แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - moonas

หน้า: [1]
1

                เกิดเป็นสาวๆอย่างเรานั้นลำบากว่าไหมคะ?? โดยเฉพาะการดูแลตัวเองนี่พลาดไม่ได้จริงๆไม่ว่าจะเป็นการดูแลผิวพรรณต่างๆรวบไปถึงการดูแลรักแร้ของสาวๆที่ถือได้ว่าเป็นปัญหาหลักๆเลยก็ว่าได้เพราะสาวๆอย่างเรานอกจากจะต้องกำจัดขนรักแร้แล้ว เรายังต้องมาคอยดูแลผิวใต้วงแขนให้ดูเรียบเนียนอีกด้วยซึ่งวันนี้เราก็มาแนะนำวิธีง่ายในการดูผิวใต้วงแขนให้ดูกระจ่างใสแบบที่เราต้องการ มาดูกันเลยว่าต้องทำอย่างไรบ้าง


  • สารส้ม  สูตรนี้ถึงจะเก่าแต่มันก็ได้ผลจริงๆ นะ เอาสารส้มมาถูวนเบาๆบนผิวใต้วงแขน นอกจากช่วยให้ขาวขึ้นแล้ว ก็ยังช่วยในเรื่องกลิ่นนี้ที่ไม่พึ่งประสงค์อีกด้วย ทาทุกวันหลังอาบน้ำ เห็นผลจริงๆ
  • สูตรมะนาว เป็นสูตรที่สามารถหาได้ง่ายๆในห้องครัวเลย โดยการเอามะนาวมาหันแล้วก็นำมาถูวนที่รักแร้ และก็ทิ้งไว้ประมาณ 10-15นาที สาวๆ อาจจะรู้สึกคันๆหน่อยแต่ไม่ต้องตกใจกันนะคะ เพราะมะนาวมันจะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วออก แล้วจะทำให้เซลผิวที่เกิดมาใหม่ดูกระจ่างใสยิ่งขึ้น
  • ครีมรักแร้ขาว  การทาครีมช่วยเราได้นะคะ แต้ต้องเป็นครีมที่เฉพาะรักแร้เท่านั้น เดี๋ยวนี้มีขายกันทั่วไป แต่ต้องเลือกครีมที่มี อย.และปลอดภัย แต่สาวๆอย่าลืมทาเป็นประจำและสม่ำเสมอเพื่อที่จะเห็นผลอย่างสาวๆต้องการ
  • เกลือสปา ขัดเบาๆ วิธีนี้เราจะใช้เกลือสปา มาขัดที่รักแร้ผิวใต้วงแขน เบาๆ นะคะ เพราะไม่งั้นรักแร้จะแสบผิวหรือถลอกมันจะเจ็บแสบ ถ้าทำไปเรื่อยๆ อย่างส่ำเสมอ เกลือจะช่วยขัดรักแร้ของสาวๆ เรียบเนียนนั้นเอง
  • การทำเลเซอร์ อยากรักแร้ขาวแบบเห็นผลได้ไวที่สุด เทคนิคทำให้รักแร้ขาวอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าวิธีอื่นแต่ก็ไม่ต้องรอให้นานเท่าไหร่ แต่ก่อนทำต้องปรึกษาแพทย์หรือหาร้านดีๆ เพราะว่าผิวหนังเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน บางคนทำแล้วแผลกว่าจะหายเป็นปี แถมดำกว่าเดิมอีก สาวๆ ต้องคิดก่อนที่จะตัดสินใจ

              การปรับผิวขาวด้วยวิธีต่าง ๆ อาจช่วยให้รอยดำคล้ำบริเวณรักแร้จางลงและอาจทำให้รักแร้ขาวเนียนขึ้น หากเป็นผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่ส่งผลให้รักแร้ดำ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม และอาจปรึกษาแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง เพื่อวางแผนรักษาดูแลรักแร้ให้ขาวกระจ่างใสอย่างปลอดภัยและได้ผล

