แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 4
1
ผักปลัง
ชื่อสมุนไพร ผักปลัง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อเขตแดน ผักปั๋ง (ภาคเหนือ) , ผักปลังแดง , ผักปลังขาว , ผักปลังใหญ่ (ภาคกึ่งกลาง) , ลั่วขุย (จีนแมนดาริน) , เหลาะขุ้ย โปแดงฉ้าย (จีนแต้จิ๋ว) , มั้งฉ่าว (ม้ง)
ชื่อสามัญ East Indian spinach, Malabar nightshade , Ceylon spinach ,Indian spinach
ชื่อวิทยาศาสตร์                     Basella alba L. (ผักปลังขาว)
                                         Basella rubra L.(ผักปลังแดง)
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์     B. lucida L., B. cordifolia Lam., B, nigra Lour., B. japonica Burm.f.,
ตระกูล  Basellaceae
ถิ่นกำเนิด ผักปลัง เป็นพืชที่มีบ้านเกิดเมืองนอนในแถบแอฟริกา และก็มีการกระจายชนิดในทวีปเอเชีย ดังเช่น จีน ญี่ปุ่น ประเทศพม่า ลาว กัมพูชา ฯลฯ ในประเทศไทย เป็นพืชซึ่งพบได้บ่อย เกือบทุกภาค ทั้งยังประเภทที่มีลำต้นสีเขียวที่เรียกว่า ผักปลังขาว และก็ประเภทลำต้นสีแดงซึ่งเรียกกันว่า ผักปลังแดง รวมทั้งพบได้ทั่วไปในหมู่บ้านหรือตามทุ่งข้าวมากยิ่งกว่าในป่า พบมากในภาคเหนือรวมทั้งอีสาน ส่วนภาคใต้ไม่ค่อยเจอ เนื่องจากไม่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับในการรับประทานจึงไม่มีการปลูกไว้ตามบ้านเมือง
ลักษณะทั่วไป   ไม้เถาเลื้อยล้มลุก ลำต้นอวบน้ำ เกลี้ยง กลม แตกกิ่งก้านสาขา ยาวประมาณ 2-6 เมตร ถ้าหากลำต้นมีสีเขียว เรียกว่า “ผักปลังขาว” มีใบสีเขียวเข้ม ส่วนประเภทลำต้นสีม่วงแดง เรียกว่า “ผักปลังแดง” มีใบสีเขียวเข้ม ก้านใบสีม่วงแดง  ใบ เป็นใบคนเดียว ออกสลับ รูปไข่ หรือรูปหัวใจ ใบกว้าง 2-8 ซม. ยาว 2.5-12 ซม. ใบอวบน้ำ มีลักษณะเป็นมันดกนุ่มมือ ฉีกขาดง่าย ข้างหลังใบแล้วก็ท้องใบสะอาดไม่มีขน ขยี้จะเป็นเมือกเหนียว ปลายใบแหลม โคนใบรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบ ก้านใบยาว 1-3 เซนติเมตร ดอกเป็นดอกช่อเชิงลด ออกตรงซอกใบ ยาว 3-21 เซนติเมตร ดอกย่อยหลายชิ้น ขนาดเล็ก ไม่มีก้านยกดอก แต่ละดอกมี 5 กลีบ ผักปลังขาวออกดอกสีขาว ผักปลังแดงมีดอกสีม่วงแดง ยาวราวๆ 4 มม. มีใบเสริมแต่งเล็ก 2 ใบ ติดที่โคนของกลีบรวม กลีบรวมรูประฆัง ยาว 0.1-3 มม. โคนเชื่อมติดกันเป็นท่อ ปลายแยกเป็นห้าแฉกนิดหน่อย เกสรเพศผู้มีปริมาณ 5 อัน ติดที่ฐานของกลีบดอกไม้ อับเรณูรูปกลม ยาว 0.1-0.5 มม. ติดก้านยกเกสรที่ข้างหลัง ก้านยกเกสรเพศผู้ เป็นแท่งยาว 0.1-1 มิลลิเมตร เกสรเพศเมีย 1 อัน กลม ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็น 3 แฉก แต่ละแฉกเป็นรูปแท่งปลายแหลม ยาว 0.1-0.5 มม. รังไข่ 1 ช่อง รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ รูปค่อนข้างจะรี ยาว 0.1-0.5 มม. ก้านยกเกสรเพศเมีย ยาว 0.1-0.5 มิลลิเมตร ผลสำเร็จสด รูปร่างกลมแป้น ฉ่ำน้ำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 มม.  ผิวเรียบ ปลายผลมีร่องแบ่งเป็นลอน ไม่มีก้านผล ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่มีสีม่วงอมดำ เนื้อข้างในนุ่ม ด้านในผลมีน้ำสีม่วงดำ เมล็ดผู้เดียว
การขยายพันธุ์ ผักปลังสามารถขยายได้ 2 วิธีเป็นการเพาะเม็ดแล้วก็ปักชำ สำหรับเพื่อการเพาะเม็ดนั้นเริ่มแรกจะต้องจัดเตรียมหลุมก่อนแล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยหยอดเมล็ดพันธุ์ (ที่ตากแห้งแล้ว) ลงไป หลุมละ 2 -3 เม็ด โดยให้ระยะห่างระหว่างต้น 30 เซนติเมตร แล้วก็ระหว่างแถว 40 ซม. แล้วก็เมื่อต้นอายุได้ 20 – 25 วันให้ทำค้างเพื่อให้เถาเลื้อยขึ้น ส่วนการปักชำนั้น ทำเป็นโดยนำกิ่งแก่ที่มีข้อ 3 – 4 ข้อ ยาวโดยประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร เด็ดใบออกให้หมดแล้วปักชำในดินร่วนหรือดินผสมทรายที่มีความชุ่มชื้น และมีแสงแดดรำไรในช่วงนี้ให้หมั่นรดน้ำอย่าให้ดินแห้ง โดยประมาณ 7 วัน จะแตกรากรวมทั้งเริ่มผลิใบใหม่ออกมาในระยะนี้ระวังอย่างให้น้ำมากมายเนื่องจากรากจะเน่าจากนั้นอีก 15 – 20 วัน ให้เถาเลื้อยเกาะขึ้นไป
การดูแลรวมทั้งทำนุบำรุง การให้ปุ๋ย ครั้งที่ 1,2 เมื่อต้นพืชอายุได้ 20-25 วัน , 40-45 วัน, ควรจะให้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยธรรมชาติที่ผ่านการหมักดองแล้ว ส่วนการให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ให้เหมาะสมกับพืชไม่สมควรให้แห้งหรือเฉอะแฉะมากเกินไป ระยะเวลาสำหรับการเก็บเกี่ยว   อายุการเก็บเกี่ยว 35-40 วัน ก็เก็บยอดได้แล้ว แล้วก็ผักปลังอายุ 90-100 วัน จะเริ่มออกดอก และหากมีอายุ 120 วัน ผลเริ่มแก่ (พินิจผลจะเป็นสีดำ) ก็สามารถเก็บเม็ดข้างในผลแก่ไว้แพร่พันธุ์ต่อไปได้
องค์ประกอบทางเคมี
ใบผักปลังมีกรดอะมิโน ที่ประกอบไปด้วย Lysine, Leucine, Isoleucine รวมทั้งสารประเภท Glucan, Polysaccharide ประกอบไปด้วย D-galactose, L-arabinose, L-rhamnose, Uronic acid ทั้งยังต้นเจอสาร Glucan, Glucolin, Saponin, โปรตีน, วิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินซี, แร่ธาตุ, แคลเซียม, ธาตุเหล็ก
ที่มา : wikipedia
นอกจากนี้ยังเจอสารต่างๆอีกเพียบเลย ยกตัวอย่างเช่น สารกรุ๊ปฟีนอลิก สารกรุ๊ปบีทาเลน (จากผลสุกสีม่วงดำ) ตัวอย่างเช่น บีทานิดินมอโนกลูวัวไซด์, กอมเฟรนีน    สารติดอยู่โรทีนอยด์ อาทิเช่น นีออกแซนธิน, ไฟวโอลาแซนธิน, ลูเทอิน, ซีแซนธิน, แอลฟา แล้วก็เบต้าแคโรทีน       สารเมือก (mucilage) ส่วนประกอบเป็นพอลีแซคติดอยู่ไรด์ที่ละลายน้ำ         สารกลุ่มซาโปนิน อาทิเช่น basellasaponin (เจอที่ลำต้น), betavulgaroside I, spinacoside C, momordin II B, momordin II C
ส่วนค่าทางโภชนาการของผักปลังมีดังนี้   ผักปลังสด 100 กรัม ให้พลังงานแก่ร่างกาย 21 กิโลแคลอรี มี น้ำ 93.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.7 กรัม โปรตีน 2.0 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม กาก(ใยอาหาร) 0.8 กรัม แคลเซียม 4 มก. ฟอสฟอรัส 50 มิลลิกรัม เหล็ก 1.5 มก. วิตามินเอ 9,316 IU วิตามินบี 1 0.07 มก. วิตามินบี 2 0.20 มิลลิกรัม ไนอาสิน 1.1 มก. แล้วก็วิตามินซี 26 มิลลิกรัม  ส่วนในใบผักปลังแห้ง 100 กรัม ให้พลังงาน 306.7 กิโลแคลอรี่ มีเถ้า 15.9 กรัม โปรตีน 27.7 กรัม ไขมัน 3.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 42.1 กรัม เส้นใย 11.3 กรัม แคลเซียม 48.7 มก. ธาตุเหล็ก 21.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 400 มิลลิกรัม
ประโยชน์/สรรพคุณ
ใช้เป็นของกิน  ผัก  ยอดผักปลัง ใบอ่อน แล้วก็ดอกอ่อน ใช้รับประทานเป็นอาหาร ดังเช่นว่า ต้มหรือลวกกินกับน้ำพริก หรือใช้ดอกผักปลังปรุงเป็นแกงส้ม ของกินท้องถิ่นล้านนาใช้เป็นส่วนผสมเพื่อเพิ่มความข้นหนืดในน้ำซุป ผักปลังนอกเหนือจากการที่จะประยุกต์ใช้เป็นอาหารแล้วในขณะนี้ยังมีการเอามาทำผลิตภัณฑ์ต่างๆอีกเยอะแยะ อาทิเช่น น้ำสมุนไพรผักปลัง รวมทั้งมีการเรียนการใช้คุณประโยชน์จากสีของผลผักปลังยกตัวอย่างเช่น ใช้แต่งสีอาหารรวมทั้งของหวานต่างๆอีกด้วย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของผักปลังนั้นมีดังนี้
แบบเรียนยาไทย ทั้งยังต้น รสเย็น ต้มดื่มแก้ขัดเบา แก้ท้องผูก ลดไข้ ตำพอกแก้ขี้กลาก ผื่นคัน แก้พิษฝีดาษ แก้อักเสบ ใบ มีรสหวานเอียน ระบายท้อง ขับฉี่ แก้บิด แก้อักเสบ แก้โรคกระเพาะอักเสบ แก้ขี้กลาก แก้ผื่นคัน ฝี ดอก รสหวานเหม็นเบื่อ ใช้ทาแก้ขี้กลากเกลื้อน แก้โรคเรื้อน ดับพิษโรคฝีดาษ แก้โรคเกลื้อน คั้นเอาน้ำทาแก้จุกนมแตกเจ็บ ต้น รสหวานเอียน แก้อึดอัดแน่นท้อง ระบายท้อง แก้พิษไข้ทรพิษ แก้พิษฝี แก้อักเสบบวม ต้มดื่มแก้ไส้ติ่งอักเสบ ราก รสหวานเบื่อ แก้ตัวเท้าด่าง แก้รังแค แก้โรคผิวหนัง แก้ท้องผูก แก้พรรดึก ใช้ทาถูนวดให้ร้อนเพื่อให้เลือดมาหล่อเลี้ยงบริเวณที่ทาให้เยอะขึ้น น้ำคั้นรากเป็นยาช่วยหล่อลื่นข้างใน รวมทั้งขับดำของเดือนปัสสาวะ ประเทศอินเดีย ใช้ทั้งยังต้น แก้ลมพิษ ผื่นคัน แผลไฟเผา ต้นรวมทั้งใบ ใช้แก้มะเร็งเม็ดสีผิว โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งช่องปาก  ประเทศบังคลาเทศ อีกทั้งต้นใช้ตำพอกหน้า คุ้มครองปกป้องสิว แล้วก็กระ
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นมีผลการศึกษาวิจัยกล่าวว่าสารออกฤทธิ์ในผักปลังมีคุณประโยชน์ตามกลุ่มของสารต่างๆดังนี้
สารกลุ่มบีทาเลน เป็นกลุ่มสารประกอบสีม่วงดำของเนื้อผลผักปลังสุก ประกอบด้วยสารบีทานิดินมอโนกลูวัวไซด์เป็นส่วนมาก รองลงมาคือสารอนุจำพวกต่างๆของกอมเฟรนีนซึ่งละลายน้ำได้ สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งใช้เป็นสารแต่งสีอาหารที่มีความปลอดภัยกว่าการใช้สีสังเคราะห์
สารกรุ๊ปแคโรทีนอยด์ ดังเช่นว่า นีออกแซนธิน ไฟวโอลาแซนธิน ลูเทอิน (iutein) ซีแซนธิน (Zeaxanthin) แอลฟาแคโรทีน (α-carotene) และเบตาแคโรทีน (β-carotene) ด้วยเหตุว่าร่างกายใช้สารแคโรทีนอยด์ในการสังเคราะห์วิตามินเอโดยเหตุนั้นการกินผักปลังบ่อยๆจะเพิ่มปริมาณวิตามินเอภายในร่างกายได้ เหมาะกับผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดวิตามินเอ นอกเหนือจากนี้แคโรทีนอยด์ยังมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระอีกด้วย
กรุ๊ปกรดไขมัน น้ำมันจากเมล็ดผักปลังมีกรดไขมันหลายชนิด เช่น กรดขว้างลมิว่ากล่าวก รกดสเตรียริก กรดโลเลอีก แล้วก็กรดลิโนเลอิก
สารมูก (mucilage) เจอในทุกๆส่วนของต้น สารเมือกมีส่วนประกอบของพอลีย์แซคาไรด์ที่ละลายน้ำ มีทรัพย์สมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆในพืชบางชนิดพบว่าสารมูกมีฤทธิ์ immunomodulator  ฤทธิ์คุ้มครองเซลล์ โดยการเคลือบเนื้อเยื่อในกระเพาะอาหารและก็ยั้งการหลั่งกรด ส่วนการใช้ในทางเวชสำอาง สารมูกมีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบลดการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวต่ำลง ช่วยสมาน รักษาไม่ถูกแห้งผื่นคัน และก็ลดอาการระคาย
กรดอะมิโนแล้วก็เพปไทด์ กรดอะมิโน ได้แก่ อาร์จีนีน ลิวซีน (leucine) ไอโซลิวซีน ทรีโอนีน แล้วก็ทริโทแฟน ส่วนสารเพปไทด์ที่มีฤทธิ์ด้านชีววิทยา เป็นต้นว่า โปรตีนที่ยับยั้งลักษณะการทำงานของไรโบโซมในขั้นตอนการสังเคราะห์โปรตีนในเมล็ดผักปลังซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสชนิด  Artichoke-mottled crinkle virus (AMCV) ในต้นยาสูบโดยยับยั้งแนวทางการจำลองกรรมพันธุ์ของไวรัส จึงบางทีอาจนำไปเป็นนวทางในการพัฒนายาต้านทานไวรัสถัดไปในอนาคต นอกจากนั้นยังมีสารแอลฟาบาสรูบริน  (α-basrubrins) รวมทั้งสารอนุภาคบีตาบาสรูบริน (β-basrubrins) ซึ่งเป็นเพปไทด์จากเมล็ดผักปลังมีฤทธิ์ต้านเชื้อราจำพวก Botrytiscinerea, ชนิด Fusarium oxysporum, รวมทั้งประเภท Mycosphaerella arachidicola โดยการขัดขวางกระบวนการสร้างโปรตีนในเชื้อรา
สารกลุ่มไทรเทอร์พีนแซโพนิน อาทิเช่น สารบาเซลลาเซโพนิน (basellasaponins)  ซึ่งเจอในส่วนของก้านลำต้นของผักปลัง อนุภาคบีตาวุลการโรไซด์  (betavulgaroside I) มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด สไปทุ่งนาวัวไซด์ซี  (spinacoside C), มอมอร์ดินทูบี (momordin IIb) รวมทั้งมอมอร์ดินทูซี (momordinIIc)
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้ แก้อาการอึดอัดแน่นท้อง ด้วยการใช้ต้นสด 60 กรัม นำมาต้มกับน้ำให้ข้นแล้วกิน ช่วยแก้อาการท้องผูก แล้วก็เป็นยาระบายอ่อนๆที่เหมาะสำหรับเด็กและก็สตรีตั้งครรภ์ โดยนำมาต้มกินเป็นอาหารจะช่วยแก้ท้องผูกได้ และเมือกที่อยู่ในผักปลังจะมีคุณสมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆช่วยแก้ขัดเบา ด้วยการใช้ต้นสด 60 กรัม เอามาต้มกับน้ำกิน หรือใช้ใบสด 60 กรัมนำมาต้มกับน้ำแบบชาต่อหนึ่งครั้ง  แพทย์เมือง (ภาคเหนือ) จะใช้ใบผักปลังนำมาตำอาหารสารเจ้า ใช้เป็นยาพอกแก้โรคมะเร็งไข่ปลา  ใบและก็ผลนำมาขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อยหรือแผลที่ มีลักษณะเป็นแผลไหม้ก็จะช่วยบรรเทาอาการแล้วก็ทำให้เกิดความรู้สึกเย็นขึ้นได้ น้ำคั้นจากดอกใช้เป็นยาทาแก้กลากโรคเกลื้อน แก้โรคเรื้อน แก้เกลื้อน รักษาฝี ด้วยการใช้ใบสดเอามาตำแล้วพอกรอบๆที่เป็น โดยให้เปลี่ยนยาวันละ 1-2 ครั้ง แก้ลักษณะของการปวดแขนขา ด้วยการกางใบสด ยอดอ่อน 30 กรัม เอามาต้มกับน้ำ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา สารสกัดผักปลังด้วยน้ำผสมกับสารสกัดจากใบของ Hi-biscus macranthus ส่งผลเพิ่มน้ำหนักตัวของหนู และเพิ่มน้ำหนักของถุงน้ำเชื้ออสุจิ  (seminal vesicle) ช่วยเพิ่มการผลิตและก็วิวัฒนาการของตัวอสุจิ และทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งบางทีอาจส่งผลให้เกิดการพัฒนาเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยในรายที่เป็นหมันเนื่องด้วยการมีตัวอสุจิน้อย
                สารสกัดในผักปลังด้วยน้ำสามารถยับยั้งการก่อมะเร็งตับในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดโรคมะเร็งด้วยสารเอ็น ไนโตรโซไดเอครั้งลามีน (NDEA) รวมทั้งคาร์บอนเตตราคลอไรด์ (CCI) ได้โดยลดการทำลายของเซลล์ตับ ซึ่งวัดได้จากระดับเอนไซม์ในตับยกตัวอย่างเช่น แกมมา-กลูตามิลทรานสเปปทิเดส (GGT) ซีรัมกลูทามิกออกซาโลแอซีติกทรานสแอมิเนศ (SGOT) ซีรัมกลูทามิกไพรูวิกทรานสแอมิเนศ (SGPT) แล้วก็อัลค้างไลน์ ฟอสฟาเทส (ALP) ที่อยู่ในระดับใกล้เคียงค่าปรกติ และก็ยังมีผลลดการเกิดปฏิกิริยาเพอคอยกซิเดชันของไขมัน (lipidperoxidation) โดยมองจากระดับของเอนไซม์ซุเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส (SOD) ค้างทาเลส กลูตาไทโอน เพอร์ออกซิเดส (GPX) ภายในร่างกายใกล้เคียงกับค่าปรกติ
                สารสกัดจากผักปลังในอาหารเพาะเลี้ยงเซลล์ม้ามของหนูถีบจักร (primary mouse splenocyte cultures) ส่งผลทำให้เพิ่มการหลั่ง IL-2 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมทั้งส่งผลการเรียนทางเภสัชวิทยาอีกชิ้นหนึ่งระบุว่า จากการวิเคราะห์รงควัตุของสารสกัด 80% เอทานอลจากผลผักปลัง เจอ gomphrerin I รงควัตถุสีแดงเป็นรงควัตถุหลัก ในผลผักปลังสด 100 กรัมเจอ gomphrerin I ถึง 3.6 กรัม นอกเหนือจากนี้ยังพบรงควัตถุสีแดงอื่นๆเช่น betanidin-dihexose แล้วก็ isobetanidin-dihexose รวมทั้งเมื่อทำการค้นคว้าฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของ gomphrerin I ที่ความเข้มข้น 180, 23, 45 และ 181 ไมโครโมลาร์ พบว่ามีค่าต่อต้านอนุมูลอิสระเทียบเท่ากับโทรลอกซ์ ขนาด 534 ไมโครโมลาร์, butylated hydroxytoluene (BHT) 103 ไมโครโมลาร์, ascorbic acid 129 ไมโครโมลาร์และก็ BHT 68 ไมโครโมลาร์ตามลำดับ แล้วก็มีการเรียนรู้ฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยให้สารสกัด 80% เอทานอลขนาดความเข้มข้น 25, 50 รวมทั้ง 100 ไมโครโมลาร์แก่เซลล์ murine macrophage ที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบด้วย lipopolysaccharide (LPS) พบว่าสามารถยั้งการสร้าง nitric oxide ซึ่งการยับยั้งนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามขนาดความเข้มข้นของสารสกัด รวมทั้งสารสกัดจากผลผักปลังที่ความเข้มข้น 100 ไมวัวลโมลาร์ส่งผลลดการหลั่ง prostaglandin E2 แล้วก็ interleukin-1β ของเซลล์ และก็ยั้บยั้งการสังเคราะห์ยีนที่เกี่ยวพันกับการเกิดการอักเสบ ดังเช่น nitric oxide synthase, cyclooxygenase-2, interleukin-1β, tumor necrosis factor-alpha แล้วก็ interleukin-6 จากการทดสอบทั้งผองนี้แสดงให้ว่า gomphrerin I รงควัตถุสีแดงที่เจอในผลผักปลังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต่อต้านการอักเสบที่มีความสามารถและสามารถนำผลผักปลังไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทางโภชนาการได้
นอกเหนือจากนี้ยังมีผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่าสารมูกมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิต้านทาน ฤทธิ์ป้องกันเซลล์ โดยการเคลือบเนื้อเยื่อกระเพาะอาหาร รวมทั้งยั้งการหลั่งกรด ลดการอักเสบที่ผิว ลดการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียที่ผิว ช่วยสมานรักษาผิวแห้ง ผื่นคัน ลดอาการระคายที่ผิวได้อีกด้วย
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา ในการค้นคว้าทางพิษวิทยาของผักปลังนั้นยังมีน้อยมากที่พอจะมีข้อมูลในหัวข้อนี้อยู่บ้างก็คือ มีการทำการค้นคว้าของนักวิจัยประเทศอินเดียที่ได้เผยแพร่ผลที่ได้รับจากงานวิจัยเกี่ยวกับการทดสอบผลของสารสกัดจากใบผักปลังด้วยเอทานอลและน้ำในหนูถีบจักรทดสอบ ด้วยการกรอกสารสกัดน้ำของใบในขนาด 100-200 มก.ต่อโลน้ำหนักตัวให้ตัวทดลองเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ผลปรากฎว่าไม่พบว่ามีความผิดปกติของค่าทางโลหิตวิทยา ส่วนการทดลองในหนูขาวที่รับประทานสารสกัดจากใบผักปลังด้วยเอทานอล ,น้ำ แล้วก็เฮกเซน ติดต่อกัน 1 อาทิตย์ พบว่าหนูขาวที่ได้รับสารสกัดด้วยเอทานอลและเฮกเซนจากใบผักปลัง จะมีปริมาณน้ำย่อยอะไมเลสมากขึ้น ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งสำหรับการช่วยลดภาวะเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้
ข้อแนะนำ/ข้อควรตรึกตรอง เนื่องจากผักปลั่งเป็นผักที่เราคุ้นเคยแล้วก็เอามาทำเป็นของกินกินกันอยู่เป็นประจำแล้ว สำหรับในการเอามารับประทานเป็นของกินนั้นอาจจะไม่เป็นผลกระทบอะไรกับสุขภาพ แต่ถ้าหากใช้ผักปลังในแบบสารสกัดหรือในรูปแบบอื่นๆนั้น เพื่อความปลอดภัยอาจจะต้องหารือแพทย์หรือผู้ที่มีความชำนาญถึงขนาดและวิธีใช้ก่อนใช้เสมอ
เอกสารอ้างอิง

  • โชติอนันต์ และคณะ ,รักษาโรคด้วยสมุนไพรใกล้ตัว. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์The Knowledge Center; 2550 หน้า 215-8
  • Bolognesi A, Polito L, Olivierif F, Valbonesi P, Barbieri L, Battelli MG et al. New ribosome-inactivating proteins with polynucleotide:adenosine glycosidase and antiviral activities from Basella rubra L. and Bougainvillea spectabilis Willd. Planta 1997;203:422-9
  • สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน.ผักพื้นบ้าน ความหมายและภูมิปัญญาของสามัญชนไทย.กรุงเทพฯ โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 2538 หน้า 168-9
  • ผักปลัง ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบราชธานีAkhter S, Abdul H, Shawkat IS, Swapan KS, Mohammad SHC Sanjay SS. A review on the use of non-timber forest products in beauty-care in Bangladesh. J Forestry Res 2008;19:72-8.
  • หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ “ผักปลัง”.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  หน้า 499-501.
  • หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม “ผักปลัง”.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  หน้า 179.
  • กรมส่งเสริมการเกษตร. (2550). ผักพื้นบ้าน. ค้นวันที่ 10 มิถุนายน 2550 http://www.disthai.com/
  • ชื่นนภา ชัชวาล.นาฎศรี นวลแก้ว.ผักปลัง ผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ.คอลัมน์บทปริทัศน์.วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทยืทางเลือก.ปีที่7.ฉบับที่2-3 พฤษภาคม – ธันวาคม 2552 . หน้า 197-200
  • Saikia AP, Ryakala VK Sharma P, Goswami P, Bora U. Ethnobotany of medicinal plants used by Assamese people for various skin ailments and cosmetics. J Ethnopharmacol 2006;106:149-57
  • กัญจนา ดีวิเศษและคณะ, ผู้รวบรวม. (2548). ผักพื้นบ้านภาคเหนือ. เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ บรรณาธิการ. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี: ศูนย์พัฒนาตำราการแพทย์แผนไทย.
  • Khare CP. Indian medicinal plants: an illustrated dictionary. New York: Springer Science Business Media; 2007. p. 84.
  • Jin YL, Ching YT. Total phenolic contents in selected fruit and vegetable juices exhibit a positive correlation with interferon-γ, interleukin-5, and interleukin-2 secretions using primary mouse splenocytes. J Food Compos Anal 2008;21:45-53.
  • Choi EM, Koo SJ, Hwang JK. Immune cell stimulating activity of mucopolysaccharide isolated from yam (Dioscorea batatas). J Ethnopharmacol 2004;91:1-6.
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. “ผักปลัง”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 350.
  • Maisuthisakul P, Pasuk S, Ritthiruangdej P. Relationship of antioxidant properties and chemical composition of some Thai plants. J Food Compos Anal 2008;21:229-40
  • Raju M, Varakumar S, Lakshminarayana R, Krishnakantha TP, Baskaran V. Carotenoid composition and vitamin A activity of medicinally important green leafy vegetables. Food Chem 2007;101:1598-1605
  • . Dweck AC. The internal and external use of medicinal plants. Clin Dermatol 2009;27:148-58
  • Reddy GD, Kartik R, Rao CV, Unnikrishnan MK, Pushpangadan P. Basella alba extract act as antitumour and antioxidant potential against N-nitrosodiethylamine induced hepatocellular carcinoma in rats. Int J Infectious Diseases 2008;12 Suppl 3:S68
  • Toshiyuki M, Kazuhiro H, Masayuki Y. Medicinal foodstuffs. XXIII. Structures of new oleanane-type triterpene oligoglycosides, basellasaponins A, B, C, and D, from the fresh aerial parts of Basella rubra L. Chem Pharm Bull 2001;49:776-9.
  • Jadhav RB, Sonawane DS, Surana SJ. Cytoprotective effects of crude polysaccharide fraction of Abelmoschus esculentus fruits in rats. Pharmacogn Mag 2008;4:130-2.
  • Glassgen WE, Metzger JW, Heuer S, Strack D. Betacyanins from fruits of Basella rubra. Phytochemistry 1993;33:1525-7
  • ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ผักปลัง”.  [26 เม.ย. 2014].
  • Draelos ZD. Botanicals as topical agents. Clin Dermatol 2001;19:474- 7
  • Shahid M,. Akhtar JM, Yamin M, Shafiq MM. Fatty acid composition of lipid classes of Basella rubra Linn. Pak Acad Sci 2004;41:109-12
  • Haskell MJ, Jamil KM, Hassan F, Peerson JM, Hossain MI, Fuchs GJ et al. Daily consumption of Indian spinach (Basella alba) or sweet potatoes has a positive effect on total-body vitamin A stores in Bangladeshi men. Am J Clin Nutr 2004;80:705-714
  • Moundipa FP, Kamtchouing P, Kouetan N, Tantchou J, Foyang NPR, Mbiapo FT. Effects of aqueous extracts of Hibiscus macranthus and Basella alba in mature rat testis function. J Ethnopharmacol 1999;65:133-9
  • Hexiang W, Tzi BN. Antifungal peptides, a heat shock protein-like peptide, and a serine-threonine kinase-like protein from Ceylon spinach seeds. Peptides 2004;25:1209-14
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบของรงควัตถุสีแดงในผักปลัง,ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล


2
ส้มป่อย
ชื่อสมุนไพร ส้มป่อย
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  ส้มขอน , ส้มคอน (ไทยใหญ่,แม่ฮ่องสอน) , ส้มพอดี (อีสาน) , ผ่อชิละ ผ่อชิบูทู (กะเหรี่ยง)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia concinna (Willd.) DC.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Acacia rugata (Lam.) Merr., Mimosa concinna (Willd.) DC.
ตระกูล FABACEAE
บ้านเกิดเมืองนอน ส้มป่อย เป็นพืชที่มีชื่อเสียงดันดีในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือที่จัดว่าส้มป่อยเป็นพืชที่มีความมงคล โดยมีความเห็นกันว่าแม้บ้านใดมีต้นส้มป่อยในบ้าน จะช่วยคุ้มครองเพศภัยและเคราะห์ต่างๆให้ปล่อยออกไปจากบ้านดังชื่อของส้มป่อย แล้วก็ฝักของส้มป่อยก็ใช้แช่น้ำเชื่อว่าจะก่อให้เป็นน้ำที่มีความศักดิ์สิทธิ์ใช้ขจัดปัดเป่าสิ่งเลวร้ายต่างๆได้ ซึ่งส้มป่อยนี้เป็นพืชที่มีบ้านเกิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย ตัวอย่างเช่น เอเซียอาคเนย์ อาทิ เมืองไทย , เมียนมาร์ , ลาว , กัมพูชา , มาเลเซีย , รวมทั้งประเทศในทวีปเอเชียใต้ เช่น ประเทศอินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ เป็นต้น  ส้มป่อยเป็นไม้ที่มีคงทนถาวรต่อภาวะแล้งได้ดิบได้ดี พบได้บ่อยขึ้นตามป่าคืนสภาพ ป่าดงดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ที่ราบเชิงเขา และก็ที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป  ในประเทศไทยสามารถเจอได้ทุกภาคของประเทศ
ลักษณะทั่วไป ส้มป่อยจัดเป็นไม้พุ่มคอยเลื้อยซึ่งจะ พิงพันต้นไม้อื่นได้ราว สูง 3-6 เมตร เถามีเนื้อแข็ง ผิวเรียบสีน้ำตาล ขนาดใหญ่ มีหนามเล็กแหลมตามลำต้น กิ่งก้านรวมทั้งใบ ไม่มีมือเกาะจะเลื้อยพิงพันต้นไม้อื่น เถาอ่อนสีน้ำตาลปนแดง มีขนกำมะหยี่หรือขนสั้นหนานุ่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนสองชั้น เรียงสลับ ช่อใบย่อย 5-10 คู่ ใบย่อย 10-35 คู่ ต่อช่อ ใบย่อยรูปขอบขนาน ขนาดเล็ก ออกเรียงตรงข้าม ปลายใบมนหรือแหลม ที่ปลายเป็นติ่งหนามแหลมอ่อนโค้ง โคนใบตัด ขอบของใบครึ้มเรียบ แผ่นใบเรียบ ก้านใบยาว 3.6-5.0 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่มแล้วก็หนาแน่น เจอก้อนนูนสีน้ำตาลเหมือนต่อม 1 อัน อยู่ที่โคนก้านใบ ศูนย์กลางยาว 6.6-8.5 เซนติเมตร ก้านใบย่อยสั้นมาก ยาว 0.5 มิลลิเมตร หรือน้อยกว่า หมดจด แล้วก็มีขนนุ่มหนาแน่น ดอกเป็นช่อกลุ่มกลม ออกตามซอกใบข้างลำต้น 1-3 ช่อดอกต่อข้อ ขนาด 0.7-1.3 เซนติเมตร มี 35-45 ดอก ก้านช่อดอกยาว 2.5-3.2 มิลลิเมตร มีขนนุ่มหนาแน่น ใบเสริมแต่งดอก 1 อัน รูปแถบ ยาวไม่เกิน 1 มม. โคนสอบเรียว สีแดง มีขนกระจายทั่วๆไป ดอกขนาดเล็กอัดแน่นอยู่เป็นแกนดอก กลีบดอกเป็นหลอด สีขาวนวล กลีบเลี้ยงและก็กลีบอย่างละ 5 กลีบ กลีบเลี้ยง หลอดกลีบกว้าง 1.0-1.5 มิลลิเมตรยาว 2.5-3.0 ซม. ปลายแหลม สีแดง อาจมีสีขาวปนบางส่วน กลีบ หลอดกลีบกว้าง 1.0-1.5 มิลลิเมตร ยาว 3.5-4.0 มม. มีขนนิดหน่อยที่ปลายกลีบ เกสรเพศผู้ 200-250 อัน ยาว 4-6 มิลลิเมตร เกสรเพศเมีย รังไข่ยาว 1 มิลลิเมตร มี 10-12 ออวุล มีก้านรังไข่ยาว 1 มิลลิเมตร ก้านรวมทั้งยอดเกสรเพศเมียยาว 2.5-3.5 มม. สีขาวอมเหลืองหรือสีเขียวอมเหลือง ผลเป็นฝักรูปขอบขนาน แบนยาว หนา ขนาด กว้าง 1.3-1.4 เซนติเมตร ยาว 7.0-9.3 ซม. ฝักอ่อนเปลือกสีเขียวอมแดง เมื่อแก่สีน้ำตาลเข้ม ผิวฝักเป็นลอนคลื่นเป็นข้อ ปลายฝักมีหางแหลม สันฝักหนา ผิวย่นมากเมื่อแห้ง ก้านผลยาว 2.8-3.0 ซม. แต่ละผลมี 5-12 เมล็ด เมล็ดสีดำ แบนรี ผิวมัน กว้าง 4-5 มิลลิเมตร ยาว 7-8 มม. ออกดอกราวเดือนมกราคมถึงพ.ค. ติดผลเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม
การขยายพันธุ์ ส้มป่อยมักจะพบได้ในป่าเบญจพรรณและก็ป่าดิบแล้วรอบๆที่ราบตีนเขาส่วนการขยายพันธุ์  ส้มป่อยนั้นสามารถทำได้ด้วยกรรมวิธีเพาะเมล็ดและก็การปักชำ แม้กระนั้นแนวทางที่ได้รับความนิยมกันมากเป็นการปักชำ โดยตัดกิ่งแก่ให้ยาวโดยประมาณ 50 เซนติเมตรมาปักชำในกระถางหรือในรอบๆที่ต้องการจะเพาะชำ ซึ่งในกระถางหรือบริเวณดังกล่าจะต้องมีความชุ่มชื้นมากมาย และก็รดน้ำแต่ละวันกระทั่งกิ่งที่ชำกำเนิดรากแล้วจึงย้ายลงหลุมที่จะปลูกถัดไป ในการปลูกส้มป่อยนั้นควรจะปลูกในกลางแจ้งหรือที่ๆมีแสงสว่างมาก สามารถปลูกได้ในดิน      Malic acid ที่มา : Wikipedia     ทุกชนิดที่มีการระบายน้ำเจริญ เพราะเหตุว่าส้มป่อยชอบความชื้นปานกลางถึงน้อยและก็ชอบแดดมาก ส่วนการดูแลและรักษานั้น ส้มป่อยไม่ค่อยมีโรคและก็ศัตรูพืชมาก แม้กระนั้นควรตัดแต่งกิ่งหรือทำค้างให้ลำต้นของส้มป่อยพันเลื้อยขึ้นไปเพื่อสะดวกในการเก็บเกี่ยวผลิตผลของส้มป่อย
องค์ประกอบทางเคมี ฝักมีสารซาโปนิน 20.8% ดังเช่นว่า acasinin       Tannin   ที่มา : Wikipedia
A, B, C, D แล้วก็ E   azepin , tannin , malic  acid , concinnamide, lupeol , machaerinic acid , menthiafolic, sonuside, sitosterol ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของส้มป่อยมีดังนี้
คุณประโยชน์ทางโภชนาการ ส้มป่อย 100 กรัม มี  น้ำ 85.6  กรัม  แคลเซียม 95 มก. ไทอะมีน 0.04 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 6568 ไมโครกรัม ไนอะซิน 1.1 มิลลิกรัม วิตามินเอรวม 1095 RE วิตามินซี 6 มิลลิกรัม วิตามินอี 6.7 มิลลิกรัม                                 
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์ ยอดอ่อน รวมทั้งใบอ่อน ของส้มป่อย ใช้กินเป็นผักและเครื่องปรุงรส ช่วยทำให้ของกินมีรสเปรี้ยว แล้วก็ช่วยกำจัดกลิ่น คาวปลา ยอดเอามาปรุงอาหารได้หลายสิ่งหลายอย่าง ดังเช่นว่า machaerinic acid ที่มา : Wikipedia  แกงส้ม ต้มปลา ต้มน้ำกะทิปลาเค็ม น้ำของฝักส้มป่อย ใช้ขัดเครื่องเงิน เครื่องทองให้เงาสวยได้ ฝักแก่แห้งเอามาต้มเอาน้ำใช้สระผมแก้รังแค แก้อาการคันศีรษะ บำรุงเส้นผม ทำให้ผมเปียกชื้นเป็นเงาสวย เป็นยาปลูกผม แล้วก็คุ้มครองป้องกันผมหงอกก่อนวัย  ใบส้มป่อยสามารถนำมาสกัดทำเป็นสีย้อมเส้นไหมได้ โดยสีที่ได้เป็นสีเขียวอ่อน สีเหลืองอ่อน สีน้ำตาลอ่อน หรือสีครีม  ในด้านของความเชื่อส้มป่อยถือเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของชาวล้านนา โดยชาวบ้านจะใช้ฝักในพิธีบูชาทำน้ำมนต์เพื่อสะเดาะเคราะห์ ใช้ในงานมงคล ทำน้ำมนต์รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในตอนเทศกาลวันสงกรานต์  หรือใช้สรงน้ำพระพุทธปฏิมากร  อีกทั้งส้มป่อยยังจัดเป็นพืชที่มีความมงคลของคนไทย โดยมั่นใจว่าการปลูกส้มป่อยจะช่วยเฉดหัวไล่ภูตผีปีศาจแล้วก็เรื่องเลวร้ายไม่ให้มารบกวน ช่วยเสริมหรือคืนอำนาจให้ผู้มีถลาคาอาคม โดยกำหนดให้ปลูกไว้ทางทิศเหนือ  ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของส้มป่อยนั้นมีดังนี้
ใบ แก้โรคตา จ่ายเมือกมันในลำไส้ ยาถ่ายเสมหะ ถ่ายตกขาว แก้บิด ถูล้างเลือดประจำเดือน ประคบให้เอ็นหย่อนยาน ใบใช้ในสูตรยาอบสมุนไพร มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆช่วยล้างสิ่งสกปรก เพิ่มแรงต้านทานโรคให้กับผิวหนัง บำรุงผิวพรรณ แก้หวัด แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว สูตรยาลูกประคบสมุนไพร ช่วยบำรุงผิว แก้โรคผิวหนัง ลดระดับความดัน  ใบตำห่อผ้าประคบเส้นให้เส้นอ่อน ใช้ใบอ่อน ต้มเอาน้ำผสมกับน้ำผึ้ง กินเป็นยาขับปัสสาวะ ฝัก มีรสเปรี้ยว เป็นยาถ่าย ขับเสลด แก้ไอ แก้บิด แก้ไข้จับสั่น ฝักปิ้งให้เหลือง ชงน้ำจิบแก้ไอ ขับเสลด แก้น้ำลายเหนียว เป็นยาถ่ายทำให้คลื่นไส้ แก้ซางในเด็ก ใช้สระผม ทำให้ผมเปียกชื้นเป็นเงางาม ไม่มีรังแค ต้มน้ำอาบข้างหลังคลอด ฝักตำพอกหรือชุบสำลีปิดแผลโรคผิวหนัง เปลือกฝัก รสขมเปรี้ยวเผ็ดปร่า เจริญอาหาร กัดเสมหะ แก้ไอ ต้น รสเปรี้ยวฝาด เป็นยาระบาย แก้โรคตาแดง แก้น้ำตาพิการ  ยอดอ่อน นำมาต้มน้ำ และก็ผสมกับน้ำผึ้งดื่มเป็นยาช่วยขับปัสสาวะ หรือนำมาตำรวมกับขมิ้นอ้อย แล้วใส่น้ำมันพืชนิดหน่อย หมกไฟพออุ่น นำไปพอกแก้ฝี ดอก รสเปรี้ยว ฝาด มัน แก้เอ็นที่ทุพพลภาพให้บริบูรณ์ ใบและก็ฝัก ต้มอาบ ชำระล้าง บำรุงผิว ราก รสขม แก้ไข้
บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5)    ปรากฏการกางใบและฝักส้มป่อย ร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ เป็นยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบทางเดินอาหาร ตำรับ “ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง” ประกอบด้วย ดีเกลือฝรั่ง ยาดำ ใบมะกา ใบมะขาม ใบส้มป่อย ฝักคูน รากขี้กาแดง รากขี้กาขาว รากตองแตก ฝักส้มป่อย สมอไทย สมอดีงู เถาวัลย์เปรียง ขี้เหล็ก หัวหอม หญ้าไทร ใบไผ่ป่า คุณประโยชน์ แก้อาการท้องผูก ในกรณีที่ใช้ยาอื่นแล้วไม่ได้เรื่อง
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้   แก้ไอ ด้วยการใช้ฝักเอามาปิ้งให้เหลืองแล้วชงกับน้ำจิบรับประทานเป็นยา หรือจะใช้เปลือกนำมาแช่กับน้ำดื่มทำให้เปียกคอแก้ไอได้  เมล็ดนำมาคั่วให้เกรียมแล้วบดให้รอบคอบ ใช้เป่าจมูก ทำให้คันจมูกและก็ทำให้จามได้  ยอดอ่อนหรือใบอ่อนเอามาต้มกับน้ำ และก็ผสมกับน้ำผึ้งใช้ดื่มรับประทานเป็นยาช่วยขับเยี่ยว  ยอดอ่อนนำมาตำผสมกับขมิ้นอ้อย แล้วใส่น้ำมันพืชบางส่วน หมกไฟเพียงพออุ่น แล้วนำไปพอกจะช่วยแก้ฝี แก้พิษฝี ทำให้ฝีแตกเร็วหรือยุบไป ส่วนอีกวิธีการใช้รากส้มป่อยนำมาฝนใส่น้ำปูนใสทาบริเวณที่เป็นฝี  ใบใช้ตำประคบหรือตำห่อผ้าประคบเส้นช่วยให้เส้นเอ็นอ่อน แก้เส้นเอ็นพิการ ขัดยอก  ช่วยทำให้สตรีมีท้องคลอดได้ง่าย ด้วยการใช้ฝักส้มป่อยประมาณ 3-7 ข้อ เอามาต้มกับน้ำอาบช่วงค่ำ โดยให้อาบยังไม่ครบกำหนดคลอด 2-3 วัน แต่ว่าห้ามอาบมากเพราะจะทำให้รู้สึกร้อน
การเรียนทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา สารสกัดน้ำจากผล ความเข้มข้น 20 มก./มิลลิลิตร มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา Epidermophyton floccosum ในหลอดทดสอบ แต่ว่าไม่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา Trichophyton rubrum รวมทั้ง Microsporum gypseum เหมือนกันกับสารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 100 มก./มล. ไม่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา T. rubrum, M. gypseum แล้วก็ E. floccosum
  • ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อยีสต์ สารสกัดน้ำ รวมทั้งสารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 100 และ 200 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ตามลำดับ และสารสกัดน้ำจากส้มป่อย (ไม่ระบุส่วนที่ใช้รวมทั้งความเข้มข้น) ไม่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อยีสต์ Candida albicans
  • ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดน้ำรวมทั้งสารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 100 และ 200 มก./มล. ตามลำดับ แล้วก็สารสกัดน้ำจากส้มป่อย (ไม่ระบุส่วนที่ใช้และก็ความเข้มข้น) ไม่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus
  • เมื่อปี คริสต์ศักราช2006 ที่อินเดีย ได้ทำการทดลองสารสกัดจากดอกส้มป่อยกับหนูเพศผู้ โดยการให้สารสกัดในขนาด 50 มก.ต่อกิโล โดยใช้ระยะเวลาการทดลองนาน 3 สัปดาห์ ผลของการทดสอบพบว่า ค่าคอเลสเตอรอลในเลือดของตัวทดลองต่ำลง ไตรกลีเซอไรด์ลดลง อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ และก็สารสกัดจากส้มป่อยยังส่งผลลดน้ำเชื้อและ endometrial glands ในมดลูก มีการเปลี่ยนแปลงในชั้นเซลล์ในมดลูก สรุปว่าสมุนไพรส้มป่อยสามารถใช้เป็นยาคุมได้ด้วย
  • สารสกัดซาโปนินจากเปลือกส้มปอยรวมทั้งสารสกัดเอทานอลและก็น้ำ ในอัตราส่วน 1:1 มีฤทธิ์ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก โดยค่าดัชนีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงพอๆกับ 1,350
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา  หลักฐานความเป็นพิษแล้วก็การทดลองความเป็นพิษ
          เมื่อให้สารสกัดจากใบและก็ลำต้น (ไม่ระบุสารสกัดที่ใช้) รวมทั้งสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากใบแล้วก็ลำต้น ขนาด 10 ก./กก. ทางสายยางให้อาหารหนูถีบจักร ไม่เจอพิษ เมื่อฉีดสารสกัดจากใบแล้วก็ลำต้น (ไม่กำหนดสารสกัดที่ใช้) ขนาด 10 ก./กก. เข้าใต้ผิวหนังหนูถีบจักร ไม่พบพิษเหมือนกัน รวมทั้งเมื่อฉีดสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินเข้าช่องท้องหนูถีบจักร มีค่า LD50เท่ากับ 125 มิลลิกรัม/กก.
          ส่วนสกัดซาโปนินจากเปลือก (ไม่เจาะจงความเข้มข้น) และก็สารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้) มีฤทธิ์ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก ค่าดัชนีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงเท่ากับ 1,350
          สาร acacic acid จากเปลือก (ไม่ระบุความเข้มข้น) มีฤทธิ์ฆ่าสเปิร์ม แล้วก็ส่วนสกัดซาโปนินจากเปลือก ความเข้มข้น 0.004% มีฤทธิ์ฆ่าสเปิร์มในคนผู้ชาย
          สารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดิน ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ CA-9KB ขนาดของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ครึ่งหนึ่ง มากกว่า 20 มคก./มล. สารสกัดเมทานอล 75% จากผลเป็นพิษต่อเซลล์ Fibrosarcoma HT-1080 ความเข้มข้นของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์กึ่งหนึ่งพอๆกับ 2.1 มคกรัม/มิลลิลิตร โดยมีสารที่ออกฤทธิ์เป็น Kinmoonosides A, B และก็ C มีขนาดของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ครึ่งหนึ่งพอๆกับ  4.89,  1.43,  รวมทั้ง  1.87 มคกรัม/มล. ตามลำดับ  ส่วนสารสกัดเมทานอล  ส่วนสกัดที่ละลายน้ำ  สารสกัดเมทานอล:เอทานอล (1:1) จากผล เป็นพิษต่อเซลล์ Fibrosarcoma HT-1080 อย่างอ่อน ความเข้มข้นของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ครึ่งหนึ่งพอๆกับ 10, 17.9 แล้วก็ 21.5 มคกรัม/มิลลิลิตร เป็นลำดับ สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัดอะซีโตน ส่วนสกัดที่ละลายน้ำ สารสกัดเมทานอลและสารสกัดเมทานอล:เอทานอล (1:1) จากผล เป็นพิษต่อเซลล์ CA-Colon-26-L5 อย่างอ่อน
ข้อเสนอแนะ/ข้อพึงระวัง หากแม้ในขณะนี้ไม่มีข้อมูลในด้านข้อควรปฏิบัติตามในการใช้ส้มป่อยแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นส้มป่อยก็ยังเป็นเสมือนสมุนไพรประเภทอื่นๆที่จะต้องมีการระมัดระวังสำหรับในการรับประทานหากรับประทานเป็นของกินหรือส่วนประกอบของอาหารอาจจะปลอดภัยแต่อย่างใด แต่ว่าถ้าเกิดจะใช้เพื่อสรรพคุณทางยานั้นควรจะใช้แม้กระนั้นพอดี ไม่ใช้ในปริมาณที่มากและไม่ควรจะใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเนื่องจากว่าบางทีอาจทำให้เกิดโทษและส่งผลเสียรวมทั้งไม่ดีต่อสุขภาพได้
เอกสารอ้างอิง

  • มงคล โมกขะสมิต กมล สวัสดีมงคล ประยุทธ สาตราวาหะ.  การศึกษาพิษของสมุนไพรไทย.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2514;13:36-66.
  • ส้มป่อย.ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  “ส้มป่อย (Som Poi)”.  หน้า 282.
  • วันดี อวิรุทธ์นันท์ แม้นสรวง วุฒิอุดมเลิศ.  ฤทธิ์ต้านเชื้อราของพืชสมุนไพร.  วารสารเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล 2536;10(3):87-9.
  • Banerji R, Prakash D, Misra G, et al.  Cardiovascular and hemolytic activity of saponins.  Indian Drugs 1981;18(4):121-4.
  • วไลพร พงวิรุฬห์ วีณา ถือวิเศษสิน วีณา จิรัจฉริยากูล และคณะ.  ดัชนีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงในมาตรฐานสมุนไพรไทย.  โครงการพิเศษ ม.มหิดล, 2531-2532.
  • ส้มป่อย.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. http://www.disthai.com/
  • หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “ส้มป่อย”.  หน้า 33.
  • Avirutnant W, Pongpan A.  The antimicrobial activity of some Thai flowers and plants.  Mahidol Univ J Pharm Sci 1983;10(3):81-6.
  • ส้มป่อย.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด.  (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก).  “ส้มป่อย”  หน้า 178.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;12(2/4):36-65.
  • Banerji R, Nigam SK.  Chemistry of Acacia concinna and a Cassia bark.  J Indian Chem Soc 1980;57:1043-4.
  • Ikegami F, Sekine T, Hjima O, Fujii Y, Okonogi S, Murakoshi I.  Anti-dermatophyte activities of “tea seed cake” and “pegu – catechu”.  Thai J Pharm Sci 1993;17(2):57-9.
  • ส้มป่อย.ฐานข้อมูลความปลอดภัยของสมุนไพรที่มีการขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Tezuka Y, Honda K, Banskota AH, Thet MM, Kadota S.  Kinmoonosides A-C, three new cytotoxic saponins from the fruits of Acacia concinna, a medicinal plant collected in Myanmar.  J Nat Prod 2000;63:1658-64.
  • Banergi R, Srivastava AK, Misra G, Nigam SK, Singh S, Nigam SC, Saxena RC.  Steroid and triterpenoid saponins as spermicidal agents.  Indian Drugs 1979;17(1):6-8.
  • Bhakuni DS, Dhar ML, Dhar MM, Dhawan BN, Gupta B, Srimali RC.  Screening of Indian plants for biological activity. Part III.  Indian J Exp Biol 1971;9:91.



