือกเขา สูง 1,800 มัธยม ขึ้นไป
คุณประโยชน์ : ราก รวมทั้ง ยอดอ่อน ต้มน้ำดื่มเป็นยาลดไข้ ทำให้คลื่นไส้ รวมทั้งบำรุงร่างกาย เมื่อกินน้ำยางจากใบแล้วก็รากสดจะทำให้คลื่นไส้ แม้กระนั้นถ้าหากกินกับเหล้าไวน์ หรือ ต้มน้อย ใช้เป็นยาระบายอย่างอ่อน น้ำต้มราก กินแก้ไข้มาลาเรีย ต้น ยาต้มเปลือกต้นรวมทั้งยอดอ่อน รับประทานเป็นยาลดไข้

Tags : สมุนไพร

15

สมุนไพรฤาษีผสมแล้ว
ฤาษีผสมแล้ว Plectranthus scutellarioides (L.) R. Br.
ชื่อพ้อง Coleus scutellarioides Benth. var. scutellarioides Keng ฤาษีผสมแล้ว (ภาคกลาง)
        ไม้ล้มลุก สูง 30-100 ซม. ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงข้าม มีขนาด รูปร่างและก็สีต่างๆกัน โยทั่วๆไปรูปไข่ กว้าง (1)-3-5-(10) ซม. ยาว (1)-4-7-(15) เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือ เรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบของใบหยักหลายแบบ มน หรือ แหลมตื้น หรือ แหลมลึก เว้นเสียแต่ขอบที่โคนใบเรียบมีขนตามเส้นกิ่งก้านสาขาใบ และเส้นใบย่อย ก้านใบยาว 1-5(-8) เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ยาว 5-10 ซม. ใบประดับประดารูปไข่ ยาว 2-3 มม. ปลายแหลม มีขน ตกง่าย กลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันเหมือนรูประฆัง สมุนไพร ปลายแยกออกเป็นปาก ปากบนมี 3 หยัก หยักกึ่งกลางใหญ่ ปลายแหลม หยักข้างเล็กรวมทั้งสั้นมาก ปลายมน ปลายด้านล่างมี 2 หยัก ชิดกันเป็นแถบยาว คล้ายลิ้น ปลายแยกกันมีเส้นตามทางยาว 10 เส้น มีขนและต่อมกระจุยกระจาย กลีบเลี้ยงจะขยายใหญ่ขึ้นเมื่อสำเร็จ ก้านดอกย่อยยาว 3-4 มม. มีขน กลีบโคนเชื่อมชิดกันเป็นหลอดงอๆปลายแยกเป็นปาก ปากบนสั้นและก็พับกลับตั้ง ปากข้างล่างยาวโค้งเป็นรูปเรือ ยาว 8-13 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้มี 2 คู่ โคนก้านเกสรชิดกันแล้วก็ติดกับหลอดกลีบ ผล รูปไข่ หรือ กลม เล็ก สีน้ำตาล เป็นมัน ยาว 1-1.2 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา
:ขึ้นได้ทั่วไปทั้งบนที่ราบ และก็ที่สูง นิยมปลูกเป็นไม้ประดับกันมากมาย
สรรพคุณ : ต้นและใบ น้ำสุกเป็นยาช่วยสำหรับในการย่อย แก้อาเจียนอ้วก แก้ปวดข้างในท้อง ตับอักเสบที่มีอาการบวมตามมือและเท้า ตำพอกแก้ปวดบวม เจ็บท้อง พอกต่อมต่างๆที่มีลักษณะบวม ยาชงใบใช้ขับประจำเดือน น้ำคั้นใบทาสมานแผล

หน้า: [1] 2 3 ... 9