2

                   พ่อกับแม่ทุกๆคนก็อยากมอบสิ่งดีๆให้กับลูกอยากจะให้ลูกนั้นมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงโดยเฉพาะเรื่องความสูงของลูกซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อกับแม่มองว่าจะต้องเป็นเรื่องสำคัญเลยก็ว่าได้เพราะว่าพ่อกับแม่ทุกนั้นต้องการมีรูปร่างที่ดูแข็งแรงและดูสุขภาพดี และส่วนใหญ่พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็มักจะมองหานมอะไรกินแล้วสูง เพื่อพยายามที่จะให้ลูกดื่มนมเยอะๆ แต่ความเชื่อเรื่องที่ว่าการดื่มนมทำให้สูงนั้นบางทีอาจจะไม่ใช่เป็นปัจจัยหลักๆเลยก็ได้ เพราะจริงๆแล้วการดื่มนมเยอะก็ไม่ได้ช่วยให้สูงขึ้นมากจากเดิมเท่าไหร่เพราะถ้าหากร่างกายนั้นได้ปริมาณแคลเซียมที่มากเกินไปก็ทำให้ร่างกายนั้นขับแคลเซียมส่วนเกินนั้นออกมาเอง ดังนั้นการดื่มนมจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้สูงขึ้นแต่จะต้องมีปัจจัยมาร่วมด้วย

ออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความสูงและให้ร่างกายแข็งแรง
        การออกกำลังกายประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ว่ายน้ำ, บาสเก็ตบอล, โยคะ ฯลฯ จะทำให้ร่างกาย และหัวใจทำงานได้ดีขึ้น แถมยังสามารถไปกระตุ้นต่อมใต้สมองให้มีการปล่อยฮอร์โมนการเจริญเติบโตให้เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย

กินอาหาร เพื่อเสริมสร้างความสูง
               เพราะร่างกายของมนุษย์เราต้องการ แหล่งพลังงานและโปรตีน เพื่อเสริมสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ พัฒนาศักยภาพสมอง งั้นเริ่มจากการกินง่ายๆเลย
•   แคลเซียม (นม, ผักสีเขียว)
•   วิตามิน D (น้ำมันตับปลา, นม, เนย, ตับสัตว์, ปลา)
•   โปรตีน (เนื้อสัตว์, ไข่, เต้าหู้, พืชตระกูลถั่ว)
•   สังกะสี (หอยนางรม, ช็อกโกแลต, ถั่วลิสง,ไข่, ถั่ว, หน่อไม้ฝรั่ง)

ฝึกท่าทางในชีวิตประจำเพื่อความสูง
            กิจกรรมในชีวิตประจำวันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน, นั่งเรียน หรือเล่นคอมฯ มักจะทำในกิจกรรมเหล่านี้ ก็สามารถส่งผลกระทบต่อความโค้งของกระดูกสันหลัง ได้ด้วยนะครับ ยกตัวอย่างเช่น การนั่งหลังค่อม หรือการเดินโดยที่หลังไม่ได้อยู่ในลักษณะที่เหยียดตรง

การพักผ่อนให้เพียงพอก็สามารถเพิ่มความสูงได้เช่นกัน
              จากการวิจัยบอกว่า “เด็กๆและวัยรุ่นควรจะต้องนอนให้ได้วันละ 8 – 11 ชั่วโมง” เพราะว่าร่างกายกำลังมีการเจริญเติบโต และจะได้มีเวลาในการพักผ่อนเพื่อซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ได้เพียงพอ ดังนั้นสภาพแวดล้อมตอนนอน จึงควรมีความสงบเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะได้ไม่มีสิ่งใดๆ มารบกวนการพักผ่อน

3

           วันนี้เราจะมาทำเค้กสูตรใหม่ที่ไม่เหมือนใครกับถั่วแดง ชาเขียว สวีทมิ้ลค์เค้ก เนื้อเนียนนุ่มที่ทำจากชาเขียว สอดไส้ด้วยถั่วแดงรสชาติหวานกำลังดี เข้ากันได้เป็นอย่างดี การันตีความอร่อย ทำง่าย ขายดี ลองเลย รับรองเลยว่าถูกใจคนที่ชอบกินชาเขียวอย่างแน่นอน