Tags : ส้มป่อย

3
บัวบก
ชื่อสมุนไพร บัวบก
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น ใบบัวบก (ภาคกึ่งกลาง) ผักหนอก จำปาเครือ (ภาคเหนือ) ปะหะ เอขาเด๊าะ (กะเหรี่ยง) แว่นโคก (อีสาน) ผักแว่น (ภาคใต้) เดียกำเช่า ฮมคัก (จีน)
ชื่อสามัญ Asiatic pennywort , Gotu kola , Indian pennywort , Woter pennywort
ชื่อวิทยาศาสตร์  Centella asiatica (Linn.) Urban.
วงศ์  UMBELLIFERAE (APIACEAE)
บ้านเกิด  บัวบกหรือใบบัวบก มีถิ่นเกิดเดิมในทวีปแอฟริกา ถัดมาก็เลยถูกนำเข้ามาปลูกเอาไว้ภายในทวีปเอเชียที่อินเดียและก็ประเทศในแถบอเมริกาใต้ อเมริกากึ่งกลาง รวมถึงประเทศในแถบเอเซียอาคเนย์ และทวีปเอเชียเหนือ เดี๋ยวนี้ บัวบกได้แพร่ไปไปทั่วโลก ทั้งในประเทศเขตร้อน และก็เขตอบอุ่น ซึ่งพบว่ามีการแพร่ไปในประเทศแถบอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และเรื่อยๆมาจนกระทั่งทุกประเทศในทวีปเอเชีย ส่วนประเทศไทยเจอบัวบกขึ้นในทุกภาคของประเทศ  ดังนี้บัวบกได้ถูกประยุกต์ใช้เป็นสมุนไพรในวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ซึ่งมีการโจษขานแล้วก็บันทึกในหนังสือเรียนยาของไทยไว้หลายฉบับด้วยกัน นอกเหนือจากนั้นคนประเทศไทยยังมีการนำบัวบกมาใช้สำหรับในการประกอบอาหารคาวและหวานอีกด้วย ซึ่งสามารถสะท้องถึงความใกล้ชิดของบัวบกกับแนวทางชีวิตของชาวไทยตั้งแต่อดีตกาลจนกระทั่งตอนนี้ได้เป็นอย่างดี
ลักษณะทั่วไป บัวบก เป็นไม้ล้มลุกอายุยาวนานหลายปี มีลำต้นเป็นไหล(stolen) เลื้อยไปตามพื้นดินหรืออยู่ด้านล่างหน้าผิวดิน ไหลมีลักษณะทรงกลม ไหลอ่อนมีสีขาว ไหลแก่มีสีน้ำตาล ขนาดประมาณ 0.2-0.4 มิลลิเมตร ยาวได้มากกว่า 1 เมตร ไหลมีลักษณะเป็นข้อบ้อง บริเวณข้อเป็นจุดแทงออกของก้านใบ ส่วนด้านล่างของข้อมีรากแขนงแทงลึกลงดิน แล้วก็แต่ละข้อแตกกิ่งก้านสาขาแยกไหลไปเรื่อยๆทำให้ต้นบัวบกขึ้นปกคลุมพื้นที่รอบๆได้อย่างครึ้มทึบ ใบบัวบกออกเป็นใบลำพัง รวมทั้งออกเป็นกลุ่มจำนวนหลายใบรอบๆข้อ แต่ละข้อมีใบ 2-10 ใบ ใบประกอบด้วยก้านใบที่แทงตั้งตรงจากข้อ ก้านใบสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร มีลักษณะทรงกลม สีเขียวอ่อน ต่อมาเป็นแผ่นใบที่เชื่อมชิดกับก้านใบบริเวณตรงกลางของใบ ฐานใบโค้งเว้าเข้าพบกัน แผ่นใบมีทรงกลมหรือมีรูปร่างเหมือนไต ขอบใบหยัก เส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 2-4 ซม. แผ่นใบด้านใบเรียบ สีเขียวสด แผ่นใบด้านล่างมีขนสั้นๆปกคลุม และมีสีเขียวจางกว่าด้านบน ขอบของใบหยักเป็นคลื่น  ดอกบัวบกออกเป็นช่อที่ซอกใบของข้อ ช่อดอกมีทรงช่อคล้ายร่ม อาจมีช่อเดี่ยวหรือมีราว 2-5 ช่อ แต่ละช่อมีราว 3-4 ดอก มีก้านช่อดอกยาวทรงกลม ขนาดเล็ก ราวๆ 0.5-5 เซนติเมตร ส่วนกลีบมีสีขาว ตรงกลางมีเกสรตัวผู้ขนาดสั้น  ผลมีขนาดเล็ก มีลักษณะกลมแบน ยาวโดยประมาณ 3 มม. เปลือกเม็ดแข็ง มีสีเขียวหรือม่วงน้ำตาล
การขยายพันธุ์ การปลูกบัวบกเดิมทีใช้แนวทางปลูกด้วยเมล็ด โดยเอามาเพาะในกระบะ เมื่อต้นกล้าแข็งแรงก็ดีแล้ว หรือแก่ 15-25 วัน จึงย้ายกล้าลงปลูกภายในแปลงแล้ว ทำการดูแลรักษา ให้ปุ๋ย ให้น้ำ ต่อมาได้ปรับปรุงเป็นการปลูกให้มีความรวดเร็วเพิ่มขึ้น ลำต้นของบัวบกที่แตกจากต้นแม่ ซึ่งจะทำการขุดไหลหรือลำต้นนั้นให้ติดดิน แล้วต่อจากนั้นนำดินมาพอกที่รากให้เป็นก้อนแล้วเก็บพักเอาไว้ภายในที่ร่ม แล้วประพรมน้ำบางส่วน จึงเก็บไว้อย่างต่ำ 24 ชั่วโมง เพียงพอวันที่ 2 สามารถจะนำกิ้งก้านนั้นไปปลูกได้เลย หรือแม้ไม่สบายที่จะเก็บพักไว้ก็สามารถจะขุดแขนงมาแล้วปลูกทันทีเลยก็ได้ สำหรับวิธีการปลูกนั้นมีขั้นตอนดังนี้
การเตรียมดิน ควรจะไถยกร่องเพื่อตากดินแล้วทิ้งไว้ราว 15 วัน โดยไถลูกพรวนดินให้ร่วนซุยจากนั้นจึงขุดแต่งให้เป็นรูปแปลง ชูร่องเป็นแปลงปลูกกว้าง 3 เมตร ระหว่างแปลงปลูกจัดเป็นร่องน้ำหรือทางเดินกว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 15 เซนติเมตร เพื่อให้มีการระบายน้ำเสียได้ดี เมื่อทำแปลงเสร็จให้ใส่สารอินทรีย์หว่านลงบนแปลงให้ทั่ว แล้วรดน้ำให้เปียก
                การปลูก ขุดหลุมลึก 3-4 ซม. แล้วนำต้นกล้าบัวบก ปลูกหลุมละ 1 ต้น โดยให้ระยะห่างระหว่างต้นและระยะระหว่างแถว 15 x 15 ซม. ซึ่งก็จะได้บัวบกจำนวนต้นต่อไร่ประมาณ 70000-72000 ต้น เมื่อปลูกเสร็จแล้วให้ทำรดน้ำให้เปียกแฉะ
                การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยหนแรกภายหลังปลูก 15 – 20 วัน โดยใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 5 กก.ต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งลำดับที่สองจะห่างจากการใส่ครั้งแรก 15 – 20 วันโดยเปลี่ยนเป็นให้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งลำดับที่สามจะห่างจาการใส่ครั้งสอง 15 – 20 วัน โดยกลายเป็นใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ในอัตรา 50  กิโล/ไร่ ทุกครั้งที่มีการให้ปุ๋ยเสร็จแล้วจะต้องรดน้ำให้เปียกแฉะ
                การให้น้ำ สามารถให้น้ำได้ 2 แนวทางเป็น ระบบมินิสปริงเกอร์ ซึ่งเปิดให้น้ำตอนเช้าและก็เย็น ช่วงละ 10-15 นาที หากเป็นการใช้สายยางเดินฉีดน้ำให้รดจนกว่าจะชุ่มเนื่องจากว่าใบบัวบกจะเติบโตก้าวหน้าเมื่อได้รับความชุ่มชื้นที่สมควร
ค่าทางโภชนาการใบบัวบก (ใบสด 100 กรัม)
น้ำ                                                           86                                           กรัม
พลังงาน                                 54                                           กิโลแคลอรี่
โปรตีน                                                    1.8                                          กรัม
ไขมัน                                                       0.9                                          กรัม
คาร์โบไฮเดรต                                        9.6                                          กรัม
ใยอาหาร                                                2.6                                          กรัม
ขี้เถ้า                                                           1.7                                          กรัม
แคลเซียม                                               146                                         มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส                                              30                                           มิลลิกรัม
เหล็ก                                                       3.9                                          มก.
แอสคอบิด (วิตามิน C)                         15                                           มก.
ไทอะมีน (วิตามิน B1)                           0.24                                        มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน (วิตามิน B2)    0.09                                        มก.
ไนอะซีน (วืตามิน B3)                           0.8                                          มก.
เบต้า แคโรทีน                                        2,428                                      ไมโครกรัม
วิตามิน A                                               405                                         ไมโครกรัม
ประโยชน์ / คุณประโยชน์ ประโยชน์ของบัวบกที่พวกเราพบเจอจนกระทั่งคุ้นตาก็คือ การนำใบของบัวบกมาทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรหรือนำมาทำเป็นชาชงรวมไปถึง การนำใบและก็เถาบัวบกมารับประทานเป็นผักสดกับน้ำพริกกะปิคั่ว หมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ลาบ ก้อย แกงเผ็ด ยำใบบัวบก ซุปหน่อไม้ เป็นต้น
แต่ในตอนนี้มีการนำนวัตกรรมใหม่ๆมาดัดแปลงให้บัวบก เป็นผลิตภัณฑ์ในลักษณะต่างๆอีกเยอะมาก เป็นต้นว่า มีการทำสารสกัดจากใบบัวบกเพื่อนำมาใช้เป็นส่วนผสมสำหรับการผลิตเครื่องแต่งหน้า ใช้ทำเป็นสิ่งของปิดแผล รวมถึงเอามาผลิตเป็นสบู่ใบบัวบก ซึ่งผู้ผลิตบอกว่าช่วยรักษาสิว ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใส ผิวหน้าเต่งตึงได้ ทั้งยังยังมีการนำมาผลิตเป็นแคปซูลวางขาย ซึ่งกำหนดถึงสรรพคุณว่าในการช่วยทำนุบำรุงสมองเป็นหลัก (Brain tonic) ส่วนสรรพคุณทางยาของบัวบกนั้นมีดังนี้ คุณประโยชน์ตามตำรายาไทยใช้บัวบกแก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้บอบช้ำใน ใช้เป็นยาภายนอกรักษาแผล ทำให้แผลหายเร็ว เป็นยาบำรุงรวมทั้งยาอายุวัฒนะ ช่วยเสริมสร้างความจำ บรรเทาลักษณะของการปวดหัว แก้อาการมึนศีรษะ ช่วยทำนุบำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง บรรเทาลักษณะของการปวดตามข้อ ตามกล้ามเนื้อ แก้อาการท้องผูก กระตุ้นระบบขับถ่าย แก้อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย แก้โรคซาง แก้โรคดีซ่านในเด็ก ช่วยบำรุงรักษาตับ และไต แก้โรคตับอักเสบ ช่วยบำรุงสายตา แก้ตาฝ้ามัว  เป็นยาขับโลหิตเสีย แก้หิวน้ำ ทุเลาอาการไอ ลักษณะของการเจ็บคอ แก้อาการเจ็บคอ รักษาโรคหลอดลมอักเสบ รักษาอาการหืดหอบ แก้โรคลมชัก ช่วยบรรเทาลักษณะของการปวดฟัน  รักษาโรคปากเปื่อย ช่วยขับปัสสาวะ แก้โรคนิ่วในระบบทางเท้าฉี่ ช่วยรักษาแผลในกระเพาะ ช่วยขับประจำเดือน กระตุ้นรอบเดือนให้มาธรรมดา รวมทั้งแก้อาการปวดระดู รักษาฝี ช่วยให้ฝียุบ  ส่วนทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุว่า ข้อมูลจากการศึกษาเรียนรู้วิจัยในคนพบว่าบัวบกมีฤทธิ์รักษาความไม่ดีเหมือนปกติของหลอดโลหิตดำ ช่วยให้กลุ้มอกกลุ้มใจน้อยลง รักษาแผลที่ผิวหนัง รวมทั้งรักษาแผลในทางเดินอาหาร ช่วยเสริมสร้างรวมทั้งกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและก็อีลาสติน มีสารต้านทานอนุมูลอิสระ ช่วยต้านการเสื่อมของเซลล์ต่างๆภายในร่างกาย ช่วยบำรุงประสาทแล้วก็สมองราวกับใบแปะก๊วย ช่วยเสริมหลักการทำงานของกาบา (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยรักษาสมดุลของจิตใจ ก็เลยช่วยบรรเทาและก็ทำให้หลับง่ายมากยิ่งขึ้น  ช่วยกระตุ้นการผลิตเยื่อใหม่ ใบบัวบกมีสารยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์ของโรคมะเร็ง
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้
แก้ไข้ แก้ร้อนใน บอบช้ำใน  จำพวกแคปซูล (รพ.), จำพวกชง(โรงพยาบาล) ชนิดชง รับประทานทีละ 2 – 4 กรัม ชงน้ำร้อนราวๆ 120 – 200 มล. วันละ 3 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร จำพวกแคปซูล  รับประทานทีละ 400 มก. วันละ 3 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร ใช้บัวบกรักษาแมลงกัดต่อย รวมทั้งรักษาแผล ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข                  ให้ใช้ใบขยี้ทาแก้แมลงกัดต่อย หรือใช้ส่วนใบสด พอกที่แผลสด วันละ 2 ครั้ง   ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ครีมใบบัวบก  ชำระล้างแผลด้วยยาฆ่าเชื้อก่อนทาครีมที่มีสารสกัดจากบัวบกสดจำนวนร้อยละ 7 โดยน้ำหนัก  ทาบริเวณที่เป็นแผลวันละ 1 – 3 ครั้ง หรือตามแพทย์สั่ง ถ้าเกิดใช้แล้วไม่ดีขึ้นด้านใน 2 อาทิตย์ ให้หยุดใช้   ควรที่จะเก็บครีมใบบัวบกในที่เย็น อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส แก้อาการฉี่ขัดข้อง ด้วยการใช้ใบบัวบกราวๆ 50 กรัม นำมาตำแล้วพอกบริเวณสะดือ เมื่อเยี่ยวชำนาญก็ดีแล้วค่อยเอาออก  ใช้เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด ด้วยการกางใบสดราวๆ 20 ใบนำมาล้างให้สะอาด ตำพอกแผลสด  แก้อาการบวมช้ำ ด้วยการกางใบบัวบกมาตีให้แหลกแล้วเอามาโปะบริเวณที่ฟกช้ำดำเขียว หรือจะใช้ใบบัวบกราว 40 กรัม ต้มกับสุราแดงประมาณ 250 cc. โดยประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วเอามาดื่ม
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล (2-4) และสารสกัดด้วยน้ำร้อน จากส่วนเหนือดิน มีฤทธิ์ยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus (2-5), b-Streptococcus group A รวมทั้ง Pseudomonas aeruginosa สารสกัดเฮกเซน สารสกัดไดคลอโรมีเทน สารสกัดเอทิลอะซีเตท สารสกัดอีเทอร์ และสารสกัดเมทานอลจากใบ มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ S. aureus แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ P. aeruginosa        สารสกัดจากส่วนราก ใบและก็ส่วนเหนือดิน แล้วก็น้ำมันหอมระเหยจากบัวบก มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียหลายประเภท เช่น Bacillus subtilis, Escherichia coli, Proteus vulgaris และ Pseudomonas cichorii  มีแถลงการณ์ว่าอนุพันธ์บางจำพวกของ asiaticoside สามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อวัณโรคในหลอดทดลอง รวมทั้งลดร่องรอยโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อวัณโรคในตับ ปอด ปมประสาทของหนูตะเภาที่ทำให้เป็นวัณโรคได้           
ฤทธิ์ลดการอักเสบ สารสกัดเอทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการอักเสบอย่างอ่อนในหนูขาว โดยไปยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี cyclooxygenase-1 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการสังเคราะห์ prostraglandin สาร saponin ขนาด 1 ไมโครโมล จะลดการอักเสบและอาการบวมในหนูถีบจักรที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการบวมที่หูด้วย croton oil ขี้ผึ้ง Madecassol ซึ่งประกอบด้วยสาร asiatic acid, madecassic acid รวมทั้ง asiaticoside สามารถลดการอักเสบ เมื่อใช้ทาที่ผิวหนังหนูซึ่งเกิดการอักเสบจากการฉายรังสี ผงแห้งจากส่วนเหนือดินของบัวบก ให้ผู้รับประทาน สามารถลดอาการอักเสบได้
ฤทธิ์รักษาแผลสารสกัด 95% เอทานอลจากใบ ขนาด 1 มิลลิลิตร/กก. พบว่าส่งผลเพิ่มการเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุผิว เพิ่มการผลิตคอลลาเจน เมื่อให้ทางปากและทาที่แผลของหนูขาว สารสกัดจากบัวบก (titrated extract) ซึ่งประกอบด้วยสาร asiatic acid, made cassic acid และก็ asiaticoside มีฤทธิ์สมานแผลในหนูขาว โดยจะรีบการสร้าง connective tissue เพิ่มปริมาณคอลลาเจน รวมถึงกรด uronic เมื่อนำสารสกัดมาใช้ทาภายนอกเพื่อรักษาแผลในหนูขาว พบว่าทำให้แผลหายเร็วขึ้น โดยการทำให้มีการกระจายตัวของหนองในรอยแผล และแผลมีขนาดเล็กลง แต่ว่าถ้าใช้กินจะไม่ได้เรื่อง  ขณะที่รายงานบางฉบับพบว่า เมื่อให้หนูขาวรับประทานสารสกัดในขนาดวันละ 100 มก./กก. ส่งผลสำหรับเพื่อการรักษาแผลโดยทำให้การสร้างผิวหนังชั้นนอกเร็วขึ้น รวมทั้งรอยแผลมีขนาดเล็กลง ครีม ขี้ผึ้งแล้วหลังจากนั้นก็เจลที่มีสารสกัดน้ำจากบัวบก 5% เมื่อใช้ทาที่แผลของหนูขาว 3 ครั้ง/วัน นาน 24 วัน พบว่ามีผลเพิ่มการเจริญเติบโตของเยื่อบุผิว เพิ่มการผลิตคอลลาเจนแล้วก็เพิ่ม tensile strength ซึ่งสูตรที่อยู่ในรูปเจลจะเห็นผลดีกว่าขี้ผึ้งรวมทั้งครีม
          สาร asiaticoside มีฤทธิ์รักษาแผล รีบการหายของแผลเมื่อทดสอบในหนูขาว หนูถีบจักร แล้วก็ในคน เมื่อให้สาร asiaticoside ขนาด 1 มิลลิกรัม/กก. ทางปากแก่หนูตะเภารวมทั้งใช้ทาที่ผิวหนังในหนูตะเภาธรรมดารวมทั้งหนูขาวที่เป็นเบาหวานซึ่งแผลหายช้า ที่ความเข้มข้น 0.2% รวมทั้ง 0.4% เป็นลำดับ พบว่ามีผลเพิ่ม tensile strength เพิ่มปริมาณของคอลลาเจน แล้วก็ลดขนาดของแผล tincture ที่มี asiaticoside เป็นส่วนประกอบ 89.5% จะรีบการหายของแผล เมื่อใช้ทาที่แผลของหนูตะเภา
          สำหรับการทดสอบในคน มีแถลงการณ์ว่าครีมที่มีสารสกัดอัลกอฮอล์จากบัวบกเป็นส่วนประกอบ 0.25-1% สามารถช่วยรักษาแล้วก็สร้างผิวหนังในผู้สูงวัย ครีมที่มีสารสกัดจากบัวบก 1% สามารถรักษาแผลอักเสบรวมทั้งแผลแยกข้างหลังผ่าตัดในผู้เจ็บป่วยจำนวน 14 ราย ข้างใน 2-8 สัปดาห์ โดยพบว่าได้ผลลัพธ์ที่ดี 28.6% ผลปานกลาง 28.6% รวมทั้งผลพอใช้ได้ 35.7% ไม่ได้เรื่อง 1 ราย  และรักษาแผลเรื้อรังที่เกิดขึ้นมาจากอุบัติเหตุ ในคนเจ็บปริมาณ 22 ราย ภายใน 224 ชั่วโมง พบว่าขนาดของแผลจะลดลง มีแผลหายสนิท 17 ราย ยังไม่หายสนิท 5 ราย  tincture ที่อยู่ในรูป aerosol ซึ่งมี asiaticoside 89.5% เมื่อใช้ฉีดที่แผลของคนเจ็บซึ่งเป็นแผลจำพวกต่างๆปริมาณ 20 ราย พบว่าสามารถรักษาแผลหายได้ 16 ราย (64%) รวมทั้งทำให้อาการ 4 ราย (16%) โดยมีลักษณะอาการใกล้กันเป็น การไหม้ของผิวหนัง (burning sensation)  เมื่อให้คนเจ็บที่เป็น post-phlebitic syndrome กินสารสกัด triterpenoid ในขนาด 90 มิลลิกรัม/วัน นาน 3 อาทิตย์ พบว่าจะลดการเพิ่มจำนวนของ circulating endothelial cell
ฤทธิ์แก้ปวดสารสกัด 60% เอทานอลจากใบ ขนาด 20 มก./กิโลกรัม  แล้วก็สารสกัด 95% เอทานอลจากทั้งต้น ขนาด 100 มก./กิโลกรัม  มีฤทธิ์แก้ปวดในหนูขาวและจากนั้นก็หนูถีบจักร แม้กระนั้นสารสกัด 50% เอทานอลจากอีกทั้งต้นในขนาด 125 มิลลิกรัม/กก. ไม่มีฤทธิ์แก้ปวด เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร
ฤทธิ์ลดไข้  สารสกัด 95% เอทานอลสามารถลดไข้ได้ 1.20F เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูขาว แต่ว่าถ้าหากฉีดสารสกัด 50% เอทานอล ขนาด 125 มก./โล เข้าช่องท้องหนูถีบจักรจะไม่ได้การ  สารสกัดเมทานอลจากส่วนเหนือดินและใบ ขนาด 2 กรัม/กิโลกรัม ไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิของร่างกาย เมื่อทดสอบในหนูถีบจักร
ฤทธิ์ต้านทานฮีสตามีนสารสกัดใบบัวบกด้วยแอลกอฮอล์ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:1 ใช้ทาภายนอกจะสามารถลดการแพ้ได้ และช่วยทุเลาลักษณะการเจ็บปวด หรืออักเสบเนื่องมาจากแมลงกัดต่อย
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราสารสกัดเอทานอลจากต้น มีผลต้านทานเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคกลาก ดังเช่นว่า Trichophyton mentagrophytes  และก็ T. rubrum ในเวลาที่สารสกัดด้วยน้ำร้อน ไม่พบว่ามีผลต้านเชื้อราอีกทั้ง 2 ชนิดนี้    ส่วนน้ำมันหอมระเหยจะมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา Aspergillus niger, Rhizopus oryzae, Fusarium solani, Candida albicans รวมทั้ง Colletotrichum musae
รักษาแผลในกระเพาะจากการทดสอบในหนูแรทพบว่า สารสกัดด้วยเอทานอล รวมทั้งสารสกัดด้วยน้ำจากต้นและก็จากใบ มีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดแผลในกระเพาะอาหารด้วยความเครียดรวมทั้งกรดเกลือในเอทานอล  โดยจะลดขนาดของแผล เพิ่มของเส้นเลือดขนาดเล็กในเยื่อ เพิ่มจำนวนแล้วก็ผู้กระทำระจายของเซลล์ที่บริเวณแผล  ซึ่งสอดคล้องกับการทดสอบในรับประทานสารสกัดจากบัวบก (Madecassol) พบว่าช่วยรักษาแผลในกระเพาะแล้วก็ลำไส้ได้
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ     ไม่พบความเป็นพิษของสารสกัดด้วย 50% เอทานอล เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร ขนาด 250 มก./กิโลกรัม และฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือให้ทางปากของหนูขาว ขนาด 10 กรัม/กิโลกรัม  สารสกัด 70% เอทานอลมีค่า LD50 เท่ากับ 675 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ในหนูขาวเพศผู้ (ไม่เจาะจงแนวทางการให้) แต่มีรายงานการแพ้แล้วก็อักเสบต่อผิวหนังในคน เมื่อใช้ผงแห้ง  สารสกัดที่มีกลัยโคไซด์จากบัวบกจำนวนร้อยละ 2   สารสกัดด้วยน้ำ สารสกัดจากทั้งยังต้นในความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 2 และสารสกัด Madecassol ที่มี asiatic acid, madecassic acid และ asiaticoside ทาข้างนอก 
พิษต่อเซลล์ น้ำคั้นจากบัวบกเป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัด 50% เอทานอลเป็นพิษต่อเซลล์ 9KB  สารสกัดเมทานอลรวมทั้งสารสกัดอะซีโตน มีความเป็นพิษต่อเซลล์ CA-Ehrich, Dalton’s lymphoma และก็ L929 แม้กระนั้นไม่เป็นพิษต่อเซลล์ human lymphocyte สารไทรเทอร์ป่ายปีนส์จากทั้งต้น มีความเป็นพิษต่อเซลล์ fibroblast ของคน
 ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์สารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ในแบบที่ต้องการเอนไซม์จากตับกระตุ้นการออกฤทธิ์ต่อเชื้อ Salmonella typhimurium TA98, TA100  โดยมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์แบบ frameshift เท่านั้น ไม่พบแบบ base-pair substitution สารสกัดน้ำจากส่วนเหนือดิน ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ S. typhimurium TA98, TA100
พิษต่อระบบแพร่พันธุ์ น้ำคั้นจากทั้งยังต้น ขนาด 0.5 มล. มีผลคุมกำเนิดในหนูถีบจักร 55.60% สารสกัดจากบัวบกขนาด 0.2 มิลลิลิตร ฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักร พบว่าไม่เป็นผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน  สาร saponin จากทั้งยังต้น ขนาด 2% ไม่เป็นผลทำลายเชื้อสเปิร์มของคน
ทำให้เกิดอาการแพ้        สารสกัด 30% อีเทอร์ ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองอย่างอ่อนต่อผิวหนังหนูตะเภา  ในคนมีรายงานการแพ้แล้วก็อักเสบต่อผิวหนัง เมื่อใช้ผงแห้ง  สารสกัดกลัยวัวไซด์ 2% สารสกัดน้ำ สารสกัดจากทั้งยังต้น 2% (ไม่ระบุประเภทสารสกัด) และสารสกัด Madecassol ที่มี asiatic acid, madecassic acid และ asiaticoside  oinment ที่มีบัวบกเป็นองค์ประกอบ 1% ส่งผลให้เกิด acute erythemato-bullous การระคายเคืองต่อผิวหนังเกิดได้ทั้งการใช้พืชสดหรือแห้ง  อาการระคายเคืองต่อผิวหนังของบัวบกมีผลค่อนข้างต่ำ
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวัง

  • บัวบกไม่เหมาะกับมีสภาวะเย็นพร่อง หรือขี้หนาว อาการท้องอืดเป็นประจำ
  • ไม่ชี้แนะให้ใช้ยาที่มีส่วนประกอบของบัวบกในคนที่สงสัยว่าป่วยเลือดออกเนื่องจากอาจบังอาการของไข้เลือดออกได้
  • ควรระวังการใช้ใบบัวบกร่วมกับยาที่มีผลต่อตับ ยาขับปัสสาวะ และก็ยาที่มีผลข้างๆทำให้ ง่วง เพราะว่าอาจเสริมฤทธิ์กันได้
  • ควรระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีกรรมวิธีเมแทบจะอลิซึมผ่าน Cytochrome P450 (CYP 450) เหตุเพราะบัวบกมีฤทธิ์ยั้งเอนไซม์ CYP 2C9 และก็ CYP 2C19
  • สำหรับเพื่อการทำเป็นสมุนไพรไม่สมควรนำใบบักบกไปตากแดดเพื่อทำให้แห้ง เนื่องจากจะมีผลให้สูญเสียตัวยาสมุนไพรซึ่งอยู่ในน้ำมันหอมระเหยได้ โดยให้ผึ่งลมตากเอาไว้ในที่ร่มอากาศถ่ายเทได้สะดวก เมื่อแห้งแล้ว ให้เอามาใส่ขวดปิดฝาให้สนิทปกป้องความชุ่มชื้น
  • การกินบัวบกในจำนวนที่มากเหลือเกิน จะทำให้ธาตุในร่างกายเสียสมดุลได้ เพราะว่าเป็นยาเย็นจัด แม้กระนั้นถ้ากินในขนาดที่พอดีแล้วจะไม่มีโทษต่อสถาพทางร่างกายและได้ประโยชน์สูงสุด
เอกสารอ้างอิง

  • อารีรัตน์ ลออปักษา สุรัตนา อำนวยผล วิเชียร จงบุญประเสริฐ. การศึกษาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ (ตอนที่ 1).  ไทยเภสัชสาร 2531;13(1):23-35.
  • จันทรพร ทองเอกแก้ว, 2556, บัวบก : สมุนไพรมากคุณประโยชน์.
  • พิมพร ลีลาพรพิสิฐ สุมาลี พฤกษากร ไชยวัฒน์ ไชยสุต และคณะ. การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางรักษาสิวจากน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากพืชไทย.  การประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือกแห่งชาติ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 3, 30 สิงหาคม-3 กันยายน, นนทบุรี, หน้า 40.   
  • บัวบก.สมุนไพรที่มีการใช้ในสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Chen YJ, Dai YS, Chen BF, et al. The effect of tetradrine and extracts of Centella asiatica on acute radiation dermatitis in rats.  Biol Pharm Bull 1999;22(7):703-6.
  • บักบก/ใบบัวบก (Gotu kola) ประโยชน์และสรรพคุณใบบัวบก.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรกรไทย
  • วีระสิงห์ เมืองมั่น.  รายงานผลการวิจัยเรื่องการใช้ครีมบัวบกรักษาแผลอักเสบ.  การประชุมโครงการการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาตำรับยาสมุนไพรที่ใช้ในโรงพยาบาล, กรุงเทพฯ, 30 พค. 2526.
  • กองโภชนาการ กรมอนามัย, 2544, ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย. http://www.disthai.com/
  • บัวบก.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • นันทวัน บุณยะประภัศร และอรนุช โชคชัยเจริญพร,2547, สมุนไพรไม้พื้นบ้าน(2).
  • Dabral PK, Sharma RK.  Evaluation of the role of rumalaya and geriforte in chronic arthritis-a preliminary study.  Probe 1983;22(2):120-7.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์ ชนิพรรณ บุตรยี่. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาตำรับ  สามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขและสมุนไพรบางชนิด โดยวิธีเอมส์เทสต์.  การประชุมวิชาการ  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 3, 3-4 สิงหาคม 2533:47-9.
  • Maquart FX, Chastang F, Simeon A, Birembaut P, Gillery P, Wegrowski Y. Triterpenes from Centella asiatica  stimulate extracellular matrix accumulation in rat experimental wound

4
ตะไคร้
ชื่อสมุนไพร ตะไคร้
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อแคว้น จะไคร (ภาคเหนือ) , ติดอยู่หอม (ไทใหญ่แม่ฮ่องสอน) , ไคร (ภาคใต้) , สิงไคร , หัวสิงไคร (อีสาน) , ห่อวอตะโป่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , เชิดเกรย , เหลอะเกรย (เขมร)
ชื่อสามัญ Lemon grass, West Indian lemongrass , Sweet rush
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf
ตระกูล   GRAMINEAE
ถิ่นเกิด ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรประเภทหนึ่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวไทยเรามาตั้งแต่อดีตกาลแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะตะไคร้เป็นพืชที่มีบ้านเกิดเมืองนอนในแถบเขตร้อนของทวีปเอเชีย ดังเช่นว่า ไทย , ประเทศพม่า , ลาว , มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , อินเดียว , ศรีลังกา เป็นต้นรวมทั้งยังสามารถพบได้ในประเทศเขตร้อนบางประเทศในแถบอเมริกาใต้ เช่นเดียวกัน โดยปกติ ตะไคร้จัดเป็นพืชล้มลุกเชื้อสายต้นหญ้าและสามารถแบ่งได้เป็น 6 ประเภท อย่างเช่น ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค รวมทั้งตะไคร้หางราชสีห์
ลักษณะทั่วไป ตะไคร้ เป็นไม้ล้มลุกสกุลเดียวกับต้นหญ้า มักมีอายุมากกว่า 1 ปี (ขึ้นอยู่กับต้นสายปลายเหตุทางสิ่งแวดล้อม)ลำต้นตะไคร้มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นมีลักษณะตั้งชัน รูปทรงกระบอก มีความสูงได้ถึง 1 เมตร (รวมทั้งใบ) ส่วนของลำต้นที่พวกเรามองเห็นจะเป็นส่วนของกาบใบที่ออกเรียงช้อนกันแน่น โคนต้นมีลักษณะกาบใบห่อหุ้มดก ผิวเรียบ และก็มีขนอ่อนปกคลุม ส่วนโคนมีรูปร่างอ้วน มีสีม่วงอ่อนเล็กน้อย และเบาๆเรียวเล็กลงเปลี่ยนเป็นส่วนของใบ ศูนย์กลางเป็นบ้องแข็ง ส่วนนี้สูงโดยประมาณ 20-30 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน แล้วก็ประเภท รวมทั้งเป็นส่วนที่ประยุกต์ใช้สำหรับเตรียมอาหาร ใบตะไคร้ประกอบด้วย 3 ส่วนหมายถึงก้านใบ (ส่วนลำต้นที่กล่าวข้างต้น) หูใบ (ส่วนต่อระหว่างกาบใบ รวมทั้งใบ) และก็ใบ  ใบตะไคร้ เป็นใบลำพัง มีสีเขียว มีลักษณะเรียวยาว ปลายใบโค้งลู่ลงดิน โคนใบเชื่อมต่อกับหูใบ ใบมีรูปขอบขนาน ผิวใบสากมือ รวมทั้งมีขนปกคลุม ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แต่ว่าคม กึ่งกลางใบมีเส้นกึ่งกลางใบแข็ง สีขาวอมเทา เห็นต่างกับแผ่นใบชัดเจน ใบกว้างราวๆ 2 เซนติเมตร ยาว 60-80 เซนติเมตร  ตะไคร้เป็นพืชที่ออกดอกยาก จึงไม่ค่อยประสบพบเห็น ดอกตะไคร้ดอกจะมีดอกเป็นช่อกระจาย มีก้านช่อดอกยาว แล้วก็มีก้านช่อดอกย่อยเรียงเป็นคู่ๆในแต่ละคู่จะมีใบประดับรองรับ มีกลิ่นหอมยวนใจ ดอกมีขนาดใหญ่คล้ายดอกอ้อ
การขยายพันธุ์ ตะไคร้สามารถแพร่พันธุ์ได้ด้วย การปักชำต้นเหง้า โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนโดยประมาณหนึ่งคืบ นำมาปักชำไว้สักหนึ่งอาทิตย์ก็จะมีรากงอกออกมา แล้วค่อยนำไปลงแปลงดินที่จัดแจงไว้  สำหรับวิธีการปลูกตะไคร้มีดังนี้

  • การเตรียมดิน ตะไคร้ถูกใจดินร่วนซุย ให้ไถกลับดินแล้วก็ไถลูกพรวนลึกโดยประมาณ 0.5 เมตร แล้วทำหลุม แต่ละหลุมห่างกันราวๆ 0.5 เมตร
  • ลงต้นพันธุ์หลุมละ 3 ต้น กลบดินให้พอมิดรากตะไคร้ประมาณ 10 เซนติเมตร
  • ระยะแรกรดน้ำทุกๆวัน แต่ว่าระวังไม่ให้น้ำเข้าไส้ตะไคร้เวลารดน้ำให้รดทีโคนต้นตะไคร้เท่านั้น มิฉะนั้นต้นตะไคร้จะเน่าห้ามใช้สปริงเกอร์เด็ดขาดจำเป็นต้องให้น้ำที่โคนเท่านั้น
  • ในตอน 3 วันแรกที่ปลูกให้พรางแดดให้ตะไคร้ด้วย ภายหลังจากตะไคร้ปรับนิสัยได้แล้วให้เอาวัสดุอำพรางแสงสว่างออกเนื่องจากว่าธรรมชาติของตะไคร้ถูกใจแดด และเจริญเติบโตก้าวหน้าในที่ที่มีแสงสว่างจ้า
  • เมื่อผ่านไป 1 เดือนตะไคร้จะเริ่มตั้งกอ ให้สังเกตที่ต้น ถ้าต้นเติบโตดี ลำต้นจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 1.5-2 ซม.ก็สามารถตัดไปใช้หรือขายได้ การตัดตะไคร้ให้ตัดติดกก แต่อย่าให้สั่นสะเทือนรากที่อยู่ในดินเพราะว่าตะไคร้สามารถแตกขึ้นมาตั้งกอได้อีก ไม่ต้องไปหาต้นจำพวกมาปลูกใหม่แทน
  • เมื่อตัดควรจะตัดให้หมดกอ เพื่อต้นตะไคร้ที่แตกใหม่จะได้เติบโตได้เต็มกำลัง
  • ข้างหลัง จากตัดแล้วตะไคร้จะตั้งกอใหม่ภายในระยะเวลา 1-2 เดือนเมื่อตะไคร้โตเต็มที่แล้วก็สามารถตัดได้อีกตลอดไปจนกระทั่งต้นจะโทรม หรือ ตะไคร้ไม่แตกขึ้นมาอีก


ตะไคร้ถูกใจดินซึ่งร่วนซุย แม้กระนั้นก็สามารถเจริญก้าวหน้าได้ในดินเกือบทุกจำพวกเป็นพืชที่ดูแลไม่ยากชอบน้ำชอบแดดจ้า เป็นพืชทนแล้งก้าวหน้า และก็เป็นพืชที่มีโรคน้อย ศัตรูพืชก็ไม่ค่อยมี (คงจะเป็นผลมาจากการที่ตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยในทุกๆส่วนก็เลยสามารถคุ้มครองป้องกันจากแมลงต่างๆได้)
ส่วนประกอบทางเคมี
พบสาร  citral 80% ยิ่งกว่านั้นยังพบ trans – isocitral , geranial, nerol, geraniol, myrcene, limonene, eugenol, linalool, menthol, nerolidol, camphor, farnesol, citronellol,
ที่มา : wikipedia
citronellal, farnesol , caryophyllene oxide ส่วนในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ มีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ คือ menthol, cineole, camphor แล้วก็ linalool ก็เลยลดอาการแน่นจุกเสียด  แล้วก็ช่วยขับลม  นอกจากนี้มี citral, citronellol, geraneol และ cineole มีฤทธิ์ยั้งการเติบโตของแบคทีเรียเช่น E. coli   ส่วนค่าทางโภชนาการของตะไคร้มีดังนี้
คุณประโยชน์ทางโภชนาการของตะไคร้ ( 100 กรัม)

  • พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 1.2 กรัม
  • ไขมัน 2.1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม
  • เส้นใย 4.2 กรัม
  • แคลเซียม 35 มก.
  • ฟอสฟอรัส 30 มก.
  • เหล็ก 2.6 มก.
  • วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม
  • ไทอามีน 0.05 มิลลิกรัม
  • ไรโบฟลาวิน 0.02 มก.
  • ไนอาสิน 2.2 มก.
  • วิตามินซี 1 มก.
  • ขี้เถ้า 1.4 กรัม


ที่มา: กองโภชนาการ (2544)
ประโยชน์ / สรรพคุณ ใช้ส่วนของเหง้า ลำต้นแล้วก็ใบของตะไคร้ เป็นองค์ประกอบของอาหารที่สำคัญหลายประเภทดังเช่นว่า ต้มยำ และอาหารไทยหลายอย่าง และก็ใช้เป็นเครื่องเทศทำกับข้าวสำหรับกำจัดกลิ่นคาว ช่วยให้ของกินมีกลิ่นหอม และปรับปรุงรสให้น่ากินเยอะขึ้น สามารถนำมาใช้ทำเป็นน้ำตะไคร้ น้ำตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแก้หิวได้อย่างดีเยี่ยม  สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิด อย่างเช่น เครื่องปรุงอบแห้ง ตะไคร้แห้งสำหรับชงดื่ม เอามาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย ฯลฯ
น้ำมันตะไคร้ (น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการสกัดตะไคร้)
– ใช้เป็นส่วนประกอบของน้ำหอม
– ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับทำสบู่ ยาสระผม
– ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องแต่งหน้า
– ใช้ทานวด แก้เมื่อย
– ใช้ทาลำตัว แขน ขา เพื่อคุ้มครอง ยุง และแมลง
– ใช้เป็นส่วนผสมของสารป้องกัน รวมทั้งกำจัดแมลง
ส่วนสรรพคุณของทางยาของตะไคร้นั้นมีดังนี้
หนังสือเรียนยาไทย: ต้น รสหอมปร่า ขับลม ลดอาการท้องอืดท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด  แก้อาการเกร็ง ขับเหงื่อ แก้โรคทางเท้าฉี่ แก้อาการขัดเบา แก้นิ่ว แก้ฉี่เป็นเลือด ทำให้เจริญอาหาร ลดระดับความดันเลือด เหง้า แก้ไม่อยากอาหาร บำรุงไฟธาตุ แก้กษัย ขับลมในลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้เยี่ยวขัด แก้เยี่ยวทุพพลภาพ แก้นิ่ว เป็นยารักษาโรคเกลื้อน แก้ไข้หวัด ขับเมนส์ ขับตกขาว ใช้ด้านนอกทาแก้อาการปวดบวมตามข้อ
           ตำรายาพื้นเมืองอีสาน : ใช้อีกทั้งต้น ลดไข้ โดยเอามาต้มจนถึงเดือดราว 10 นาที ยกลงดื่มทีละครึ่งแก้วสามเวลา ใช้ภายนอกรักษาโรคผิวหนังโดยต้มกับน้ำรวมทั้งนำมาอาบ
           ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาอาการบวมในเด็ก กลางคน รวมทั้งผู้สูงอายุ โดยในตำรับมีตะไคร้ และสมุนไพรอื่นอีก 13 จำพวก นำไปต้มอาบ
           ทางสุคนธบำบัดน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้บ้าน ช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว สดชื่น ทำให้กระปรี้กระเปร่า คลายเครียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยสำหรับในการย่อยของกิน ช่วยเจริญอาหาร ทุเลาอาการปวดโรคข้ออักเสบ ปวดกล้าม
ส่วนคุณประโยชน์ทางด้านการแพทย์แผนปัจจุบันที่ได้มีการทำการศึกษาเรียนรู้ทางคลินิกผลปรากฏว่า น้ำยาบ้วนปากจากตะไคร้สามารถช่วยลดกลิ่นปากที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิดลงได้และก็พบว่ามีความปลอดภัยจากการใช้งานในกลุ่มผู้ถูกทดลอง แม้ยังคงควรมีการแก้ไขกลิ่นฉุนรวมทั้งรสชาติจากตะไคร้เพิ่มอีกต่อไป และก็ในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้มีอัตราการดูแลรักษาคนเจ็บโรคเกลื้อนอยู่ที่โดยประมาณ 60% ในช่วงเวลาที่ตัวยาคีโตโคนาโซลมีประสิทธิผลทางการรักษาสูงขึ้นมากยิ่งกว่าหมายถึงอยู่ที่ 80%  รวมทั้งมีการทดสอบคุณภาพของตะไคร้ด้วยการทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้ลงบนแขนของผู้อาสาสมัครทดสอบ แล้วให้ผู้ทดลองอยู่ในรอบๆที่มีตัวริ้นจำพวก Culicoides Pachymerus อยู่อย่างชุม โดยทดสอบบ่อยๆ10 ครั้ง เพื่อทดสอบประสิทธิผลทางการคุ้มครองปกป้องด้านใน 3-6 ชั่วโมง ผลของการทดลองพบว่า โลชั่นที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิผลทางการป้องกันตัวริ้นจำพวกนี้ได้สูงสุดถึงโดยประมาณ 5 ชั่วโมง  ส่วนการทดสอบถึงคุณภาพของตะไคร้สำหรับการคุ้มครองปกป้องยุงก้นปล่องสายพันธุ์ Anopheles Arabiensis ในอาสาสมัครทดสอบเพศชาย 3 คน พบว่ายากันยุงที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิภาพสำหรับในการปกป้องยุงได้ยาวนานที่โดยประมาณ 3 ชั่วโมง  ส่วนในประเด็นการกำจัดรังแคนั้น มีงานทดลองหนึ่งในไทยที่นำเอาน้ำมันสกัดจากตะไคร้มาเป็นส่วนประกอบในสินค้าน้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่น 5, 10 และก็ 15% โดยมีอาสาสมัครทดลองเป็นชาวไทยในวัย 20-60 ปี จำนวน 30 คน ผลของการทดสอบพบว่า สินค้าน้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่นตะไคร้มีประสิทธิผลต่อการลดจำนวนรังแคลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยยิ่งไปกว่านั้นในสินค้าที่มีส่วนผสมของตะไคร้ 10%
แบบอย่าง/ขนาดวิธีการใช้
ใช้รักษาอาการขัดเบา    เหง้าและก็ลำต้นสด   หรือแห้ง  1  กำมือ  หรือน้ำหนักสด  40-60  กรัม  แห้ง  20-30  กรัม  ทุบต้มกับน้ำพอสมควร  แบ่งดื่ม  3  ครั้งๆละ  1  ถ้วยชา (75  มิลิลิตร) ก่อนที่จะกินอาหาร  หรือจะหั่นตะไคร้  คั่วด้วยไฟอ่อนๆเพียงพอเหลือง  ชงด้วยน้ำเดือด  ปิดฝาทิ้งไว้  5-10  นาที  ดื่มแต่ว่าน้ำ 3 ครั้ง ทีละ  1  ถ้วยชา  ก่อนรับประทานอาหาร                     
ใช้รักษาท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด   ใช้เหง้าแล้วก็ลำต้นสด  1  กำมือ  น้ำหนัก  40-60  กรัม  ทุบพอแตก  ต้มกับน้ำ  2  ถ้วยแก้ว  เดือด  5-10  นาที  ดื่มแต่ว่าน้ำ  ทีละ  1/2  แก้ว  วันละ  3  ครั้งหน้าของกิน     
การใช้ตะไคร้รักษาอาการแน่นจุกเสียด ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)

  • นำตะไคร้ทั้งต้นและรากปริมาณ 5 ต้น สับเป็นท่อน ต้มกับเกลือ เพิ่มน้ำสุก 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยแก้ว ติดต่อกัน 3 วัน จะหายเจ็บท้อง
  • นำลำต้นแก่สดๆตีเพียงพอแหลกโดยประมาณ 1 กำมือ (40-60 กรัม) ต้มเอาน้ำ


                ใช้รักษาอาการเมาค้าง ใช้ต้นสดตำคั้นเอาน้ำดื่มแก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามากๆช่วยให้หายเร็ว
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ สารเคมีในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ช่วยขับลม น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้จึงลดอาการแน่นจุกเสียดได้
  • ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียปัจจัยอาการแน่นจุกเสียดแล้วก็ท้องร่วง เมื่อนำน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ (ความเข้มข้นร้อยละ 0.3) มาทดสอบ พบว่าสามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรียที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการท้องเสียได้ปานกลาง   มีการปรับปรุงสูตรตำรับเจล ล้างมือจากน้ำมันตะไคร้สำหรับยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการท้องเดิน พบว่าตำรับที่มีประสิทธิภาพในการยั้งเชื้อแบคทีเรียดังที่กล่าวถึงแล้วก้าวหน้าที่สุด คือ ตำรับที่มีความเข้มข้นของน้ำมันตะไคร้จำนวนร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก และมีการจดสิทธิบัตรสำหรับสารสกัดตะไคร้ที่เป็นส่วนประกอบในยา ของกิน หรือเครื่องสำอาง โดยบอกว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli ได้
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา สารสกัดด้วยเอทานอล แล้วก็น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สามารถต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง อย่างเช่น ขี้กลาก โรคเกลื้อน ได้  โดยน้ำมันตะไคร้ที่มีสาร citral รวมทั้ง myrcene เป็นองค์ประกอบหลักจะมีฤทธ์ยับยั้งเชื้อราดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และก็เมื่อนำน้ำมันตะไคร้ไปพัฒนาเป็นครีมต้านเชื้อราพบว่าที่ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 2.5 และ 3.0 จะได้ผลต่อต้านเชื้อราก้าวหน้าที่สุดรวมทั้งเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็นตำรับยาถัดไป


เมื่อนำน้ำมันหอมระเหย และก็สารสกัดด้วยเฮกเซน, คลอโรฟอร์ม, เอทานอล รวมทั้งน้ำ มาทดสอบฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา พบว่าน้ำมันหอมระเหยและก็สารสกัดตะไคร้ด้วยเฮกเซนสามารถต้านเชื้อราได้ทุกชนิด  ส่วนสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านเชื้อราได้น้อย ตอนที่สารสกัดด้วยเอทานอลและก็น้ำไม่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา และจากผลของการทดลองยังพบว่าสารประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหย และก็ในสารสกัดด้วยเฮกเซนที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อราเจริญ คือ สาร citral
                 มีการจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ตะไคร้ในรูปของ emulsion และ nanocapsule ที่ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ใช้สำหรับรักษาโรคผิวหนังที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อรา E.  floccosum, Microsporum canis และ  T.  rubrum โดยไปยั้งการเจริญเติบโตหรือฆ่าเซลล์ของเชื้อราดังที่กล่าวมาข้างต้น

  • ฤทธิ์ต้านยีสต์ สารสกัดด้วยเอทานอล และก็น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้สามารถต้านทานยีสต์ Candida albicans ได้
  • ฤทธิ์แก้ปวด พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถบรรเทาลักษณะของการปวดได้เมื่อฉีดเข้าทางท้องหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้กำเนิดความเจ็บด้วยความร้อน  หรือถ้าหากป้อนน้ำมันหอมระเหยในขนาดเหมือนเดิมทางปากจะสามารถทุเลาลักษณะของการปวดได้เมื่อเทียบกับยา meperidine


ชาชงตะไคร้ เมื่อป้อนให้หนูเม้าส์กินเป็นเวลา 30 นาที ก่อนจะเหนี่ยวนำหนูให้ปวดอุ้งเท้าด้วยสารคาราจีแนน 100 ไมโครกรัม/อุ้งเท้า  หรือด้วยสาร prostaglandin E2  รวมทั้ง dibutyryl cyclic AMP พบว่าสามารถยับยั้งอาการปวดจากการที่ถูกรั้งนำด้วยสารคาราจีแนน รวมทั้ง prostaglandin E2 ได้  แม้กระนั้นไม่ได้ผลหากรั้งนำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP  นอกจากนั้นน้ำมันหอมระเหยตะไคร้  และสาร myrcene เมื่อป้อนให้หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการปวดด้วย prostaglandin E2  พบว่าสามารถยับยั้งอาการปวดได้

  • ฤทธิ์ลดไข้ เมื่อให้สารสกัดน้ำร้อนจากใบของตะไคร้ ทางสายยางแก่หนูขาวในขนาด 20 มิลลิลิตร/กิโลกรัม ไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิของหนูขาว แม้กระนั้นเมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูขาวในขนาด 40.0 มิลลิลิตร/กก. พบว่าลดอุณหภูมิของหนูขาวได้อย่างมีนัยสำคัญ (p< 0.05) (2) เมื่อให้สารสกัดน้ำร้อนจากใบของตะไคร้ ทางสายยางแก่หนูขาวในขนาด 20-40 มิลลิลิตร/กิโลกรัม ทุกวันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิกายของหนูขาว
  • ฤทธิ์ขับน้ำดี ตะไคร้มีสารช่วยสำหรับการขับน้ำดีมาช่วยสำหรับในการย่อยหมายถึงborneol, fenchone และ cineole
  • ฤทธิ์ขับลม ยาชงตะไคร้เมื่อให้กินไม่เป็นผลขับลม แม้กระนั้นหากให้โดยฉีดทางท้องจะให้ผลดี


เมื่อกรอกน้ำมันหอมระเหยจากใบเข้ากระเพาะอาหาร หรือฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ขนาด 10, 50, 100 มิลลิกรัม/กก. พบว่าสามารถทุเลาลักษณะของการปวดได้ และเมื่อกรอก    น้ำมันหอมระเหยจากใบ เข้าข้างในกระเพาะหนูขาว ขนาด 20% พบว่ามีฤทธิ์ทุเลาอาการปวดที่รั้งนำด้วย carageenan หรือ PGE2 แม้กระนั้นไม่ได้เรื่องในหนูที่ทำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP ซึ่งสารออกฤทธิ์เป็นmyrcene (1) ยิ่งกว่านั้นเมื่อกรอกสารสกัดเอทานอล 95% จากใบสด เข้ากระเพาะหนูถีบจักร ขนาด 1 กรัม/กก. พบว่าไม่อาจจะบรรเทาอาการปวดได้
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษและก็การทดสอบความเป็นพิษ
เมื่อให้น้ำมันหอมระเหยเข้าทางกระเพาะกระต่าย พบว่ามีค่า LD50 มากยิ่งกว่า 5 ก./กก. ส่วนพิษในหนูขาวไม่กระจ่าง และเมื่อป้อนสารสกัดใบด้วยอัลกอฮอล์แล้วก็น้ำ (1:1) ขนาด 460 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร พบว่าเป็นพิษ แต่ว่าสารสกัดใบด้วยน้ำ ขนาด 20-40 ซีซี/กิโลกรัม เมื่อให้ทางปากไม่พบพิษ และไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน และไม่มีผลต่อน้ำหนักตัวของหนูขาว มีผู้เล่าเรียนพิษของน้ำมันหอมระเหย พบว่าอัตราส่วน LD50/TD พอๆกับ 6.9 การป้อนยาชงตะไคร้ให้หนูขาวในขนาด 20 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนตรงเวลา 2 เดือน ไม่เจอความเป็นพิษ
          การเล่าเรียนพิษกะทันหันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ขนาด 1,500 ppm ตรงเวลา 60 วัน พบว่าหนูขาวกรุ๊ปที่ได้ตะไคร้ โตเร็วกว่ากรุ๊ปควบคุม แม้กระนั้นค่าเคมีเลือดไม่เปลี่ยนแปลง
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล (80%) ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน Staphylococcus typhimurium TA98 แล้วก็ TA100 มีผู้ทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน mammalian cells ของ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญในตะไคร้ พบว่าไม่เจอฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ มีผู้ทดลองใช้ตะไคร้แห้ง ขนาด 400 มคกรัม/จานเพาะเชื้อ มาทดสอบกับ S. typhimurium TA98 และเมื่อนำน้ำต้มใบตะไคร้กับเนื้อ (โค ไก่ หมู) ขนาด 4, 8 รวมทั้ง 16 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ ทดสอบกับ S. typhimurium TA98 แล้วก็ TA100 ไม่พบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ และสารสกัดด้วยน้ำขนาด 0.5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่มีผลก่อกลายพันธุ์ใน Bacillus subtilis H-17 (Rec+) แล้วก็ M-45 (Rec-) ตะไคร้สดในขนาด 1.23 มก./ซีซี ไม่มีพิษต่อยีน (16) แล้วก็ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญก็ไม่พบพิษด้วยเหมือนกัน
สาร citral ซึ่งเป็นสารที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยจากใบ เป็นพิษต่อเซลล์ P388 mouse leukemia แล้วก็น้ำมันหอมระเหย เป็นพิษต่อเซลล์ P388 leukemia โดยมีค่า IC50 5.7 มคกรัม/มล. แต่เมื่อผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้กับโหระพาช้าง (1:1 vol./vol.) มีค่า IC50 10.2 มคก./มล. ส่วนสกัด (partial purified fraction) ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ PS (murine lymphocytic leukemia P388),FA   ( murine ascites mammary carcinoma FM3A ) แต่สารสกัดหยาบคายแสดงฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเซลล์ FA สารสกัดใบด้วยเมทานอล ในขนาด 50 มคกรัม/ มิลลิลิตร ออกฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเซลล์ของมะเร็ง CA-9KB แม้กระนั้นในขนาด 20 มคกรัม/ มิลลิลิตร ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ RAJI
มีผู้ทดสอบพิษของชาที่เตรียมจากตะไคร้พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงรับประทานชาตะไคร้ 1 ครั้ง หรือกินวันละครั้งเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในเลือด เม็ดเลือดแล้วก็เยี่ยว มีบางรายเท่านั้นที่มีปริมาณใบเสร็จรับเงินลิรูบิน และ amylase สูงขึ้น จึงถือว่าปลอดภัย ส่วนน้ำมันตะไคร้เมื่อผสมในน้ำหอม โดยผสมน้ำมันตะไคร้ปริมาณร้อยละ 0.8 พบว่ามีอาการแพ้ แม้กระนั้นการแพ้นี้อาจเกิดขึ้นเนื่องจากสารอื่นได้ และมีรายงานความเป็นพิษต่อถุงลมปอดเมื่อดมกลิ่นน้ำมันตะไคร้
ข้อเสนอแนะ / ข้อควรระวัง

  • การบริโภคตะไคร้หรือการใช้ตะไคร้ทาบนผิวหนังเพื่อวัตถุประสงค์ทางการรักษาโรค อาจจะปลอดภัยถ้าหากใช้ตะไคร้ในช่วงเวลาสั้นๆภายใต้การดูแลและข้อแนะนำจากหมอ
  • การสูดดมสารที่มีส่วนประกอบของตะไคร้ อาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงที่มีอันตรายรวมทั้งเป็นพิษต่อสุขภาพร่างกายได้ในผู้เจ็บป่วยบางราย เป็นต้นว่า ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพปอด
  • ปรึกษาหมอ เภสัชกร รวมทั้งศึกษาข้อมูลบนฉลากให้ละเอียดก่อนใช้สินค้าอะไรก็ตามที่มีสารสกัดมาจากตะไคร้ก่อนเสมอ เพื่อเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงที่อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายข้างหลังการบริโภค
  • ระวังการใช้ตะไคร้และก็สินค้าจากตะไคร้ในผู้ที่เป็นต้อหิน (glaucoma) ด้วยเหตุว่า citral จะทำให้ความดันในดวงตามากขึ้น
เอกสารอ้างอิง

  • ตะไคร้.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ฉบับประชาชนทั่วไป.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ตะไคร้แกง.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Puatanachokchai R, Vinitketkumnuen U, Picha P.  Antimutagenic and cytotoxic effects of lemon grass.  The 11th   Asia Pacific Cancer Conference, Bangkok Thailand, 16-19 1993.
  • คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.2544.
  • Carlini EA, Contar JDDP, Silva-Filho AR, Solveira-Filho NG, Frochtengarten ML, Bueno,OFA. Pharmacology of  lemongrass (Cymbopogon citratus Stapf).    Effects of teas prepared from the leaves on laboratory animals.  J  Ethnopharmacol 1986;17(1):37-64.
  • ตะไคร้สรรพคุณประโยชน์กับบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Lemongrass oil West Indian.  Food Cosmet Toxicol 1976;14:457.
  • กาญจนา ขยัน,การอบแห้งตะไคร้ด้วยเทคนิคการให้ความร้อนแบบไดอิเล็กตริกโดยใช้เครื่องอบไมโครเวฟที่ควบคุมอุณหภูมิได้.
  • Vinitketkumnuen U, Puatanachokchai R, Kongtawelert P, Lertprasertsuke N, Matsushima T.  Antimutagenicity of   lemon grass (Cymbopogon citratus Stapf) to various known mutagens in Salmonella mutation assay.  Mutat Res   1994;341(1):71-5.
  • ตะไคร้ใบตะไคร้ประโยชน์และสรรพคุณตะไคร้.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรไทย.
  • Souza Formigoni MLO, Lodder HM, Filho OG, Ferreira TMS, Carlini EA. Pharmacology of lemongrass  (Cymbopogon citratus Stapf).    Effects of daily two month administration in male and female rats and in  offspring exposed "in utero". J Ethnopharmacol 1986;17(1):65-74.
  • Parra AL, Yhebra RS, Sardinas IG, Buela LI.  Comparative study of the assay of Artemia salina L. and the  estimate of the medium lethal dose (LD50 value) in mice, to determine oral acute toxicity of plant extracts.   Phytomedicine 2001;8(5):395-400.
  • ตะไคร้.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Kauderer B, Zamith H, Paumgartten FJ, Speit G. Evaluation of the mutagenicity of b-myrcene in mammalian cells   in vitro.  Environ Mol Mutagen 1991;18(1):28-34.
  • Lorenzetti BB, Souza GEP, Sarti SJ, et al. Myrcene mimics the peripheral analgesic activity of lemongrass tea.  J  Ethnopharmacol 1991;34(1):43-8.   
  • Skramlik EV. Toxicity and toleration of volatile oils.  Pharmazie 1959;14:435-45.
  • Ostraff M, Anitoni K, Nicholson A, Booth GM. Traditional Tongan cures for morning sickness and their   mutagenic/toxicological evaluations.  J Ethnopharmacol 2000;71(1/2):201-19.
  • Wohrl S, Hemmer W, Focke W, Gotz M, Jarisch R. The significance of fragrance mix, balsam of Peru, colophony   and propolis as screening tools in the detection of fragrance allergy.  Br J Dermatol 2001;145(2):268-73.
  • Onbunma S, Kangsadalampai K, Butryee B, Linna T. Mutagenicity of different juices of meat boiled with herbs   treated with nitrite.  Ann Res Abst, Mahidol Univ (Jan 1 – Dec 31, 2001) 2002;29:350.
  • Costa M, Di Stasi LC, Kirizawa M, et al. Screening in mice of some medicinal plants used for analgesic purposes  in the state of Sao Paulo.  J Ethnopharmacol 1989;27(1/2):25-33.
  • Mishra AK, Kishore N, Dubey NK, Chansouria JPN.

5
เหงือกปลาหมอ
ชื่อสมุนไพร  เหงือกปลาหมอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  แก้มแพทย์ (สตูล) , อีเกร็ง (ภาคกึ่งกลาง) , แก้มหมอเล (กระบี่) , นางเกร็ง,จะเกร็ง ฯลฯ
ชื่อวิทยาศาสตร์     Acanthus ebracteatus Vahl. (เหงือกปลาหมอดอกสีขาว)
Acanthus ilicifolius L. var. ilicifolius (เหงือกปลาแพทย์ดอกสีม่วง)
ชื่อสามัญ  Sea Holly.
สกุล  ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด เหงือกปลาหมอนับว่าเป็นสมุนไพรท้องถิ่นของไทยเราเพราะว่ามีประวัติในการประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณแล้ว ซึ่งเหงือกปลาหมอนี้เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นที่โล่งแจ้งและก็มักจะพบได้ทั่วไปในรอบๆป่าชายเลน หรือตามพื้นที่ชายน้ำริมฝั่งคลอง เจริญเติบโตได้ดิบได้ดีในที่ร่มและก็มีความชื้นสูง หรือในแถบที่ดินเค็มและไม่ชอบที่ดอน แถบภาคอีสารก็มีรายงายว่าปลูกได้เช่นเดียวกัน เหงือกปลาหมอ เจออยู่ 2 จำพวก คือ จำพวกดอกสีขาว Acanthus ebracteatus Vahl พบได้บ่อยในภาคกลางแล้วก็ภาคทิศตะวันออก ประเภทดอกสีม่วง  Acanthus ilicifolius L. เจอทางภาคใต้ ทั้งยังเหงือกปลาหมอยังเป็นจำพวกไม่ขึ้นชื่อลือนามของจังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป

  • ต้นเหงือกปลาหมอ เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีความสูงราวๆ 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งตรง มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 1.5 ซม.
  • ใบเหงือกปลาหมอ ใบเป็นใบผู้เดียว ลักษณะของใบมีหนามคมอยู่ขอบขอบใบแล้วก็ปลายใบ ขอบของใบเว้าเป็นช่วงๆผิวใบเรียบเป็นเงาลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีเหลือบสีขาวเป็นแนวก้างปลา เนื้อเรือใบแข็งรวมทั้งเหนียว ใบกว้างราว 4-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ใบจะออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกัน ก้านใบสั้น
  • ดอกเหงือกปลาแพทย์ มีดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวราว 4-6 นิ้ว ดังนี้สีของดอกขึ้นกับจำพวกของต้นเหงือกปลาแพทย์คือ ดอกมีทั้งชนิดดอกสีม่วง หรือสีฟ้า และก็ชนิดดอกสีขาว แต่ว่าลักษณะอื่นๆเหมือกันเป็น ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน ส่วนกลีบดอกเป็นท่อปลายบานโต ยาวราวๆ 2-4 เซนติเมตร บริเวณกึ่งกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้แล้วก็เกสรตัวเมียอยู่
  • ผลเหงือกปลาหมอ รูปแบบของผลเป็นฝักสีน้ำตาล ลักษณะของฝักเป็นทรงกระบอกกลมรี รูปไข่ ยาวโดยประมาณ 2-3 เซนติเมตร เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ข้างในฝักมีเมล็ด 4 เมล็ด

    การขยายพันธุ์ เหงือกปลาแพทย์สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและการใช้กิ่งปักชำ แต่ว่าวิธีที่เป็นที่นิยมและก็สำเร็จผลิตที่ดี คือ การใช้กิ่งปักชำ นำกิ่งที่ไม่แก่และไม่อ่อนจนถึงเหลือเกิน อายุ 1-2 ปี มาชำลงในดินโคลน รอรดน้ำให้เปียก โดยประมาณ 2 เดือน จะแตกหน่อราก จึงกระทำย้ายปลูก ก่อนปลูกควรจะจัดแจงแปลงปลูก ระยะปลูก 80x80 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยธรรมชาติ ให้ปุ๋ยคอกหว่านรอบโคนต้นปีละ 2 ครั้งๆละ 1 กก./ต้น ให้ปุ๋ยบ่อยมากขึ้นในเรื่องที่เก็บเกี่ยวผลิตผลบ่อย ทำให้ต้นเสื่อมโทรม ใบเป็นสีเหลือง กำจัดวัชพืชรักษาแปลงให้สะอาด
                    ข้างหลังปลูก 1 ปี จึงจะเก็บผลผลิต โดยตัดกิ่งให้หมอทั้งยังต้น (โคน) ให้เหลือความยาวครึ่งหนึ่ง เพื่อแตกใหม่ในปีถัดไป กิ่งที่ได้เอามาสับเป็นท่อนๆละ 6 นิ้ว นำไปตากแดดจนกระทั่งแห้งดี หรืออบแห้ง กิ่งแล้วก็ใบสด  3 กก. จะตากแห้งได้ 1 กก. รวมทั้งผลิตผลจากต้นอายุ 1 ปี ปริมาณ 4 ต้น (กอ) จะมีน้ำหนักสด 1 กก.
    ส่วนประกอบทางเคมี ในใบพบสาร : alpha-amyrin, beta-amyrin, ursolic acid apigenin-7-O-beta-D-glucuronide, methyl apigenin-7-O-beta-glucuronate campesterol, 28-isofucosterol, beta-sitosterol ในรากเจอสาร : benzoxazoline-2-one, daucosterol, octacosan-1-ol, stigmasterol ทั้งต้นเจอสาร : acanthicifoline, lupeol, oleanolic acid, quercetin, isoquercetin, trigonelline , dimeric oxazolinone
    สรรพคุณ ยาสมุนไพรพื้นบ้าน ใช้  ใบ ต้มกับน้ำกิน แก้นิ่วในไต ต้น 10 ส่วน เข้ากับพริกไทย 5 ส่วน ทำเป็นยาลูกกลอน แก้โรคกระเพาะ ขับเลือด เป็นยาอายุวัฒนะ อีกทั้งต้น ใช้รักษาแผลฝีหนอง ใช้  ใบและก็ต้น แก้ตกขาว โดยตำเป็นผงละลายน้ำผึ้ง หรือน้ำมันงา ปั้นเป็นลูกกลอนรับประทาน
                   ตำราเรียนยาไทย  ใช้  ใบ รสเค็มกร่อยร้อน ตัดรากฝีด้านใน และภายนอกทุกประเภท แก้น้ำเหลืองเสีย ช่วยบำรุงรักษารากผม แก้ประป่าดง ใบเป็นยาอายุวัฒนะ รักษาตกขาว , ระดูขาวของสตรี ใบสด แก้ไข้ ผื่นคันฝี แก้ฝีทราง หรือใช้ใบสดนำมาตำอย่างระมัดระวัง ใช้พอกบริเวณแผลที่ถูกงูกัด พอกฝี รวมทั้งแผลอักเสบ ต้นรวมทั้งเม็ด มีรสเผ็ดร้อน รักษาฝี แก้โรคน้ำเหลืองเสีย เม็ด ใช้เป็นยาขับพยาธิ เป็นยาแก้ไอ ขับเลือด แก้ฝี อีกทั้งต้น มีรสเค็มกร่อย อีกทั้งต้นสด รักษาโรคผิวหนังจำพวกพุพอง น้ำเหลืองเสีย และผื่นคันตามร่างกาย ต้มกินแก้พิษโรคฝีดาษ พิษฝีภายใน ตัดรากฝีทั้งสิ้น แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย เป็นยาอายุวัฒนะ ต้มอาบ แก้พิษไข้หัว แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ตำพอก ปิดหัวฝี แผลเรื้อรัง คั้นเอาน้ำทาศีรษะบำรุงรากผม ใช้ยั้ง/ต่อต้านมะเร็ว ช่วยเจริญอาหาร บรรเทาอาการปวดศีรษะ ราก ใช้รากสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้โรคงูสวัด บำรุงประสาท แก้โรคหอบหืด ขับเสลด เหงือกปลาแพทย์ ทั้ง 5 (ราก,ต้น,ใบ,ผล,เมล็ด) มีคุณประโยชน์ช่วยแก้พิษฝี แก้มะเร็ง ช่วยสำหรับเพื่อการเจริญอาหาร ช่วยให้เลือดลดธรรมดา เป็นยาอายุวัฒนะ
    แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้

  • ยับยั้งโรคมะเร็งต้านมะเร็ง นำเหงือกปลาหมอทั้งยัง 5 ส่วน (ราก,ต้น,ใบ,ผล,เม็ด) มาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  • รักษาประจำเดือนมาผิดปกติ นำทั้งยังต้นมาตำผสมกับน้ำมันงาและก็น้ำผึ้งนำมากิน
  • แก้ผื่นคัน นำใบแล้วก็ต้นสดราวๆ 3-4 กำมือนำมาสับต้นน้ำอาบเป็นประจำ 3-4 ครั้ง
  • แก้ไข้หนาวสั่น นำอีกทั้งต้นมาตำผสมกับขิง
  • แก้ผิวแตกหมดทั้งตัว นำทั้งต้นของเหงือกปลาแพทย์ 1 ส่วน และก็ดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผุยผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ
  • ขับเสมหะ บำรุงประสาท แก้ไอ แก้โรคหืด รักษามุตกิดตกขาว นำรากมาต้มกับน้ำ ดื่มกิน
  • รักษาโรคผิวหนัง ขับน้ำเหลืองเสียแก้แผลผุพอง เป็นฝีบ่อยๆนำต้น ใบรวมทั้งเม็ดต้มกับน้ำอาบ
  • แก้ไขข้ออักเสบ แก้ปวดต่างๆนำใบมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  • ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน ร่างกายแข็งแรง เลือดลมไหลเวียนดี เส้นเลือดไม่ตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้อีกทั้งต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วคลุกเคล้าผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอนไว้กิน
  • ช่วยแก้โรคกษัย อาการผอมแห้งเหลืองทั้งตัว ด้วยการใช้อีกทั้งต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผุยผงรับประทานทุกวี่ทุกวัน
  • แก้อาการร้อนทั้งตัว เจ็บระบบตลอดตัว ตัวแห้ง เวียนศีรษะ หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้ต้นของเหงือกปลาหมอและเปลือกมะรุมอย่างละเสมอกัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือน้อย หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วก็ใช้ฟืน 30 แท่ง ต้มกับน้ำเดือดจนงวดแล้วชูลง เมื่อเสร็จให้กลั้นหายใจรับประทานขณะอุ่นๆจนหมด อาการก็จะ
  • รากช่วยแก้แล้วก็ทุเลาอาการไอ หรือจะใช้เมล็ดเอามาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้เหมือนกัน
  • แก้อาการไอ เม็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด เอามาต้มรวมกันแล้วเอาแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ
  • ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้ทั้งต้นและพริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน
  • ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย เอามาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายโจร ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้


ในขณะนี้เหงือกปลาแพทย์ มีการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาแคปซูลสมุนไพรเหงือกปลาหมอ ยาชงสมุนไพรรวมทั้งยาเม็ด มีคุณประโยชน์ใช้รักษาโรคผิวหนังทั้งเหงือกปลาแพทย์ยังเป็นสมุนไพรที่ใช้เพื่อการอบตัว คือ การอบตัวด้วยละอองน้ำที่ได้จากการต้มสมุนไพร และก็การอบเปียกแบบเข้ากระโจม โดยเหงือกปลาแพทย์มีสรรพคุณสำหรับรักษาโรคผิวหนัง
นอกนั้นเหงือกปลาแพทย์ยังเป็นส่วนผสมในสินค้าเครื่องแต่งหน้าต่างๆดังเช่น สินค้าเปลี่ยนสีผมแล้วก็สบู่สมุนไพร เป็นต้น
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ  ทดสอบน้ำสกัดจากใบแห้ง ความเข้มข้น 500 มคกรัม/มล. กับหนูขาว พบว่าสารสกัดดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ โดยไปยั้งการผลิต leukotriene B-4 แต่ว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์เป็น serotonin antagonist  เมื่อเร็วๆนี้ มีงานศึกษาวิจัยว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจากทั้งต้น ขนาด 500 มคกรัม/มล. มีฤทธิ์ยับยั้ง 5-lipoxygenase activity ด้วยกลไกสำหรับการลดการสร้าง leukotriene B-4 ถึง 64% และสารสกัดด้วยน้ำ ขนาด 500 มคก./มิลลิลิตร ลดได้ 44% และมีการวิเคราะห์สารสำคัญของเหงือกปลาหมอดอกม่วงที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ พบว่าสารนั้นเป็นพวก dimeric oxazolinone ที่มีสูตรโครงสร้างเป็น 5,5¢-bis-benzoxazoline-2,2¢-dione
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย มีการทดสอบสารสกัดเอทานอล (90%) จากอีกทั้งต้นแห้ง (ไม่เคยทราบความเข้มข้น) กับ Staphylococcus aureus พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์ แต่การทดลองเมล็ดเหงือกปลาหมอ พบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus
ฤทธิ์ต่อต้านการเกิดออกซิเดชั่น          มีการทดลองสารสกัดอัลกอฮอล์จากใบของเหงือกปลาหมอดอกม่วง พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ต้านการเกิดอนุมูลอิสระหลายประเภท เป็นต้นว่า superoxide radical, hydroxyl radical, nitric oxide radical และก็ lipid peroxide ฯลฯ ยิ่งไปกว่านี้สารสกัดจากส่วนผลด้วยเมทานอล เมื่อทดลองในหนูถีบจักร เจอฤทธิ์ต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ โดยมีขนาดที่ยั้งได้ 50% (IC50) คือ 79.67 มคล./มิลลิลิตร และพบฤทธิ์ยับยั้งการเกิด lipid peroxide โดยขนาดที่ยับยั้งได้ 50% (IC50)หมายถึง38.4 มคลิตร/มล.
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับการเพิ่มภูมิคุ้มกัน  มีการนำสารสกัดน้ำอย่างหยาบจากรากของเหงือกปลาแพทย์มาทำให้ครึ่งบริสุทธิ์ โดยแนวทาง gel filtration (Sephadex G-25) เพื่อศึกษาฤทธิ์เสริมภูมิต้านทานที่มีต่อ mononuclear cell (PMBC) ของคนปกติ 20 ราย โดยวัดผลการศึกษาเล่าเรียนจาก H3-thymidine uptake พบว่าสารสกัดครึ่งบริสุทธิ์ของเหงือกปลาหมอดอกม่วง ที่ความเข้มข้นต่ำ (10 มคกรัม/มิลลิลิตร) สามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของ lymphocytes ได้สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง (P < 0.05)
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษแล้วก็การทดสอบความเป็นพิษ
          เมื่อให้สารสกัดลำต้นแห้งด้วยน้ำมันปิโตรเลียมอีเทอร์ ขนาดความเข้มข้น 5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่นำมาซึ่งการก่อกลายประเภท ใน Salmonella typhimurium TA98 แล้วก็ TA100 แม้กระนั้นเมื่อให้สารสกัดด้วยน้ำจากส่วนรากกับหนูเพศเมียขนาด 2.7 และ 13.5 กรัม/กิโลกรัม เป็นเวลา 12 เดือน เจอความเป็นพิษต่อตับในหนูทดลอง
หลักฐานความเป็นพิษ แล้วก็ยังมีการวิจัยเกี่ยววกับการทดสอบความเป็นพิษของเหงือกปลาแพทย์อีกจำนวนมากบอกว่า เมื่อฉีดสารสกัดพืชอีกทั้งต้นด้วยเอทานอล (90%) เข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นปริมาณครึ่งเดียว (LD50) มีค่ามากยิ่งกว่า 1 ก./กก. ส่วนสารสกัดใบด้วยเมทานอลและน้ำ (1:1) ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ค่า LD50 มีค่ามากยิ่งกว่า 1 ก./กิโลกรัม และสารสกัดจากใบร่วมกับต้นด้วยเมทานอลและก็น้ำ (1:1) ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้สิ่งเดียวกัน ค่า LD50 เท่ากับ 750 มก./กิโลกรัม สารสกัดจากต้นด้วยเมทานอลรวมทั้งน้ำ (1:1) ค่า LD50 มีค่ามากยิ่งกว่า 1 ก./กก. เมื่อกรอกสารสกัดใบร่วมกับก้านใบ ลำต้น รากแห้ง ด้วยน้ำหรือน้ำร้อน หรือฉีดเข้าท้องของหนูถีบจักร (ไม่กำหนดขนาด) ไม่นำไปสู่พิษ และก็เมื่อกรอกสารสกัดรากแห้งด้วยน้ำให้หนูถีบจักร ในขนาด 0.013 มก./สัตว์ทดลอง ไม่เจอพิษ  ทั้งมีการเรียนรู้ถึงพิษของเหงือกปลาหมอดอกม่วงแบบกะทันหันแล้วก็แบบกึ่งกระทันหันในหนูพันธุ์สวิส โดยใช้ส่วนสกัดจากใบแล้วก็รากแยกกัน ในขนาดความเข้มข้นต่างๆพบว่า สารสกัดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นไม่มีพิษอย่างกระทันหัน แต่การใช้เหงือกปลาหมอในขนาดสูงๆเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบฟุตบาทฉี่ได้ รวมทั้งมีการทดสอบนำสารสกัดจากรากเหงือกปลาหมอกับ mononuclear cell (PMBC) ของคนภายในหลอดทดลองโดยใช้สารสกัดอย่างหยาบ พบว่าสารสกัดดังกล่าว ขนาด 100 มคกรัม/มล. เป็นพิษต่อ PBMC (P< 0.05) แต่เมื่อนำสารสกัดหยาบมาทำให้กึ่งบริสุทธิ์โดยวิธี gel filtration (Sephadex G-25) พบว่าสารสกัดครึ่งบริสุทธิ์ที่ได้ไม่เป็นพิษต่อ PMBC ที่เลี้ยงไว้ในหลอดทดลองถึงแม้ว่าจะใช้ในความเข้มข้น 1,000 มคกรัม/มล.
การต้านการฝังตัวของตัวอ่อน ให้สารสกัดเอทานอล (90%) ขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. กับหนูขาวที่ท้อง พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์ต่อต้านการฝังตัวของตัวอ่อน
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรตรึกตรอง ในการศึกษาทางด้านพิษวิทยาแล้วก็การทดลองความเป็นพิษของเหงือกปลาแพทย์ชนิดดอกสีม่วงและชนิดดอกสีขาว จะส่งผลการเล่าเรียนระบุว่า ไม่มีพิษแม้กระนั้นแม้กระนั้น การใช้สมุนไพรเหงือกปลาหมอก็คล้ายกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นซึ่งก็คือ ไม่ควรใช้ในขนาดรวมทั้งจำนวนที่สูง และใช้เป็นระยะเวลานาน เพราะว่าอาจจะก่อให้กำเนิดความไม่ดีเหมือนปกติหรือผลกระทบต่อระบบต่างๆของร่างกายได้
เอกสารอ้างอิง

  • เอมอร โสมนะพันธุ์ 2543. สมุนไพรและผักพื้นบ้านกับโรคเอดส์และโรคฉวยโอกาส ในโครงการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ด้วยสมุนไพรและผักพื้นบ้าน, 19-21 เมษายน 2543 ณ. ห้องประชุมตะกั่วป่า โรงแรมเจ.บี. อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หน้า 1-26.
  • Hoult JRS, Houghton PJ, Laupattarakesem P.  Investigation of four Thai medicinal plants for inhibition of pro-inflammatory eicosanoid synthesis in activated leukocytes.  J Pharm Pharmacol Suppl 1997;49(4):218.
  • Ghosh, A. et al. 1985. Phytochemistry, 24(8) : 1725-1727. http://www.disthai.com/
  • จงรัก วัจนคุปต์.  การตรวจหาสมุนไพรที่มีอำนาจทำลายเชื้อแบคทีเรีย.  Special Project Chulalongkorn Univ, 2495.
  • เหงือกปลาหมอ.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Nair, A.G.R. and Pouchaname, V. 1987. J. Indian Chem Soc. 64(4) : 228-229.
  • Bhakuni DS, Dhawan BN, Garg HS, Goel AK, Mehrotra BN, Srimal RC, Srivastava MN.  Bioactivity of marine organisms:part VI-screening of some marine flora from Indian coasts.  Indian J Exp Biol 1992;30(6):512-7.
  • Laupattarakesem P, Houghton PJ, Hoult JRS.  An evaluation of the activity related to inflammation of four plants used in Thailand to treat arthritis.  J Ethnopharmacol 2003;85:207-15
  • Bunyapraphatsara N, Srisukh V, Jutiviboonsuk A, et al. Vegetables from the mangrove areas. Thai J Phytopharm 2002;9(1):1-12
  • Minocha, P.K. and Tiwari, K.P. 1981. Phytochemistry, 20: 135-137.
  • ชุลี มาเสถียร ผ่องพรรณ ศิริพงษ์ จงรักษ์ เพิ่มมงคล.  ฤทธิ์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันของสารสกัดจากรากเหงือกปลาหมอที่มีต่อ lymphocytes ของคนในหลอดทดลอง.  Bull Fac Med Tech Mahidol Univ 1991;15(2):104.
  • D’Souza L, Wahidulla S, Mishra PD.  Bisoxazolinone from the mangrove Acanthus ilicifolius.  Indian J Chem, Sect B: Org Chem Incl Med Chem 1997;36B(11):1079-81.
  • เหงือกปลาหมอดอกขาว.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Babu BH, Shylesh BS, Padikkala J.  Antioxidant and hepatoprotective effect of Acanthus ilicifolius.  Fitoterapia 2001;72(3):272-7.
  • เหงือกปลาหมอดอกม่วง.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานสมุนไพรคณะเภสัชมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Srivatanakul P, Naka L.  Effect of Acanthus ilicifolius Linn. in treatment of leukemic mice.  Cancer J (Thailand) 1981;27(3):89-93.
  • ปิยวรรณ ญาณภิรัต สุนันทา จริยาเลิศศักดิ์ จงรักษ์ เพิ่มมงคล และคณะ.  การศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับพิษของสมุนไพรเหงือกปลาหมอในหนูขาว.  วารสารโรคมะเร็ง 530;13(1):158-64.
  • Piyaviriyakul S, Kupradinun P, Senapeng B, et al. Chronic toxicity of Acanthus ebracteatus Vahl. in rat.  Poster Session 6th National Cancer Conference, Bangkok, Dec. 3-4, 2001.
  • Nakanishi K, Sasaki SI, Kiang AK, et al.  Phytochemical survey of Malaysian plants. Preliminary chemical and pharmacological screening.  Chem Pharm Bull 1965;13(7):882-90. 
  •    Jongsuwat Y.  Antileukemic activity of Acanthus ilicifolius.  Master Thesis, Chulalongkorn University, 1981:151pp.
  • Rojanapo W, Tepsuwan A, Siripong P.  Mutagenicity and antimutagenicity of Thai medicinal plants.  Basic Life Sci 1990;52:447-52.