ส่วนผสมของ ถั่วแดง ชาเขียว สวีทมิ้ลค์เค้ก
- นมข้นจืด ตรานกเหยี่ยวฟอลคอน           125 กรัม
 - ผงชาเขียว                                     2 ช้อนชา
- เนย                                              1 ช้อนโต๊ะ
- แป้งเค้ก                                       135 กรัม 
- ผงฟู                                              1 ช้อนชา
- เกลือ                                             ½ ช้อนชา
 - ไข่ไก่                                            2 ฟอง
- น้ำตาลทราย                                  160 กรัม
- ถั่วแดง Adzuki                              สำหรับเสิร์ฟ
- ครีม                                            200 กรัม

ขั้นตอนการทำถั่วแดง ชาเขียว สวีทมิ้ลค์เค้ก
1.   ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู และเกลือเข้าด้วยกัน 3 ครั้ง เตรียมไว้
2.   นำนมข้นจืด ตรานกเหยี่ยวฟอลคอน ผงชาเขียว และเนยไปตั้งไฟ จนเนยละลายและร้อนดี
3.   ตีไข่ไก่ให้พอขึ้นฟู ด้วยหัวตีตะกร้อโดยใช้ความเร็วสูงสุดของเครื่อง แล้วค่อยๆใส่น้ำตาลลงไปทีละช้อนโต๊ะ ตีจนกระทั่งส่วนผสมหนาขึ้นและมีสีที่อ่อนลง ลดความเร็วลงเหลือต่ำสุด และเทส่วนผสมข้อที่ 2 ไปเป็นสายช้าๆ จากนั้นใส่ส่วนผสมข้อที่ 1 ตามลงไป ตีแค่พอเข้ากัน
4.   เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส โปรแกรมไฟล่าง-ไฟบน
5.   ทาเนยลงในพิมพ์สี่เหลี่ยมขนาด 9*9 รองด้วยกระดาษไข เทส่วนผสมเค้กลงในพิมพ์ นำเข้าอบเป็นเวลา 30 นาที หรือจนเค้กสุกดี พักไว้ให้เย็นตัว
6.   ทาถั่วแดง Adzuki ให้ทั่วด้านบนเค้ก
7.   ทาด้านบนด้วยครีมที่ตีขึ้นตัวแล้ว

ขอบคุณภาพและข้อมูลดีๆจาก http://www.falconforprofessional.com/recipe/สูตรเบเกอรี่-ถั่วแดง-ชาเขียว-สวีทมิ้ลค์เค้ก

4

               ซัมซุงS9/S9+พึ่งจะเปิดตัวได้ไม่นานกระแสการตอบรับก็มีมากมายซึ่งเป็นการตอบรับที่ดีมากเพราะซัมซุงS9/S9+นั้นมีการพัฒนาเทคโนโลยีลูกเล่นต่างๆมากมาย ถึงหลายๆคนก็จะออกมาบอกว่าดีไซน์มองโดยรวมแล้วเจ้า ซัมซุงS9/S9+ ที่เปิดตัวมาในครั้งนี้มันก็ไม่ได้ต่างไปจาก Galaxy S8 เท่าไร แต่ที่เราเห็นว่าต่างแน่ๆก็คือตำแหน่งตรงเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ โดยปรับมาไว้ที่ด้านล่างของกล้องแทน และในส่วนของหน้าจอแสดงผลเป็นแบบจอโค้ง Super AMOLED ที่ใหญ่สะใจ ด้วยความละเอียด QHD 2960 x 1440 พิกเซล ขนาด 5.8 นิ้วสำหรับ Galaxy S9 และ 6.2 นิ้วสำหรับ Galaxy S9+ อัตราส่วน 18:5:9 เหมือนกัน พร้อมลำโพงสเตอริโอปรับแต่งโดย AKG และยกระดับคุณภาพเสียงด้วยเซอร์ราวด์จาก Dolby Atmos ให้คุณรับชมทุกความบันเทิงได้อย่างเต็มครบทุกอรรถรสอีกด้วย
           