6
ทองพันชั่ง
ชื่อสมุนไพร ทองพันชั่ง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ต้นหญ้าไก่ (ไทย) ,ติดเฮาะเล่งจือ (จีน-จีนแต้จิ๋ว) , หญ้ามันไก่ , ทองคำพันดุลย์ , ทองตาชั่ง (ภาคกึ่งกลาง) , มาลีฮ้อมบก (สุรินทร์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus nasutus (Linn.) Kurz.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus communis Nees
ชื่อสามัญ   White crane flower
สกุล   Acanthaceae
ถิ่นเกิด ทองคำพันชั่งน้ำหนักเป็นไม้ล้มลุกกึ่งไม้พุ่ม มีบ้านเกิดเมืองนอนในประเทศแถบเอเชียใต้แล้วก็เอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริเวณแถบเส้นอีเควเตอร์ พบทั่วๆไปในประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อาทิเช่น ประเทศ อินเดีย เกาะแม่กัสการ์ , มาเลเซีย ฯลฯ แล้วมีการกระจายจำพวกไปในประเทศเขตร้อนใกล้เคียง ดังเช่นว่า บังคลาเทศ , พม่า ,ไทย , อินโดนีเซีย ฯลฯ ส่วนในประเทศไทย มีการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรและก็นำมาปลูกเป็นไม้ประดับ,พืชที่มีความเป็นสิริมงคลมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น ทองพันชั่งมีลักษณะเป็นไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก มีความสูงต้นโดยประมาณ 1 - 1.5 เมตร มักแตกหน่อรวมทั้งแผ่กิ่งไม้ออกเป็นกอ ลำต้นและก็แขนงมีขนห่างๆทั่วๆไป กิ่งอ่อนมักเป็นสันสี่เหลี่ยมตามยาว ส่วนโคนของลำต้นเนื้อไม้แกนแข็ง
  • ใบ เป็นใบโดดเดี่ยวลักษณะรูปไข่ ปลายใบแล้วก็โคนใบแหลม ขอบของใบเรียบ หรือเป็นคลื่นบางส่วน ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆและแต่ละคู่ออกสลับทิศทางกัน เนื้อใบบางแล้วก็เกลี้ยง ใบยาว 4 – 6 ซม. กว้าง 2 – 3 ซม. ใบมีสีเขียวอ่อน
  • ดอก เป็นดอกช่อขนาดเล็ก มีสีขาวออกเป็นช่อสั้นๆตรงซอกมุมใบ มองดูดอกมีลักษณะเหมือน นกยางกำลังบิน (แม้กระนั้นชาวจังหวัดสุรินทร์เห็นว่าดอกทองพันชั่งคล้ายข้าวเม่าเป็นมีกลีบดอกไม้สี่กลีบตกออกเหมือนข้าวเม่า จึงเรียกต้นทองคำพันชั่งน้ำหนักว่า “ผกาอ็อมบก” แสดงว่า ต้นดอกข้าวเม่า) กลีบรองดอกมี 5 กลีบ รวมทั้งมีขน กลีบดอกสีขาวชิดกันตรงโคนเป็นหลอด ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 2 กลีบ กลีบขนยาวราวๆ 0.8 ซม. กว้าง 0.1 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 2 แฉกแหลมสั้นๆกลีบล่างแผ่กว้าง 1.5 ซม. แยกเป็น 3 แฉก โคนกลีบมีจุดประสีม่วงแดง เกสรตัวผู้สีน้ำตาลอ่อน มีสองอันยื่นพ้นปากหลอดออกมานิดหน่อย รังไข่มี 1 อัน รูปยาวรี มีหลอดท่อรังไข่คล้ายด้าย ยาวเสมอปากหลอดดอก ก้านเกสรสั้นติดอยู่ที่ปากท่อดอก
  • ผล มีลักษณะเป็นฝัก กลมยาว รวมทั้งมีขนด้านใน มี 4 เม็ดเมื่อแห้งสามารถแตกได้
การขยายพันธุ์ ทองพันชั่งน้ำหนักสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วย การเพาะเม็ดรวมทั้งนำกิ่งมาปักชำ แม้กระนั้นในปัจจุบันแนวทางยอดนิยมและมีอัตราการปลูกที่ได้ผลลัพธ์ที่ดี คือ แนวทางการเป็นตัดกิ่งแก่ที่มีตาติดอยู่ 2-3 ตา แล้วปลิดใบทิ้งให้หมดจากนั้นตัดรอบๆกิ่งให้เฉทำมุม 45 องศา แล้วปักลงไปในดินที่เปียกน้ำโดยให้กิ่งเอียงน้อย ทองคำพันชั่งน้ำหนักเป็นพืชที่เกลียดชังร่มเงามาก (อยากที่ที่มีแสงแดดลอดผ่านมารำไร) มักชอบที่ดินคละเคล้าทรายที่มีการระบายน้ำดี ไม่ขังเฉอะแฉะ แล้วก็จะต้องคอยดูแลการให้น้ำให้ดินเปียกชื้น รวมถึงจำเป็นต้องคอยกำจัดวัชพืชอยู่เป็นประจำ เพราะว่าหากว่าขาดน้ำหรือถูกแดดมากจนเกินความจำเป็นใบจะเป็นจุดเหลืองและหลังจากนั้นก็ค่อยๆแห้งตาย ดังนั้นการปลูกจำเป็นจะต้องปลูกภายในหน้าฝน
องค์ประกอบทางเคมี ใบเจอสารสำคัญคือ rhinacanthin แล้วก็ oxymethylanthraquinone รากมี Resin Rhinacanthin (1.9 เปอร์เซ็นต์) มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ มีเกลือโปตัสเซียส รวมทั้งมี Oxymethylanthraquinone นอกเหนือจากนั้นยังพบสาร  Quinone, Rutin (quercetin - 3 - rutinoside)
สรรพคุณ ตำราเรียนยาไทยใช้ ใบ แล้วก็ราก  รักษาขี้กลาก โรคเกลื้อน ผื่นคัน ใบ รสเบื่อเย็น ดับพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พยาธิผิวหนัง รักษาอาการผมหล่น , ปวดฝี , แก้พิษ , แก้อักเสบ , บำรุงร่างกาย เป็นยาขับปัสสาวะ ยาระบาย  ราก รสเบื่อเมา แก้กลากเกลื้อน ผื่นคัน และก็โรคผิวหนังที่เป็นน้ำเหลืองบางประเภท   รักษาโรคมะเร็ง ดับพิษไข้ แก้พิษงู พยาธิวงแหวนตามผิวหนัง ต้น รักษาโรคผิวหนัง ขี้กลากโรคเกลื้อน แก้น้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน รักษามะเร็ง ขับพยาธิตามผิวหนังหรือรอยแผล รักษาอาการโรคไส้เลื่อน เยี่ยวเปลี่ยนไปจากปกติ ต้น บำรุงร่างกาย รักษาอาการผมร่วงนอกเหนือจากนี้ยังใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆรักษาโรคตั้งแต่นี้ต่อไปคือ

  • ราก - รักษาโรคมะเร็งเนื้องอก รักษาโรคมะเร็งปอด กระเพาะลำไส้ มะเร็งตามร่างกาย ทำให้ผมดกดำ แก้ไอเป็นเลือด คลื่นไส้เป็นเลือด แก้ริดสีดวงทวาร ดับพิษไข้ รักษาโรคผิวหนัง แก้กระษัย แก้ผมหงอก ผมตก รักษาโรคตับทุพพลภาพ รักษาโรครูมาติซึม รักษาโรคไขข้อทุพพลภาพ แก้ลมเข้าข้อทำให้ปวดบวมต่างๆขับฉี่ แก้แมงเคียนรับประทานรากผม แก้เหา แก้รังแค
  • ทั้งยังต้น - รักษาโรคผิวหนัง คุดทะราด แก้เม็ดผื่นคัน
  • ต้น - รักษามะเร็งเนื้องอก รักษาโรคมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะ มะเร็งตามร่างกาย มะเร็งลำไส้ แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง
  • ใบ - แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง แก้ไข้ แก้ปวดหัวตัวร้อน แก้มะเร็งไช แก้หิดมะโคนย รักษาโรคโรคมะเร็ง รักษาวัณโรค แก้ดวงใจเสียกระบวน แก้บ้าคลั่ง แก้สารพันพิษ


นอกเหนือจากนี้ในแบบเรียนบางเล่ม ยังได้กล่าวถึงสรรพคุณทองพันชั่งน้ำหนัก โดยไม่ได้กล่าวว่าใช้ส่วนใดของพืช หรือส่วนใดในตำราเรียนยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆสำหรับในการเยียวยาโรคต่างๆดังนี้เป็น
- รักษาโรคความดันโลหิตสูง รักษาโรคมะเร็ง แก้มุตกิตระมองขาว เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ผมหล่น รักษาโรคนิ่ว
- แก้เคล็ดขัดยอกชายโครง มือเคล็ดลับ คอเคล็ด แก้มะเร็งในกระเพาะ แก้ฝีประคำร้อย แก้มะเร็งในคอ แก้มะเร็งในปาก แก้ไข้เหนือ แก้จุกเสียด เป็นยาหยอดตา แก้ไอเป็นเลือด แก้บอบช้ำใน แก้นิ่ว แก้โรคผิวหนัง แก้ลมสาร แก้มะเร็งในปอด แก้มะเร็งข้างในแล้วก็ข้างนอก
ทองพันชั่งรักษาโรคมะเร็ง ช่วยยั้งโรคมะเร็ง ได้แก่ มะเร็งในกระเพาะ โรคมะเร็งในคอ มะเร็งในปาก มะเร็งในปอด เนื่องจากว่าต้นทองพันชั่งมีสารสำคัญเป็น “สารแนพโทควิโนนเอสเทอร์” (Naphthoquinone Ester) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีการออกฤทธิ์สำหรับเพื่อการตอนยั้งโรคมะเร็งเยื่อบุช่องปาก มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก  มีแถลงการณ์ว่าในประเทศไต้หวันใช้ทองพันชั่งน้ำหนักเป็นยาท้องถิ่นในการรักษาเบาหวาน โรคผิวหนัง ความดันเลือดสูง แล้วก็ตับอักเสบ
แบบอย่าง/ขนาดวิธีการใช้

  • ทาแก้กลากโรคเกลื้อนหรือโรคผิวหนังผื่นคันอื่นๆใช้ใบสดผสมน้ำมันถ่านหินหรือแอลกอฮอล์ 75 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจใช้รากบดเป็นผงแช่แอลกอฮอลล์ 1 อาทิตย์ เอามาทาแก้โรคผิวหนัง ขี้กลากเกลื้อน และก็ผื่นคันอื่นๆใช้ใบหรือรากสด ตำกับน้ำปูนใสผสมพริกไทย พอกแก้โรคผิวหนังเรื้อรัง กลาก และก็โรคผิวหนังอักเสบ หรือใช้ใบ (สดหรือแห้ง) หรือราก (สดหรือแห้ง) ตำอย่างถี่ถ้วน แช่เหล้าเพียงพอท่วมตั้งไว้ 7 วัน นำน้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นบ่อยๆหรือทาวันละ 3-4 ครั้ง จวบจนกระทั่งจะหาย เมื่อหายแล้วให้ทาต่ออีก 7 วัน เหตุที่จำเป็นต้องแช่ไว้นาน 7 วัน เป็นเนื่องจากน้ำยาที่ยังแช่ไม่ถึงกำหนดจะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง ถ้าหากนำไปทาจะมีผลให้ผิวหนังแสบรวมทั้งคันมากยิ่งขึ้น น้ำยาจากรากแห้งกัดผิวมากกว่าใบแห้ง
  • ส่วนน้ำยาจากใบสดไม่กัดผิว ใช้กินเป็นยาข้างใน รักษาโรคโรคมะเร็ง และวัณโรคระยะเริ่มต้น


o ใช้ทั้งยังต้น สด ปริมาณ 30 กรัม ต้มกับน้ำ จำนวนท่วมใบยา ต้มดื่มต่างน้ำ
o ใช้ก้านแล้วก็ใบสด 30 กรัม (แห้ง 10-15 กรัม) ผสมน้ำตาลกรวดต้มน้ำ รักษาโรคปอดระยะเริ่มแรก

  • ช่วยขับฉี่ ให้ใช้ใบสด คั่วให้แห้งเอามาชงเป็นชาใช้ดื่มจะช่วยขับเยี่ยวได้


การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ฆ่าเชื้อราแล้วก็ยีสต์     ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยการฆ่าเชื้อรา Trichophyton rubrum ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคกลาก โดยวิธี paper disc เทียบกับยาต่อต้านเชื้อรา griseofulvin รวมทั้ง nystatin โดยใช้สารสกัดจากใบแล้วก็กิ่ง ด้วยน้ำ แอลกอฮอล์ และคลอโรฟอร์ม พบว่าสารสกัดด้วยน้ำมีฤทธิ์น้อยมาก ส่วนสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์รวมทั้งคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อราเจริญพอสมควร  สารสกัดทองคำพันชั่งน้ำหนักด้วยเมทานอล ไดคลอโรมีเทนแล้วก็เฮก เซน มีผลยั้งเชื้อรา Epidermophyton floccousm, Microsporum gypseum, Trichophyton mentagrophytes และ T. rubrum ที่ก่อให้เกิดโรคผิวหนัง เมื่อทดลองบนจานเลี้ยงเชื้อ   สาร rhinacanthin C, D แล้วก็ N ซึ่งแยกจากใบเมื่อเอามาทดลองฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา บนจานเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสารดังที่กล่าวมาข้างต้นทั้งยัง 3 ชนิด สามารถต้านเชื้อราที่ส่งผลให้เกิดโรคทางผิวหนัง อย่างเช่น  Trichophyton rubrum, T. mentagrophytes และ Microsporum gypseum  ได้ โดยที่สาร rhinacanthin C มีฤทธิ์แรงที่สุด  สารสกัด RN-A และก็ RN-B ซึ่งเป็นกรุ๊ป sesquiterpenoid จากใบทองพันชั่ง มีลักษณะองค์ประกอบคล้ายกับสาร pyrano-1,2-naphthoquinones  สามารถฆ่าสปอร์ของเชื้อรา  Pyricularia oryzae ซึ่งเป็นราที่เป็นต้นเหตุของโรคในข้าวเจ้าได้  สาร 3,4-dihydro-3,3-dimethyl-2H-naphtho(2,3-o)pyran-5,10-dione จากทองคำพันชั่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อรา              สาร rhinacanthin C, D และ N จากใบทองพันชั่ง สามารถยับยั้งยีสต์ Candida albicans ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อราในช่องปากและช่องคลอด
ฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส  สารสกัดใบทองพันชั่งด้วยน้ำแล้วก็เอทานอล เมื่อเอามาทดสอบฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัส Herpes simplex type1 (HSV-1) ซึ่งเป็นต้นเหตุของเริม  สาร rhinacanthin C รวมทั้ง D จากต้นทองพันชั่ง เมื่อเอามาทดสอบฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส ในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อ cytomegalovirus ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญอย่างหนี่งของการต่อว่าดเชื้อไวรัสในคนเจ็บภูมิต้านทานผิดพลาด  สาร rhinacanthin E รวมทั้ง F จากส่วนเหนือดินของต้นทองพันชั่งน้ำหนัก เมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ต่อต้านไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้
การเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ    สารสกัดต้นทองพันชั่งด้วยแอลกอฮอล์ปริมาณร้อยละ 50  เมื่อป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 10 กรัม/โล ไม่พบอาการเป็นพิษในหนูเม้าส์ ซึ่งขนาดที่ใช้ทดลองนี้เป็น 3,333 เท่าของขนาดที่ใช้ในหนังสือเรียนยา
คำแนะนำ/ข้อควรตรึกตรอง   การเก็บมาใช้ ควรที่จะเก็บใบและก็รากจากต้นที่มีความสมบูรณ์แข็งแรงได้รับปุ๋ย, แสงอาทิตย์ รวมทั้งน้ำพอเพียง พูดอีกนัยหนึ่งใบไม่มีจุดเหลือง มีสีเขียวสดเป็นเงา รวมทั้งควรเลือกเก็บจากต้นที่มีอายุเกิน 1 ปี หรือออกดอกแล้ว และก็สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคหืด โรคโลหิตจาง โรคมะเร็งในเลือด โรคความดันโลหิตต่ำ ไม่สมควรกินสมุนไพรทองพันชั่งน้ำหนัก
เอกสารอ้างอิง

  • นันทวัน บุณยะประภัศร, บรรณาธิการ. 2530. ก้าวไปกับสุมนไพร เล่ม 3 พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพมหานคร:ธรรกมลการพิมพ์.
  • ทองพันชั่ง.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ทองพันชั่ง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Wu, T.S., Tien, J.J., Yeh, M.Y., and Lee, K.H. 1988. Isolation and cytotoxicity of rhinacanthin-A and - B, Two napthoquinones from Rhinacanthus nasutus. Phytochemistry 27 (12) : 3787-3788.
  • มาโนช วามานนท์ และเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, บรรณาธิการ. 2530. ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. http://www.disthai.com/
  • ทองพันชั่ง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่6.คอลัมน์สมุนไพรน่ารู้.ตุลาคม 2522
  • ภโวทัย พาสนาดสภณ.สารออกฤทธิ์ในสมุนไพร (Active Ingradients in Herbs). คอลัมน์ บทความวิชาการ.วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี.ปีที่ 27 .ฉบับที่1.กันยายน 2558 – กุมภาพันธ์ .2559. หน้า 120-131
  • ทองพันชั่ง.กลุ่มสมุนไพรแก้มะเร็ง.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  • โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง. 2531. ทองพันชั่ง : แก้กลาก เกลื้อน สังคัง. ข่าวสารสมุนไพร 32 : 32-35.
  • Wongwanakul, R., Vardhanabhuti, N.,Siripong, P., &Jianmongkol, S. (2013). Effects of rhinacanthin-C on function andexpression ofdrugeffluxtransporters in Caco-2cells. Fitoterapia,89, 80-85.


7

โรคออทิสติก (Autistic spectrum disorder)
โรคออทิสติกเป็นยังไง “ออทิสติก” (Autism Spectrum Disorder) เป็นโรคที่มีชื่อเรียกหลากหลาย รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงการเรียกชื่อเป็นระยะ ได้แก่ ออทิสติก (Autistic Disorder), ออทิสซึม (Autism), ออทิสติก สเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder), พีดีดี (Pervasive Developmental Disorders; PDDs), พีดีดี เอ็นโอเอส (PDD, Not Otherwise Specified) และก็แอสเพอร์เกอร์ (Asperger’s Disorder)  จนกระทั่งในตอนนี้ก็เลยมีการตกลงใช้คำว่า “Autism Spectrum Disorder” ตามเกณฑ์คู่มือการวินิจฉัยโรคทางใจเวชฉบับปัจจุบัน DSM-5 ของชมรมจิตแพทย์อเมริกัน ซึ่งใช้อย่างเป็นทางการในระดับสากลตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 สำหรับในภาษาไทย ใช้ชื่อว่า “ออทิสติก” โรคออทิสติก(Autistic Disorder) หรือ ออทิสซึม(Autism) เป็นความไม่ปกติของพัฒนาการเด็กรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะบุคคล  เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของสมอง ทำให้มีความผิดพลาดของวิวัฒนาการหลายด้านหมายถึงกลุ่มอาการความไม่ปกติ 3 ด้านหลักคือ

  • ภาษาแล้วก็การสื่อความหมาย
  • การสร้างความเกี่ยวข้องระหว่างบุคคล
  • ความประพฤติและก็ความสนใจแบบเฉพาะเจาะจงซ้ำเดิมซึ่งมักจะเกี่ยวกับงานประจำวันและก็การเคลื่อนไหว ซึ่งอาการพวกนี้กำเนิดในตอนต้นของชีวิต มักเริ่มมีลักษณะก่อนอายุ 3 ปี


คำว่า “Autism” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก ว่า “Auto” ซึ่งหมายความว่า Self หมายถึง แยกตัวอยู่ตามลำพังคนเดียวในโลกของตนเอง เปรียบได้ดั่งมีกำแพงใส หรือกระจกส่อง กันบุคคลพวกนี้ออกมาจากสังคมรอบตัว
ประวัติความเป็นมา ปี พุทธศักราช2486 มีการรายงานคนป่วยเป็นครั้งแรก โดยแพทย์ลีโอ แคนเนอร์ (Leo Kanner) จิตแพทย์ สถาบันจอห์น ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา รายงานคนเจ็บเด็กจำนวน 11 คน ที่มีลักษณะอาการแปลกๆดังเช่น พูดเลียนเสียง กล่าวช้า สื่อสารไม่เข้าใจ ทำอีกครั้งๆเกลียดความเคลื่อนไหว ไม่สนใจบุคคลอื่น เล่นไม่เป็น และก็ได้ติดตามเด็กอยู่นาน 5 ปี พบว่าเด็กกลุ่มนี้ไม่เหมือนกับเด็กที่บกพร่องทางปัญญา ก็เลยเรียกชื่อเด็กที่มีลักษณะเช่นนี้ว่า “Early Infantile Autism”
ปี พุทธศักราช2487 แพทย์ฮานส์ แอสเพอร์เกอร์ (Hans Asperger) กุมารแพทย์ ชาวออสเตรีย บรรยายถึงเด็กที่มีลักษณะเข้าสังคมลำบาก หมกมุ่นอยู่กับกระบวนการทำอะไรซ้ำๆประหลาดๆแต่กลับพูดเก่งมากมาย และดูเหมือนจะฉลาดหลักแหลมด้วย เรียกชื่อเด็กที่มีลักษณะอาการแบบนี้ว่า “Autistic Psychopathy” ปี พ.ศ.2524 Lorna Wing นำมาอ้างอิงถึง ออทิสติกในความหมายของแอสเพอร์เกอร์ ละม้ายกับของแคนเนอร์มากมาย นักวิจัยรุ่นหลังจึงสรุปว่า แพทย์ 2 คนนี้พูดถึงเรื่องเดียวกัน แต่ในรายละเอียดที่แตกต่าง ซึ่งในปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันหมายถึง“Autism Spectrum Disorder”
                จากการเล่าเรียนช่วงแรกพบอัตราความชุกของโรคออทิสติกราว 4-5 รายต่อ 10000 ราย แต่ว่ากล่าวในพักหลังเจออัตราความชุกเยอะขึ้นเรื่อยๆในประเทศต่างๆทั่วทั้งโลก เป็น 20-60 รายต่อ 10000 ราย ความชุกที่มากขึ้นเรื่อยๆนี้ ส่วนหนึ่งส่วนใดมาจากความรู้ความเข้าใจเรื่องออทิสติกที่มากขึ้น การใช้งานเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์ที่ต่างกัน รวมถึงปริมาณคนเจ็บที่อาจมีเยอะขึ้น โรคออทิสติกเจอในเพศชายมากยิ่งกว่าผู้หญิงอัตราส่วนโดยประมาณ 2-4:1 อัตราส่วนนี้สูงมากขึ้นในกลุ่มเด็กที่มีอาการน้อยและก็ในทางกลับกันอัตราส่วนเพศชายต่อผู้หญิงลดน้อยลงในกลุ่มที่มีสภาวะปัญญาอ่อนรุนแรงร่วมด้วย
สาเหตุของโรคออทิสติก  มีความอุตสาหะในการศึกษาเรียนรู้ถึงสาเหตุของออทิสติก แม้กระนั้นก็ยังไม่ทราบสาเหตุของความไม่ปกติที่ชัดเจนได้ ในตอนนี้มีหลักฐานช่วยเหลือแจ่มกระจ่างว่ามีสาเหตุจากหลักการทำงานของสมองที่เปลี่ยนไปจากปกติ มากกว่าได้ผลจากสภาพแวดล้อม
            ในสมัยก่อนเคยมั่นใจว่าออทิสติก มีต้นเหตุที่เกิดจากการอุปถัมภ์ในลักษณะที่เย็นชา (Refrigerator Mother) (พ่อแม่ที่บรรลุผลสำเร็จในเรื่องงาน จนกระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับลูกมีความห่างเย็นชา ซึ่งมีการเปรียบเทียบว่า เป็นพ่อแม่ตู้แช่เย็น) แต่ว่าจากหลักฐานข้อมูลในขณะนี้ยืนยันได้ชัดเจนว่า แบบอย่างการอุปการะไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เป็นออทิสติก แต่ว่าถ้าหากชุบเลี้ยงอย่างเหมาะควรก็จะสามารถช่วยทำให้เด็กปรับปรุงได้มาก
           แต่ว่าในขณะนี้นักวิจัย/นักวิทยาศาสตร์ พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับต้นเหตุด้านพันธุกรรมสูงมากมาย มีความเชื่อมโยงกับโครโมโซมหลายตำแหน่ง ดังเช่นว่า ตำแหน่งที่ 15q 11-13, 7q และก็ 16p เป็นต้น รวมทั้งจากการศึกษาเล่าเรียนในแฝด พบว่าคู่แฝดเสมือน ซึ่งมีรหัสพันธุกรรมเหมือนกัน มีโอกาสเป็นออทิสติกทั้งสองสูงขึ้นยิ่งกว่าฝาแฝดไม่เสมือนอย่างแจ่มแจ้ง
                และการเรียนรู้ทางด้านกายวิภาคและก็สารสื่อประสาทในสมองของคนป่วยออทิสติก จากอีกทั้งทางรูปรังสี สัญญาณคลื่นสมอง สารเคมีในสมองรวมทั้งชิ้นเนื้อ เจอความผิดปกติหลายอย่างในคนป่วยออทิสติกแต่ว่ายังไม่พบแบบที่เจาะจง ในทางกายวิภาคพบว่าสมองของผู้เจ็บป่วยออทิสติกมีขนาดใหญ่กว่าของคนทั่วไป แล้วก็บางส่วนของสมองมีขนาดแตกต่างจากปกติ ตำแหน่งที่มีรายงานพบความผิดปกติของเนื้อสมอง ได้แก่ brain stem, cerebellum, limbic system และ บางตำแหน่งของ cerebral cortex
                ยิ่งกว่านั้นการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ในผู้เจ็บป่วยออทิสติก เจอความไม่ปกติปริมาณร้อยละ 10-83 เป็นความเปลี่ยนไปจากปกติของคลื่นไฟฟ้าสมองแบบไม่เฉพาะ  (non-specific abnormalities) อุบัติการณ์ของโรคลมชักในเด็กออทิสติกสูงขึ้นยิ่งกว่าของคนทั่วๆไปเป็น พบร้อยละ 5-38 นอกเหนือจากนี้ยังมีการเรียนเกี่ยวกับสารสื่อประสาทหลายชนิดโดยยิ่งไปกว่านั้น  serotonin ที่ค้นพบว่าสูงขึ้นในคนไข้บางราย แต่ก็ยังมิได้ผลสรุปที่กระจ่างแจ้งถึงความเกี่ยวพันของความไม่ดีเหมือนปกติกลุ่มนี้กับการเกิดออทิสติก
                ในทุกวันนี้สรุปได้ว่า ปัจจัยส่วนใหญ่ของออทิสติกเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากพันธุกรรมแบบหลายเหตุ (multifactorial inheritance) ซึ่งมียีนที่เกี่ยวโยงหลายตำแหน่งแล้วก็มีภูเขาไม่ไวรับ (susceptibility) ต่อการเกิดโรคที่มีสาเหตุมาจากการสัมผัสสิ่งแวดล้อมต่างๆ
ลักษณะของโรคออทิสติก การที่จะรู้ว่าเด็กคนไหนกันเป็นไหมเป็นออทิสติกนั้น  เริ่มแรกจะสังเกตได้จากความประพฤติปฏิบัติในวัยเด็ก    ซึ่งมองเห็นได้ตั้งแต่ขวบปีแรก       บิดามารดาบางทีอาจจะมองเห็นตั้งแต่ความเกี่ยวข้องทางด้านสังคมกับคนอื่น  ด้านการสื่อความหมาย    มีพฤติกรรมที่ทำอะไรซ้ำๆ    ความประพฤติปฏิบัติจะเริ่มแสดงเด่นชัดมากขึ้นเมื่อเด็กอายุโดยประมาณ 2 ขวบครึ่ง หรือ 30  เดือน  โดยมีลักษณะปรากฏกระจ่างแจ้งในเรื่องความล่าช้าด้านการพูดและการใช้ภาษา      ด้านปฏิสัมพันธ์กับสังคมสังเกตได้จากการที่เด็กจะไม่สบตา  ไม่แสดงออกทางสีหน้าท่าทางรวมทั้งอิริยาบถเหมือนไม่สนใจ  จะผูกสัมพันธ์หรือเล่นกับคนไหน  และไม่สามารถแสดงออกทางอารมณ์ให้สมควรได้เมื่ออยู่ในสังคม   สามารถแยกเป็นด้าน ดังเช่น

  • ความผิดพลาดสำหรับเพื่อการมีความเกี่ยวข้องทางด้านสังคม (impairment in social interaction) ความผิดพลาดสำหรับในการมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอาการสำคัญของออทิสติก ซึ่งมีระดับความรุนแรงที่ต่างๆนาๆ แม้ว่าเด็กออทิสติกสามารถสร้างความสัมพันธ์โดยอุตสาหะที่จะอยู่ใกล้ผู้อุปการะ แต่สิ่งที่ต่างจากเด็กทั่วๆไปเป็น การขาดความรู้สึกรวมทั้งความพอใจร่วมกับคนอื่น  (attention-sharing behaviours) ไม่สามารถที่จะเข้าใจหรือรับรู้ว่าผื่อนกำลังคิดหรือรู้สึกอย่างไร เป็นต้น


หากแม้เด็กออทิสติกที่หรูหราสติปัญญาปกติ ก็ยังมีความบกพร่องในด้านการเข้าสังคม อย่างเช่น ไม่รู้กรรมวิธีการเริ่มหรือจบทบสนทนา บิดามารดาบางคนบางทีอาจมองเห็นความไม่ดีเหมือนปกติในด้านสังคมตั้งแต่ในขวบปีแรก และก็เมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียน อาการจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น เนื่องด้วยสถานการณ์ทางสังคมที่สลับซับซ้อนมากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง เด็กจะไม่สามารถเข้าใจหรือรับทราบว่าคนอื่นกำลังคิดหรือรู้สึกอย่างไรเข้ากับเพื่อนได้ยาก มักถูกเด็กอื่นคิดว่าแปลกหรือเป็นตัวตลกขบขัน

  • ความบกพร่องสำหรับในการสื่อสาร (impairment in communication) เด็กออทิสติกจำนวนมากมีปัญหากล่าวช้า ซึ่งเป็นอาการนำสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองพาเด็กมาเจอหมอ การใช้ภาษาของเด็กออทิสติกมักเป็นในรูปแบบของการท่องจำซ้ำๆและไม่สื่อความหมาย อาจมีการพูดซ้ำคำท้ายประโยค ใช้คำสรรพนามผิดจำต้องพูดจาวกไปวนมาอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือใช้น้ำเสียงทำนองเพลงการพูดที่ไม่ปกติ


เด็กออทิสติดบางบุคคลเริ่มกล่าวคำแรกเมื่ออายุ 2-3 ปี การใช้ภาษาในทีแรกๆจะเป็นการพูดทวนสิ่งที่ได้ยิน ส่วนในเด็กที่หรูหราปัญญาปกติหรือใกล้เคียงปกติจะมีวิวัฒนาการทางภาษาที่ออกจะดี แล้วก็สามารถใช้ประโยคสำหรับการสื่อสารได้เมื่ออายุราว 5 ปี เมื่อถึงวัยศึกษาความผิดพลาดด้านภาษายังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดคุยกันตอบโต้ อาจพูดจาวกไปวนมา กล่าวเฉพาะในเรื่องที่ตนพึงพอใจ และก็มีปัญหาที่ภาษาที่เป็นนามธรรม หรือพูดไม่ถูกกาลเทศะ

  • การกระทำและความสนใจแบบเจาะจงซ้ำเดิมเพียงไม่กี่ชนิด (restricted, repetitive and stereotypic behaviors and interests) ความประพฤติปฏิบัติบ่อยๆเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ชัด ก็เลยช่วยสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรคก้าวหน้า พฤติกรรมต่างๆเหมือนอย่างที่ได้กล่าวมาเหล่านี้อาจเป็นความประพฤติปฏิบัติทางร่างกายและก็การเคลื่อนไหวที่จำกัดอยู่กับความพอใจในกิจกรรมหรือสิ่งของไม่กี่ชนิด เช่น การสะบัดมือ หมุนข้อเท้า โยกศีรษะ หมุนวัตถุ เปิดปิดไฟ กดชักโครก และก็เมื่อมีความตื่นเต้นหรือมีสภาวะกดดัน การเคลื่อนไหวซ้ำๆพบได้มากได้มากขึ้น เด็กออทิสติกบางบุคคลพึงพอใจในเนื้อหาเล็กๆน้อยๆที่คนอื่นละเลย


เด็กออทิสติกแบบ  high functioning ที่เป็นเด็กโตมีความสนใจบางเรื่องอย่างจำกัดกี่ โดยสิ่งที่พอใจนั้นอาจเกิดเรื่องที่เด็กปกติพอใจ แต่เด็กกลุ่มนี้มีความหมกมุ่นกับหัวข้อนั้นอย่างมาก ดังเช่นว่า จดจำรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งนั้นได้ และพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อนั้นอยู่เป็นประจำ ในเด็กกลุ่มนี้เมื่อโตขึ้นสิ่งที่สนใจอาจเป็นความรู้ทางด้านวิชาการบางสาขา ดังเช่น คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ แล้วก็วิทยาศาสตร์สาขาต่างๆซึ่งความรู้กลุ่มนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเมื่อยู่ในสถานศึกษา ก็เลยช่วยทำให้เด็กออทิสติกร่วมสังคมในสถานที่เรียนก้าวหน้าขึ้น
นอกเหนือจากนั้นเด็กออทิสติกบางครั้งอาจจะซุกซนมากและมีสมาธิสั้นต่อสิ่งที่ไม่ได้พึงพอใจเป็นพิเศษ จนกระทั่งครั้งคราวได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นเด็กดื้อสมาธิสั้น (Attention deficit and hyperactivity disorder หรือ ADHD) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลักษณะของออทิสติกไม่แน่ชัด ในเด็กที่มีพัฒนาการช้าอย่างมากอาจพบการกระทำทำร้ายตัวเอง ได้แก่ โขกศีรษะหรือกัดตนเอง ฯลฯ
ในด้านสติปัญญา เด็กออทิสติกบางคนมีความเข้าใจพิเศษในด้านความจำหรือคำนวณโดยยิ่งไปกว่านั้นกรุ๊ป high functioning บางทีอาจสามารถจำตัวหนังสือแล้วก็นับเลขได้ตั้งแต่อายุ 2-3 ปี เด็กบางกรุ๊ปสามารถอ่อนหนังสือได้ก่อนอายุ 5 ปี (hyperlexia)
ขั้นตอนการรักษาโรคออทิสติก สำหรับการตรวจวินิจฉัยว่าเด็กเป็นออทิสติกไหม  ไม่มีเครื่องตวงที่เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์   แม้กระนั้นอาจมีการตรวจประกอบการวิเคราะห์จากพฤติกรรม
                โดยมาตรฐานการวิเคราะห์โรคออทิสติกตามระบบ Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (DSM) เริ่มมีตั้งแต่ว่า DSM-III (พุทธศักราช 2523) รวมทั้งได้ถูกปรับกลายเป็น DSM-IIIR (พุทธศักราช 2530) ในขณะนี้ใช้กฏเกณฑ์การวิเคราะห์ตาม DSM-IV (พุทธศักราช 2537) โดยคำว่า pervasive developmental disorder (PDD) คือความเปลี่ยนไปจากปกติในด้านวิวัฒนาการหลายด้าน ซึ่งแบ่งการวิเคราะห์ PDD เป็น 5 ชนิด ดังเช่น autistic disorder, Rett’s disorder, childhood disintegrative disorder, Asperger’s disorder รวมทั้งpervasive developmental disorder not otherwise specified (PDD-NOS ในขณะนี้ได้รวมออทิสติกเป็นกรุ๊ปโรคที่มีความมากมายหลากหลายของลักษณะทางคลินิก (autistic spectrum disorder ASD) รวมทั้งมีคำที่เรียกกรุ๊ปออทิสติกที่มีความบกพร่องน้อยกว่า  high-functioning autism

     โดยแพทย์จะมองอาการเบื้องต้นว่ามีปัญหาด้านความก้าวหน้าหรือไม่ ซึ่งอาการของเด็กที่มีความเจริญช้าจะมีลักษณะดังต่อไปนี้
โรคออทิสติก (Autistic disorder/Autism)  สามารถวินิจฉัยได้โดยการสังเกตความประพฤติปฏิบัติ ซึ่ง มีลักษณะครบ 6 ข้อ โดยมีลักษณะจากข้อ (1) ขั้นต่ำ 2 ข้อ และก็มีอาการ จากข้อ (2) รวมทั้งข้อ (3) อย่างต่ำข้อละ 2 อาการ ดังต่อไปนี้


  • ความผิดปกติของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างน้อย 2 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารทางสังคมกับบุคคลอื่น เช่น การสบตา การแสดงอารมณ์ความรู้สึกทางสีหน้า และภาษาท่าทางอื่นๆ เพื่อการสื่อสาร
  • ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลให้เหมาะสมตามวัย
  • ขาดความสามารถในการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจ และความสนุก สนานร่วมกับผู้อื่น
  • ขาดทักษะการสื่อสารทางสังคมและทางอารมณ์กับบุคคลอื่น
  • ความผิดปกติด้านการสื่อสารอย่างน้อย 1 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • มีความล่าช้าหรือไม่มีการพัฒนาในด้านภาษาพูด
  • ในรายที่สามารถพูดได้แล้วแต่ไม่สามารถที่จะเริ่มต้นบทสนทนาหรือโต้ตอบบทสนทนากับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม
  • พูดซ้ำๆ หรือมีรูปแบบจำกัดในการใช้ภาษา เพื่อสื่อสารหรือส่งเสียงไม่เป็นภาษา (ภาษาต่างดาว) อย่างไม่เหมาะสม
  • ไม่สามารถเล่นสมมุติหรือเล่นลอกตามจินตนาการได้เหมาะสมกับระดับพัฒนา การ
  • มีพฤติกรรม ความสนใจ และกิจกรรมที่ซ้ำๆ และจำกัด อย่างน้อย 1 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • มีความสนใจที่ซ้ำๆ อย่างผิดปกติ
  • มีกิจวัตรประจำวันหรือกฎเกณฑ์ที่ต้องทำโดยไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ถึงแม้นว่ากิจวัตรหรือกฎเกณฑ์นั้นจะไม่มีประโยชน์
  • มีการเคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ เช่น สะบัดมือ เล่นมือ หมุนตัว
  • สนใจเพียงบางส่วนของวัตถุ
  • พบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ด้านดังต่อไปนี้ (โดยอาการเกิดก่อนอายุ 3 ขวบ)
  • ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
  • การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย
  • การเล่นสมมติหรือการเล่นตามจินตนาการ
  • ความผิดปกติที่พบไม่เข้าเกณฑ์วินิจฉัยของความผิดปกติจากโรคอื่นๆ เช่น กลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome)
การรักษา แม้ว่าในปัจจุบันนี้ยังไม่มียาหรือวิธีการรักษาออทิสติกให้หายขาดได้ แต่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าการได้รับการรักษาก่อนอายุ 3 ปี  (early intervention) โดยการกระตุ้นพัฒนาการปรับพฤติกรรมฝึกพูดและให้การศึกษาที่เหมาะสม ช่วยให้เด็กมีอาการดีขึ้น แต่ไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุดหรือเหมาะสมสำหรับเด็กทุกคนดังนั้นจึงต้องเลือดและปรับการรักษาให้เหมาะสมในแต่ละราย  และการรักษาออทิสติกให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานเท่าไหร่ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด เพราะการรักษาให้ประสบผลสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันไปของผู้ป่วย เช่น ความรุนแรงของโรค ความผิดปกติซ้ำซ้อนที่เกิดกับเด็ก อาการเจ็บป่วยทางกายของเด็ก อายุที่เด็กเริ่มเข้ารับการรักษา รูปแบบการเลี้ยงดู  หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เป็นต้น นอกจากนี้ แพทย์ต้องเฝ้าระวังอาการของเด็กร่วมด้วย เนื่องจากเด็กอาจมีความผิดปกติด้านพฤติกรรมเพิ่มขึ้นมาระหว่างรับการรักษา แพทย์จึงต้องปรับวิธีการรักษาให้เหมาะสมตลอดช่วงอายุของเด็กอยู่เสมอ
อีกทั้งการดูแลรักษาออทิสติก จำเป็นต้องอาศัยทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากสหวิชาชีพ (Multidisciplinary Team Approach) ซึ่งประกอบด้วย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น (Child and Adolescent Psychiatrist) นักจิตวิทยา (Psychologist) พยาบาลจิตเวชเด็ก (Child Psychiatric Nurse) นักเวชศาสตร์การสื่อความหมาย (Speech Therapist) นักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapist) ครูการศึกษาพิเศษ (Special Educator) นักสังคมสงเคราะห์ (Social Worker) ฯลฯ
แต่หัวใจสำคัญของการดูแลรักษาไม่ได้อยู่ที่ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่อยู่ที่ครอบครัวด้วยว่าจะสามารถนำวิธีการบำบัดรักษาต่างๆ ที่ได้รับ มาประยุกต์ใช้ที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องหรือไม่
โดยวิธีการรักษาที่เหมาะสมคือ บูรณาการ การรักษาด้านต่างๆเข้าด้วยกันตามความจำเป็นของเด็กแต่ละคน วิธีการรักษา ได้แก่

  • การปรับพฤติกรรมและฝึกทักษะทางสังคม เพื่อเพิ่มพฤติกรรมที่เหมาะสมและลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การลดพฤติกรรมซ้ำๆ การลดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ซึ่งแนวคิดพื้น ฐานของพฤติกรรมบำบัดคือ ถ้าผลที่ตามมาหลังเกิดพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ชอบก็จะทำให้พฤติกรรมเพิ่มขึ้น แต่ถ้าผลที่เกิดขึ้นหลังพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ไม่ชอบก็จะทำให้พฤติกรรมลดลง โดยมีเทคนิคการปรับพฤติกรรมที่หลากหลาย เช่น การให้รางวัลหรือคำชมเมื่อมีพฤติกรรมที่เหมาะสม การเพิกเฉยเมื่อเด็กงอแง หรือการเบี่ยงเบนความสนใจเด็กไปยังสิ่งอื่นที่เด็กชอบในขณะที่เด็กงอ แง เป็นต้น
  • การฝึกพูด เป็นการรักษาที่สำคัญโดยเฉพาะในรายที่มีพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อความหมายล่าช้า การฝึกการสื่อสารได้เร็วเท่าไหร่จะทำให้เด็กเรียนรู้จากการใช้ภาษาได้เร็วเท่า นั้น และช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวที่เกิดจากการไม่สามารถสื่อสารความต้องการได้
  • การส่งเสริมพัฒนาการ ส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นที่ล่าช้าควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร สังคม และการปรับพฤติกรรม
  • การศึกษาพิเศษ มีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาทักษะสังคม การสื่อสาร และพัฒนาการด้านอื่นๆ ควรจัดบริการการศึกษาที่มีระบบชัดเจน ไม่มีสิ่งเร้าที่มากเกินไป และมีครูการศึกษาพิเศษดูแลโดยควรวางแผนการศึกษาร่วมกันระหว่างผู้ปกครองและโรงเรียน ควรจัดกิจกรรมและการเรียนการสอนช่วงหยุดเรียนภาคฤดูร้อนเพื่อให้เด็กมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเด็กสามารถพัฒนาความสามารถด้านการช่วยเหลือตัวเอง ภาษา สังคม และจัดการกับปัญหาพฤติกรรมที่รบกวนได้แล้ว สามารถเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติได้เพื่อพัฒนาความ สามารถทางสังคมต่อไป โดยมีการจัดแผนการสอนเฉพาะบุคคล (Individual Educational Plan; IEP) และนำกระบวนการส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมไปประยุกต์ใช้ร่วมกับการศึกษาด้วย

    หากมีข้อจำกัดด้านพัฒนาการ หรือปัญหาพฤติกรรม ก็จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนพิ เศษเฉพาะเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ชั้นเรียนปกติต่อไป
    นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยยา เป็นการรักษาเพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและช่วยให้ฝึกเด็กได้ง่ายขึ้นแต่ควรคำนึงเสมอว่า การรักษาด้วยยานี้ ไม่ได้เป็นการรักษาอาการหลักของโรค
    บรรดายาชนิดต่างๆ ที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการบางอย่างของโรคออทิสติกนั้น ส่วนใหญ่เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบสมอง เช่น ยากระตุ้นประสาทส่วนกลาง ยาต้านอาการซึมเศร้า ยาต้านลมชัก เป็นต้น ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นการสั่งจ่ายให้กับผู้ป่วยโดยที่ยังไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ให้รักษาโรคนี้ได้
    ปัจจุบันมียาเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา แห่งสหรัฐอเมริกาให้ใช้ในผู้ป่วยออทิสติกได้คือ ยา risperidone (มีชื่อทางการค้าว่า Risperdal®) ซึ่งได้รับอนุมัติให้ใช้บรรเทาอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียว ก้าวร้าว หรือการทำร้ายตนเอง ของผู้ป่วยโรคออทิสติกที่มีอายุระหว่าง 5-16 ปี
    ยาชนิดนี้เป็นยารักษาโรคจิตเภทมา 10 กว่าปีแล้ว และพบผลข้างเคียงได้บ้าง ตัวอย่างผลข้างเคียงที่พบได้แก่ ง่วงนอน ท้องผูก อ่อนเพลีย เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เจริญอาหารและน้ำหนักเพิ่ม น้ำลายไหล ปากแห้ง มือสั่น ซึม เป็นต้น
    นอกจากนี้ บางคนอาจพบมีน้ำนมไหลออกมาจากเต้านม ขี้โมโหมากขึ้น หัวใจเต้นผิดปกติ และกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติได้ โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักเพิ่มนี้พบได้บ่อย ทำให้เด็กเจริญอาหาร กินเก่ง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เด็กส่วนใหญ่เมื่อได้ใช้ยานี้แล้วมักจะช่วยให้นอนง่าย นอนเร็วขึ้น หลับตลอดทั้งคืน สมาธิและอารมณ์ดีขึ้น
    ขนาดยาที่ใช้ เด็กที่มีน้ำหนักตัว 15-19 กิโลกรัม ควรเริ่มต้นด้วยขนาดยาวันละ 0.25 มิลลิกรัม และถ้าน้ำหนักตัวตั้งแต่ 20 กิโลกรัมขึ้นไป ควรใช้ยาวันละ 0.50 มิลลิกรัม โดยให้ใช้วันละ 1 ครั้ง ตอนเย็นหรือก่อนนอน และอาจเพิ่มขนาดยานี้ได้ทุกๆ 2 สัปดาห์ครั้งละ 0.25-0.50 มิลลิกรัม จนกว่าจะได้ผลดีที่สุด ซึ่งขนาดยาที่ได้ผลดี จะอยู่ระหว่าง 0.5-3.0 มิลลิกรัม/วัน
    ประเทศไทยมีทั้งชนิดเม็ด ขนาดเม็ดละ 1 และ 2 มิลลิกรัม/เม็ด และมีชนิดน้ำ ขนาด 30 มิลลิลิตร (โดยมีความเข้มข้นของ 1 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร)
    ภาวะแทรกซ้อนของโรคออทิสติก

  • ปัญญาอ่อน เด็กกรุ๊ปโรคออทิสติก 70% มีภาวการณ์ปัญญาอ่อนร่วมด้วยยกเว้น โรค Asperger’s disorder จะหรูหราเชาวน์ปัญญาธรรมดา
  • ชัก เด็กกรุ๊ปโรคออทิสติก มีโอกาสชักสูงกว่าประชาชนทั่วไป และก็พบว่าการชักสโมสรกับ IQ ต่ำ โดย 25% ของเด็กกลุ่มที่มี IQ ต่ำจะเจออาการชัก แต่พบอาการชักในกรุ๊ปมี IQ ปกติเพียงแต่ 5% จำนวนมากอาการชักมักเริ่มในวัยรุ่น โดยช่วงอายุที่มีโอกาสชักมากที่สุดคือ 10 -14 ปี
  • ความประพฤตินิสัยเสียแล้วก็ความประพฤติรังควานตัวเอง พบบ่อย เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการไม่สามารถติดต่อสื่อสารความอยากได้ได้ และก็กิจวัตรประจำวันที่ปฏิบัติเสมอๆไม่อาจจะทำได้ตามเดิม พบปัญหานี้บ่อยครั้งขึ้นในช่วงวัยรุ่น ส่วนการกระทำรังควานตนเองมักพบในโรคกรุ๊ปที่มี IQ ต่ำ
  • ความประพฤติดื้อ/อยู่ไม่นิ่ง/หุนหันพลันแล่น/ขาดสมาธิ พบมาก มีผลกระทบต่อปัญ หาการเรียน และการทำกิจกรรมอื่นๆ
  • ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการนอน เจอปัญหาการนอนได้บ่อยครั้งในเด็กกรุ๊ปโรคออทิสติกโดยเฉพาะปัญหานอนยาก นอนน้อย แล้วก็นอนไม่ตรงเวลา
  • ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการกิน กินยาก/เลือกกิน หรือกินอาหารเพียงแต่บางจำพวก หรือรับประทานสิ่งที่ไม่ใช่ของกิน
  • เนื้องอก ทูเบอรัส สเคลอโรสิส (Tuberous Sclerosis) โรคที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดปกติทางพันธุกรรม นับว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้น้อย โดยทูเบอรัส สเคลอโรซิสกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดก้อนเนื้อนุ่มๆผลิออกขึ้นมาที่อวัยวะรวมทั้งสมองของเด็ก แม้ว่าจะไม่มีต้นสายปลายเหตุกระจ่างว่าเนื้องอกเกี่ยวพันกับอาการออทิสติกเช่นไร แต่ว่าจากศูนย์ควบคุมและก็ปกป้องโรค (Centers for Disease Control and Prevention) กล่าวว่าเด็กออทิสติกมีอัตราการเป็นทูเบอรัส สเคลอโรสิสสูง


การติดต่อของโรคออทิสติก โรคออทิสติกเป็นโรคที่ยังไม่รู้จักสาเหตุการเกิดโรคที่แจ่มกระจ่างแน่ๆแม้กระนั้นส่งผลการศึกษาค้นคว้าวิจัยจำนวนมากกล่าวว่า เกี่ยวโยงกับสาเหตุด้านกรรมพันธุ์ และก็ความผิดเปกติของสมอง ซึ่งโรคออทิสติกนี้ ไม่ได้ถูกกล่าวว่าเป็นโรคติดต่อ เนื่องจากว่าไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
แนวทางการดูแลช่วยเหลือคนไข้ออทิสติก เพราะโรคออทิสติก[/

8

หญ้าหวาน
ชื่อสมุนไพร หญ้าหวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์   Stevia rebaudiana Bertoni
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Eupatorium rebaudianum Bertoni, Stevia rebaudiana (Bertoni) Hemsl.)
ชื่อสามัญ  Stevia
สกุล    Asteraceae
ถิ่นกำเนิด  หญ้าหวาน เป็นพืชที่มนุษย์รู้จักมาเป็นเวลายาวนานกว่า 1,500 ปี ชนพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้เป็นผู้ค้นพบและก็นำมาใช้เป็นครั้งแรก มนุษย์ได้นำสารสกัดของหญ้าหวานมาเป็นส่วนประกอบในชาที่ชงดื่มรวมถึงยาสมุนไพรโบราณ โดยเฉพาะในประเทศขว้างรากวัย รวมทั้งบราซิล ซึ่งชื่อเดิมของต้นหญ้าหวานที่ชนท้องที่ขว้างรากวัยเรียกหมายถึงkar-he-e หรือภาษาสเปน เรียกว่า yerba ducle มีความหมายว่า สมุนไพรหวาน เป็นสมุนไพรที่คนท้องถิ้นของปารากวัย และก็บราซิล ใช้ผสมในของกิน หรือเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความหวาน และใช้ชงเป็นชาดื่ม ที่เรียกว่า “ มะเตะ” มานานมากกว่า 400 ปีแล้วส่วนในแถบทวีปเอเชียพบว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆที่มีการใช้สารสกัดจากต้นหญ้าหวานอย่างแพร่หลาย โดยนำไปเป็นส่วนประกอบของของกินและเครื่องดื่มต่างๆ  ได้แก่ ผักดอง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เนื้อปลาบด เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทยหญ้าหวานเริ่มเข้าสู่เมืองไทยเมื่อปี พุทธศักราช 2518 โดยเป็นการนำมาทดลองปลูก ในภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน รวมทั้งเชียงราย ในตอนนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้อนุญาตให้มีการใช้สารสตีวิโอไซด์เพื่อการบริโภค ต้นหญ้าหวานจึงจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีก
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชล้มลุกอายุยาวนานหลายปี ลำต้นแตกกิ่งสาขาตั้งแต่ระดับโคนต้น ทำให้ดูเป็นทรงพุ่มเตี้ย สูงประมาณ 30-90 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรง มีลักษณะทรงกลม เปลือกลำต้นบาง สีเขียวอ่อน ห่อหุ้มชิดกับแกนลำต้น แกนเนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย
  • ใบ ต้นหญ้าหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกคนเดียวๆเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ตามลำต้น แล้วก็กิ่ง และเหนือซอกใบจะแตกยอดสั้นๆทั้งสองข้าง แต่ละใบมีรูปหอกกลับ กว้างโดยประมาณ 1-1.5 ซม. ยาว


ราว 3-4 ซม. แผ่นใบเรียบ สีเขียวสด ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย รวมทั้งงุ้มเข้ากลางแผ่นใบ เมื่อบดหรือต้มน้ำดื่มจะมีรสหวานจัด

  • ดอก หญ้าหวานออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านดอกสั้น กลีบดอกไม้มีปริมาณ 5 กลีบ รูปหอกหรือรูปไข่ แผ่นกลีบดอกไม้มีสีขาว ข้างในมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาล รวมทั้งเกสรตัวเมีย 1 อัน ที่มีก้านเกสรสีขาวยาวยื่นออกมาจากกลางดอก คล้ายหนวดปลาดุก ทั้งนี้ หญ้าหวานจะมีดอกทั้งปี ในช่วงฤดูฝนจะออกดอกสีม่วง ส่วนฤดูอื่นๆมีดอกสีขาว
  • ผล ผล เป็นผลแห้งขนาดเล็ก ไม่ปริแตก ข้างในมีเม็ดผู้เดียวหลายชิ้น เม็ดสีดำ มีขนปุยนุ่นปกคลุม


การขยายพันธุ์  ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชที่ชอบอากาศที่ค่อนข้างจะเย็น ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิราว 20-26 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุยหรือดินร่วนผสมทรายที่ระบายน้ำได้ดิบได้ดี รวมทั้งพืชจำพวกนี้จะเจริญเติบโตได้อย่างดีเยี่ยมเมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลโดยประมาณ 600-700 เมตร
                ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำเข้ามาทดสอบปลูกเอาไว้ในประเทศไทยเมื่อปี พุทธศักราช2518 ที่แถบภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดพะเยา ซึ่งปรากฏว่าให้ผลผลิตเป็นที่ถูกใจ จึงมีการสนับสนุนให้มีการปลูกมาจนกระทั่งตอนนี้
หญ้าหวานเพาะพันธุ์ได้ 2 วิธี คือ

  • การเพาะกล้าจากเม็ด มีข้อดี คือ ทำเป็นเร็วทันใจ ลำต้นแตกกิ่งมากมาย ได้ผลผลิตสูง และนานหลายฤดู รวมทั้งทนต่อโรค รวมทั้งแมลงก้าวหน้า แต่มีข้อเสีย คือ มีค่าเมล็ดพันธุ์สูง และก็มีความเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้ปริมาณสารให้ความหวานลดน้อยลงหรือได้ผลผลิตใบลดน้อยลง
  • การปักชำกิ่ง มีจุดเด่นเป็นมัธยัสถ์ค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แม้กระนั้นมีข้อเสียหมายถึงใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย แก่การเก็บเกี่ยวสั้น ผลิตผลให้ต่ำกว่ากล้าจากเม็ด รวมถึง ลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรค แล้วก็แมลง


สำหรับในการเก็บเกี่ยว  การเก็บใบหญ้าหวานจะเริ่มเก็บครั้งแรกได้ 25-30 วัน หลังปลูก แม้ต้นบริบูรณ์พอ จะเก็บได้สม่ำเสมอเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้ราว 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้โดยประมาณ 40-60 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งได้ผลผลิตใบสูงสุดในช่วงฤดูฝน และก็ได้ผลผลิตต่ำในฤดูหนาว รวมทั้งหน้าแล้ง ดังนี้ ต้นหญ้าหวาน 1 รุ่นจะมีอายุเก็บเกี่ยวไดนานถึง 3 ปี
สำหรับหญ้าหวานสดที่เก็บเกี่ยวได้ จะต้องล้างชำระล้าง และก็ตากแดดให้แห้งก่อนส่งโรงงาน แบ่งออกเป็น 2 เกรด คือ เกรด Aแล้วก็เกรด B หากสภาพใบไม่สมบูรณ์ ใบมีสีเหลืองหรือซีดเผือด จะถูกคัดเป็นเกรด B แม้กระนั้นเกรดของใบไม่มีผลทำให้ความหวานแตกต่าง
หญ้าหวานแห้ง เกรด B จะเจอประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนหญ้าหวานแห้งทั้งผอง หญ้าหวานแห้งเกรด A บางทีอาจขายเป็นใบชา ในราคา 200-500 บาท/กิโลกรัม ส่วนเกรด B จะถูกขายในราคาประมาณ 150 บาท/โล รวมทั้งใช้บดเป็นผุยผงหญ้าหวานแห้ง ที่ขายในโลละ 500 บาท 5 ส่วนราคารับซื้อหญ้าหวานแห้งหน้าโรงงาน อาจมีราคาในตอนเดียวกันหรือสูงกว่า (ข้อมูล ราคาปี 2555)
ส่วนประกอบทางเคมี  ใบต้นหญ้าหวานแห้ง สกัดด้วยน้ำได้สารหวานประมาณจำนวนร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) ซึ่งมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 150 - 300 เท่า มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน รวมทั้งทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียส จึงไม่สลายตัวหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนสำหรับในการทำกับข้าว ใช้ในจำนวนน้อย ไม่มีพิษและก็ปลอดภัยในการบริโภคซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสารสกัดจากต้นหญ้าหวานประกอบไปด้วยกรุ๊ปสารที่มีชื่อเรียกว่า ไกลโคไซด์ (Glycoside) และก็ อะไกลโคน (Aglycone) สารไกลโคไซด์จะประกอบไปด้วยโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ส่วนสารอะไกลโคนจะประกอบไปด้วยน้ำตาลที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นหรือบางทีอาจเรียกรวมๆว่า โพลีแซคค้างไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งกลุ่มน้ำตาลเหล่านี้นี่เองที่ทำให้สารสกัดของต้นหญ้าหวานมีรสหวาน
ขึ้นรถสำคัญต่างๆที่เจอในหญ้าหวานมีหลายชนิด ดังเช่น
– Stevioside พบได้บ่อยที่สุด 2.0-7.7%
– Rebaudioside A ถึง F พบลำดับรองลงมา ประมาณ 0.8-2.9%
– Steviol
– Steviolbioside
– Dulcoside A
สารสติวิออลไกลโคไซด์ (รูปที่ 1) มีลักษณะเป็นผงสีขาวถึงสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่น มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน และทนความร้อน
คุณลักษณะทางกายภาพ แล้วก็เคมีของ stevioside
– สูตรทางเคมี : C35H60O18
– น้ำหนักโมเลกุล : 804.9
– จุดหลอมเหลว : 198 °C
รูปที่   2    Stevioside
ที่มา : อ้างถึงใน ศิวาพร (2546) แล้วก็สาโรจน์ (2547)
คุณประโยชน์/สรรพคุณ 
สารสกัดที่ได้จากต้นหญ้าหวานชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (stevioside) เป็นสารที่ให้ความหวานมากยิ่งกว่า 200-300 เท่าของน้ำตาลแต่ว่าไม่ก่อให้เกิดพลังงาน (แคลลอปรี่) ในร่างกายแต่อย่างใด ด้วยความพิเศษของหญ้าหวานนี้  จึงมีสรรพคุณรวมทั้งผลดีต่างๆจำนวนมาก เช่น
ลดระดับน้ำตาลในเลือด ผู้เจ็บป่วยเบาหวานนั้นเสี่ยงมีภาวการณ์น้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดเซลล์ที่ผลิตอินซูลินหรือเกิดภาวะซนอินซูลิน นอกนั้น ยังมีต้นเหตุอื่นที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ เช่น ไม่ได้รับอินซูลินหรือยารักษาโรคเบาหวาน กินคาร์โบไฮเดรตมากจนเกินไป เกิดความเครียด ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการผ่าตัด หรือติดโรค ซึ่งคุณประโยชน์อีกประการหนึ่งของต้นหญ้าหวานที่บางทีอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้เจ็บป่วยเบาหวานก็คือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปรากฏการค้นคว้าที่ศึกษาเล่าเรียนประเด็นนี้ล้นหลาม การค้นคว้าวิจัยหนึ่งได้ให้คนป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กินสารสกัดหญ้าหวาน 1 กรัม พร้อมเข้ารับการวิเคราะห์เลือดหลังผ่านไป 4 ชั่วโมง พบว่าผู้เจ็บป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดลดน้อยลง สอดคล้องกับการค้นคว้าวิจัยอีกชิ้นที่พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคนเจ็บเบาหวานจำพวกที่ 2 น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญภายหลังกินแป้งที่ทำจากหญ้าหวาน
นอกจากนั้น การรับประทานหญ้าหวานบางทีอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดของคนที่มีสุขภาพธรรมดาเช่นเดียวกัน งานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยหนึ่งได้สุ่มให้ผู้เข้าร่วมทดลองกินซูโครส แอสปาแตม รวมทั้งหญ้าหวานก่อนกินอาหารมื้อกลางวันรวมทั้งมื้อเย็น ตรงเวลา 3 วัน ผลการศึกษาเรียนรู้พบว่าคนที่รับประทานต้นหญ้าหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดแล้วก็อินซูลินหลังรับประทานอาหารลดลงมากยิ่งกว่าผู้ที่รับประทานซูโครสรวมทั้งแอสปาแตมอย่างเป็นจริงเป็นจัง นอกนั้น กรุ๊ปที่กินหญ้าหวานและแอสปาแตมก่อนมื้อของกินยังรู้สึกอิ่มและไม่กินอาหารอื่นเสริมเติมจากมื้อหลัก เช่นเดียวกับงานค้นคว้าอีกชิ้นที่ทำให้เห็นว่าการกินสารสกัดจากใบหญ้าหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เข้าร่วมการทดลองที่มิได้มีอาการป่วยเป็นเบาหวานหรือมีสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้
ทั้งยังมีคุณลักษณะช่วยยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียในปากหลายประเภท ก็เลยไม่ทำให้ของกินหรือเครื่องดื่มที่เก็บไว้นานเกิดการบูดเน่า ไม่ทำให้ฟันผุหรือเหงือกบวมอักเสบได้ง่าย จึงมีการใช้ ผสมในของกิน และเครื่องดื่ม รวมถึงผสมในยาสีฟันหรือยาบ้วนปาก เพื่อแต่งรส แล้วก็ช่วยคุ้มครองปกป้องโรคฟันผุ
อนึ่งฤทธิ์สำหรับการออกรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะไม่เหมือนกับน้ำตาลซะทีเดียว เพราะสารสตีวิโอไซด์จะออกรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายเล็กน้อย จะเลือนรางไปช้ากว่าน้ำตาลทราย นอกเหนือจากนั้นสารดังที่กล่าวมาแล้วยังเป็นสารที่ไม่มีคุณค่าทางอาหารอะไร เพราะเหตุว่ามีแคลอรีต่ำมากมายหรือเปล่ามีเลย รวมทั้งจะไม่ถูกย่อยให้กำเนิดเป็นพลังงานกับร่างกาย แต่จากจุดด้วยนี้นี่เองก็นับว่าเป็นจุดแข็งที่เหมาะสมอย่างมากสำหรับคนที่เป็นโรคโรคเบาหวาน ความดันเลือด โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน แล้วก็โรคหัวใจ
ในตอนนี้มีการอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากหญ้าหวานเป็นสารทดแทนน้ำตาลในประเทศต่างๆไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลี แคนทุ่งนาดา ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และมีลัษณะทิศทางมากเพิ่มขึ้นองค์การอาหารและก็ยาของสหรัฐอเมริกาแล้วก็กลุ่มประเทศในยุโรปอนุญาตให้มีการใช้สารหวานจากหญ้าหวานเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551 และก็ พ.ศ. 2554 ตามลำดับ ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ประกาศอนุญาตให้มีการผลิต และก็ขายหญ้าหวานในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 262) พุทธศักราช 2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์รวมทั้งของกินที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์) และก็ประกาศให้สารสกัดสติวิออลไกลโคไซด์เป็นวัตถุเจือปนอาหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360) พุทธศักราช 2556 เรื่อง สตีวิออลไกลโคไซด์) โดยอ้างอิงข้อมูลของคณะกรรมการผู้ชำนาญกล่าวถึงวัตถุเจือปนของกินของหน่วยงานอาหารและก็เกษตร และองค์การอนามัยโลก ที่ยูเอ็น (The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, JECFA) ซึ่งได้ประเมินและกำหนดค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake, ADI) แล้ว
แบบ/ขนาดวิธีใช้  จากผลที่ได้รับจากงานวิจัยของทีมงานวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สรุปว่า สารสกัดจากหญ้าหวานมีความปลอดภัยในทุกๆกรณี โดยค่าสูงสุดที่กินได้โดยสวัสดิภาพคือ 7,938 มิลลิกรัม/กิโล(น้ำหนักตัว)/วัน ซึ่งสูงมากมายถ้าเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มหรือกาแฟถึง 73 ถ้วยต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะคนส่วนใหญ่กินกันโดยประมาณ 2-3 ก็นับว่ามากมายเพียงพอต่อวันแล้ว ซึ่งการใช้หญ้าหวานอย่างปลอดภัยเป็นโดยประมาณ 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย ถือเป็นจำนวนที่เหมาะสมและไม่หวานมากจนเกินความจำเป็น  แต่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญของของกินและเกษตรแห่งยูเอ็น องค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวกับสารเจือปนในอาหาร ได้กำหนดค่าความปลอดภัย เบื้องต้นไว้ไม่เกิน 2 มก.ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งโลต่อวัน อย่างไรก็แล้วแต่บางทีอาจต้องระวังการใช้ในใช้ในขนาดสูงติดต่อกันโดยเฉพาะคนที่มีสภาวะโรคไตและก็ตับ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360 พ.ศ.2556 เรื่องสตีวิออลไกลโคไซด์) สตีวิออลไกลโคไซด์ หมายความว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากใบต้นหญ้าหวาน ซึ่งมี สตีวิโอไซด์ รีบาวดิโอไซด์ เอ รีบาวดิโอไซด์ บี รีบาวดิโอไซด์ ซี รีบาวดิโอไซด์ ดี รีบาวดิโอไซด์ โคไซด์ เอ รูบุโซไซด์ แล้วก็ สตีวิออลไบโอไซด์ สารสกัดจากหญ้าหวานที่อนุญาตให้ใช้เป็นองค์ประกอบอาหารต้องมีปริมาณสารในกลุ่มสตีวิออลไกลโคไซด์ รวมเบ็ดเสร็จไม่น้อยกว่าปริมาณร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน หน่วยงานอาหารและก็เกษตร แล้วก็องค์การอนามัยโลก ที่สหประชาชาติ
การเรียนทางเภสัชวิทยา  ในปี ค.ศ.1991 มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า Emily Procinska แล้วก็แผนก ได้ออกมาค้นคว้ารายงานศึกษาค้นคว้าของ John M. Pezzuto ว่าอาจมีจุดบกพร่อง โดยตีพิมพ์ในนิตยสาร Mutagenesis บอกว่า หญ้าหวานไม่เป็นผลนำมาซึ่ง Mutagenic (สารก่อกลายพันธุ์) อะไร ทั้งนี้ได้ทำทดสอบซ้ำอยู่บ่อยครั้ง ต่อจากนั้นมาก็ได้มีรายงานต่างๆออกตามมาอีกเพียบเลยที่ระบุว่าผลของ mutagenic ในสารสกัดต้นหญ้าหวานมีผลน้อยมาก หรือบางทีก็อาจจะไม่มีผลเลย แล้วก็ถัดมาก็เลยได้มีการตรวจดูความเป็นพิษพบว่า งานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยส่วนมากระบุว่าหญ้าหวานไม่มีพิษ และไม่มีหลักฐานอะไรก็แล้วแต่กล่าวว่าต้นหญ้าหวานให้เกิดโรคมะเร็งอะไร  รวมทั้งยังมีการศึกษาเล่าเรียนทางคลินิกอีกหลายๆฉบับ ซึ่งส่ววนใหญ่ส่งผลการเรียนรู้กำหนดถึงกลไกการออกฤทธิ์ภายในร่างกายมนุษย์คือ   กลไกการออกฤทธิ์ของต้นหญ้าหวานเป็น สารสกัดของต้นหญ้าหวานที่เป็นไกลโคไซด์ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำตาลเดกซ์โทรสและสารอะไกลโคนซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น (Polysaccharides) จะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของลิ้น ทำให้พวกเรารับรสชาติความหวานซึ่งมีมากยิ่งกว่าน้ำตาลถึง 150 เท่า แล้วก็ต่อมรับรสนิดหน่อยจะทำปฏิกิริยากับสารอะไกลโคนซึ่งทำให้รู้สึกถึงรสขมได้บางส่วน  แล้วก็ระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ก็สามารถเสื่อมสภาพรวมทั้งแยกไกลโคไซด์ของต้นหญ้าหวานออกมาเป็นน้ำตาลกลูโคสได้อีกด้วย โดยน้ำตาลเดกซ์โทรสที่ได้นี้โดยมากจะถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ดึงไปใช้เป็นพลังงานของตัวไส้เอง ก็เลยมีเดกซ์โทรสจากสารสกัดต้นหญ้าหวานเพียงแค่ส่วนน้อยที่ถูกซับไปสู่กระแสเลือด ส่วนสารสตีวิออลรวมทั้งสารโพลีแซคคาไรด์ (Poly saccharides) เล็กน้อยจะถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกาย และก็ส่วนใหญ่ที่เหลือจะถูกขับทิ้งไปกับอุจจาระ

การศึกษาทางพิษวิทยา จากการเล่าเรียนความเป็นพิษในหนูหลายๆการเล่าเรียน
โดยให้สาร สตีวิโอไซด์ ผสมในของกินในขนาดต่างๆจนกระทั่ง 5% (ขนาดสูงถึง 2 g/kg น้ำหนักตัว ให้ติดต่อกัน 3 เดือน จนถึง 2 ปี ไม่พบความเป็นพิษที่รุนแรงต่อตับ และไต อย่างไรก็ดีมีกล่าวว่าหนูที่ได้รับ สตีวิโอไซด์ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาดมากถึง 1.5 g/kg น้ำหนักตัว ส่งผลต่อไตโดยมี blood urea nitrogen (BUN) รวมทั้ง creatinine ในเลือดสูงมากขึ้น แม้กระนั้นขนาดดังกล่าวข้างต้นเป็นขนาดที่สูงขึ้นยิ่งกว่าขนาดที่ใช้กินในคนมากมายประกอบกับเป็นการให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ด้วยเหตุผลดังกล่าวผลการศึกษาวิจัยถึงความปลอดภัยของสตีวิโอไซด์ในของกิน เป็นเวลานานจนกระทั่งตอนนี้ปรากฏว่ามีแนวโน้มทางด้านความปลอดภัยที่ดี เมื่อต้นปี คริสต์ศักราช 2009 ประเทศสหรัฐอเมริกาโดย USFDA ได้พิเคราะห์แล้วก็ประกาศว่า หญ้าหวานได้รับการยินยอมรับโดยธรรมดาว่าไม่มีอันตราย "Generally Recognized As Safe (GRAS)  ส่วนการทดลองการกลายพันธุ์ของสารสกัดต้นหญ้าหวาน โดย Fujita และแผนก (1979), Okumura
และคณะ (1978) และ Tama Biochemical Co-Ltd. (1981) กระทำการทดลองกับเชื้อ Salmonella typhimurium, Escherichia coli รวมทั้ง Bacillus subtilis ผลของการทดสอบ พบว่า สารดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วไม่ก่อกลายพันธุ์แต่อย่างใด
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง
หากแม้เดี๋ยวนี้ยังไม่เจอสิ่งที่ไม่อนุญาตใช้ต้นหญ้าหวานที่เด่น แต่ข้อพึงระวังเป็น

  • ไม่สมควรบริโภคต้นหญ้าหวานใน จำนวนที่เกินกว่าที่ระบุในสินค้าที่ได้รับคำรับรองความปลอดภัยการบริโภคจากอย. กระทรวงสาธารณสุข (อย)
  • หลีกเลี่ยงบริโภคต้นหญ้าหวานในกรณีที่แพ้พืชเชื้อสายเดียวกับหญ้าหวาน ยกตัวอย่างเช่น ดอกเบญจมาศ ดาวเรือง ฯลฯ เพราะผู้ที่แพ้พืชพวกนี้อาจเสี่ยงมีลักษณะอาการแพ้ต้นหญ้าหวานได้ด้วยเหมือนกัน
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่รับประทานหญ้าหวานควรจะหมั่นวัดระดับน้ำตาลในเลือด และก็ขอคำแนะนำแพทย์ทันทีถ้ามีลักษณะอาการผิดปกติอะไรก็แล้วแต่เหตุเพราะต้นหญ้าหวานหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากต้นหญ้าหวานอาจจะเป็นผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินความจำเป็นได้
  • สตรีตั้งครรภ์ สตรีให้นมบุตร และเด็ก ควรขอคำแนะนำหมอก่อนจะมีการบริโภคหญ้าหวานเสมอ
  • ผู้ใช้ต้นหญ้าหวานบางรายบางทีอาจเกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ ปวดกล้าม หรือชาตามร่างกายได้
  • ไม่บริโภคผลิตภัณฑ์หญ้าหวานที่หมดอายุ

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.ดร.ภก.พิสมัย กุลกาญจนาธร. หญ้าหวาน.....หวานทางเลือก....เพื่อสุขภาพ.ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • มตรี สุทธจิตต์ และคณะ, 2540, การรวบรวม การทบทวน การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยและการสังเคราะห์แนวความคิดที่-เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของหญ้าหวาน-และผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน.
  • เชาวนี สุวรรณโชติ, 2556, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน-โรงงานสกัดผงหญ้าหวาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.
  • Rajab R., Mohankumar C., Murugan K., Harish M. and Mohanan PV. Purification and toxicity studies of stevioside from Stevia rebaudiana Bertoni.Article. 2009; 16(1):49-54.
  • มัทนียา วังประภา, 2548, การผลิตสารสตีวิโอไซด์-โดยการเพาะเลี้ยงหญ้าหวาน-ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ.
  • หญ้าหวาน.วิกิพีเดีย.สารานุกรมเสรี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.th.wikipedia.org/wiki/
  • กล้าณรงค์ ศรีรอต. 2542. สารให้ความหวาน(sweeteners) : คุณสมบัติและการใช้ประโยชน์. http://www.disthai.com/
  • หญ้าหวาน(Stevia) สรรพคุณและการปลูกหญ้าหวาน.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพือเกษตรกรไทย
  • CODEX-2010: JECFA Monograph (2010) INS no. 960
  • Kroyer G. Stevioside and Stevia-sweetener in food: application, stability and interaction with food ingredients. J. Verbr. Lebensm. 2010; 5:225-229
  • หญ้าหวานต้านโรค พิสูจน์ได้จริงหรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • Goyal SK., Samsher And Goyal RK. Stevia (Stevia rebaudiana) a bio-sweetener: a review. International Journal of Food Sciences and Nutrition. 2010; 61(1):1-10.
  • การใช้หญ้าหวานมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Munish P, Deepika S, Ashok T and Kdownstream. Processing of stevioside and its potential applications. Biotechnology Advances 2011; 29: 781-791.
  • Madan S, Ahmad S; Singh G.N, Kohli, Kanchan, Kumar Y, Singh R, Garg M. Stevia rebaudiana (Bert.) Bertoni-A review. Indian Journal of Natural Products and Resources 2010; 1:267-286.


9

หญ้าหนวดแมว
ชื่อสมุนไพร  หญ้าหนวดแมว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  พยับเมฆ (กรุงเทพฯ) บางรักป่า (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์), อีตู่ป่าดง (เพชรบุรี) ต้นหญ้าหนวดเสือ
ชื่อสามัญ Kidney tea plant, Cat’s whiskers, Java tea, Hoorah grass
ชื่อวิทยาศาสตร์ Orthosiphon aristatus (Blume) Miq.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Orthosiphon grandiflorus Bold. ,Orthosiphon stamineus Benth.
ตระกูล Lamiaceae หรือ Lamiaceae
บ้านเกิดเมืองนอน  หญ้าหนวดแมวจัดเป็นพืชป่าในเขตร้อนชื้นมีถิ่นเกิดแถวทวีปเอเชียใต้แถบอินเดีย , บังคลาเทศ , ศรีลังกาและทางตอนใต้ของจีนแล้วมีการกระจัดกระจายชนิดไปสู่ในประเทศเขตร้อนที่ใกล้เคียง (ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ยกตัวอย่างเช่น เมียนมาร์ ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อื่นๆอีกมากมาย ในประเทศไทย มีการนำต้นหญ้าหนวดแมวมาเป็นสมุนไพรรักษาโรคนิ่วและขับปัสสาวะมานานแล้ว จนกระทั่งในปัจจุบันมีการวิจัยเกี่ยวกับหญ้าหนวดแมวว่าสามารถรักษาโรครวมทั้งสภาวะต่างๆได้มากมายหลายโรคก็เลยทำให้ความชื่นชอบสำหรับการใช้หญ้าหนวดแมวมากเพิ่มขึ้น
ลักษณะทั่วไป   หญ้าหนวดแมวมีลักษณะ ต้น เป็นไม้พุ่มล้มลุก ขนาดเล็ก เนื้ออ่อน สูง 30-60 เซนติเมตร มีอายุหลายปี ลำต้นแล้วก็แขนงค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยมเห็นได้ชัดเจน มีสีม่วงแดง รวมทั้งมีขนเล็กน้อย แตกกิ่งก้านสาขามาก โคนต้นอ่อนโค้ง ปลายตั้งชัน ตามยอดอ่อนมีขนกระจาย ใบเป็นเดี่ยว ออกตรงข้าม สีเขียวเข้ม รูปไข่ หรือรูปสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัด ตามเส้นใบมักมีขน กว้าง 2-5 ซม. ยาว 5-10 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบของใบจะเป็นฟันเลื่อยห่างๆยกเว้นขอบที่โคนใบจะเรียบ มีขนตามเส้นใบด้านบนและข้างล่าง เนื้อใบบาง ก้านใบยาว 2-4.5 ซม. มีขน ดอก มีสีขาว หรือขาวอมม่วงอ่อน ออกเป็นช่อกระจะตั้งขึ้น ที่ปลายยอด เป็นรูปฉัตร ยาว 7-29 ซม. มีดอกย่อยราวๆ 6 ดอก ขนาดดอก 1.5 ซม. ดอกจะบานจากด้านล่างขึ้นไปข้างบน ริ้วตกแต่งรูปไข่ ยาว 1-2 มิลลิเมตร ไม่มีก้าน กลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันเป็นรูประฆัง งอบางส่วน ยาว 2.5-4.5 มิลลิเมตร เมื่อได้ผลยาว 6.5-10 มิลลิเมตร ด้านนอกมีต่อมน้ำมันหรือเป็นปุ่มๆกลีบดอกโคนเชื่อมชิดกันเป็นหลอดตรงเล็ก ยาว 10-20 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นปากสองปาก ปากบนใหญ่มากยิ่งกว่า ปากบนมีหยักตื้นๆ4 หยัก โค้งไปทางข้างหลัง ปากด้านล่างตรง โค้งเป็นรูปช้อน เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็น 2 คู่ คู่ข้างล่างยาวกว่าคู่บนบางส่วน ก้านเกสรยาว เกลี้ยง ไม่ชิดกัน ยื่นยาวออกมานอกกลีบดอกไม้เห็นได้ชัดเสมือนหนวดแมว อับเรณูเป็น 2 พู ด้านบนบรรจบกัน ก้านเกสรเพศเมียเรียวเล็ก ยาว 5-6 เซนติเมตร ปลายก้านเป็นรูปกระบอง ปลายสุดมี 2 พู ผลได้ผลแห้งไม่แตก รูปขอบขนานกว้าง แบน แข็ง สีน้ำตาลเข้ม ขนาดเล็ก ยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ผลจะเจริญเป็น 4 ผลย่อยจากดอกหนึ่งดอก ตามผิวมีรอยย่น มีดอกแล้วก็ติดผลราวก.ย.ถึงต.ค. ชอบขึ้นที่เปียกชื้น มีแดดรำไรในป่าขอบสายธาร หรือน้ำตก
การขยายพันธุ์ ต้นหญ้าหนวดแมว เป็นไม้ล้มลุกที่เติบโตเจริญในดินชื้น คล้ายกับกระเพราแล้วก็โหระพา ก็เลยทนต่อสภาพแห้งได้น้อย ด้วยเหตุผลดังกล่าว การปลูกหญ้านวดแมวควรต้องเลือกสถานที่ปลูกที่ค่อนข้างเปียกชื้นเสมอหรือมีระบบให้น้ำอย่างทั่วถึง แต่ว่าในช่วงฤดูฝนสามารถเติบโตได้ทุกพื้นที่
                อีกทั้งหญ้าหนวดแมวเป็นพืชถูกใจดินร่วน รวมทั้งมีสารอินทรีย์สูง ด้วยเหตุนั้น ดินหรือแปลงปลูกควรเติมอินทรียวัตถุ เป็นต้นว่า ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยธรรมชาติ ก่อนลูกพรวนผสมกันไปเรื่อยๆจนกว่าจะเข้ากันและก็กำจัดวัชพืชออกให้หมด
ส่วนการปลูกต้นหญ้าหนวดแมว ปลูกได้ด้วย 2 วิธี คือ

  • การปักชำกิ่ง ตัดกิ่งที่ยังไม่มีดอก ยาวราวๆ 15-20 เซนติเมตร แล้ว เด็ดกิ่งแขนง และก็ใบออกด้านโคนกิ่งออก ในความยาวราว 5 เซนติเมตร กับเด็ดยอดทิ้ง ก่อนเอามาปักชำ ซึ่งอาจปักชำในกระถางหรือปักชำลงแปลงปลูก
  • การโปรยเมล็ด นำเม็ดหว่านลงแปลงที่เตรียมไว้ โดยหว่านให้เมล็ดมีระยะห่างกันโดยประมาณ 3-5 ซม. ก่อนให้น้ำ ให้ปุ๋ย รวมทั้งดูแลจนกระทั่งต้นกล้าอายุประมาณ 20-30 วัน หรือสูงราว 10-15 ซม. ก่อนแยกปลูกลงแปลงต่อไป


หญ้านวดแมว เป็นพืชที่ต้องการความชื้นสูง ถ้าหากขาดน้ำนาน ลำต้นจะเหี่ยวเฉา และตายได้รวดเร็วทันใจ ด้วยเหตุผลดังกล่าว กล้าหญ้าหนวดแมวหรือต้นที่ปลูกเอาไว้ในแปลงแล้ว ต้องมีการให้น้ำอย่างน้อย 2 วัน/ครั้ง
การเก็บเกี่ยว ต้นหญ้าหนวดแมว แก่เก็บเกี่ยวราว 120-140 วัน ข้างหลังปลูก บางทีอาจเก็บเกี่ยวด้วยการถอนทั้งต้นหรือทยอยเด็ดเก็บกิ่งมาใช้ประโยชน์ก็ได้
ส่วนประกอบทางเคมี
ต้นหญ้าหนวดแมวมีองค์ประกอบทางด้านพฤกษเคมีที่โดดเด่นคือ สารกรุ๊ป phenolic compoundsเป็นต้นว่า rosmarinic acid, 3’-hydroxy-5, 6,    7, 4’-tetramethoxyflavone, sinensetin และก็eupatorin รวมถึง pentacyclic triterpenoid ที่สำคัญคือ betulinic acid2 นอกเหนือจากนั้นยังพบ glucoside orthosiphonin, myoinositol, essential oil, saponin, alkaloid, phytosterol, tannin เจอสารกลุ่มฟลาโอ้อวดน เป็นต้นว่า sinensetin, 3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxy flavones Potassium Salf ในใบ และHederagenin, Beta-Sitosterol, Ursolic acid ในต้นอีกด้วย
ซึ่งสารในหญ้าหนวดแมวเหล่านี้มีรายงานฤทธิ์ทางสรีรวิทยาและเภสัชวิทยาจำนวนมาก อาทิเช่น การขับฉี่ ลดระดับกรดยูริค (hypouricemic activity) ปกป้อง ตับ ไต แล้วก็กระเพาะอาหาร ลดความดันเลือด ต่อต้านสารอนุมูลอิสระหรือปฏิกิริยาออกซิเดชัน ต้านทานการอักเสบ โรคเบาหวาน รวมทั้งจุลินทรีย์ ลดไขมัน (antihyper-lipidemic activity) ลดความอยากทานอาหาร (anorexic  activity)  รวมทั้งปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของร่างกาย (immunomodulation)
 
 
 โครงสร้างทางเคมีของสารพฤกษเคมีในต้นหญ้าหนวดแมว (a)    rosmarinic acid, (b)  3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxyflavone, (c) eupatorin, (d) sinensetin, (e) betulinic acid
                 
     Tannin ที่มา: Wikipedia                      Myo-inositol   ที่มา: Google
สรรพคุณ  หญ้าหนวดแมวเป็นสมุนไพรที่คนประเทศไทยได้นำมาใช้รักษาโรคมานานแล้ว โดยมีคุณประโยชน์ตามตำราไทยเป็นใบมีรสจืดชืด ใช้เป็นยาชงแทนใบชา กินขับฉี่ ขับนิ่ว แก้โรคไต และก็กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แก้เมื่อย แล้วก็ไขข้ออักเสบ แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ถุงน้ำดีอักเสบ ทุเลาอาการไอ แก้โรคหนองใน ราก ขับเยี่ยว ขับนิ่ว ทั้งต้น แก้โรคไต ขับเยี่ยว รักษาโรคกระษัย รักษาโรคปวดตามสันหลัง และก็บั้นเอว รักษาโรคนิ่ว แก้หนองใน รักษาโรคเยื่อจมูกอักเสบ ล้างพิษในไต
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้น ส่งผลการค้นคว้าวิจัยระบุว่า หญ้าหนวดแมวมีคุณประโยชน์

  • ความดันเลือดสูง ต้นหญ้าหนวดแมวทำให้ความดันเลือดลดลง รวมทั้งยังสามารถลดภาวการณ์เส้นเลือดหดตัวได้ด้วย ก็ยิ่งทำให้ปลอดภัยในผู้เจ็บป่วยกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น
  • การต่อว่าดเชื้อระบบฟุตบาทปัสสาวะ โรคนี้แพทย์มักเสนอแนะให้คนไข้กินน้ำมากมายๆโดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นถ้าหากกินน้ำมากๆก็จะสามารถช่วยให้หายได้โดยไม่ต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ การกินน้ำมากมายๆเหมือนเป็นการช่วยให้เชื้อโรคถูกขับออกไทยจากระบบทางเดินปัสสาวะไปเรื่อยๆยิ่งขับออกเร็วมากเท่าไรอาการของโรคก็จะหายเร็วมากยิ่งกว่าเดิมแค่นั้นหากเชื้อสะสมอยู่ในระบบทางเท้าฉี่ก็จะเป็นตัวกระตุ้นการหลั่งสารกรุ๊ป cytokines โดยเฉพาะอย่างยิ่ง interleukin 6  ที่ให้ผลทั้งยังเฉพาะที่ในระบบฟุตบาทปัสสาวะและกระทบไปทั่วร่างกาย (systemic effect) เป็นกระตุ้นให้เกิดการปวด อักเสบ แล้วก็เป็นไข้ได้ หญ้าหนวดแมวก็ยังสามารถช่วยลดการอักเสบ ปวด ไข้ และคุ้มครองไม่ให้เชื้อเกาะติดเนื้อเยื่อระบบฟุตบาทเยี่ยว เชื้อก็จะหลุดออกไปกับน้ำปัสสาวะได้เร็วขึ้น
  • เบาหวาน ต้นหญ้าหนวดแมวทำให้น้ำตาลในกระแสโลหิตน้อยลงเพราะว่ายั้งเอนไซม์ α-glucosidase และ  α-amylase  และก็ลดพิษจากการได้รับเดกซ์โทรสจำนวนสูง ก็เลยสามารถประยุกต์ใช้ในคนป่วยเบาหวานได้อย่างปลอดภัยแล้วก็ตำรายาโบราณยังบางทีอาจใช้รักษาโรคเบาหวานได้ด้วย
  • นิ่ว หญ้าหนวดแมวเป็น hypourecimic agent เป็นขับกรดยูริกออกมาจากกระแสเลือด ลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริกได้ ทั้งยังยังลดการบิดเจ็บในไตที่เกิดขึ้นมาจากนิ่ว calcium oxalate ได้ด้วย
  • โรคมะเร็ง หญ้านวดแมวเป็นพิษต่อเซลล์ของมะเร็งหลากหลายประเภทแล้วก็ลดการสร้างเส้นโลหิตใหม่ไม่ให้แตกหน่อไปเลี้ยงก้อนเนื้อโรคมะเร็ง จึงได้ผลดีในการร่วมรักษาโรคมะเร็งได้
  • ท่อฉี่ตีบแคบ หญ้าหนวดแมวถือว่าเป็นสมุนไพรที่เป็นประโยชน์มากในการช่วยขับฉี่ในผู้ป่วยที่มีปัญหาในเรื่องท่อปัสสาวะตีบแคบซึ่งเจอได้ย่อยในสุภาพสตรีสูงอายุ เพราะทำให้กล้ามเนื้อเรียบของท่อปัสสาวะคลายตัว
รูปแบบ/ขนาดการใช้ ตามตำรายาไทยกำหนดได้ว่า

  • ใช้ขับปัสสาวะ
  • ใช้กิ่งกับใบต้นหญ้าหนวดแมว ขนาดกึ่งกลาง ไม่แก่หรืออ่อนจนกระทั่งเกินความจำเป็น ล้างสะอาด เอามาผึ่งในที่ร่มให้แห้ง นำมา 4 กรัม หรือ 4 หยิบมือ ชงกับน้ำเดือด 1 ขวดน้ำปลา (750 ซีซี.) เหมือนกันชงชา ดื่มต่างน้ำตลอดวัน รับประทานนาน 1-6 เดือน
  • ใช้ต้นกับใบวันละ 1 กอบมือ (สด 90- 120 กรัม แห้ง 40- 50 กรัม ) ต้มกับน้ำกิน ทีละ 1 ถ้วยชา (75 ซีซี.) วันละ 3 ครั้ง ก่อนที่จะรับประทานอาหาร
  • ใช้แก้นิ่ว/ขับนิ่ว ให้นำใบอ่อน (ไม่ใช่ดอก) ขอบต้นหญ้าหนวดแมว ประมาณ 2-3 ใบ (ควรจะเก็บตอนที่ต้นหญ้าหนวดแมวกำลังออกดอก) มาหั่นเป็นท่อนประมาณ 2-3 ซม. ตากแดดให้แห้งแล้วเอามาชงกับน้ำร้อน (โดยประมาณ 2 กรัมต่อน้ำร้อน 1 แก้ว) ปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที ใช้ดื่ม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน อาเจียน แบบเรียนยาให้ใช้ใช้ทั้งใบ แล้วก็กิ่งต้มน้ำรวมกับสารส้ม ดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนที่จะรับประทานอาหาร


การเรียนรู้ทางพิษวิทยา การศึกษาทางเภสัชวิทยาของต้นหญ้าหนวดแมวโดยมากจะมีด้านฤทธิ์การขับเยี่ยวและก็ฤทธิ์สำหรับในการรักษานิ่ว เป็นต้นว่า

  • มีสารฤทธิ์ขับเยี่ยว ทดสอบป้อนทิงเจอร์ของสารสกัดจากใบด้วยเอทานอลจำนวนร้อยละ 50 และก็จำนวนร้อยละ 70 ให้หนูแรทพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจำนวนร้อยละ 50 มีฤทธิ์ขับเยี่ยวรวมทั้งขับโซเดียมได้ดีมากยิ่งกว่าสารสกัดด้วยเอทานอลความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 70 แต่ขับโปแตสเซียมออกได้น้อยกว่า นอกเหนือจากนั้นสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 ยังมีฤทธิ์ขับกรดยูริคได้ดิบได้ดีมากมาย แล้วก็พบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 มีปริมาณสารสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น sinesetine, eupatorine, caffeic acid แล้วก็ cichoric acid สูงขึ้นยิ่งกว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจำนวนร้อยละ 70 แต่ว่ามีสาร rosemarinic acid น้อยกว่า
  • ฤทธิ์สำหรับการรักษานิ่ว มีการเรียนรู้ฤทธิ์สำหรับการรักษานิ่วในทางเดินฉี่ส่วนบนของต้นหญ้าหนวดแมวเปรียบเทียบกับการรักษามาตรฐานด้วยไฮโดรคลอไรไธอาไซด์ แล้วก็โซเดียมไบคาร์บอเนต พบว่าคนไข้ที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวมีการขับเคลื่อนของนิ่วบริเวณกระดูกกระเบนเหน็บมากกว่า และช่วยลดการใช้ยารับประทานแก้ปวดได้มากกว่ากลุ่มที่ใช้ยามาตรฐาน แม้กระนั้นไม่ต่างอะไรกันอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ ผู้เจ็บป่วยที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวจะมีความดันโลหิตลดลงเล็กน้อย ตอนที่กลุ่มที่ได้ยามาตรฐานจะมีความดันเลือดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คนเจ็บที่ได้รับหญ้าหนวดแมวจะมีชีพจรในระยะแรก (วันที่ 3 ของการทดลอง) เร็วขึ้น แต่ว่าไม่พบความเคลื่อนไหวของระดับโปแตสเซียมในเลือด กลุ่มที่ได้ยามาตรฐานจะมีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะในวันที่ 30 ของการทดลองลดน้อยลง ความเคลื่อนไหวของความถ่วงจำเพาะของฉี่ทั้งคู่กรุ๊ปไม่ได้แตกต่างกัน เวลาที่พบผลกระทบในกรุ๊ปที่ใช้หญ้าหนวดแมวน้อยกว่ากลุ่มที่ใช้ยามาตรฐาน แม้กระนั้นไม่มีความต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนั้น มีรายงานผลการรักษานิ่วในไตในผู้ป่วยที่ให้รับประทานยาต้มที่จัดเตรียมจากใบต้นหญ้าหนวดแมวแห้ง ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 0.5 ขนาด 300 มล. ครั้งเดียว ติดต่อกันนาน 1-10 เดือน พบว่า 9 ราย มีการตอบสนองทางคลินิกที่ดี พบว่าฉี่ของคนป่วยมีแนวโน้มเป็นด่างมากขึ้น ซึ่งชี้แนะว่าน่าจะช่วยลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริคได้