               ในส่วนของเรื่องกล้องนั้นต้องบอกเลยว่าจะเป็นการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่เลยก็ว่าได้เนื่องจากถ่ายภาพโดยไม่ต้องลังเลไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน ด้วยรูรับแสงคู่ (Dual Aperture) ที่จะปรับใช้รูรับแสงที่เหมาะสมกับสภาพแสง ทั้งในที่แสงมากและในที่แสงน้อยโดยอัตโนมัติเช่นเดียวกับสายตามนุษย์

  • รูรับแสงคู่ (Dual Aperture) มาพร้อม F1.5และF2.4 มีอยู่ในกล้องหลังของ Galaxy S9 และในกล้อง Wide Angle ของ Galaxy  S9+
  • อีกขั้นของมือถือถ่าย สโลโมขั่น ถ่ายภาพเคลื่อนไหวอย่างเหนือชั้นที่ 960 เฟรมต่อวินาทีโดยใช้เซ็นเซอร์ความเร็วสูง โชว์ฝีมือการถ่ายทำด้วยการเพิ่ม Super Slow-mo ลงในวิดีโอ หรือเพิ่มความพิเศษให้กับการบันทึกช่วงเวลาดีๆของคุณ Super Slow-mo ยังรองรับความละเอียดระดับ HD เท่านั้น สามารถถ่ายช๊อท Super Slow-mo ได้สูงสุด 20 ช๊อทต่อวิดีโอ แต่ละช๊อทใช้เวลาในการบันทึกสูงสุด 0.2 วินาทีและเล่นได้ 6 วินาทีโดยประมาณอีกด้วย
  • แสงน้อยก็ให้ภาพสวยคมชัด บันทึกการผจญภัยยามค่ำคืนของคุณกับที่สุดของความคมชัด ด้วยรูรับแสง F1.5 และการลดนอยส์จากรวมภาพหลายเฟรม ทุกภาพที่ได้กล้องหลังจึงมั่นใจได้ ไม่ว่าจะถ่ายภาพในที่มืดแค่ไหนภาพที่ได้ก็จะสว่าง และคมชัดโดยไม่ต้องปรับแต่ง ภาพที่ปรากฏเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์การจำลองการใช้งานเท่านั้น ใช้ได้เฉพาะรูรับแสง F1.5 เท่านั้น

           AR Emoji เป็นฟีเจอร์ที่เปลี่ยนจากรูปถ่ายเซลฟี่ของเราเองให้เป็น Emoji แบบเคลื่อนไหวที่โชว์ความเป็นไลฟ์สไตล์ของตัวเองออกมาได้อย่างสุดๆ ที่จะมาช่วยให้เพื่อนๆสามารถส่งข้อความแบบ Emoji ที่เคลื่อนไหวตามการแสดงออกของเรา

          นอกจากนี้ในส่วนของการทำงานด้วยระบบปฎิบัติการ Android 8.0 Oreo + Samsung Experience 9.0ขับเคลื่อนขุมพลัง Exynos9810cta Core ความเร็ว 2.8 GHz ทำงานได้เร็วแรงไม่มีสะดุดแน่นอน พร้อมแรม 4GB ความจุ 64GB ใน Galaxy S9 แบตเตอรี่ 3000 mAh รองรับระบบ Fast Charge และ Wireless Chargingส่วน Galaxy S9+ แรม 6GB ความจุ 64GB รวมไปถึงรองรับ microSD เพิ่มได้สูงสุด 400GB ทีนี้แหละ ไม่ว่าจะโหลดหนัง หรืออยากถ่ายรูปกี่ร้อยรูปก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความจุเต็มพร้อมแบตเตอรี่ 3500 mAh รองรับระบบ Fast Charge และ Wireless Charging เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นก็ยังรองรับการใช้งานได้ 2 ซิมอีกด้วย