นอกเหนือจากนี้ยังมีการทำการวิจัยในต่างชาติของฤทธิ์ในการบรรเทาและรักษาลักษณะของโรคต่างๆดังนี้

  • การขับปัสสาวะ (diuresis) ตอนนี้พบว่าเนื้อเยื่อบุผิวของกระเพาะปัสสาวะ (uroepithelial tissue) ที่มีตัวรับขอบ ที่มีตัวรับของ adenosinereceptor อีกทั้ง A1 A2A A2B และก็ A3    สาระสำคัญในต้นหญ้าหนวดแมวมีกลไกการทำงานที่สำคัญคือ กระตุ้น adenosine receptor ประเภท A1    receptor แต่ว่าก็ให้ฤทธิ์ที่ครอบคลุมถึง adenosine receptor อีก 3 จำพวกด้วย ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของกระเพาะปัสสาวะหดตัวแต่กล้ามเรียบของท่อฉี่ (urethra) คลายตัวซึ่งเอื้อต่อการขับปัสสาวะ ก็เลยน่าจะเป็นกลไกที่ประยุกต์ใช้ชี้แจงการขับปัสสาวะได้
  • นิ่วในไต (urolithiasis) เป็นโรคที่ยังถือได้ว่าเป็นปัญหาอยู่มากและยังไม่รู้กลไกที่แน่ชัด ยาแผนโบราณใช้หญ้าหนวดแมวสำหรับการรักษานิ่ว Gao และก็ภาควิชาแสดงให้เห็นสมรรถนะของหญ้าหนวดแมวสำหรับในการปรับแก้นิ่วที่เกิดขึ้นจากผลึกของ calcium oxalateในเยื่อไตของหนูทดลอง โดยทำให้สาร biomarker กว่า 20 ประเภทที่เปลี่ยนไปเมื่อไตเจ็บจากผลึกของ calcium oxalate สามารถกลับสู่ภาวการณ์ปกติได้เรื่องดำเนินงานของสารในต้นหญ้าหนวดแมวคาดว่าน่าจะผ่านหลายกลไกในลักษณะ multiple metabolicpathways โดยเฉพาะเมแทบอลิซึมของพลังงานต่างๆกรดอะมิโน taurine hypotaurine purine และก็ citrate cycle นอกจากนั้นยังมีรายงานเพิ่มว่าการขับเยี่ยวอาจเป็นการช่วยละลายนิ่วและก็ขับออกมากับฉี่ง่ายมากยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยขับกรดยูริคและก็คุ้มครองป้องกัน  uric acid stone formation
  • การติดเชื้อของระบบฟุตบาทฉี่ (urinary tract infection, UTI) เมื่อนำหญ้าหนวดแมวมาใช้ในระบบทางเดินปัสสาวะ ผลประโยชน์ที่น่าสนใจคือ นอกเหนือจากที่จะขับปัสสาวะที่ช่วยให้อาการของการตำหนิดเชื้อแล้ว ยังสามารถลดการเกาะติดของเชื้อจำพวก uropathognicEscherichia coli กับเซลล์กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เชื้อถูกขับออกไปจากระบบทางเท้าเยี่ยวได้ง่ายและเร็วขึ้น ยิ่งกว่านั้นคุณลักษณะสำหรับในการต้านปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน ที่จะลดความเคร่งเครียดจากสภาวะออกซิเดชัน (oxidative stress) ก็เลยลดการเจ็บที่เกิดขึ้นมาจากปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชันสำคัญคือ lipid peroxidation ทำให้ลดการเกิดรอยแผล (scar formation) ได้
  • การต้านอักเสบ (anti-inflammation) สารสกัดจากใบหญ้าหนวดแมว  (chloroform extract) มีคุณลักษณะตามอักเสบได้ดิบได้ดี ก็เลยมีการนำมาใช้ใน rheumatoid arthritis gout และก็โรคอันเป็นผลมาจากการอักเสบต่างๆกลไกหนึ่งของสารสกัดหญ้าหนวดแมวที่ลดการอักเสบคือยับยั้ง cytosolic phospholipaseA2a (cPLA2a) ทำให้การสลาย phospholipid น้อยลงสาร eupatorin และก็ sinensetin ยับยั้งการแสดงออกของยีน iNOS และก็ COX-2 ทำให้การสังเคราะห์ nitric oxide แล้วก็ PGE2 ลดลงเป็นลำดับ เว้นแต่สารกรุ๊ป phenolic compounds หมายถึงeupatorin และก็sinensetin แล้วสารกลุ่ม diterpines ในหญ้าหนวดแมวก็สามารถยับยั้งการสังเคราะห์ nitric oxide ได้ด้วยเหมือนกัน นอกจากนี้ยังลดการสังเคราะห์ tumornecrosis factor a อีกด้วย สันนิษฐานว่ากลไกการต้านอักเสบผ่าน transcription factor ที่ชื่อ STAT1a
  • การลดไข้ (antipyretic activity)สารสกัดจากหญ้าหนวดแมวมีคุณสมบัติลดการเกิดไข้ได้ขึ้นรถสำคัญที่ออกฤทธิ์คือ rosmarinic acid,sinensetin, eupatorin แล้วก็ tetramethoxy-flavone ข้อดีที่นอกเหนือจากการต่อต้านอักเสบและลดไข้แล้วยังช่วยลดของกินปวดได้อีกด้วย31 ซึ่งอาการอักเสบ ไข้และก็ปวดจะพบได้ทั่วไปสำหรับในการติดเชื้อโรคของระบบฟุตบาทเยี่ยว
  • ภาวการณ์น้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycaemia) การใช้หญ้าหนวดแมวในคนป่วยโรคเบาหวานน่าจะมีความปลอดภัยสูงเหตุเพราะสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของตัวทดลองที่เป็นเบาหวานได้ โดยยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-glucosidase เพิ่มการแสดงออกของยีนอินซูลินแล้วก็ปกป้องความเป็นพิษที่เกิดขึ้นจากการรับเดกซ์โทรสขนาดสูงๆ(high glucosetoxicity) โดยผ่านการเติมกลุ่มฟอสเฟตให้กับphosphatidylino-sitol 3-kinase (PI3K)

    เมื่อทำการสกัดแยกสาร sinensetin ออกมาทดลองฤทธิ์การยับยั้งเอนไซม์ a-glucosidase แล้วก็a-amylase ก็พบว่าสมรรถนะของสารบริสุทธิ์sinensetin สำหรับในการยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-glucosidase สูงยิ่งกว่าสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว (ethanolic extract) ถึง 7 เท่า ด้วยค่า IC50 พอๆกับ 0.66 และ 4.63 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ ระหว่างที่ประสิทธิภาพของsinensetin ในการยับยั้งเอนไซม์ a-amylase สูงยิ่งกว่าสารสกัดหญ้าหนวดแมวถึง 32.5 เท่า ด้วยค่า IC50 เท่ากับ 1.13 และก็ 36.7 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตรตามลำดับ ก็เลยคาดการณ์ว่าสาร sinensetin บางทีอาจเป็นสารสำคัญชนิดหนึ่งสำหรับในการออกฤทธิ์ของต้นหญ้าหนวดแมวในการต้านเบาหวานจำพวกที่ไม่ขึ้นอยู่กับอินซูลิน (non-insulin-dependent diabetes) ได้

  • ความดันเลือดสูง (Hypertension) สารสกัดหญ้าหนวดแมว สามารถลดภาวการณ์เส้นโลหิตหดรัด (vasoconstriction) ด้วยการขัดขวางตัวรับ alpha 1 adrenergic รวมทั้ง angiotensin 1 ก็เลยน่าจะไม่มีอันตรายในผู้ป่วยความดันเลือดสูง นอกจากจะไม่เป็นอันตรายในคนป่วยความดันโลหิตสูงแล้วยังสามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการรักษาความดันโลหิตสูงได้ด้วย คาดว่าสารสำคัญที่ออกฤทธิ์มาจากกรุ๊ป diterpenes รวมทั้ง methylripario-chromene A
  • พิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง (cytotoxicity)หญ้าหนวดแมวที่สกัดด้วยวิธี supercritical carbon-dioxide ให้ผลที่น่าดึงดูด ในการยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากด้วยความเข้มข้นที่ยับยั้งการเจริญของเซลล์ (inhibitory concemtration) ได้ 50 % คือค่า IC50 ต่ำเพียงแค่ 28 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เมื่อศึกษาเล่าเรียนลงไปในระดับเซลล์ก็พบว่าทำให้เซลล์ตายในลักษณะ apoptosis ที่สามารถมองเห็น nuclearcondensation แล้วก็ความแปลกของเยื่อไมโตคอนเดรียได้อย่างเห็นได้ชัด เมื่อทำการสกัดสาร eupatorin มาทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ของมะเร็งหลายๆประเภทก็ให้ค่า    IC50  ในระดับตำเป็นไมโครโมล่าร์ ด้วยการขัดขวางวงจรการแบ่งเซลล์ ระยะ G2/M phase ข้อดีที่เหนือยาเคมีบำบัดในปัจจุบันคือ eupatorin ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ธรรมดา
  • การต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (anti-oxidation) สารสกัดหญ้าหนวดแมวสามารถลดสารอนุมูลอิสระ เป็นต้นว่า การลดปฏิกิริยา lipid peroxidation ทำให้เยื่อเซลล์คงทนและแข็งแรง ก็เลยลดการเกิดรอยแผลของระบบฟุตบาทเยี่ยวได้  นอกเหนือจากลดการเกิดปฏิกิริยา lipid peroxidation แล้วยังสามารถลดการเกิด hydrogen peroxide ได้อีกด้วย ทำให้เซลล์รอดพ้นจากการตายแบบ apoptosis ด้วยการเพิ่มการแสดงออกของยีน  Bcl-2  พร้อมทั้งลดการแสดงออกของยีน Bax42  Ho แล้วก็ภาควิชาตรวจสอบและลองใช้แนวทางultrasound-assisted extraction (UAE) มาช่วยสำหรับเพื่อการสกัดสารจากหญ้าหนวดแมวทำได้สารสกัดที่มีฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชันดียิ่งขึ้น โดยเจอสารrosmarinic  acid,  kaempferol-rutinoside  และก็sinesetine อยู่ในสารสกัดดังที่กล่าวมาข้างต้น


การเรียนทางพิษวิทยา เมื่อฉีดสารสกัดด้วยน้ำร้อนจากใบและลำต้นเข้าช่องท้องหนูแรทเพศผู้และเพศภรรยา หนูเม้าส์เพศผู้และเพศภรรยา เจอความเป็นพิษปานกลาง   เมื่อป้อนสารสกัดเดียวดันนี้ให้กับหนูแรททั้งสองเพศทุกเมื่อเชื่อวันติดต่อกัน 30 วัน ไม่พบความเคลื่อนไหวของน้ำหนักตัว ค่าการตรวจทางชีวเคมีในเลือด แล้วก็พยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญเมื่อดูด้วยตาเปล่า  รวมทั้งเมื่อศึกษาเล่าเรียนความเป็นพิษในระยะยาวนาน 6 เดือน โดยการป้อนหนูแรทด้วยยาชงด้วยน้ำร้อน ซึ่งมีความแรงเท่ากันกับ 11.25, 112.5 และก็ 225 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนไข้โรคนิ่วในท่อไต ไม่เจอความแตกต่างของการเติบโต  การกินอาหาร ลักษณะข้างนอกหรือความประพฤติปฏิบัติที่ผิดปกติ รวมทั้งค่าการตรวจทางวิชาชีวเคมีในเลือดเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม นอกจากจำนวนเกร็ดเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อใช้ยาในขนาด 18 กรัม/กิโล/วัน พบว่าระดับโซเดียมในเลือดในกลุ่มทดลองทุกกรุ๊ป โปแตสเซียมในหนูเพศเมีย แล้วก็คอเลสเตอรอลในหนูเพศผู้ จะหรูหราต่ำยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม   นอกจากนั้น เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดจากหญ้าหนวดแมว ติดต่อกันนาน 6 เดือน เปรียบกรุ๊ปควบคุม พบว่า หนูทุกกรุ๊ปมีการเติบโตและกินอาหารได้ใกล้เคียงกัน ไม่พบความผิดปกติในระบบเลือดวิทยาและความผิดแปลกของอวัยวะภายใน ส่วนการตรวจผลทางวิชาชีวเคมีพบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดทุกขนาดหรูหราโซเดียมน้อยกว่ากรุ๊ปควบคุม แต่ว่าระดับโปแตสเซียมมีลัษณะทิศทางสูงขึ้น ในหนูเพศผู้ที่ได้รับสารสกัด 0.96 กรัม/กก./วัน จะมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยของตับรวมทั้งม้ามมากยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม อย่างไรก็ตามการตรวจทางจุลพยาธิสภาพไม่เจอความผิดแปลกที่เซลล์ตับรวมทั้งอวัยวะอื่นๆนอกจากการโป่งพองของกรวยไตในหนูขาวที่ได้รับสารสกัด 4.8 กรัม/กก./วัน ที่มีปริมาณเพิ่มมากกว่ากรุ๊ปควบคุม  กล่าวโดยย่อสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวเป็นพิษน้อย  แต่ว่าจะต้องรอติดตามวัดระดับโซเดียมและโปแตสเซียมหากใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ
ข้อเสนอแนะ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตหรือโรคหัวใจ ไม่สมควรใช้สมุนไพรหญ้าหนวดแมว เนื่องจากว่าสมุนไพรจำพวกนี้มีสารโพแทสเซียมสูงมาก หากว่าไตแตกต่างจากปกติก็จะไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกมาได้ กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโทษต่อร่างกายอย่างร้ายแรง แล้วก็ยังมีฤทธิ์สำหรับเพื่อการขับปัสสาวะให้ออกมามากยิ่งกว่าปกติ แล้วก็เกรงว่าขนาดของโพแทสเซียมที่สูงมากมายนั้น บางทีก็อาจจะไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วไม่ดีเหมือนปกติ จึงบางทีอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อโรคหัวใจได้
  • การกางใบชองหญ้าหนวดแมวไม่ควรใช้การต้ม ให้ใช้การชง และก็ควรจะใช้ใบอ่อน เนื่องจากใบแก่จะมีความเข้มข้นอาจก่อให้มีฤทธิ์กดหัวหัวใจ
  • การเลือกต้นนำมาใช้เป็นยาสมุนไพร ควรที่จะเลือกต้นที่ดูแข็งแรง แข็งแล้วก็หนา ไม่อ่อนแขวนลงมา ลำต้นดูอ้วนเป็นเหลี่ยม ต้นมีสีม่วงแดงเข้ม และมองได้จากใบที่มีสีเขียวเข้มเป็นเงาและใหญ่
  • การใช้สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมวเพื่อรักษานิ่วจะได้ประสิทธิภาพที่ดีก็เมื่อใช้กับนิ่วก้อนเล็กๆแม้กระนั้นจะไม่เป็นผลกับก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่
  • สมุนไพรหญ้าหนวดแมว ไม่สมควรใช้ร่วมกับยาแอสไพริน เนื่องด้วยหญ้าหนวดแมวจะทำให้ยาแอสไพรินไปจับกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้นเรื่อยๆ
  • ผลกระทบของต้นหญ้าหนวดแมว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับคนธรรมดาที่ไม่เคยเป็นโรคหัวใจมาก่อน โดยอาการที่อาจเจอได้เป็น ใจสั่น หายใจติดขัด ด้วยเหตุนั้นกา

10

ลูกใต้ใบ
ชื่อสมุนไพร  ลูกใต้ใบ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  หญ้าใต้ใบ,มะขามป้อมดิน,หน่วยใต้ใบ (ภาคเหนือ) ,ต้นหญ้าใต้ใบขาว (จังหวัดสุราษฎร์ธานี),จูเกี๋ยเช่า (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn.
ชื่อสามัญ Egg woman, Tamalaki, Stonebreaker.
ตระกูล  EUPHORBIACEAE
ถิ่นเกิด ลูกใต้ใบมีบ้านเกิดในแถบเขตร้อนต่างๆของโลกในทวีป อเมริกาใต้ แอฟริกา รวมทั้งทวีปเอเชีย รวมทั้งมีการกระจัดกระจายพันธุ์ไปอยู่ในหลายๆประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ได้แก่ ประเทศเปรู บราซิล ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ประเทศอินเดีย ไทย พม่า ลาว อื่นๆอีกมากมาย ส่วนในประเทศไทยนั้น ต้นลูกใต้ใบสามารถเจอได้ทั่วทุกจังหวัด ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยพบได้มากในที่โล่งหรือตามรอบๆเงาไม้ยืนต้นในที่โล่งทั่วๆไป หรือขึ้นแซมกับพืชที่เกษตรกรปลูก จนจำเป็นต้องถูกกำจัดเหมือนวัชพืชอื่นๆอย่างยิ่งจริงๆ
ลักษณะทั่วไป ลูกใต้ใบ เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กจัดอยู่ในตระกูล Euphorbiaceae จีนัส Phyllanthus เหตุที่มีชื่อเรียกว่า ลูกใต้ใบ, ต้นหญ้าลูกใต้ใบ หรือ หญ้าใต้ใบ เพราะว่าส่งผลขนาด เล็กออกตามซอกก้านใบย่อยรวมทั้งแขวนลงให้มีความคิดเห็นว่าลูกอยู่ใต้ใบ ในประเทศไทยมีไม้ล้มลุกที่ มีลักษณะดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นคล้ายคลึงกันแล้วก็ถูกเรียกว่าลูกใต้ใบอยู่อย่างน้อย 5 ประเภทหรือสปีชีส์ (species) ยกตัวอย่างเช่น Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn., P. debilis, P. niruri, P. urinary Linn (หญ้าใต้ใบ) รวมทั้ง P. virgatus G. Forst. แต่ว่ามีรายงานการวิจัยพบว่าลูกใต้ใบจำพวก P.amarus Schumach. & Thonn. นั้นเป็นประเภทที่ให้สารที่มีคุณประโยชน์ทางยามากที่สุด ซึ่งลูกใต้ใบฃนิดนี้มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ดังนี้

  • ต้นลูกใต้ใบ จัดเป็นไม้ล้มลุก แก่เพียงแค่ปีเดียว มีความสูงราว 10-50 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นไม่มีขน และก็ทุกส่วนของต้นมีรสขม
  • ใบลูกใต้ใบ ใบเป็นใบโดดเดี่ยวประกอบแบบขนเรียงสลับกันชั้นเดียวปลายคี่ มีใบย่อยโดยประมาณ 23-25 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ โคนใบมนแคบ ส่วนปลายใบมนกว้างของใบเรียบไม่มีขน ใบข้างล่างสีอ่อนกว่าด้านบน ใบมีขนาดกว้างราว 3-4 มิลลิเมตรและก็ยาวประมาณ


5-10 มม. มีก้านใบสั้นมาก มีหูใบสีขาวนวล ลักษณะเป็นสามเหลี่ยมปลายแหลมติดตามอยู่ 2 อัน

  • ดอกลูกใต้ใบ ดอกเป็นแบบแยกเพศ มีขนาดเล็กสีขาว เส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 0.08 เซติเมตร ดอกเพศภรรยามักจะอยู่รอบๆโคนก้านใบ ส่วนดอกเพศผู้ชอบอยู่รอบๆส่วนปลายของก้านใบ มักออกเป็นกลุ่มๆละ 2-3 ดอก โดยดอกตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ประมาณ 2 เท่า รวมทั้งดอกคนเดียวๆเกสรตัวผู้มี 3 ก้าน โคนก้านเกสรเชื่อมกันน้อย มีอับเรณูแตกอยู่ตามแนวระดับ ส่วนกลีบรองและกลีบเป็นรูปไข่ ขอบกลีบมีสีอ่อน
  • ผลลูกใต้ใบ ลักษณะของผลเป็นทรงกลมแป้น ผิวเรียบมีสีเขียวอ่อนนวล ผลมีขนาดราวๆ 0.15 เซนติเมตร โดยผลชอบเกาะติดอยู่รอบๆใต้โคนของใบย่อย และอยู่ในบริเวณกึ่งกลางก้านใบ ผลเมื่อแก่จะแตกเป็นพู 6 พู ในแต่ละพูจะมีเม็ด 1 เมล็ด สีน้ำตาล มีลักษณะเป็นรูปเสี้ยว 1 ส่วน 6 ของทรงกลม มีสันตามแนวยาวทางข้างหลัง และมีขนาดเล็กมากมายประมาณ 0.1 เซนติเมตร


การขยายพันธุ์  ลูกใต้ใบเป็นพันธุ์พืชซึ่งสามารถมักพบในที่โล่งแจ้งและตามขอบไม้ในที่แจ้งทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะฤดูฝนจึงไม่มีการนิยมนำมาปลูกในเชิงการค้าอะไร  ส่วนการขยายพันธุ์ของลูกใต้ใบนั้นสามารถเพาะพันธุ์ได้โดยการใช้เม็ด  ในขณะนี้นั้นเมื่อเริ่มมีการตื่นตัวถึงคุณประโยชน์ของลูกใต้ใบที่มีรายงานการศึกษาเรียนรู้วิจัยมารับรองแล้วนั้น  ก็เลยเริ่มมองเห็นมีการเพาะกล้าของลูกใต้ใบมาขายรวมทั้งเกษตรกรก็เริ่มเพาะปลูกลูกใต้ใบเพื่อจำหน่ายเยอะขึ้นเรื่อยๆกว่าอดีต
องค์ประกอบทางเคมี ส่วนประกอบทางเคมีของลูกใต้ใบจะประกอบไปด้วยสารแทนนิน (Tannins), ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids), ลิกแนนส์ (Lignans), ไกลโคไซด์ (Glycosides), ซาโปนิน (Saponin) อื่นๆอีกมากมาย  และก็สมุนไพรลูกใต้ใบยังประกอบไปด้วยธาตุที่สำคัญอีกตัวอย่างเช่น  ธาตุโซเดียม 0.86 %, ธาตุโพแทสเซียม 12.84 %,  ธาตุเหล็ก 10.68 %, ธาตุแคลเซียม 6.57 %, ธาตุแมกนีเซียม 0.34 %, ธาตุอะลูมิเนียม 3.92 %, ธาตุฟอสฟอรัส 0.34 %
 
 
 
 
 
 
                                                       ที่มา  :  Wikipedia
คุณประโยชน์  ด้านคุณประโยชน์ของลุกใต้ใบนั้นคนไทยมีความเชื่อมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่าลูกใต้ใบสามารถคุ้มครองตับจากพิษของสารเคมี รวมทั้งถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรเพื่อช่วยรักษาคนป่วยที่เป็นโรคมะเร็งตับให้มีอายุยาวขึ้น และก็ยังมีคุณประโยชน์ตามตำรายาไทยอีกหลายสิ่งหลายอย่างได้แก่ ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย  บำรุงธาตุในร่างกาย เจริญอาหาร รักษาโรคตา ควบคุมและลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดระดับความดันเลือด แก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยลดไข้ทุกชนิด ช่วยรักษามาลาเรีย ช่วยแก้อาการไอ ช่วยแก้โรคหืด ช่วยแก้อาการร้อนในหิวน้ำ ช่วยขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ช่วยขับเสมหะ แก้ท้องเสีย  แก้ปวดท้อง  ท้องมาน แก้บิด ข้อระดูขาวไข้รอบเดือนของสตรี รักษาไข้ทับระดู  ช่วยบำรุงรักษาสายตา ทำให้สายตาดี แก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยลดไข้ทุกชนิด ช่วยแก้พิษตานซาง แก้น้ำเหลืองเสีย  บำรุงตับ รักษาโรคตับเหลือง ยอดอ่อนใช้รักษาอาการปวดข้อ  ปวดกระดูก ลดอาการอักเสบ แก้เริม อื่นๆอีกมากมาย
รูปแบบ/ขนาดการใช้

  • แก้ไข้ ให้นำต้นสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำปริมาณ 2 ถ้วยแก้ว แล้วต้มกระทั่งเหลือน้ำ 1 1/2 ถ้วยแก้ว รับประทานทีละครึ่งถ้วยแก้ว
  • รักษาโรคเริม ให้ใช้ลูกใต้ใบโดยประมาณ 5 ใบ ตำผสมกับสุราแล้วคั้นมัวแต่เอามา ต่อจากนั้นใช้สำลีชุบน้ำยามาติดตรงที่เป็น
  • รักษาลักษณะของการปวดข้อ ใช้ยอดอ่อนมาต้มกับน้ำแล้วดื่มรักษาอาการปวดกระดูก ปวดข้อ
  • แก้ปวดเมื่อย นำลูกใต้ใบมาล้างน้ำ และก็สับเป็นชิ้นเล็กๆตากแดดให้แห้ง ต้มใส่หม้อดิน นำมาดื่มแทนชา
  • แก้ไอ นำใบอ่อนของต้นใต้ใบ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 แก้ว ต้มจนถึงเหลือน้ำ 1 1/2 แก้วใช้จิบแก้ไอ
  • ขับเมนส์ นำต้นลูกใต้ใบมาต้มกิน ก็จะช่วยสำหรับในการปรับสมดุลเลือดลมในร่างกาย ทำให้เมนส์มาปกติได้
  • ไข้ทับประจำเดือน ให้นำลูกใต้ใบอีกทั้ง 5 มาล้างน้ำสะอาด เอามาตำผสมเหล้าขาว คั้นเฉพาะน้ำยามาดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา
  • บำรุงสายตาให้ใช้ผลต้มดื่มและก็ยังช่วยรักษาโรคตา
  • กำจัดพิษออกจากตับ ใช้ต้มดื่มติดต่อกันประมาณ 1 อาทิตย์ คุ้มครองป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลายจากสารพิษต่างๆแล้วก็ช่วยทำนุบำรุงตับ


การเรียนทางเภสัชวิทยา  จากการศึกษาวิจัยในหลอดทดลองหลายรายงานพบว่าลูกใต้ใบสามารถยั้ง DNA poly-merase ของ HBV ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีสำหรับสังเคราะห์ DNA ของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ตัวอย่างเช่น สารสกัดเมทานอลจากลูกใต้ใบ (ไม่เจาะจงความเข้มข้น) สารสกัดเมทานอลจากอีกทั้งต้น (ไม่กำหนดความเข้มข้น) สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้น มีค่า IC50 เท่ากับ 500 มค.กรัม/มิลลิลิตร สารสกัดน้ำจากทั้งยังต้น ความเข้มข้น 75 มค.ก./มิลลิลิตร สารสกัดน้ำจากทั้งยังต้นมีฤทธิ์อ่ออนสำหรับการยับยั้ง DNA polymerase ของ HBV มีค่า IC50 พอๆกับ 59 มค.ก./มล. และขนาด 43 มค.กรัม/มิลลิลิตร มีฤทธิ์อ่อนสำหรับในการยังยั้ง HBV สารสกัดเมทานอลยังมีฤทธิ์ยับยั้ง HBV antigen
สารสกัดน้ำจากทั้งต้น ความเข้มข้น 100 มค.กรัม/มล. สามารถยับยั้งการแบ่งตัวข้างในเซลล์ HBV สารสกัดเอทานอล สารสักดเฮกเซน สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัดบิวทานอล แล้วก็สารสกัดน้ำจากต้น ขนาด 4 มิลลิกรัม/มล. มีฤทธิ์ต่อต้าน HBV  antigen โดยสารสัดบิวทานอลมีฤทธิ์สูงสุด และยับยั้งปฏิกิริยาระหว่า HBs Ag/Hbe Ag ยั้งการสังเคราะห์ DNA ของ HBV และยับยั้งการ expression ของ HBV antigen สารสกัดน้ำจากทั้งยังต้น ความเข้มข้น 0.5 มก./มิลลิลิตร ทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยง hepatoma cell line HepA2 ที่ถูกทำให้ติดโรค HBV พบว่าสารสกัดจะยั้งการแบ่งตัวของเซลล์แล้วก็กดการสร้าง Hbs Ag แต่ไม่ลดการผลิต HBsAg gene promotor ซึ่งจะไปกระตุ้น CAT activity สารสกัดน้ำจากใบมีฤทธิ์ยับยั้งการ expression ของ HBV antigen โดยมี IC50 เท่ากับ 5 มค.ก./มิลลิลิตร
ส่วนการทดสอบในสัตว์ทดสอบพบว่าสารสกัดลูกใต้ใบให้ผลสำหรับการยั้งเชื้อ HBV ในสัตว์ทดสอบโดยเมื่อฉีดสารสกัดน้ำจากทั้งต้นขนาด 80 มิลลิกรัม/กก. เข้าช่องท้องหนู G26 transgenic mice จะยับยั้งการเกิด transcription ในตับหนูโดยลด HBV mRNA และขนาด 100 มค.ก./มิลลิลิตร (ไม่เจาะจงขั้นตอนการบริหารยา) จะลดการเกิด  transgenic เช่นกัน โดยระดับของ HBs Ag mRNA ในเซลล์ตับลดน้อยลง และยับยั้ง expression ของ HBV mRNA
นอกจากยังมีผู้ศึกษาค้นคว้าและวิจัยแยกสารประกอบกลุ่ม lignan ได้จากสารสกัด ethyl acetate จากลูกใต้ใบซึ่งมี ฤทธิ์ต้านทานมะเร็งโดยพบว่าไปยับยั้งการแสดงออกของ ยีน Bcl-2 แล้วก็การหยุดยั้งแนวทางการทำงานของ โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี telomerase ร่วมกับการกระตุ้นการทำงานแสดงออกของ ยีน c-myc และแนวทางการทำงานของ โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี caspases เป็นสาเหตุของการเกิดกระบวนการตายของเซลล์แบบ apoptosis รวมทั้งยังมีการศึกษาค้นคว้าทางเภสัชวิทยาต่างๆอีกอย่างเช่น

  • สารสกัดด้วยเอทานอลของรากลูกใต้ใบประเภท P. amarus มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ และก็ยังสามารถช่วยลด Oxidative stress ได้เมื่อเรียนรู้ในหลอดทดสอบ ส่วนในสารสกัดแบบชาของลูกใต้ใบก็พบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเดียวกัน
  • สารสกัดด้วยเมทานอลของลูกใต้ใบประเภท P. amarus มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูที่เป็นโรคโรคเบาหวานจากการฉีดสาร Alloxan รวมทั้งสารสกัดด้วยน้ำจากใบและก็เม็ดของ P. amarus ก็มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน โดยมีการทดลองใช้ดื่มน้ำตาลซูโครส 10% เป็นเวลา 30 วันเพื่อทำให้ภาวการณ์น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น แต่ผลของการทดสอบก็พบว่าสามารถช่วยลดสภาวะเบาหวานได้
  • มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อเอชไอวี สารสกัดด้วยน้ำและก็แอลกอฮอล์ของลูกใต้ใบชนิด P. amarus มีฤทธิ์แรงสำหรับเพื่อการช่วยยับยั้ง HIV-1 โดยเป็นสารออกฤทธิ์ในกลุ่ม Gallotannin ซึ่งสาร Corilagin, Ellagitannins รวมทั้ง Geraniin นั้นจะมีฤทธิ์แรงที่สุด นอกเหนือจากนั้นยังช่วยยั้งเชื้อ HIVE ได้ถึง 30% รวมทั้งมีผลยั้งเชื้อ HIVE อีกทั้งใน in vitro และก็ใน in vivo
  • ช่วยคุ้มครองการเกิดพิษต่อตับของหนูขาวจากการได้รับยาพาราเซตามอล โดยพบว่าการให้ต้มหรือผงของลูกใต้ใบจำนวน 1 ครั้งในขนาด 3.2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในหนูทดลอง ก่อนให้พาราเซตามอลเป็นเวลา 1 ชั่วโมง มีผลช่วยลดความเป็นพิษได้ดิบได้ดีที่สุด
  • สารสกัดด้วยเมทานอลของลูกใต้ใบ P. amarus มีฤทธิ์สำหรับในการต้านทานการก่อกลายชนิดของสาร 2-acetaminofluorene (2-AFF), 4-nitro-O-phenylenediamine, Aflatoxin B1, Sodium azide แล้วก็ N-methyl-N-nitro-N- nitrosoguanidine เมื่อทำการค้นคว้าด้วย Ames test ในตัวทดลอง โดยผลของการต้านทานการก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดใน in vitro จะดีกว่าใน in vivo


ฤทธิ์คุ้มครองป้องกันตับของลูกใต้ใบในหนูขาว  การเรียนรู้ในหนูขาวโดยแบ่งหนูขาวออกเป็น 5 กรุ๊ป กลุ่มที่ 1 เป็นกรุ๊ปควบคุมให้รับประทานสารละลายเดกซ์โทรส (Isocaloric glucose solution) กลุ่มที่ 2 เป็นกรุ๊ปที่ได้รับสารละลายเอทานอล (20% น้ำหนัก/ปริมาตร) ขนาด 5 กรัม/กก./วัน กรุ๊ปที่ 3 ได้รับสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลขนาด 250 มิลลิกรัม/กก./วัน ร่วมกับสารละลายเดกซ์โทรส กรุ๊ปที่ 4 แล้วก็ 5 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลขนาด 250 และ 500 มก./กก./วัน ร่วมกับสารละลายเอทานอลขนาด 5 ก./กก./วัน ตามลำดับ นาน 4 อาทิตย์ (เอทานอลให้นาน 3 สัปดาห์) พบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเอทานอลเพียงอย่างเดียว สารสกัดลูกใต้ใบขนาด 250 และก็ 500 มิลลิกรัม/กก./วัน ในหนูกรุ๊ปที่ 4 แล้วก็ 5 ที่รั้งนำให้เกิดความเป็นพิษที่ตับด้วย เอทานอลสามารถลดระดับการเกิด lipid peroxidation ได้ 29.10 และก็ 45.67% ตามลำดับ รวมทั้งยังสามารถเพิ่มระดับหลักการทำงานของเอนไซม์ reduced glutathione (GSH), superoxide dimutase (SOD), catalase (CAT) ในตับ โดยกลุ่มที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบขนาด 250 มก./กก./วัน สามารถเพิ่มระดับแนวทางการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี GSH, SOD และ CAT ได้ 27.60, 36.36 รวมทั้ง 28.61% ตามลำดับ ในขณะกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบขนาด 500 มิลลิกรัม/กก./วัน สามารถเพิ่มลักษณะการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วได้ 81.60, 51.03 แล้วก็ 37.41% ตามลำดับ และหนูในกรุ๊ปที่ 4 รวมทั้ง 5 ยังสามารถลดลักษณะการทำงานของเอนไซม์ glutathione-S transferase ได้ 28.19 และก็ 47.99% ยิ่งกว่านั้นยังพบว่าหนูกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบ 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ร่วมกับ เอทานอล (กลุ่มที่ 4) หลักการทำงานของเอนไซม์ alanine transaminase (ALT) aspartate transaminase (AST) แล้วก็ alkaline phosphatase (ALP) ในตับมากขึ้น 12.68, 42.35 และ 40.01% ตามลำดับ ขณะที่ ALT และก็ AST ในพลาสมาน้อยลง 41.38 รวมทั้ง 51.90% เช่นเดียวกับหนูในกลุ่มที่ 5 ที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ร่วมกับเอทานอล ระดับของ ALT, AST รวมทั้ง ALP ในตับมากขึ้น 42.35, 21.63 แล้วก็ 116.9% ในตอนที่ค่า ALT และ AST ในพลาสมาน้อยลง 51.90 และก็ 51.20% จากการศึกษาสรุปได้ว่าสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลสามารถคุ้มครองป้องกันการถูกทำลายของตับในหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้กำเนิดพิษที่ตับได้

การศึกษาทางสถานพยาบาล การศึกษาเล่าเรียนผู้เจ็บป่วยที่เป็นพาหนะของโรคตับอักเสบบีจำนวน 78 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน กรุ๊ปควบคุม 38 คน) สามารถติดตามผลหลังการทดสอบ 1 เดือน ได้เพียงแต่ 60 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 37 คน กรุ๊ปควบคุม 23 คน) กลุ่มทดลองจะกินยาผงลูกใต้ใบทั้งยังต้นใส่แคปซูลขนาด 200 มก. วันละ 3 ครั้ง นาน 30 วัน กรุ๊ปควบคุมจะรับประทานยาหลอกเป็น lactose แทน ใช้การตรวจค้น HBs Ag รวมทั้ง HBe Ag ในซีรัมของคนป่วยด้วยวิธี ELISA
ภายหลังทดสอบ 1 เดือน พบว่าผู้ป่วยในกลุ่มทดลอง 22 คน ใน 37 คน (59%) ตรวจพบ HBs Ag ในซีรัมสำเร็จลบ ตอนที่มีผู้ป่วยในกรุ๊ปที่ได้รับยาหลอกเพียงแค่ 1 คนเพียงแค่นั้น (4%) ที่ตรวจพบ HBs Ag ในซีรัมได้ผลลบ ในคนป่วยที่ตรวจเจอ HBs Ag ในซีรัมได้ผลสำเร็จลบใน 1 เดือนแรก จำนวน 22 คน ในกลุ่มทดลอง และ 1คนในกลุ่มควบคุม และก็เมื่อติดตามการดูแลรักษาจนถึง 9 เดือน เหลือผู้ป่วยในกลุ่มทดลองเพียงแต่ 1 คน ยังตรวจพบ HBs Ag ได้ผลลบยกตัวอย่างเช่นเดิมผู้เจ็บป่วยที่เป็นพาหะที่มี HBs Ag และก็ HBe Ag จะมีผลตอบสนองต่อการรักษาน้อยกว่ากรุ๊ปพาหะที่ไม่มี HBe Ag กลุ่มที่มี HBs Ag แล้วก็ HBe Ag จะปราศจากการเป็นพาหะหลังการทดสอบเพียงแต่ 29% (5 ใน 17 คน) และก็กรุ๊ปที่ไม่มี HBe Ag จะปราศจากการเป็นยานพาหนะข้างหลังการทดลองถึง 85% (17 ใน 20 คน) ส่วนคนไข้ที่เป็นพาหะที่ได้รับยาหลอก 1 คน ที่ตรวจพบ HBs Ag ได้ผลลบนั้นเป็นพาหะที่เดิมมีเพียงแค่ HBs Ag แค่นั้น แล้วก็เป็นพาหะที่ไม่มีอาการ ไม่เจออาการข้างเคียงในคนเจ็บทุกคนที่ทำงานเล่าเรียนในครั้งนี้ แม้กระนั้นอย่างไรก็ตามภายหลังจากติดตามผลตอบแทน 3 เดือน พบว่าจำนวนผู้ป่วยในกลุ่มทดลองแล้วก็กลุ่มควบคุมมีความต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยกลุ่มควบคุมเหลือเพียง 19 คน ในเวลาที่กลุ่มทดลองมีถึง 36 คน
นอกเหนือจากนี้ลูกใต้ใบยังสามารถลดการอักเสบของตับได้ ดังในการทดสอบให้ผู้เจ็บป่วยชายรวมทั้งหญิงที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง รับประทานผลจากลูกใต้ใบทั้งยังต้นขนาด 1.5 ก./วัน ให้ผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังทั้งคู่เพศกินต้นลูกใต้ใบ (ไม่กำหนดขนาด) พบว่าสาร catechin จะลดระดับบิลิรูบินในพลาสมา และก็ลด Bromsulfthalein clearance (BSP clearance) การเล่าเรียนในคนป่วยตับอักเสบจากเชื้อไวรัส 120 ราย รับประทานยาตำรับของอายุรเวท 4 จำพวก ประกอบด้วยสมุนไพรพลายชนิดรวมถึงลูกใต้ใบด้วย (ไม่กำหนดขนาดที่รับประทาน) คนป่วยทุกคนไม่ได้รับยาแผนปัจจุบัน พบว่าผู้ป่วยส่วนมากจะมีค่า serum glutamic oxaloacetic transaminase (SGOT). Serum glutamic pyruvic transaminase (SGPT) แล้วก็บิลิรูบินน้อยลง และก็มีคนป่วย 1 รายที่ตรวจพบ HBs Ag ได้ผลสำเร็จลบ
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา

  • การทดสอบความเป็นพิษ สารสกัดเซลล์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงด้วยเอทานอล (50%) เมื่อให้หนูถีบจักรรับประทาน พบว่าขนาดสูงสุดก่อนเกิดอาการพิษเป็น1 กรัม/กิโลกรัม สารสกัด 50% อัลกฮออส์จากทั้งต้น เมื่อให้หนูรับประทานหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ขนาด 10 ก./กก. ไม่เจอพิษ สารสกัดน้ำจากพืชอีกทั้งต้น เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร ขนาด .01 มิลลิกรัม หรือ 1.8 มิลลิกรัม ไม่พบพิษ สารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทน เอทานอล รวมทั้งสารสกัดด้วยน้ำ เมื่อให้เข้าทางกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 500 มก./กก. ไม่พบพิษ สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้นฉีดเข้าท้องลูกเป็ดขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่พบพิษ สารสกัดเอทานอล 95% จากทั้งต้น เมื่อให้เข้าทางกระเพาะหนูถีบจักร ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม นาน 30 วัน ไม่เจอพิษ หนูที่กินสารสกัดจากพืชที่อยู่เหนือดิน (ไม่ระบุชนิดของสารสกัด) ขนาด 0.2 มิลลิกรัมวัน ตรงเวลา 90 วัน ไม่เจอพิษ เมื่อให้ผู้ใหญ่ทั้งสิ้นศชาย และก็หญิงกินลูกใต้ใบขนาด 2.7 กรัม/วัน ไม่เจอพิษ ผู้ใหญ่รับประทานพืชส่วนที่อยู่เหนือดินขนาด 1.5 ก.ไม่เจอพิษ และเมื่อให้เด็กกินพืชทั้งยังต้น (ไม่กำหนดขนาดที่รับประทาน) ไม่พบพิษ


ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่ระบุชนิดและก็ขนาดของสารสกัด) เมื่อให้เข้าทางช่องท้องหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักรแล้วก็หนูขาว ส่งผลให้เกิดวิธีสำหรับซัก ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่เจาะจงจำพวกแล้วก็ขนาด) มีฤทธิ์ลดอัตราการเต้นและก็บีบตัวของหัวใจกบ หนูขาว และก็หนูถีบจักร ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่เจาะจงจำพวกและขนาด) มีฤทธิ์ลดความดันในหมา

  • ผลต่อระบบขยายพันธุ์ เมื่อให้หนูถีบจักรเพศผู้ กินสารสกัดอัลกอออล์จากต้น ขนาด 100,250,400 และ 500 มก./กิโลกรัม จะลดอัตราการมีลูกลง 10,32,52 และ 72% เป็นลำดับ และเมื่อให้หนูรับประทานสารสกัดดังกล่าวข้างต้นในขนาดสูงพอๆกับ 500 มิลลิกรัม/กก. จะลด cauda epididymal sperm counts ลดการเคลื่องที่ของสเปิร์ม ยังยั้ง succinate dehydrogenase ใน epididymis รวมทั้ง testis เปอร์เซ็นต์ของสเปิร์มที่มีชีวิตต่ำลง


เมื่อให้สารสกัดเอทานอล 95% จากอีกทั้งต้น ทางสายยางให้อาหารแก่หนูถีบจักรเพศภรรยา ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม นาน 30 วัน จะทำให้หนูมีลูกยาก

  • เป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้น ความเข้มข้น 1 มก./มล.,200 มค.ก./มล. และ 500 มค.ก./มล. เป็นพิษต่อเซลล์ sarcoma (Rous virus) (11), Ca-Hepatocarinoma-G2(7) แล้วก็ cell  line HuH-7 (13) ตามลำดับ
ข้อแนะนำ/ข้อควรตรึกตรอง

  • สตรีตั้งท้องห้ามรับประทานลูกใต้ใบเพราะเหตุว่าลูกใต้ใบมีสรรพคุณสำหรับการขับเมนส์ซึ่งอาจทำให้ได้รับอันตรายได้
  • ลูกใต้ใบมีฤทธิ์ทางเภสัชที่เช่นเดียวกับยาแอสไพริน ด้วยเหตุผลดังกล่าวผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข่งขันตัวของเลือดไม่สมควรกิน
  • การใช้สมุนไพรลูกใต้ใบนั้น ไม่สมควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินความจำเป็น และไม่ควรจะใช้กำเนิดขนาดที่เจาะจงในฉลากผลิตภัณฑ์
  • ผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไตควรขอคำแนะนำแพทย์ก่อนใช้เสมอ
เอกสารอ้างอิง

  • ศรีพร เหลียละโมบอบกิจ.ลูกใต้ใบ&ตับอักเสบบี.จุลสารข้อมูลสมุนไพร.
  • รศ.ภกญ.นวลน้อย จูฑะดงษ์.รายงานการวิจัยฤทธิ์ของลูกใต้ใบต่อหน้าที่ไมโตคอนเดรียในตับหนูขาว.สาขาวิชาเภสัชวิทยา สำนักวิชาวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
  • ฤทธิ์ปกป้องรักษาตับของลูกใต้ใบในหนูขาว.ข่าวการเปลี่ยนแปลงสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ลีที่นา ผู้พัฒนพงศ์พันธุ์, 2530. สมุนไพรไทยตอนที่ 5 . ฝ่ายวิชาพฤกษศาสตร์ป่าดง กองบำรุง กรมป่าไม้, จ.กรุงเทพฯ http://www.disthai.com/
  • Faremi TY, Suru SM, Fafunso MA, Obioha UE.Hepatoprotective potentials of Phyllanthus amarus againt etanol-induced oxidative stress in rats. Food Chem Toxicol.2008;46:2658-64
  • Van Welzen, P., Chayamarit, K. (2007) Euphorbiaceae, in: Santisuk, T., Larsen, K. (Eds.),


Flora of Thailand. Prachachon Co. LTD., Bangkok, pp. 473-507.