5

           เดี๋ยวนี้การพัฒนาระบบต่างๆในรถยนต์นั้นก้าวไปไวมาก เพราะรถยนต์ที่ผลิตออกนั้นจะต้องทำให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้งานให้มากมที่สุดเท่าที่จะทำได้และนอกจากนี้ยังจะต้องมีการออกแบบรถยนต์ให้ดูน่าสนใจเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้แก่แบรนด์เอง เพื่อจะให้เป็นที่ยอมรับของผู้ใช้งาน ในหมู่มาก และยิ่งในปี 2018 นี้ ต้องถือได้ว่ารถยนต์ ระบบไฮบริด (hybrid) กำลงัมาแรงเลยก็ว่าได้ แต่ที่จริงแล้วระบบไฮบริด (hybrid) นั้นมีมานานแล้ว แต่พึ่งจะมาเป็นที่นิยมในตอนนี้  ระบบไฮบริด (hybrid) หมายถึง ลูกผสม จะใช้ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าในการทํางานของระบบทั้งนี้พลังงานที่ต้องสูญเสียของเครื่องยนต์ ซึ่งการทำงานของระบบไฮบริด (hybrid) นั้นจะมีการแบ่งออกเป็น 7 ขั้นตอนด้วยกัน
  • เริ่มต้นการขับเคลื่อน  เมื่อเริ่มการขับเคลื่อนระบบไฮบริด (hybrid) จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้า  ซึ่งทำงานด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว   เนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้ามีแรงบิดต่ำในการออกตัวจึงทำให้รถยนต์มีการออกตัวที่ดี
  • การขับขี่ด้วยความเร็วต่ำหรือปานกลาง ซึ่งในขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำหรือปานกลาง มอเตอร์ไฟฟ้าจะใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด   ดังนั้นระบบไฮบริด (hybrid) จะใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งเก็บอยู่ในแบตเตอรี่เพื่อหมุน
  • การขับขี่ด้วยความเร็วปกติ จะใช้พลังงานจากเครื่องยนต์เป็นการขับเคลื่อนเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด โดยพลังงานที่ถูกผลิตจากน้ำมันเชื้อเพลิงจะถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนทั้งสี่ล้อโดยตรง และส่วนหนึ่งจะถูกส่งไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโดยพลังงานที่ผลิตจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะถูกส่งไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อช่วยเสริมการทำงานของเครื่องยนต์
  • การขับขี่ความเร็วปกติและการชาร์จแบตเตอรี่ เนื่องจากระบบไฮบริด (hybrid) จะทำหน้าที่ควบคุมเครื่องยนต์ให้ทำงานได้อย่างมีสมรรถนะสูงสุด จึงอาจทำให้เครื่องยนต์ผลิตพลังงานออกมามากเกินความจำเป็น  ในกรณีนี้พลังงานส่วนเกินที่ถูกผลิตขึ้นจะถูกแปลงไปเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อเก็บไว้ใน แบตเตอรี่
  • การเร่งเครื่องยนต์   เมื่อมีการเร่งเครื่องยนต์อย่างเต็มที่ เช่น ในขณะขับขี่ทางลาดชันหรือในจังหวะเร่งแซง พลังงานจากแบตเตอรี่จะถูกส่งไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อช่วยเสริมแรงในการขับเคลื่อน    และด้วยการผสานพลังงานทั้งจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า   
  • การลดความเร็ว และ การผลิตพลังงานเพิ่ม  ในจังหวะที่เบรกหรือลดความเร็ว ระบบไฮบริด (hybrid) จะใช้พลังงานจลที่เกิดขึ้นเพื่อทำให้   ล้อไปหมุนมอเตอร์ไฟฟ้า   ซึ่งทำงานเสมือนเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและพลังงานความร้อนจากแรงเสียดทาน  เมื่อลดความเร็วก็จะถูกแปลงเป็นกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะถูกส่งไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่เพื่อใช้งานต่อไป
  • เมื่อหยุดอยู่กับที่   เครื่องยนต์มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ   เมื่อรถยนต์หยุดอยู่กับที่ดังนั้น จึงไม่มีการสูญเสียพลังงานใดๆ ทั้งสิ้น

ขอบคุณข้อมูลจากhttps://bit.ly/2jtLFMm

หน้า: [1]