  • เต็ม สมิตินันทน์,2544. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย. ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้, กรุงเทพฯ.
  • Giridharan, P., Somasundaram, S.T., Perumal, K., Vishwakarma, R.A., Karthikeyan, N.P., Velmurugan, R., Balakrishnan, A. (2002) Novel substituted methylenedioxy lignan suppresses proliferation of cancer cells by inhibiting telomerase and activation of c-myc and caspases leading to apoptosis. British Journal of Cancer 87: 98-105.



Tags : ลูกใต้ใบ

11

พิมเสน (Bomed Camphor)
พิมเสนเป็นอย่างไร พิมเสนมีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ ภิมเสน น่ากลัวเสน พิมเสนเกล็ด พิมเสนจังหวัดตรังกานู ประพรมแสน มีชื่อสามัญว่า “Borneo Camphor” แขกประเทศอินเดียในบอมเบย์เรียก “Bhimseni” หรือ “Boras” ชาวฮินดูเรียก “Bhimsaini-kapur” หรือ “Barus kapur”  โดยปกติพิมเสนแบ่งออกได้เป็น 2 จำพวกเป็นพิมเสนที่ได้จากธรรมชาติหรือพิมเสนแท้ ชื่อสามัญ Borneol camphorแล้วก็พิมเสนสังเคราะห์ หรือพิมเสนเทียม ชื่อสามัญ Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนจะมีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆแบนๆมีสีขาวขุ่นหรือออกแดงเรื่อๆ(หากเป็นพิมเสนบริสุทธิ์จะเป็นผลึกรูปแผ่นหกเหลี่ยม) มีเนื้อแน่นกว่าการบูร ระเหิดได้ช้ากว่าการบูร ติดไฟให้แสงสว่างจ้ารวมทั้งมีควันมาก ไม่มีเถ้า ละลายได้ยากในน้ำ ละลายก้าวหน้าในตัวทำละลายประเภทขั้วต่ำ พิมเสนมีกลิ่นหอมยวนใจเย็น ฉุน รสหอม เย็นปากเย็นคอ สมัยก่อนคนไทยนิยมใช้ใส่ไว้ด้านในหมากพลูบด
สูตรทางเคมีและสูตรองค์ประกอบ พิมเสนแท้ (Borneo Camphor) เป็นสารประกอบอินทรีย์ประเภทไบไซคิก  และก็เป็นสารกรุ๊ปเทอร์พีน มีสูตรเคมีคือ C10H18O มีชื่อทางเคมีว่า(+)-borneol หรือ endo-2-camphanol หรือ endo-2-hydroxycamphane  มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาว 6 เหลี่ยม มีกลิ่นหอมยวนใจฉุนคล้ายการบูร ติดไฟให้แสงสว่างแรงและมีควันมาก ไม่มีเถ้า มีมวลโมเลกุล 154.25                gmd -1 และมีความถ่วงจำเพาะพอๆกับ 1.011 มีจุดหลอมละลาย 208 องศาเซลเซียส แทบไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำละลายจำพวกขั้วต่ำ เป็นต้นว่า น้ำมันปิโตรเลียมอีคุณ(1:6) ในเบนซีน (1:5)
 
ที่มา : Wikiperdia
ที่มา พิมเสนธรรมชาติ หรือ พิมเสนแท้เป็นพิมเสนที่ได้มาจากการระเหิด (ผู้กระทำลั่นของแก่นไม้โดยธรรมชาติ) ของยางจากต้นไม้จำพวก (เข้าใจว่าตัวต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้มิได้ถูกข้อกำหนดชื่อไทยไว้ ซึ่งในตำรายาแผนโบราณส่วนใหญ่ก็จะเอ่ยถึงแม้กระนั้นสิ่งที่สกัดได้จากเจ้าพืชต้นใหญ่นี้ว่า พิมเสน เพราะว่าแม้เรียกว่าต้นพิมเสนบางทีอาจเกิดความสับสน เพราะต้นพิมเสน นั้นยังหมายถึงพืชอีกประเภท เป็นไม้เนื้ออ่อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pogostemon cablin (Blanco) Benth. เชื้อสาย Labiatae ซึ่งเจ้าต้นนี้ สกัดได้น้ำมันหอมระเหย ที่ฝรั่งเรียกว่า Patchouli) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Dryobalanops aromatica Gaertn. จัดอยู่ในวงศ์ยางที่นา (DIPTEROCARPACEAE) (ภาษาจีนกลางเรียกว่า “หลงเหน่าเซียงสู้”) ซึ่งพบได้ทั่วไปในรัฐจังหวัดตรังกานู ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพืชประเภทนี้(Dryobalanops aromatic Gaertn.) มีชื่อเรียกหลายชื่อ ตัวอย่างเช่น Borneo Camphor Tree, Pokok Kapur Barus (มลายู), Pokok Kapurum (อินโดนีเซีย-สุมาตรา), Mahoborn Teak(อินโดนีเซีย-บอร์เนียว) เป็นไม้ขนาดใหญ่ บางทีอาจสูงได้ถึง 70 เมตร มีพูพอนใหญ่มาก วัดรอบๆลำต้นได้ 2-10 เมตร เปลาตรง เรือนยอดเป็นรูปฉัตร มีแขนงใหญ่ ปลายกิ่งตก ยอดทรงแหลม ใบเป็นใบเดี่ยว ใบที่อยู่ตอนบนของต้นเรียงสลับกัน ส่วนใบที่อยู่ตอนล่างของต้นออกตรงกันข้าม รูปไข่ เบาๆเรียวแหลมสู่ปลายใบ ขนาดกว้าง 2.5-5 เซนติเมตร ยาว 7.5-17.8 ซม. ขอบของใบเรียบ ผิวใบเรียบ ก้านใบสั้น ใบอ่อนสีแดงรวมทั้งห้อย ดอกเป็นดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมยวนใจ กลีบชั้นนอกมี 5 กลีบ ขนาดเท่าๆกัน แข็ง กลีบชั้นในห่อตามทางยาว เกสรตัวผู้มีจำนวนไม่ใช่น้อย ก้านเกสรติดกันเป็น 2 แถว รวมกันเป็นหลอดยาวกว่าเกสรตัวเมีย เกสรตัวเมียมีรังไข่อยู่เหนือกลีบดอก มี 3 ห้อง ผลได้ผลแห้ง ไม่แตก กลีบนอกจะแบออกเป็นปีก มี 1 เม็ด
พิมเสนสังเคราะห์ หรือ พิมเสนเทียมหมายถึงพิมเสนที่ได้จากสารสกัดจากต้นการบูร (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) Presl. จัดอยู่ในจัดอยู่ในวงศ์อบเชย (LAURACEAE), และก็ต้นหนาด (หนาดหลวง หนาดใหญ่ หรือพิมเสนหนาด ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blumea balsamifera (L.) DC. จัดอยู่ในสกุลทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) โดยผ่านวิธีทางเคมีวิทยา  ซึ่งพิมเสนที่ได้จากการกลั่นพืชชนิดนี้ จีน(แต้จิ๋ว) เรียก “ไหง่เผี่ยง” ก็เลยเรียกกันว่า “Ngai Camphor” หรือ “Blumea Camphor” นิยมใช้กันมากในเกาะไหหลำ
ประโยชน์/คุณประโยชน์ ถึงพิมเสนจะสกัดได้มาจากต้นไม้แต่ว่า ตามตำรายาแผนโบราณ จัดพิมเสน เป็นประเภทธาตุวัตถุ ไม่ใข่พืชวัตถุ หมอแผนโบราณใช้พิมเสนเป็นยาขับเหงื่อ ขับเสลด กระตุ้นการหายใจ กระตุ้นสมองบำรุงหัวใจ ใช้เป็นยาระงับความกระวนกระวาย ทำให้ง่วงซึมแก้กลยุทธ์ปวดเมื่อยคลายเส้นการอบสมุนไพรมีพิมเสนเป็นองค์ประกอบในตัวยา พิมเสนซึ่งระเหิดเมื่อถูกความร้อน มีกลิ่นหอมสดชื่น ใช้แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ แก้โรคผิวหนัง ผสมในลูกประคบ เพื่อช่วยแต่งกลิ่น มีฤทธิ์แก้พุพอง แก้หวัดยิ่งไปกว่านี้ยังผสมอยู่ในยาหม่อง น้ำอบไทย
                ในแบบเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์: ระบุ “ตำรับยาทรงจมูก”  เข้าเครื่องยา 17 สิ่ง ใช้จำนวนเท่าๆกัน และก็ พิมเสนด้วย ผสมกัน บดเป็นผุยผงละเอียด ใช้จมูกแก้ลมทั้งหลายแหล่ ตลอดจนโรคที่เกิดในศีรษะ ตา แล้วก็จมูก อีกขนานหนึ่งเข้าเครื่องยา 15 สิ่ง แล้วก็พิมเสนด้วย บดเป็นผงละเอียด ห่อผ้าบาง ทำเป็นยาดม แก้ปวดศรีษะ วิงเวียน แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ และก็ตา นอกนั้นพิมเสนยังใช้เป็นส่วนผสมใน “ตำรับยาสีปากบี้พระเส้น” ใช้ถูนวดเส้นที่แข็งให้หย่อนได้ แล้วก็ในตำรับ “สีผึ้งขาวแก้พิษแสบร้อนให้เย็น”
การเรียนทางเภสัชวิทยา ถึงแม้คนไทยพวกเราจะรู้จักพิมเสนกันมานาน แต่เนื้อหาเกี่ยวกับพิมเสนกลับไม่มีให้ค้นคว้ามากเท่าไรนัก ด้วยเหตุว่าต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ เป็นพืชที่มีเฉพาะถิ่นที่ขึ้นอยู่เฉพาะในเขตป่าของ เกาะเกะสุมาตรา บอร์เนียว รวมทั้งคาบสมุทรมลายู ก็เลยทำให้การศึกษาวิจัยในต้นไม้ชนิดนี้เป็นไปแบบแคบๆไม่กว้างขวางแต่ว่าก็ยังมีตัวอย่างข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพิมเสนบางฉบับที่มีการเผยแพร่กัน ดังเช่น

  • สารที่เจอในพิเสนแท้ ดังเช่นว่า d-Borneol, Humulene, Caryophyllene, Asiatic acid, Dryobalanon Erythrodiol, Dipterocarpol, Hydroxydammarenone2
  • จากการศึกษาเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาฉบับหนึ่งกล่าวว่า พิมเสนมีฤทธิ์สำหรับในการฆ่าเชื้อได้หลายแบบ ได้แก่ เชื้อในลำไส้ใหญ่, เชื้อราบนผิวหนัง, Staphelo coccus, Steptro coccus และยังใช้สำหรับเพื่อการรักษาอาการปวดเส้นประสาทหรืออาการอักเสบได้เป็นอย่างดี
  • กลไกสำหรับในการออกฤทธิ์ของพิมเสนในการลดการอักเสบเป็น กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดรอบๆใต้ผิวหนังรอบๆที่ทา ยั้งสารที่ก่อเกิดการอักเสบจากกลไกของร่างกาย ดังเช่นว่า prostaglandin E2,interleukin ฯลฯ ซึ่งการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดนี้ จะช่วยให้ลดอาการปวดได้เร็วขึ้น


การเรียนรู้ทางพิษวิทยา เช่นเดียวกับการเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาพิมเสนกับการศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยานี้ก็ไม่มีคุณวุฒิกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเนื่องมาจากการที่ต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้เป็นต้นไม้เฉพาะถิ่น แต่ก็มีการกำหนดข้อจำกัดสำหรับในการใช้พิมเสนไว้ว่า หากสูดดมต่อเนื่องกันเป็นเวลานานบางทีอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ด้วยเหตุว่าสารนี้ก่อให้เกิดอาการเคืองบริเวณทางเดินหายใจ นอกจากนั้นสารนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นและสงบระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งรวมถึงการใช้เกิดขนาดด้วย
ขนาด/จำนวนที่ควรที่จะใช้ ในแบบเรียนยาไทยระบุไว้ว่า วิธีการใช้พิมเสนสำหรับกิน ให้ใช้ทีละ 0.15-0.3 กรัมนำมาบดเป็นผุยผงกับตำรายาอื่น หรือใช้ทำเป็นยาเม็ด และไม่ควรจะปรุงยาด้วยแนวทางต้ม ถ้าหากใช้ภายนอกให้นำมาบดเป็นผุยผงใช้โรยแผลตามที่ต้องการ ส่วนขนาด/จำนวนของพิมเสนที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยอนุญาตให้ใช้เป็นองค์ประกอบกับตัวยาอื่นๆนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจะกำหนดให้ใช้เป็นตำรับๆไป

คำแนะนำ/ข้อควรพิจารณา

  • ห้ามดมกลิ่นพิมเสนตอดต่อกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเนื่องจากว่าจะก่อให้กำเนิดอาการเคืองบริเวณฟุตบาทหายใจ
  • พิมเสนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางก็เลยไม่ควรใช้เกินขนาดที่ระบุ
  • สตรีตั้งท้องห้ามรับประทานพิมเสน
  • การเก็บพิมเสนจำต้องเก็บไว้ภายในภาชนะที่มีฝาปิดอย่างมิดชิด ควรจะเก็บไว้ในที่แห้งและมีอุณหภูมิต่ำ


อนึ่งในขณะนี้พิมเสนแท้แทบจะไม่มีแล้ว ด้วยเหตุว่าราคาแพงแพง จำนวนมากจึงใช้พิมเสนสังเคราะห์ ซึ่งได้มาจากปฏิกิริยารีดักชันของการบูร (dl-camphor) ได้เป็น (dl-borneol) ก็คือ พิมเสนเกล็ดขาวๆที่มองเห็นกันโดยปกติ จึงเรียก พิมเสนเทียมนี้ ว่า "พิมเสนเกล็ด" Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนสังเคราะห์ (หรือพิมเสนเทียม)นี้มักจะมีรสเผ็ดกัดลิ้น ถ้าหากเป็นของหากแม้จากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้นแต่จะก่อให้เย็นปากเย็นคอ จะต้องต้องระมัดระวังสำหรับเพื่อการใช้พิมเสนสังเคราะห์นี้ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์ พิเชียรสุนทร และคณะ, ตำราพระโอสถพระนารายณ์, หน้า 499, พ.ศ. 2544, สำนักพิมพ์อมรินทร์ กรุงเทพฯ
  • ผศ.สุปรียา ยืนยงสวัสดิ์.พิมเสน.ภาควิชา เภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.หน้า1-3
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  “พิมเสน”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 386.
  • ชัยนต์ พิเชียรสุนทร และวิเชียร จีรวงส์ 2545 คู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) http://www.disthai.com/
  • พิมเสน.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก.
  • เภสัชจุลศาสตร์ของยาหม่องน้ำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • นันทวัน กลิ่นจำปา 2545 เครื่องหอมไทย ภูมิปัญญาไทย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด (มหาชน)
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดม อันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์ Drug Tips.ฉบับที่5กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า6-7


12

น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)
น้ำมันระกำเป็นยังไง  น้ำมันระกำ เมทิลซาลิไซเลต (Methyl salicylate หรือ Wintergreen oil หรือ Oil of wintergreen) เป็นสารอินทรีย์ในธรรมชาติพบได้จากพืชหลายอย่างโดยเฉพาะพืชในกลุ่มวินเทอร์กรีน (Wintergreen) รวมถึงพืชอีกหลายประเภทที่ผลิต เมทิลซาลิไซเลต ในปริมาณเล็กน้อย อย่างเช่น

  • สปีชี่โดยมากของสกุล Pyrolaceae โดยยิ่งไปกว่านั้นในสกุล Pyrola
  • บางสปีชี่ของสกุล Gaultheria ในวงศ์ Ericaceae
  • บางสปีชี่ของสกุล Betula ในสกุล Betulaceae โดยเฉพาะในสกุลย่อย Betulenta


แต่ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ สามารถสังเคราะห์สารเมทิลซาลิไซเลตแบบที่เจอในน้ำมันระกำได้ด้วยเหมือนกัน และก็ถูกประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตน้ำหอม อาหาร เครื่องดื่ม และยาในบ้านเรา น้ำมันระกำมักถูกเอามาเป็นส่วนประกอบของ ครีม ขี้ผึ้ง น้ำมันทาถูนวด สำหรับลดอาการปวดของกล้ามรวมทั้งปวดข้อ ซึ่งสารเมทิลซาลิไซเลตในน้ำมันระกำมักใช้ได้ผลในด้านที่ดีกับลักษณะของการปวดชนิดกะทันหันไม่รุนแรง แต่อาการปวดจำพวกเรื้อรังจะได้ผลน้อย
สูตรเคมีและก็สูตรองค์ประกอบ น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) เป็นสารอินทรีย์ในสูตรองค์ประกอบมีกลุ่ม เอสเทอร์ (Esters) วงแหวนเบนซินที่สามารถดูดกลืนรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ เป็นองค์ประกอบหลักและมีชื่อทางเคมีตาม IUPAC คือ metyl 2-hydroxybenzoate มีสูตรเคมี C6H4(HD)COOCH3 มีน้ำหนักโมเลกุล 152.1494g/mal มีจุดหลอมเหลวที่ -9 องศาเซลเซียส (ºC) จุดเดือดอยู่ที่ 220-224 องศาเซลเซียส  (ºC) สามารถติดไฟได้ และสามารถละลายก้าวหน้าในแอลกอฮอลล์ กรดอะสิว่ากล่าวก อีเทอร์ ส่วนในน้ำละลายได้นิดหน่อย
 
 
 
 
                สูตรองค์ประกอบทางเคมีของเมทิลซาลิไซเลท
                           ที่มา : Wikipedia                                   ที่มา : Brahmachari (2009)                                                 
 
 
มูลเหตุ/แหล่งที่เจอ น้ำมันระกำ หรือ เมทิลซาลิไซเลต ในอดีตกาลนั้นสามารถสกัดได้จากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แม้กระนั้นในขณะนี้ เมื่อแวดวงวิทยาศาสตร์ล้ำหน้าขึ้น นักวิทยาศาสตร์ก็เลยสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ ที่สามารถแยกที่มาของน้ำมันระกำได้เป็น

  • ได้มากจากธรรมชาติ จะได้มาจากผู้กระทำลั่นใบของต้นไม้ที่มี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gaultheria procumbens Linn. ชื่ออังกฤษ wintergreen, Checkerberry, Teaberry Tree, อยู่ในสกุล ERICAEAE ลักษณะ เป็นไม้พุ่มเล็กๆแผ่ไปตามดิน ยอดจะชูขึ้นสูงโดยประมาณ10-15 ซม. มีอายุเกิน 1 ปี ใบ เดี่ยวออกสลับกัน ใบสีเขียวแก่ รูปไข่ ยาว 1-2 ซม. ใบมีกลิ่นหอมยวนใจหวานรสฝาด ดอก สีขาวเป็นรูประฆัง ยาว 5 มิลลิเมตร ออกที่ข้อด้านข้างใบ ผล เป็น capsule สีม่วง มีส่วนของกลีบรองกสีบดอก สีแดงสดติดอยู่ ซึ่งในใบจะมีสาร methyl Salicylate อยู่ถึง 99% อย่างยิ่งจริงๆ โดยพืชประเภทนี้เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือและ
  • ได้มาจากการสังเคราะห์สารเคมี โดยการสร้าง น้ำมันระกำด้านวิทยาศาสตร์ได้จากการสังเคราะห์สารมีชื่อทางเคมีว่า Salicylyl acetate เป็นอนุพันธ์เอสคุณร์ ของ Salicylic acid และ methyl salicylate โดยใช้ปฏิกิริยาคอนเดนเซซั่น ของกรดซาลิไซลิก กับ เมทานอล โดยทำให้กรดซัลฟิวริกผ่าน esterification กรด Salicylic จะละลายในเมทานอลเพิ่มกรดกำมะถันแล้วก็ความร้อน เวลาสำหรับเพื่อการทำปฏิกิริยาเป็น 3 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 90-100 ℃ เมื่อปล่อยให้เย็นถึง 30 ℃ แล้วใช้น้ำมันล้างด้วยสารละลายโซเดียมคาร์บอเนตที่มีค่า pH 8 ด้านบนแล้วล้างด้วยน้ำ 1 ครั้ง น้ำ. ส่วนการกลั่นด้วยเครื่องสุญญากาศ 95-110 ℃ (1.33-2.0kPa) กลั่นให้ได้เมทิลซาลิไซเลต 80% หรือปริมาณเมทิลเซลิเซียลในอุตสาหกรรมทั่วไปพอๆกับ 99.5%
ประโยชน์แล้วก็คุณประโยชน์
ประโยชน์และคุณประโยชน์ของน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) คือ ใช้เป็นยาระงับปวดประเภทใช้เฉพาะที่สำหรับทุเลาลักษณะของการปวดต่างๆที่ไม่ร้ายแรง ตัวอย่างเช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามจากภาวะตึงหรือเคล็ดลับ ข้อต่ออักเสบ บอบช้ำ หรือปวดหลัง เป็นต้น โดยยานี้จะช่วยทำให้คนไข้รู้สึกเย็นรอบๆผิวหนังในตอนแรก หลังจากนั้นจะค่อยๆอุ่นขึ้น ซึ่งช่วยเบี่ยงเบนความพึงพอใจจากการรู้สึกถึงอาการปวด นอกเหนือจากนั้น ยังบางทีอาจใช้รักษาโรคอื่นๆตามดุลยพินิจของหมอด้วย  น้ำมันระกำมีกลไกการออกฤทธิ์ โดยตัวยาจะเป็นตัวกระตุ้นปลายประสาทที่รับความรู้สึกถึงความร้อน - อบอุ่น ทำให้ร่างกายมีการตอบสนองถึงการบรรเทาอาการปวดต่ำลง จึงทำให้เกิดความรู้สึกถึงฤทธิ์การดูแลและรักษาตามคุณประโยชน์ ในการค้นคว้าฤทธิ์ทางเภสัชยังพบอีกว่าน้ำมันระกำสามารถปรับแก้ ต่อต้านการปวดบวมแล้วก็อักเสบ แถมมีฤทธิ์เป็นยาชาแบบอ่อนๆรวมทั้งมี pH เป็นกรด ค่อนข้างแรง แล้วก็มีโมเลกุลแบบ BHA ด้วย มีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะแบบอ่อนๆทำให้ทำลายแบคทีเรียที่ผิวหน้าได้มักใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา แอสไพริน ซาลิโซเลต แล้วก็ยาฆ่าเชื้อ
                นอกนั้นยังคงใช้เมทิลซาลีไซเลตในอุตสาหกรรมอื่นๆอีกยกตัวอย่างเช่น เป็นส่วนผสมในสินค้าต่างๆดังเช่นว่า ยาสีฟัน แป้งทาตัว ยาหม่อง อุตสาหกรรมย้อม น้ำหอม ฯลฯ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา รายงานทางเภสัชวิทยาของน้ำมันระกำนั้นไม่ค่อยรายงานมากมาย ผู้เขียนสามารถรวบรวมมาได้เพียงแค่เล็กๆน้อยๆแค่นั้น ได้แก่ กรดซาลิไซลิก มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ต้านทานสะเก็ดเงิน โดยสมุนไพรที่พบกรดซาลิไซลิก จะพบได้บ่อยในพืชสกุล Salix อย่างเช่น สนุ่น willow ยิ่งไปกว่านี้ยังเจอในต้น wintergreen (Gaultheria procumbens) ที่เอามาทำน้ำมันระกำฯลฯ แล้วก็การใช้น้ำมันระกำ(เมทิลซาลิไซเลต)ทาร่วมกับการกินยาต้านทานการแข็งตัวของเลือดเช่น Warfarin, Dicumarol สามารถทำให้เลือดออกตามร่างกายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนั้นหากแจ้งให้หมอรู้ก่อนใช้ยา แพทย์จะปรับขนาดกินของ Warfarin และ Dicumarol ให้เหมาะสมกับคนป่วยเป็นกรณีๆไป

การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
มีรายงานการเรียนรู้ความเป็นพิษกระทันหันในน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) โดยให้ทางปากแก่ตัวทดลอง พบว่าค่า LD50=1110 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว (กิโล) แล้วก็เมื่อฉีดเข้ากล้ามตัวทดลองพบว่า ค่า LD50=887 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว (กิโล) สารเมทิลซาลิไซเลตหรือน้ำมันระกำบริสุทธิ์จัดเป็นสารเคมีที่มีพิษ ร่างกายมนุษย์ไม่ควรได้รับเมทิลซาลิไซเลต เกิน 101 มก./น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ในปี ค.ศ. 2007 (พุทธศักราช 2550) มีรายงานของนักกีฬาที่วิ่งข้ามประเทศเสียชีวิตเนื่องด้วยร่างกายของเขามีการดูดซึมเมทิลซาลิไซเลตมากเกินไปด้วยการใช้ยาใช้ภายนอก แก้ปวด โดยเหตุนี้จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับลูกค้า/คนไข้ โดยเฉพาะการใช้ยาทาเมทิลซาลิไซเลตกับเด็กเล็กซึ่งจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นมากยิ่งกว่าผู้ป่วยในกรุ๊ปอื่นๆซึ่งก่อนจะมีการเลือกใช้เภสัชภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยานี้ควรต้องขอความเห็นแพทย์หรือเภสัชกรก่อนที่จะมีการใช้ยาทุกคราว
ขนาด/ปริมาณที่ควรที่จะใช้ น้ำมันระกำตามท้องตลาดในบ้านพวกเราจำนวนมากนั้นชอบมองเห็นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มีส่วนผสมของน้ำมันระกำ หรือ เป็นส่วนประกอบของยาถูนวดที่ใช้ทาข้างนอกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็มีหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าร่างกายมนุษย์ไม่ควรได้รับเมทิลยาลิไซเลตเกิน 101 มก./น้ำหนักตัว (กก.) โดยถ้าใช้เป็นยาใช้ภายนอกก็บางทีก็อาจจะใช้ทาได้ในรอบๆที่ปวดวันละ 3-4 ครั้ง ก็คงจะพอเพียงแล้ว
คำแนะนำ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • เพราะน้ำมันระกำมีฤทธิ์เหมือนแอสไพรินด้วยเหตุนั้นจำเป็นจะต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยาถ้าเกิดมีประวัติแพ้ยาหรือองค์ประกอบของยาจำพวกนี้ แพ้ยาแอสไพรินหรือยาในกลุ่มซาลิไซเลต แล้วก็ยาจำพวกอื่น ของกิน หรือสารอะไรก็ตาม
  • ผู้ที่อยู่ในช่วงให้นมลูกควรหลีกเลี่ยงการใช้ทาบริเวณเต้านม
  • ห้ามให้เด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี ใช้โดยมิได้ปรึกษาแพทย์
  • ห้ามป้ายยานี้ในรอบๆที่เป็นแผลเปิด แผลไหม้
  • หากทายานี้แล้วมีอาการแสบร้อนมากขึ้นให้ล้างออกด้วยน้ำสบู่แล้วเช็ดถูเบาๆเพื่อทำความสะ อาดกำจัดยาออกไป
  • ห้ามป้ายยานี้บริเวณ ตา อวัยวะเพศ โพรงปาก เพราะว่ายาจะก่อให้เกิดอาการเคืองอย่างยิ่งต่อเนื้อเยื่อเหล่านั้น
  • หลบหลีกการใช้เพื่อดมกลิ่น เนื่องจากว่าอาจก่อการระคายเยื่อเมือกบุทางเท้าหายใจได้
  • แม้ใช้ยาจำพวกครีม เจล โลชั่น ออยล์ ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ให้ทาบางๆในรอบๆที่มีลักษณะปวด และนวดเบาๆให้ยาซึมเข้าสู่ผิวหนัง
  • การใช้ยาแบบเป็นน้ำหรือแท่ง ให้ทายารอบๆที่มีลักษณะปวด ต่อจากนั้นนวดช้าๆกระทั่งยาซึมลงผิวหนัง
  • การใช้ยาจำพวกแผ่นแปะ ให้ลอกแผ่นฟิล์มออก ต่อจากนั้นแปะบริเวณที่มีลักษณะปวดให้แนบสนิทไปกับผิวหนัง โดยใช้วันละ 1-2 ครั้ง ตามอยากได้
ส่วนผลกระทบจากการใช้น้ำมันระกำ Methyl Salicylate
อาจทำให้เกิดผลข้างๆ ดังเช่นว่า ผิวระคายเคือง แสบ แดง มีลักษณะชา รู้สึกเจ็บปวดเหมือนเข็มทิ่มแทงตามผิวหนัง เกิดภาวะภูเขามิไวเกิน ฯลฯ
อย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าเกิดพบผลข้างเคียงร้ายแรงจากการใช้น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) ดังนี้ ควรหยุดใช้ยาแล้วก็ไปพบแพทย์โดยทันที อย่างเช่น

  • มีลักษณะแพ้ยา อาทิ เป็นลมพิษ หายใจไม่สะดวก หน้าบวม ริมฝีปากบวม ลิ้นบวม คอบวม ฯลฯ
  • มีอาการแสบอย่างรุนแรง เจ็บ บวม หรือพุพองในบริเวณที่ใช้ยา ถ้าหากเจออาการดังที่กล่าวมาข้างต้นให้รีบล้างยาออกก่อนและก็ไปพบหมอทันที
เอกสารอ้างอิง

  • สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.สอบถามเกี่ยวกับสมุนไพร.กระดานถาม-ตอบ
  • Brahmachari, G. 2009. Natural products: chemistry, biochemistry and pharmacology. Alpha Science International Ltd, Oxford. http://www.disthai.com/
  • ต้นน้ำมันระกำมีประโยชน์อย่างไร.ไทยเกษตรศาสตร์.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Methyt Salicylate (เมทิลซาสิไซเลต)-รายละเอียดของยา.พบแพทย์ดอทคอม(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • เมทิลซาสิไซเลต.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Yü-Liang Chou 1952. Floral morphology of three species of Gaultheria: Contributions from the Hull Botanical Laboratory. Botanical Gazette 114:198–221 First page free
  • Gibbons, Euell. "Stalking the Healthful Herbs." New York: David McKay Company. 1966. pg. 92.


13

น้ำมันกานพลู (Clove Oil)
น้ำมันกานพลูคืออะไร น้ำมันกานพลูเป็นน้ำมันหอมระเหยชนิดหนึ่งที่สกัดได้จากการกลั่นโดยใช้ไอน้ำจากพืชที่เราเรียกกันว่าต้นกานพลู ซึ่งประเภทของน้ำมันมีอยู่ 3 ชนิดคือ

  • น้ำมันจากดอกได้มาจากดอกตูมของต้นกานพลู ซึ่งประกอบไปด้วย 60% eugenol, acetyl eugenol, caryophyllene แล้วก็ส่วนประกอบย่อยอื่นๆ
  • น้ำมันจากใบที่ได้มาจากใบของต้นกานพลู มียูจินอล 82-88% ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอะซิเตตน้อยหรือไม่มีเลยรวมทั้งยังองค์ประกอบย่อยอื่นๆอีกด้วย
  • น้ำมันจากต้นมาจากกิ่งรวมทั้งเปลือกต้นของต้านทานกานพลู ประกอบด้วยยูจินอล 90 - 95% แล้วก็องค์ประกอบย่อยอื่นๆ


ส่วนรูปแบบของน้ำมันกานพลูนั้นจะเป็นของเหลว (น้ำมัน) มีกลิ่นเฉพาะตัวซึ่งจะฉุนน้อยมีสีใสถึงเหลืองอ่อน หรือสีเหลืองปนน้ำตาลอ่อน น้ำมันกานพลูมักจะมีการเอาไปใช้เป็นส่วนประกอบของยานวด, น้ำหอม แล้วก็สินค้าอื่นๆรวมทั้งใช้ในการแต่งรสของยาเพื่อลดความขมลง แต่ถ้าเป็นสมุนไพรจากส่วนต่างๆของกานพลูนั้น มีการใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่ากว้างใหญ่แล้วก็หลากหลายในด้านสรรพคุณทางยาในพืชชนิดนี้
สูตรทางเคมีแล้วก็สูตรองค์ประกอบ น้ำมันกานพลู (Clove oil) ได้จากการสกัด ดอก, ใบ เปลือกและก็กิ่ง ของต้นกานพลู โดยผู้กระทำลั่นโดยใช้ละอองน้ำมีน้ำหนักโมเลกุล 205.647 g/mal มีจุดเดือดอยู่ที่ 251 องศาเซลเซียส (Cº) มีจุดวาบไฟที่ > 250 องศาฟาเรนไฮท์ (Fº) มีความไวไฟพอสมควร
ที่มาที่ไป/แหล่งที่พบ น้ำมันกานพลู (Clove oil) เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากขั้นตอนการกลั่นโดยใช้ละอองน้ำ (Stream distillation) จากนั้นสกัดแยกน้ำมันกานพลูกับน้ำด้วย dichloromethane แล้วระเหยเอา dichloromethane ออกมา ก็จะได้น้ำมันกานพลู ส่วนรูปแบบของต้นกานพลูที่เป็นมูลเหตุของน้ำมันกานพลูนั้นมีลักษณะดังต่อไปนี้

ชื่อสมุนไพร กานพลู
ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium aromaticum (L.) Merr. & Perry     
ชื่อวงศ์                        MYRTACEAE
ชื่อพ้อง                   Eugenia caryophyllata Thunb.
                Eugenia caryophyllus (Spreng.) Bullock & Harrison,
                Eugenia aromatica Kuntze
ชื่ออังกฤษ              Clove, Clove tree
ชื่อเขตแดน              จันย่าง (ภาคเหนือ)
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น กานพลูเป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ สูง 5-20 เมตร เรือนยอดทึบ เป็นรูปกรวยคว่ำ แตกกิ่งต่ำ ลำต้นตั้งตรง เปลือกเรียบมีสีน้ำตาลอ่อน มีต่อมน้ามันมากมาย
  • ใบ ใบกานพลู เป็นใบลำพัง ออกเรียงตรงข้าม มีก้านใบเล็กเรียว ยาว 1-3 ซม. รูปใบขอบขนานปนรูปไข่กลับ กว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 6-13 ซม. ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบเรียบ โคนสอบเป็นรูปลิ่ม แผ่นใบด้านบนเป็นมัน ตอนล่างของใบมีต่อมเยอะแยะ ใบมีเส้นใบไม่น้อยเลยทีเดียว
  • ดอก ดอกกานพลูออกเป็นช่อดอกสั้นๆแทงออกบริเวณปลายยอดหรือง่ามใบบริเวณยอด ดอกแตกกิ่งก้านสาขาออกเป็นกระจุก 3 ช่อ มีปริมาณ 6-20 ดอก ดอกมีใบเสริมแต่งสามเหลี่ยม ยาว 2-3 มม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ สีเขียวอมเหลือง และมีสีแดงเรี่ยราย โคนชิดกันเป็นหลอดยาว 5-7 มิลลิเมตร กลีบ 4 กลีบ กลีบดอกไม้มีรูปสามเหลี่ยมแกมรูปไข่ ยาว 7-8 มิลลิเมตร มีต่อมน้ำมันมาก กลีบดอกไม้มักตกง่าย ข้างในมีเกสรเพศผู้ ก้านยกเกสรยาว 3-7 มม. ก้านเกสรเพศเมียยาวราวๆ 4 มม. ยอดเกสรตัวเมียแบ่งเป็น 2 พู มีรังไข่ 2-3 ห้อง แต่ละห้องมีไข่ไม่น้อยเลยทีเดียว
  • ผล ผลกานพลู เป็นผลคนเดียว มี 1 เมล็ด มีรูปไข่กลับแกมรูปรี ยาว 2-2.5 เซนติเมตร เมื่อแก่จะมีสีแดงเข้มออกคล้ำ


สารสำคัญที่พบ

  • ดอก – Eugenol 72-90 % – Eugenyl acetate 2-27 % – β-caryophyllene 5-12 % – trans-β-caryophyllene 6.3-12.7 % – Vanillin
  • ใบ – Eugenol 94.4 % – β-caryophyllene 2.9 %


สารอื่นๆอย่างเช่น methyl salicylate, methyl eugenol, benzaldehyde, methyl amyl ketone และ rhamnetin
ประโยชน์/สรรพคุณ น้ำมันกานพลูมีคุณประโยชน์ทางยา คือ น้ำมันกานพลู (Clove oil) เป็นยาชาเฉพาะที่ แก้ปวดฟัน โดยใช้สำสีชุบนำมาอุดที่ฟัน ยับยั้งการกระตุก ตะคิว ขับผายลม แก้เจ็บท้อง แก้ท้องเฟ้อ ผสมยากลั้วคอ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย แก้ไอ  ฆ่าเชื้อโรค แก้ชาปลายมือปลายเท้า บรรเทาอาการจากแมลงสัตว์กัดต่อย แก้โรคลมหยุดปวด ใช้ผสมกับ เมนทอล เมทิลซาลิไซเลต เป็นยานวดแก้ปวดบวมช้ำ ส่วนคุณประโยชน์ซึ่งมาจากน้ำมันกานพลูมีดังนี้   น้ำมันหอมระเหยจากดอกใช้เป็นส่วนประกอบยาฆ่าแมลงไล่ยุง หรือใช้ฉีดพ่นกำจัดแมลงซึ่งตรง โดยมี สารยูจีนอล (Eugenol) เป็นตัวที่ออกฤทธิ์สำคัญสำหรับเพื่อการกีดกั้นหลักการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีทำให้โปรตีนอื่นๆเสียสภาพไป น้ำมันหอมระเหยของกานพลูใช้สำหรับทำให้ปลาสลบ โดยมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญเป็นยูจีนอล (Eugenol) ใช้โดยการหยด  ใช้น้ำมันกานพลูใช้เป็นส่วนผสมหรือใช้เป็นยาต้านเชื้อแบคทีเรียหลากหลายประเภท น้ำมันจากก้านดอก แล้วก็ดอกกานพลูใช้ในการตระเตรียมสาร eugenol, isoeugenol และvanillin แล้วก็น้ำมันที่เหลือใช้สำหรับการทำสบู่   น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้เป็นส่วนผสมของยาสีฟัน แล้วก็น้ำยาบ้วนปาก น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้สำหรับแต่งกลิ่นรสอาหาร และก็ใช้เป็นวัตถุกันเสีย

ส่วนประโยชน์แล้วก็คุณประโยชน์ทางยาของส่วนต่างๆของต้นกานพลูนั้นมีดังนี้ 
  หนังสือเรียนยาไทย ดอก รสเผ็ด กระจายเสลด แก้เสลดเหนียว แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ปวดฟัน กำจัดกลิ่นปาก แก้หืด เป็นยาทำให้ร้อนเมื่อถูกผิวหนังทำให้ชา เป็นยาฆ่าเชื้อ แก้ปวดฟัน แก้รำมะนาด แก้เจ็บท้อง มวนในลำไส้ แก้ลม แก้เหน็บชา แก้พิษเลือด พิษน้ำเหลือง ขับน้ำคาวปลา ทำอุจจาระให้ธรรมดา แก้ธาตุทั้ง 4 พิการ แก้ปวดท้อง แก้ท้องอืด ของกินไม่
ย่อย อ้วกอาเจียน แก้จุกเสียด แก้ท้องเดิน ขับผายลม กดลมให้ลงสู่เบื้องต่ำ แก้สะอึก แก้ซางต่างๆขับประจำเดือน ใน ”พิกัดตรีพิษจักร” คือการจำกัดปริมาณตัวยาที่มีรสซึมซาบไวดังกงจักร  3 อย่าง มี ผลผักชีล้อม ผลจันทน์เทศ รวมทั้งกานพลู สรรพคุณแก้ลม แก้พิษเลือด แก้ธาตุพิการ บำรุงเลือด ”พิกัดตรีคันธวาต” คือการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีกลิ่นหอมหวนแก้ลม  3 อย่าง มี ผลเร่วใหญ่ ผลจันทน์เทศ และกานพลู มีสรรพคุณ แก้ธาตุพิการ แก้ไข้อันกำเนิดแต่ดี แก้จุกเสียด บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา มีการใช้กานพลู ในยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบไหลเวียนเลือด (แก้ลม) ปรากฏในตำรับ”ยาหอมเทวดาจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” โดยมีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณสำหรับการแก้ลมหน้ามืด แก้อาการหน้ามืด ลายตา ใจสั่น คลื่นเหียน คลื่นไส้ แก้ลมจุกแน่นในท้อง ตำรับยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบของกิน ประกอบด้วย “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณทุเลาอาการท้องอืดเฟ้อ รวมทั้งอาการท้องเสียที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ และก็ตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีกานพลูเป็นองค์ประกอบหลัก แล้วก็มีสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณทุเลาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องจากธาตุแตกต่างจากปกติ
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ กานพลูมีสาร eugenol ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ มีการใช้น้ำมันกานพลูเป็นส่วนผสมในตำรับยาเพื่อลดลักษณะของการปวด  นอกจากนั้นสาร eugenol ในน้ำมันกานพลูยังออกฤทธิ์เป็นยาสลบในปลาอีกหลายประเภท
  • สารสกัดน้ำจากดอก จากผล  และก็จากเปลือกต้น  รวมทั้งน้ำมันกานพลู มีฤทธิ์ลดการอักเสบ โดยไปยับยั้งการสังเคราะห์ prostaglandin โดยยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase-1, cyclooxygenase-2 รวมทั้งเพิ่มการสังเคราะห์ nitric oxide
  • ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียอันเป็นต้นสายปลายเหตุอาการแน่นจุกเสียดจากท้องเดิน และก็แผลในกระเพาะ สารสกัดด้วยเอทานอล สารสกัดด้วยเอทานอล:น้ำ ในอัตราส่วน 3:1  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ เมทานอลและน้ำจากดอก  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากดอกที่กลั่นเอาน้ำมันหอมระเหยออกแล้ว  แล้วก็น้ำมันกานพลู มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการแน่นจุกเสียด ดังเช่น  Escherichia coli , Salmonella typhi , S. typhosa, S. enteritidis, S. paratyphi, Shigella, Sh. paradysenteriae, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, Bacillus anthracis, B. subtilis, B. mesentericus, B. cereus, Proteus vulgaris, Rabbit Cholera, Vibrio comma, V. cholerae, V. parahemolyticus, Helicobacter pyroli แล้วก็ Clostridium botulinum
  • ฤทธ์ต้านการเกิดแผนในกระเพาะอาหาร มีการทดลองฤทธิ์สำหรับเพื่อการกระตุ้นแนวทางการทำงานของลำไส้ในหลอดทดลอง โดยใช้ไส้กระต่าย เทียบกับ acetylcholine 5.5 x 10(-5) M ซึ่งสารสกัดกานพลูด้วยการต้ม ความเข้มข้น 200-6400 μg/ml มีฤทธิ์กระตุ้นหลักการทำงานของไส้ได้น้อยกว่า acetylcholine และก็เมื่อมีการให้สารสกัดกานพลูร่วมกับ atropine sulphate พบว่าจะมีฤทธิ์ในกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ได้ลดน้อยลง
  • ฤทธิ์ต้านทานการบีบตัวของลำไส้ การทดลองฤทธิ์ต่อต้านการบีบตัวของลำไส้สัตว์ทดลองของน้ำมันกานพลู ทำในหลอดทดลอง ลำไส้ถูกรั้งนำให้มีการบีบตัวโดยใช้สารหลายอย่าง ได้แก่ acetylcholine (ใช้ลำไส้หนูแรทส่วน duodenum), barium chloride, histamine (ใช้ลำไส้ส่วน ileum ของหนูตะเภา) แล้วก็ nicotine (ใช้ไส้กระต่ายส่วน jejunum)ที่สามารถยับยั้งการบีบตัวของสำไส้ได้  20-40%, 40-60%, >60% และก็ >60% ตามลำดับ
  • ฤทธิ์คุ้มครองป้องกันเยื่อบุกระเพาะ น้ำมันกานพลู และสาร eugenol ในกานพลู กระตุ้นให้เยื่อบุเซลล์กระเพาะอาหารมีการหลั่งสารเมือก (mucin) ออกมาเพื่อคุ้มครองปกป้องเยื่อบุกระเพาะ
  • น้ำมันสกัดจากกานพลูความเข้มข้น 30 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรสามารถยั้งการเจริญของ Lactococcus garvieae ในของกินเลี้ยงเชื้อได้ เมื่อนำอาหารปลาที่ผสมน้ำมันกานพลูในอัตราส่วน 3% (w/w) มาเลี้ยงปลานิล ทำให้จำนวนการตายเนื่องด้วยการตำหนิดเชื้อ L. garvieae ในปลานิลต่ำลง
ในส่วนของการศึกษาเล่าเรียนทางคลินิกมีดังนี้
      ฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชา   การเรียนรู้ฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชาของสารสกัดของกานพลูเทียบกับยาชา benzocaine ในอาสาสมัคร 73 คน โดยอาสาสมัครกรุ๊ปที่ 1ได้รับเจลที่มีส่วนผสมของสารสกัดกานพลู จำนวน 2 กรัม (40% ผงกานพลูผสมกับ 60% glycerine) กรุ๊ปที่ 2 ได้รับเจลที่มีส่วนผสมของ 20% benzocaine ปริมาณ 2 กรัม ทาบนเยื่อบุกระพุ้งแก้ม กลุ่มที่ 3 ได้รับยาหลอก เมื่อเวลาผ่านไป 5 นาที ก็เลยกระทำการทดสอบฤทธิ์ โดยการแทงเข็มรอบๆที่ทา แล้ววัดระดับความปวด (pain score) ผลการเปรียบเทียบระหว่างสารสกัดกานพลู และ benzocaine พบว่าสามารถลดการปวดได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง (p=0.005) รวมทั้งให้ผลไม่มีความแตกต่างกัน นอกเหนือจากนั้น
พบว่า สารสกัดกานพลูสามารถเพิ่มความเสี่ยงสำหรับในการเกิดภาวะเลือดออกได้ ขณะใช้ร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือด และก็บางทีอาจเพิ่มระดับของยากันชัก phenytoin ในเลือดได้
การเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองพิษทันควันของสารสกัดดอกด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล (คิดเป็น 16,667 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) ตรวจไม่เจออาการเป็นพิษ  แม้กระนั้นเมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายครึ่งหนึ่งเป็น 6.184 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก.
          การเล่าเรียนการเกิดพิษกะทันหันของสารสกัด eugenol  จากดอกกานพลู  ศึกษาวิจัยในหนูแรท สายพันธุ์ Sprague-Dawley แบ่งตัวทดลองออกเป็น 4 กรุ๊ป  กรุ๊ป 1,2,3 ได้รับสาร eugenol ความเข้มข้น 2.58, 1.37, 0.77 มก./ล. เป็นลำดับ  กลุ่มที่ 4 คือกรุ๊ปควบคุม  ทำการทดสอบโดยการพ่นสารทดสอบให้ตัวทดลองสูดกลิ่นเป็นเวลา 4 ชั่วโมง แล้วติดตามอาการของหนูเป็นเวลา 14 วัน  ผลของการทดลองไม่เจอการเสียชีวิตของหนู ส่วนอาการ แล้วก็ความประพฤติปฏิบัติ พบว่าตัวทดลองมีน้ำลายไหลระดับปานกลาง มีลักษณะอาการใจไม่ดี รวมทั้งหายใจติดขัด แต่อาการกลุ่มนี้หายเองได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง  แต่เมื่อให้สารนี้ทางเส้นเลือดดำแก่หนูแรท ในขนาดเข้มข้น 6.25 โมล/ลิตร พบว่าตัวทดลองมีลักษณะอาการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน น้ำหลากปอด รวมทั้งเลือดออกที่ปอด
การฉีด eugenol เข้าระบบไหลเวียนของเลือดโดยตรง จะทำให้ความดันโลหิตรวมทั้งการเต้นของหัวใจลดลงชั่วขณะ โดยไม่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเปลี่ยนแปลง   eugenol สามารถทำลายโปรตีนในเซลล์ของเยื่ออ่อนในปาก การจับกุมตัวของเซลล์ต่ำลง บวม และเกิดเป็นไต  ชั้นใต้หนังกำพร้าบวมรวมทั้งกล้ามเนื้ออ่อนแอ เมื่อป้อนน้ำมันจากใบขนาด 40 มก./กิโลกรัม ให้หนูแรทเพศภรรยาที่ตั้งท้องได้ 1-10 วันพบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนปริมาณร้อยละ 20
ขนาด/ปริมาณที่ควรจะใช้ เพราะน้ำมันกานพลู (Cove oil) นั้นส่วนมากแล้วนิยมใช้เป็นส่วนผสมกับภัณฑ์อื่นฉะนั้นขนาดและก็ปริมาณที่ควรจะใช้ของน้ำมันกานพลู (Cove oil) ดังต่อไปนี้ สำหรับเพื่อการใช้ผสมยาสีฟันนั้นควรที่จะใช้ราว0.1-0.5% ใช้ผสมยาดม ยาหม่อง ควรที่จะใช้โดยประมาณ 3-5% ส่วนสำหรับในการใช้ทำยาสลบปลาควรที่จะใช้ 10-30% (กับเอทิลแอลกอฮอลส์)  ส่วนการใช้กานพลูรักษาลักษณะของการปวดฟันตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ให้      กลั่นเอาเฉพาะส่วนน้ำมันใช้ใส่ฟัน หรือใช้ดอกเคี้ยวแล้วอมไว้ตรงรอบๆฟันที่ปวด เพื่อยับยั้งอาการปวดฟัน        ตำกานพลูพอแหลก ผสมกับเหล้าขาวเพียงแค่เล็กๆน้อยๆพอเพียงเฉอะแฉะ ใช้สำลีจิ้มอุดฟันที่ปวดแล้วก็ใช้แก้โรครำมะนาด       เอาดอกกานพลูแช่เหล้าหยอดฟัน ส่วนการใช้น้ำมันหอมระเหย(น้ำมันกานพลู) ที่ใช้สำหรับขับลม และก็บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ 0.05-0.2 ซีซี อนึ่ง การใช้กานพลูในปริมาณมากทำให้เลือดแข็งช้าลง จึงต้องระมัดระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด ดังเช่นว่า  warfarin,  aspirin, heparin เป็นต้น แล้วก็ระวังการใช้ร่วมกับยาต่อต้านการอักเสบประเภทไม่ใช่สเตียรอยด์  (NSAIDs; เป็นต้นว่า ibuprofen),  รวมทั้งระวังการใช้ร่วมกับสมุนไพรหรือยาที่ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ  รวมทั้งยาลดน้ำตาลในเลือด ตัวอย่างเช่น  insulin,  metformin
คำแนะนำ/ข้อควรพิจารณา

  • สาร eugenol จากน้ำมันกานพลูที่มีความเข้มข้นสูงอาจจะเป็นผลให้มีการระคายเคืองต่อผิวหนังได้ถ้าใช้ในจำนวนที่สูง และใช้ต่อเนื่องกัน
  • การใช้น้ำมันกานพลูเพื่อรักษาลักษณะของการปวดฟันหรือใช้เพื่อหยุดกลิ่นปากโดยตรง แล้วก็ใช้ในปริมาณสูงหรือใช้ติดต่อกันบ่อย อาจทำให้ระคายเคืองต่อเหงือก แล้วก็เยื่อบุในช่องปากได้
  • สาร eugenol สามารถออกฤทธิ์ต้านรูปแบบการทำงานของเกล็ดเลือดได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาในกลุ่ม anticoagulant และยากลุ่ม NSADs
  • ไม่สมควรใช้ดอกกานพลูในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมลูก  เด็ก  คนป่วยโรคตับไต  แล้วก็คนเจ็บโรคเบาหวาน
เอกสารอ้างอิง

  • กันยารัตน์ ศึกษากิจ,2557.ฤทธิ์ทางชีวภาพของน้ำมันและสารสกัดจากดอกกานพลูในการบรรเทาอาการปวดไมเกรนและอาการข้างเคียงในสัตว์ทดลอง.
  • การพลู,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร. http://www.disthai.com/
  • กานพลู.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สุนีย์ จันทร์สกาวและวรรณนรี เจริญทรัพย์,2543.การตรวจสอบคุณภาพกานพลูและผลิตภัณฑ์ยาเตรียมสมุนไพรที่มีการพลูเป็นส่วน ประกอบ.รายงานการวิจัย ปี พ.ศ.2543.
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์, นงลักษณ์ เรืองวิเศษ. วิเคราะห์ วิจัย คุณภาพเครื่องยาไทย. คอนเซ็พท์  เมดิคัส จำกัด: กรุงเทพมหานคร, 2551.
  • Kamatou GP, Vermaak I, Viljoen AM. Eugenol-From the Remote Maluku Islands to the International Market Place: A Review of a Remarkable and Versatile Molecule. Molecules 2012:17;6953-6981.
  • Clove oil. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.
  • Perry LM. Assessment report on Syzygium aromaticum (L.). European Medicines Agency;London. 2011.


14

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ[/url] (Erectile Dysfunction Diseases : ED)[/size][/b]
โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คืออะไร โรค อี.ดี. (E.D.) หรือ คำเต็ม คือ erectile dysfunction diseases ความหมายคือ ความบกพร่องของการแข็งตัวขององคชาต  นี่คือความหมายที่ตรงที่สุด ส่วนคำว่า "หย่อนสมรรถภาพทางเพศ" แพทย์จะใช้ศัพท์ว่า impotent เพราะมีความหมายกว้างกว่า เช่น ความสนใจทางเพศลดลง อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ร่วมเพศไม่ได้ มีความผิดปกติของการหลั่งอสุจิ เช่น หลั่งเร็วเกินไป เป็นต้น ก็จะเรียกอาการเหล่านี้รวมๆ กันว่า หย่อนสมรรถภาพทางเพศ  แต่ในปัจจุบันมักจะเรียกอาการเหล่านี้รวมๆ กันว่า โรค ED.  โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นปัญหาสุขภาพ เพศชายที่สำคัญ เนื่องจากมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วย และมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของชีวิต ซึ่งผู้ป่วยโรคหย่อน สมรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่มีโรคหัวใจและโรคความดัน โลหิตสูงเป็นโรคประจำตัว ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการเก็บข้อมูลที่ชัดเจน จึงขาด ข้อมูลทางสถิติที่เป็นปัจจุบัน จากการสืบค้นข้อมูลความชุก โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่เก็บอย่างเป็นระบบใน ประเทศไทย พบข้อมูลล่าสุดเมื่อปีพ.ศ.2542 ซึ่งพบอัตรา ความชุกร้อยละ37.50โดยโรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ และการมีโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคร่วม
            ส่วนกลไกการแข็งตัวขององคชาตนั้นโดยปกติแล้ว "แข็ง" หรือ "ไม่แข็ง" เป็นสิ่งที่ผู้ชายทุกคนรู้สึกได้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับอวัยวะเพศของตนเอง แต่เชื่อว่ามีไม่กี่คนที่จะเข้าใจถึงกลไกตามธรรมชาติ ว่าเกิดขึ้นอย่างไร ศ.นพ.กฤษฎา รัตนโอฬาร ได้อธิบายให้ฟังตามหลักวิชาการแพทย์ว่า
"อวัยวะเพศชายเปรียบเทียบเหมือนฟองน้ำ ถ้าหากเราตัดตามขวาง จะเห็นเป็นโพรงเต็มไปหมด ซึ่งโพรงเหล่านี้มีผนังที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบและเนื้อเยื่อต่างๆ แล้วก็เป็นโพรงที่เลือดจะไหลเข้าไป คือเวลาปกติเลือดแดงจะไหลเข้าไปในโพรงนี้ เพื่อเอาอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ แล้วก็ไหลออกมาเป็นเลือดดำ ทีนี้เวลาจะแข็งตัวเลือดก็จะเข้าไปคั่งในโพรงนี้มากขึ้น โพรงนี้ก็ยืดออกทำให้อวัยวะเพศขยายตัวออกไป พอยืดออกไปมากๆ จะเหมือนปลิงดูดเลือด คือจะเป่งออกก็จะไปกดเลือดดำทำให้ไหลออกไม่ได้ เลือดก็จะขังอยู่ในโพรงนี้มาก นั่นคือการแข็งตัวเต็มที่
"การแข็งตัวขององคชาตต้องมีสิ่งเร้า ซึ่งก็มีหลายองค์ประกอบ เช่น ประการแรกจะเกิดจากการกระตุ้นที่อวัยวะเพศโดยตรง สองเกิดจากการกระตุ้นเร้าอารมณ์ ทางด้านรูป รส กลิ่น เสียง เป็นจินตนาการ และสามเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสรีรวิทยาของผู้ชายตอนนอนหลับ ซึ่งจะมีการแข็งตัวเป็นระยะๆ ขณะที่หลับไปแล้วโดยที่เจ้าตัวไม่ทราบ บางคนสงสัยว่านอนหลับแล้ว ทำไมองคชาตจึงแข็งตัวได้ อันนี้เข้าใจว่าคงเป็นกลไกตามธรรมชาติ ที่จะนำเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อให้มากขึ้น เพราะถ้าไม่มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนนั้น หรือว่าได้อาหารน้อย ก็จะเสื่อมเหมือนอวัยวะทั่วๆ ไป การแข็งตัวจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้ชาย มีการหลั่งอสุจิ หรือหมดความสนใจทางเพศ ภาวะดังกล่าวเลือดที่จะไหลเข้าไปก็ลดลง ฉะนั้นเลือดดำก็จะไหลออกไป เมื่อมีเลือดคั่งอยู่ในฟองน้ำน้อยลง อวัยวะเพศก็อ่อนตัว"
สาเหตุของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ การหย่อนสมรรถภาพทางเพศมีสาเหตุที่สำคัญ 2 ประการได้แก่ สาเหตุทางกาย และสาเหตุทางจิตใจ สามารถจัดหมวดหมู่ข้อมูล ของสาเหตุได้เป็น 7 สาเหตุกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้

  • อายุที่เพิ่มขึ้น พบว่าอายุที่เพิ่มมากขึ้นพบอุบัติการณ์ การเกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของต่อมที่ผลิตฮอร์โมน testosterone ทำให้ระดับฮอร์โมนลดลง
  • โรคประจำตัวพบว่าโรคประจำตัวหลายโรค เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ตามมา ดังนี้


2.1โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยมีผลกระทบ ทำให้การไหลเวียนของเลือดแดงไปยัง      องคชาตลดลง นอกจากนี้ยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงยังมีผลทำให้องคชาตไม่แข็งตัวอีกด้วย
2.2 โรคเบาหวาน มักพบเมื่อมีอาการแสดง ของโรคเบาหวานตั้งแต่5 ปีขึ้นไป โดยผลกระทบของโรค มีผลต่อการทำลายหลอดเลือด ระบบประสาท และระบบ ฮอร์โมน ประกอบกับการมีโภชนาการต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม เช่น รับประทานอาหารพวกแป้งและไขมันมากเกินไป ทำให้ มีไขมันไปสะสมตามหลอดเลือด ซึ่งนำไปสู่การเสื่อมของ หลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น
2.3โรคต่อมลูกหมากอักเสบ พบว่าเป็นสาเหตุ หนึ่งที่ทำให้การแข็งตัวขององคชาตไม่เต็มที่และไม่สามารถ ควบคุมการหลั่งอสุจิได้ความรุนแรงขึ้นอยู่กับการอักเสบ ที่เกิดขึ้น

  • การผ่าตัดและการบาดเจ็บในอุ้งเชิงกราน ทำให้ใยประสาทจากบริเวณไขสันหลังที่ไปควบคุมการ


แข็งตัว ขององคชาตถูกตัดหรือถูกทำลาย ส่งผลต่อการหย่อน สมรรถภาพทางเพศตามมา
4.ยาที่ใช้ในการรักษาโรคประจำตัวบางชนิด ซึ่งเป็น สาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ทั้งที่มีหลักฐานที่ชัดเจน
ว่าหลัง การใช้ยาจะส่งผลให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ เช่น ยาฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือยาฮอร์โมนโกลนาโดโทรฟิน ที่ใช้ในการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก ยาต้านโรคลมชัก ยาต้านความดันโลหิตสูงล้วนมีผลให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพ ทางเพศที่รุนแรงมากขึ้น

  • ภาวะทางจิตใจเช่น ความเครียด ความวิตกกังวล โรคซึมเศร้า รวมถึงผลจากความคิดด้านลบที่มีต่อ


ตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ความรู้สึกต้องการทางเพศลดลง ทำให้เกิด การหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้

  • สังคมและเศรษฐกิจ พบว่าอาชีพและรายได้ มีผลต่อการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยผู้ที่มี


การศึกษา และรายได้สูง มีโอกาสเกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ได้น้อยกว่าผู้ที่มีรายได้ต่ำ เนื่องจากมีการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ในการดูแลสุขภาพอนามัยทั่วไป รวมถึงเรื่องสุขภาพ ทางเพศ และเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ดีกว่า

  • พฤติกรรมสุขภาพและปัจจัยอื่นๆ ดังนี้


            7.1  การสูบบุหรี่สารเคมีในบุหรี่จะทำลายหลอดเลือด และก่อให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูงมะเร็งต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตที่ทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศตามมา
             7.2  การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการนอน
พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง
             7.3 การออกกำลังกายผลจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอทำให้ร่างกายแข็งแรงฮอร์โมนในร่างกายสมดุล อารมณ์ร่าเริง แจ่มใส ซึ่งผู้ที่ออกกำลังกายมีโอกาสเกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกายเลย
             7.4 พฤติกรรมทางเพศ เช่น รูปแบบการมีกิจกรรมทางเพศ ค่านิยม ความรู้ความต้องการทางเพศคุณค่า และความรู้สึกนึกคิดต่อการมีเพศสัมพันธ์เช่น การมีพฤติกรรมทางเพศที่รุนแรงแล้วทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเจ็บหรือมีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์จนต้องหยุดการมีเพศสัมพันธ์อย่างกะทันหัน ทำให้รู้สึกสูญเสียคุณค่าและ เกิดความรู้สึกผิดต่อการมีเพศสัมพันธ์บางคนจำฝังใจจนถึงขั้นที่พออีกฝ่ายบอกว่าเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ องคชาตจะอ่อนตัวลงอย่างกะทันหันและไม่กลับมาแข็งตัวอีก ส่งผลให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้
อาการของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศนั้นจะมี 3 ลักษณะ
             1. ไม่มีความรู้สึกหรือความต้องการทางเพศ
             2. อวัยวะเพศไม่แข็งตัว หรือแข็งได้ไม่ดีพอ หรือไม่นานพอที่จะเกิดความพึงพอใจ ในเพศสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย

  • การหลั่งน้ำกามเร็วเกินไป


            นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของการหย่อนสมรรถภาพทางเพศออกเป็น 3 ระดับดังนี้
            ระดับที่ 1 การหย่อยสมรรถภาพทางเพศระดับเล็กน้อย คือ องคชาตสามารถแข็งตัวได้ดีพอสำหรับที่จะมีเพศสัมพันธ์เกือบทุกครั้ง
            ระดับที่ 2 การหย่อนสมรรถภาพทางเพศระดับปานกลาง คือ องคชาตสามารถภาพทางเพศโดยสิ้นเชิง คือ องคชาตไม่สามารถแข็งตัวได้ดีพอสำหรับที่จะมีเพศสัมพันธ์โดยเกิดอาการนี้ทุกครั้งที่มีความรู้สึกต้องการทางเพศ
แนวทางการรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ  การวินิจฉัยภาวะนี้ไม่ยาก คนเป็นเองก็รู้อยู่แก่ใจแล้ว ซึ่งแพทย์เพียงแต่จะช่วยหาสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยการซักถามจากประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการง่ายๆ ดังนั้นหน้าที่ของคนไข้คือบอกความจริงแก่แพทย์ให้มากที่สุด
การรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ปัจจุบัน การรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่รักษาตามสาเหตุที่เกิด โดยวิธีการรักษาเริ่มตั้งแต่การชี้แนะให้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง การกระตุ้นด้วยอุปกรณ์การใช้ยา และการผ่าตัด ดังรายละเอียดต่อไปนี้คือ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คือ ควรเข้านอนไม่เกิน 5 ทุ่ม เพราะถ้าเข้านอนดึกกว่านั้นและยังนอนหลับไม่สนิท จะทำให้การสร้างฮอร์โมนเพศทำได้ไม่สมบูรณ์

การชี้แนะให้ปฏิบัติตัว

  • ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ ฝึกโยคะ เต้นรำ หรือหางานอดิเรกที่ไม่เกี่ยวกับงานที่ทำประจำ ซึ่งควรเป็นงานที่ทำแล้วเพลิดเพลิน สามารถดึงตัวเองออกมาจากความเครียดได้
  • ให้คนอื่นช่วย เช่น เข้าคอร์สการบำบัดความเครียดตามโรงพยาบาลหรือคลินิกสุขภาพ การทำสปา อบไอน้ำ นวดตัวซึ่งมีการนวดหลายแบบให้เลือก อบสมุนไพร อบเซาว์น่า การเข้าคอร์สเพื่อล้างพิษ หรือการฝังเข็มเป็นต้น
  • เมื่อความเครียดลดลงแล้ว เริ่มฟื้นฟูความสามารถทางเพศอย่างที่เคยมีมา ถ้าคุณแต่งงานแล้ว คนที่ควรพูดคุยและขอความร่วมมือก็คือภรรยา ไม่แนะนำให้ไปมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการ เพราะอาจติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • การกระตุ้นด้วยอุปกรณ์ การใช้ปั๊มสุญญากาศ เป็นวิธีการรักษาง่ายๆที่ได้ผลดีเกือบร้อยละ 90 แต่อาจรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติอีกทั้งการต้องใช้ยางรัดที่โคนองคชาต อาจทำให้ผู้ใช้รำคาญ รู้สึกชา หลั่งน้ำอสุจิไม่สะดวก จึงได้รับความนิยมไม่มากนักอย่างไรก็ตาม การใช้ปั๊มสุญญากาศเป็นวิธีทางเลือกที่เหมาะกับผู้ที่มีรายได้น้อย เพราะลงทุนเพียงแค่ครั้งเดียว
  • การรักษาด้วยยา


3.1 ยากลุ่มยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ phosphodiesterase-5 (PDE-5 inhibitor) เนื่องจากการกระตุ้นให้องคชาตแข็งตัวนั้น เส้นประสาทในองคชาติจะมีการปล่อยสาร “ไนตริกออกไซด์” ออกมากระตุ้นให้มีการสร้างสารไซคลิกจีเอ็มพี (cGMP) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบ sinusoid ในองคชาตหลังจากนั้นองคชาตจึงแข็งตัว โดยสารไซคลิกจีเอ็มพีจะถูกทำลายโดยเอ็นไซม์ PDE-5 ดังนั้น การรับประทานยากลุ่ม PDE-5 inhibitor จึงช่วยชดเชยให้การแข็งตัวขององคชาตดีขึ้น ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ยาซิลเดนาฟิล (sildenafil) และที่กำลังจะวางจำหน่ายอีกหลายชนิด เช่น ทาดาลาฟิล (tadalafil)  และวาเดนาฟิล (vardenafil) โดยให้รับประทานก่อนมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 1 ชั่วโมง ผลข้างเคียงของยาที่พบได้แก่ อาการปวดศีรษะ ร้อนวูบ จากการที่มีหลอดเลือดขยายตัว ซึ่งยามีค่าครึ่งชีวิตที่ยาวนาน คือ ประมาณ 17 ชั่วโมง
3.2 ยากลุ่มอะโปอมร์ฟีน  (apomorphine) ให้อมใต้ลิ้น ประมาณ 10 นาที ก่อนมีเพศสัมพันธ์ยากลุ่มนี้ไม่มีข้อห้ามในการรับประทานกับยากลุ่มไนเตรต ประสิทธิภาพประมาณร้อยละ 50 ได้ผลเร็วภายใน 30 นาที ผลข้างเคียงของยาที่พบได้คือ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ที่บริเวณศูนย์ควบคุมการแข็งตัวขององคชาตบริเวณ paraventricular nucleus (PVN) ซึ่งอยู่ในบริเวณก้านสมอง
3.3 ยากลุ่มที่ใช้สอดทางท่อปัสสาวะ หรือ medicatedurethral system forerection (MUSE)จะมีตัวยาprostaglandin E-1 ซึ่งออกฤทธิ์เป็นยาขยาย หลอดเลือด แต่การสอดทางท่อปัสสาวะต้องใช้ขนาดยาสูง และร้อยละ30 มีอาการแสบภายในท่อปัสสาวะขณะสอดยา อีกทั้งยามีราคาค่อนข้างสูงจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้จัดว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง
3.4 ยาฉีดเข้าโคนองคชาต (intracavernous injection therapy: ICI) กลุ่มนี้มียาขยายหลอดเลือด หลายๆ ชนิด แต่ที่นิยมมากที่สุดจะเป็นกลุ่ม prostaglandin E-1(caverject) เช่นเดียวกับยาสอด แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ กลัวการฉีดยาเข้าตัวเอง และมีอาการปวดหลังการฉีดได้บ่อย อีกทั้งยามีราคาแพง จึงหมดความนิยมลงไป ทั้งๆ ที่ได้ ผลดีถึงร้อยละ 90

  • การผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม แกนองคชาต เทียมที่ได้รับความนิยมจะเป็นแบบ 3 ชิ้น คือ มีแกน 2แกน ปั๊มน้ำ และถุงเก็บน้ำ การผ่าตัดทำได้ง่ายมาก มีเพียงแผล ขนาดเล็กระหว่างโคนองคชาตกับถุงอัณฑะ ยาว 1 นิ้ว การผ่าตัดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ได้ผลใกล้เคียง กับธรรมชาติแต่มีข้อเสียคือ มีราคาแพงมาก การรักษาแต่ละวิธีนั้น มีข้อดีข้อเสียและความเหมาะสม กับผู้ป่วยแต่ละรายที่แตกต่างกัน
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • โรคเรื้อรังทางระบบหลอดเลือดและประสาท เช่น โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดตีบเป็นต้น
  • โรคระบบต่อมไร้ท่อ ที่สำคัญคือโรคเบาหวาน
  • โรคเกิดจากการผ่าตัด หรือภยันตรายต่าง ๆ เช่น การผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก หรือกระเพาะปัสสาวะ โรคของไขสันหลัง
  • โรคทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า
  • บุหรี่และเหล้า
  • ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงบางตัว ยากล่อมประสาท ยาฮอร์โมน และยาโรคกระเพาะเป็นต้น
การติดต่อของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาทางด้านร่างกาย ซึ่งก็คือโรคภัยต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคระบบต่อมไร้ท่อ ฯลฯ ภาวะโรคทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า รวมถึงการขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และการใช้ยาบางชนิด ซึ่งโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศนี้ ไม่ได้เป็นโรคติดต่อเพราะไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • ปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำ หรือกินยา หรือฮอร์โมนตามที่แนะนำ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้ระบบต่างๆของร่างกายแข็งแรง ซึ่งจะมีผลทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้นด้วย
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ เพราะจะช่วยในเรื่องการบำรุงสมรรถภาพทางเพศอีกทางหนึ่ง
  • หมั่นพูดคุยปรับความเข้าใจกับภรรยาและทำชีวิตครอบครัวให้เป็นสุข อันจะเป็นการลดความเครียดในครอบครัวที่ส่งผลถึงสมรรถภาพทางเพศ
  • หากเป็นโรคต่างๆที่มีผลกระทบทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศให้รีบทำการรักษาอย่างรวดเร็ว และควรปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำในโรคนั้นๆ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มสุราเพราะมีผลการศึกษาวิจัยพบว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
การป้องกันตนเองจากโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • หลีกเลี่ยงเหตุปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะเหล้า บุหรี่ และอาหารไขมันสูง
  • ควบคุมโรคที่เป็นอยู่แต่เนิ่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  • บำรุงร่างกาย และจิตใจให้ผ่องใส แข็งแรง
  • รักษาชีวิตครอบครัวให้เป็นสุข
  • ออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ โดยการออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะทำให้กล้ามเนื้อต่างแข็งแรง
  • การนวดกระตุ้นองคชาตจะช่วยเพิ่มปริมาณเลือดที่เข้าไปในองคชาติ เมื่อทำเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้เส้นเลือดขยายตัวเนื้อเยื่อแข็งแรง
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คือ ควรเข้านอนไม่เกิน 5 ทุ่ม เพราะถ้าเข้านอนดึกกว่านั้นและยังนอนหลับไม่สนิท จะทำให้การสร้างฮอร์โมนเพศทำได้ไม่สมบูรณ์

สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
กระชายดำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Kaempferia parviflora Wall. ex Baker ชื่อภาษาอังกฤษ คือ black ginger อยู่ในวงค์ (Zingiberaceae) ในเหง้ากระชายดำ ประกอบด้วยสารสำคัญต่างๆ ได้แก่ น้ำมันหอมระเหย สารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) กลุ่มฟลาโวน (flavones) เช่น 5,7-dimethoxyflavone, 5,7,4'-trimethoxyflavone, 5,7,3', 4'-tetramethoxyflavone และ 3,5,7,3',4'-pentamethoxyflavone กลุ่มสารแอนโทไซยานิน (antho-cyanins) และสารประกอบฟีนอลิก (phenolic compounds) อื่นๆ ส่วนใหญ่แล้วพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีเข้ม จะมีปริมาณสารฟีนอลิกรวมและสารฟลาโวนอยด์สูงกว่าพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีจาง ส่วนพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีจาง จะมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยสูงกว่าพันธุ์ที่มีสีเข้ม  สรรพคุณในตำรายาไทยของกระชายดำ ระบุว่าเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกาม เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ในการใช้แบบพื้นบ้าน จะนำมาทำเป็นยาลูกกลอน โดยเอาผงแห้งมาผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน หรือทำเป็นยาดองเหล้าและดองน้ำผึ้ง
สำหรับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพ และเภสัชวิทยาของกระชายดำที่สนับสนุนสรรพคุณที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางเพศของกระชายดำ พบว่าสารสกัดเอทานอลจากเหง้ามีผลทำให้พฤติกรรมทางเพศของสัตว์ทดลองดีขึ้น และมีผลต่ออวัยวะสืบพันธุ์โดยเพิ่มน้ำหนักของท่อพักเชื้ออสุจิ ถุงน้ำอสุจิ ต่อมลูกหมาก และกล้ามเนื้อก้นของหนู
สารสกัดจากเหง้ายังมีผลเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศของสัตว์ทดลอง มีฤทธิ์ยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบองคชาต (carvernosum) ของหนูแรท และกล้ามเนื้อเรียบอวัยวะเพศผู้ของคนที่ได้จากการผ่าตัดแปลงเพศ ซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้อคลายตัว เลือดจึงไหลเวียนเข้าสู่อวัยวะเพศได้ดี ทำให้อวัยวะเพศเกิดการแข็งตัว นอกจากนี้สารสกัดเอทานอลและสารกลุ่มฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase ทำให้กล้ามเนื้อหลอดเลือดคลายตัวและขยาย เลือดจึงไหลเวียนเข้าสู่อวัยวะเพศได้ดี
การศึกษาในอาสาสมัครเพศชายที่มีสุขภาพดี อายุเฉลี่ย 65.05±3.5 ปี ที่รับประทานแคปซูลสารสกัดเอทานอลจากกระชายดำ ขนาด 25 และ 90 มก./วัน เป็นเวลา 2 เดือน พบว่าสารสกัด ขนาด 90 มก./วัน มีผลเพิ่มการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางเพศ (erotic stimuli) ของอาสาสมัครได้ โดยเพิ่มขนาดและความยาวขององคชาติ ลดระยะเวลาในการหลั่งน้ำกาม และเพิ่มความพึงพอใจต่อการแข็งตัว (erection satisfaction) และผลยังคงอยู่จนถึง 2 เดือนที่ได้รับสารสกัดอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อหยุดให้สารสกัดก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่แคปซูลกระชายดำไม่มีผลต่อระดับของฮอร์โมน testosterone, FSH, LH, cortisol และ prolactin
จากข้อมูลรายงานการวิจัยจะเห็นว่า กระชายดำมีผลเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ โดยมีผลต่อพฤติกรรมทางเพศ เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะเพศคลายตัว ส่งผลให้เกิดการแข็งตัวของอวัยวะเพศได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มาสนับสนุนสรรพคุณพื้นบ้านของกระชายดำในการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ กระชายดําไม่ได้เป็นยาปลุกอารมณ์ทางเพศ แต่ช่วยทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวได้ง่าย และบ่อยขึ้น มีระยะเวลาในการแข็งตัวที่นานขึ้น
กวาวเครือแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Butea superba Roxsb. วงศ์ Fabaceae สรรพคุณ หัวใต้ดิน ทำให้นอนหลับและเสพติดเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง บำรุงความกำหนัด เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ สาระสำคัญ Butenin สารในกลุ่ม Isoflavonvids flavonoids flavonoid glycosides
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนัด หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง

กวาเครือแดงและสารสกัดแอลกกอฮอล์

  • ทำให้จำนวนและการเคลื่อนที่ของอสุจิเพิ่มขึ้น
  • ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลและ testosterone เพิ่มขึ้น
  • ประสิทธิภาพจะขึ้นกับขนาดที่ให้
  • ออกฤทธิ์โดยยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase (PDE) ทำให้ cavernosal smooth muscle เกิดการคลายตัว ทำให้ปริมาณเลือดที่เข้าไปในองคชาตของเพิ่มขึ้น ความยายขององคชาตเพิ่มขึ้น และเหนี่ยวนให้เกิดการแข็งตัวขององคชาต
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนด
การทดลองทางคลินิก การศึกษาในเพศชาย อายุระหว่าง 30-70 ปี 17 คน และมีประวัติว่ามีภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ให้รับประทานกวาวเครือแดงแคปซูลขนาด 250 มก. วันละ 2 แคปซูล ใน 4 วัน แรก หลังจากนั้นให้รับประทานวันละ 4 แคปซูล จนครบ 3 เดือนแล้ว ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับดัชนีชี้วัดสมรรถภาพทางเพศ (IIEF-5) ในทุกๆสองสัปดาห์ พบว่า กวาวเครือแดงไม่มีผลต่อค่าเลือดและระดับ testosterone ซึ่งไม่ต่างกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก แต่ผลคะแนนจากแบบสอบถาม  (IIEF-5) พบว่ากวาวเครือแดงทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น 82.4%
ถั่งเช่า (ตังถั่งเช่า ตังถั่งแห่เช่า หญ้าหนอน) ชื่อวิทยาศาสตร์ Ophiocordy ceps sinensis  วงศ์ Ophiocordycipitacceae สรรพคุณ กระตุ้นกำหนัด บำรุงร่างกาย บำรุงปอด ตับ ไต สาระสำคัญ galactomannan, adenosine, cordycepin , cordycepic acid, ergosterol, β-sitosterol, Vitamins, monerals
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนัด หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง การศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัขวิทยาในหลอดทอลองและสัตว์ทดลองพบว่าถั่งเข่ามีฤทธิ์ปรับสมดุลของร่างกาย กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดระดับน้ำตาลในเลือด ต้านการอักเสบ และกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศ
การทดลองทางคลินิก การวิจัยในผู้ชาย 22 คน  ใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริม พบว่าช่วยเพิ่มจำนวนของอสุจิและลดปริมาณของอสุจิที่ผิดปกติลง กรณีศึกษาในผู้ป่วยทั้งชายและหญิง 189 คน ที่มีความต้องการทางเพศลดลง พบว่าถั่งเช่าสามารถให้อาการและความต้องการทางเพศสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าการรับประทานถั่งเช่าจะช่วยปกป้องและช่วยให้การทำงานของต่อมหมวกไตดีขึ้น ฮอร์โมนจากต่อมไทมัสและจำนวนของอสุจิที่สามารถปฏิสนธิได้เพิ่มขึ้น และช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศของผู้หญิงได้
ข้อควรระวังในการใช้ถั่งเช่า

  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด
  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
  • ไม่ควรใช้กับหญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็ก เนื่องจากยังขาดมีข้อมูลด้านความปลอดภัย
  • ห้ามใช้ในคนที่แพ้เห็ด Cordyceps ผู้ป่วยที่มีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และผู้ป่วยที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ


นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าอาหารรสเผ็ดร้อนต่างๆ จะช่วยกระตุ้นกำหนัดได้ เช่น เครื่องเทศต่างๆ หัวหอม กระเทียม พริกไทย โสมต่างๆ ในแปะก๊วย (จิงโกะ) เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง

  • พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์.(2547).คู่มือ “เซ็กซ์”กรุงเทพฯ ก.พล.
  • Hatzimouratidis, K., et al. (2554). เพศสัมพันธ์ในผู้สูงอายุ.วารสาร มฉก.วิชาการ,15(29),97-112.
  • จันทร์วิภา ดิลกสัมพันธ์.คุณผู้ชายกับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ.คอลัมน์ บทความวิชาการ.วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาสตร์.ปีที่6 ฉบั

15

เกล็ดสะระแหน่ (Menthol)
เกล็ดสะระแหน่เป็นยังไง เมื่อเอ่ยถึงเกล็ดสะระแหน่คนจำนวนไม่น้อยอาจไม่รู้จักแต่ว่าถ้าเกิดเอ๋ยถึงเมนทอล (Menthol) แล้วละก็เชื่อได้ว่าอาจรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วเกล็ดสะระแหน่ก็คือเมนทอลนั่นเอง เพียงเกล็ดสะระแหน่เป็นชื่อเรียกของไทย ส่วนเมนทอลเป็นชื่อสากลที่นาๆประเทศนิยมเรียกกัน ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ หรือเมนทอลนั้นคือสารประเภทหนึ่งที่พบในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้ สะระแหน่ไทย  ไม่นท์ หรือสะระแหน่ฝรั่ง รวมถึงสะระแหน่ญี่ปุ่นด้วย โดยเกล็ดสะระแหน่จะมีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีกลิ่นและก็รสชาติหอมเย็น (มีกล่าวว่าในใบสะระแหน่เจอสารเมนทอลอยู่มากถึง 80-89% เลยทีเดียว) ทั้งนี้เกล็ดสะระแหน่มักถูกนำมาใช้ผลดีในด้านการปรุงแต่งกลิ่นของกิน อาหารหวาน  อาหารขบเคี้ยวต่างๆรวมไปถึงอุตสาหกรรมเครื่องแต่งตัวและก็แวดวงผลิตยาทั้งยังยาทาภายนอกรวมทั้งยาสำหรับกินด้วย
สูตรทางเคมีและสูตรองค์ประกอบ เกล็ดสะระแหน่ (Menthol) คือสารพวกแอลกอฮอล์ที่ได้จากธรรมชาติ เป็นต้นว่า น้ำมันมินต์ (mint oil) ที่สังเคราะห์ขึ้น เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 5-เมทิล-2-(1-เมทิลเอทิล)-ไซโคลเฮกซะนอล (5-methyl-2-(1-methylethyl)-cyclohexanol) มีสูตรเคมี C¹ºH²ºO น้ำหนักโมเลกุล 156.27 รวมทั้งมีสูตรองค์ประกอบทางเคมีดังนี้
มูลเหตุ เกล็ดสะระแหน่เพียงแต่ชื่อก็สามารถบอกที่มาของสารประเภทนี้แล้ว ด้วยเหตุว่าโดยธรรมชาติของการเรียกขื่อสารต่างๆของไทยนั้น มักจะเรียกตามแหล่งวัตถุดิบซึ่งสามารถสกัดได้ ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ก็ด้วยเหมือนกัน โดยเกล็ดสะระแหน่นั้นสกัดได้จากเปปเปอร์มินต์ (ฟวันออกกลาง เดี๋ยวนี้เพาะปลูกกันอย่างกว้างขวางในหลายรอบๆทั้งโลก มีลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์ คือ เป็นพืชมีลำต้นใต้ดิน เติบโตได้ถึง 30-90 เซนติเมตร (12-35 นิ้ว) ลำต้นยืดออกกว้าง ใบยาว 4-9 เซนติเมตร (1.6-3.5 นิ้ว) กว้าง 1.5-4 ซม. (0.59-1.57 นิ้ว) ใบสีเขียวเข้ม ดอกสีม่วงยาวขนาด 6-8 มิลลิเมตร (0.24-0.31 นิ้ว) และสะระแหน่ (mint Spearmint) ซึ่งเป็นผักพื้นบ้านของไทย ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mentha cordifolia Opiz. ตระกูล : Labiatae  ชื่อสามัญ : Spearmint  Mint  Kitchen mint
ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์ คือ ราก แล้วก็ลำต้น สะระแหน่มีลักษณะลำต้นพร้อมเลื้อย มีเฉพาะรากฝอย ขนาดเล็ก และก็สั้น ลำต้นสูงราว 15-30 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ผิวลำต้นมีสีแดงอมม่วงจนกระทั่งปลายยอด ลำต้นสามารถแตกเหง้าเป็นต้นใหม่จนกระทั่งขยายเป็นกอใหญ่ รวมทั้งลำต้นแตกกิ่งกิ่งก้านสาขามากไม่น้อยเลยทีเดียวสะระแหน่ ลำต้นทอดเลื้อยแผ่ไปตามดิน ลำต้นเป็นเหลี่ยม สีเขียวแกมม่วงน้ำตาล แตกกิ่งก้านมาก ใบเดี่ยวมีสีเขียว ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อย พื้นใบตะปุ่มตะป่ำ มีกลิ่นหอมฉุน ดอกช่อ ออกเป็นกลุ่มที่ซอกใบ ใบใบสะระแหน่ ออกเป็น ใบเดี่ยว และออกเป็นคู่ๆตรงกันข้ามกันบนกิ่ง ลำต้น ใบมีสีเขียว ทรงรี กว้างราวๆ 1.5 – 3.5 เซนติเมตร รวมทั้งยาวโดยประมาณ 2 – 7 เซนติเมตร ผิวใบย่นเป็นเกลียวคลื่น ขอบใบหยัก ปลายใบมนหรือแหลม ดอกดอกสะระแหน่ออกเป็นช่อ เหนือซอกใบรอบๆปลายยอด แต่ละช่อมีดอกเยอะๆ ดอกมีสีชมพูอมม่วง ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 5 กลีบ แล้วก็กลีบดอกไม้ที่เชื่อมติดกันเป็นกรวยตื้น 4 กลีบ ด้านในดอกมีเกสรตัวผู้ 4 อัน ส่วนเกสรตัวเมียจะไม่ค่อยพบดอกสะระแหน่ ผล ผลสะระแหน่มีสีดำ ขนาดเล็ก มีรูปผลเป็นรูปกระสวย เปลือกผลสะอาดมัน ทั้งนี้ ผลสะระแหน่มักไม่ติดผลให้เห็นหลายครั้งนัก เนื่องจากว่ามีดอกที่เป็นหมันเป็นส่วนใหญ่
น้ำมันหอมระเหย ในใบสะระแหน่ของไทย (Spearmint) มีสีเหลืองใส มีความหนาแน่นประมาณ 0.904 ประกอบด้วยสารเคมีหลากหลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น
– menthol 63.5 %
– p-menthone19.5 %
– pluegone 42.9-45.4 %
– isomenthone12.9 %
– piperitone12.2 %
– Menthone 15-32 %
– Menthyl acetate3-10 %
– piperitone 38.0 %
– piperitenone 33.0 %
– α-terpeneol 4.7%
– limonene
– hexenolphenylacetate
– enthyl amylcarbinal
ผลดี/สรรพคุณ
คุณประโยชน์ของเกล็ดสะระแหน่หมายถึงมีฤทธิ์เย็น ช่วยบรรเทาอาการเวียนหัวศีรษะ หน้ามืดตาลาย อาเจียนคลื่นไส้ ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่นตื่นตัว ทุเลาอาการหวัด คัดจมูก แก้ไอ แก้ไข้ ลดการกระหายน้ำ ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ ขับเยี่ยว ขับรอบเดือน นอกจากนี้กลิ่นหอมๆของมันยังช่วยความเครียดลดลงรวมทั้งแก้ปวดหัวได้ ทุเลาอาการปวดศีรษะ ช่วยขับลม ทุเลาอาการท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่น และก็มักใช้แต่งกลิ่นแล้วก็รสยา ตัวอย่างเช่น ยาเคลือบกระเพาะอาหาร อีกทั้งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่อย่างอ่อนๆลดการบวมของเส้นโลหิตที่จมูก และก็ลดลักษณะของการปวดต่างๆในร่างกาย สารนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้มีความรู้สึกเย็น

การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา ในการค้นคว้าของเกล็ดสะระแหน่พบว่ามีการทำการวิจัยน้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่เสียมากกว่ามีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัย
พบว่าในใบไม่นต์ มีน้ำมันรวมทั้งสารเมนทอล (เกล็ดสะระแหน่) มากถึง 80-89% พบว่าให้กลิ่นหอมเย็นลึก ช่วยให้รู้สึกชื่นบาน กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความกระฉับกระเฉง ช่วยให้ความจำ  รวมถึงรายงานการเล่าเรียนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาขององค์ประกอบน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง  (Mentha piperita  L.) โดยสำหรับเพื่อการวิเคราะห์น้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง พบว่าองค์ประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่งเป็น alpha-terpinene, isomenthone, trans-carveol, pipertitinone oxide และ beta-caryophyllene เมื่อทดสอบฤทธิ์สำหรับการต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ พบว่า มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ  E. coli , Staphylococcus aureus  รวมทั้ง  Candida albicans  ยิ่งไปกว่านี้ ยังมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ โดยจับกับอนุมูลอิสระ DPPH รวมทั้งยั้งการเกิด lipid peroxidation
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา  เหมือนกับการศึกษาเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาของเกล็ดสะระแหน่ การวิจัยทางพิษวิทยาของเกล็ดสะระแหน่นี้ยังมีน้อยมาก ซึ่งคนเขียนยังไม่สามารถค้นหารวมทั้งเก็บข้อมูลมาได้
ขนาด/ปริมาณที่ควรจะใช้ เกล็ดสะระแหน่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งเป็นยาที่ใช้ด้านนอกรวมทั้งยาที่ใช้สำหรับรับประทานโดยจำเป็นต้องนำไปเป็นส่วนประกอบเพียงแค่นั้น ไม่สมควรใช้ขณะเป็นผลึก ยิ่งกว่านั้นยังมีการนำไปผสมกับสินค้าต่างๆได้แก่ ยาสีฟัน ลูกอม หมากฝรั่ง ยาดม ฯลฯ ทั้งนี้สำหรับการใช้ ได้แก่ยาสำหรับด้านนอกอายไม่เป็นที่กังวลใจเท่ากับการใช้เป็นยาสำหรับข้างใน (ยารับประทาน) โดยองค์การอนามัยโลกได้กำหนดขนาดของเกล็ดสะระแหน่ที่สามารถ (WHO) ใช้กินได้หมายถึง0.2 มก./น้ำหนักตัว รวมทั้งยังมีมีรายงานเจออาการไม่พึงปรารถนา (adverse effect) ของผู้ที่รับประทาน menthol ขนาด 2 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน
ข้อเสนอ/ข้อควรตรึกตรอง

  • หญิงมีท้องรวมทั้งหญิงให้นมลูก ไม่มีข้อที่ไม่อนุญาตสำหรับการใช้อาหารหรือยาที่มีส่วนผสมของมินต์ หรือ เมนทอลแม้กระนั้นไม่สมควรใช้เกินที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้
  • สารเมนทอลนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้มีความรู้สึกเย็น แม้กระนั้นในความเข้มข้นสูงแล้วก็ใช้ติดต่อกัน โดยการสูดดมสารนี้ อาจจะส่งผลให้กำเนิดอาการระคายรอบๆทางเดินหายใจ และอาจทำให้กำเนิดปอดอักเสบได้
  • เกล็ดสะระแหน่เป็นสารที่มีผลต่อระบบประสาท โดยเหตุนั้นไม่สมควรใช้(สูดดม เป็นต้นว่า ยาดม) ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเพราะเหตุว่าอาจส่งผลให้มีการเสพติดได้
  • ถ้าหากผิวหนังสัมผัสเกล็ดสะระแหน่ (ที่เป็นผนึก) ในจำนวนมากอาจทำให้เกิดการระคายเคือง ผิวหนังแดง ผิวหนังไหม้ แสบและคันได้
เอกสารอ้างอิง

  • ฤทธิ์ทางเภสัชของน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง (Mentha piperita L.) และน้ำมันเขียว Myrtus Communis L. ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ยุวดี จอมพิทักษ์.ผักสวนครัว.กรุงเทพฯ,2545. http://www.disthai.com/
  • Galeotti Di Cesare Mannelli L, Mazzanti G, Bartolini A, Ghelardini C. Menthol: a natural analgesic compound. Neurosci Lett. 2002 Apr 12;322(3):145-8.
  • เกวลิน รัตนจรัสกุล,2555.การพัฒนาฟิล์มต้านจุลทรีย์จากคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลสร่วมกับน้ำมันสะระแหน่
  • สะระแหน่ สรรพคุณ และการปลูกสะระแหน่.พืชเกษตร.คอม เว็บเพื่อเกษตรกรไทย.เปปเปอร์มินต์.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.คอลัมน์ Drug Tips จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ฉบับที่5.กรกฎาคม-กันยายน 2555 หน้า 6-7.
  • ข้อมูลเกี่ยวกับเมนทอล.กระดาน ถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


หน้า: [1] 2 3 4