แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 9
1


โด่ไม่รู้ล้ม
ชื่อสมุนไพร  โด่ไม่รู้ล้ม
ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น หญ้าไก่นกคุ้ม , หญ้าสามสิบสองหาบ , หญ้าไฟนกคุ้ม , หนาดผา (ภาคเหนือ) , ขี้ไฟนกคุ่ม (เลย) , หญ้าปราบ (ภาคใต้) , หนาดมีแคลน (สุราษฎร์ธานี) , เคยโป๊ , ตะชีโกวะ (กะเหรี่ยง) , ก้อมทะ (ลั๊วะ) , จ่อเก๋ (ม้ง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Elephantopus scaber Linn.
ชื่อสามัญ   Prickly-Leaved Elephant’s Foot
วงศ์    ASTERACEAE

ถิ่นกำเนิด
โด่ไม่รู้ล้ม เป็นพืชที่ถูกเรียกชื่อตามรูปแบบของลำต้นที่เมื่อถูกเหยียบย่ำหรือถูกทับก็จะแบนราบลงไปกับพื้นดิน แต่ว่าเมื่อเวลาผ่านไปเพียงเดี๋ยวเดียว ลำต้นก็จะกลับมาตั้งโด่เหมือนเดิมก็เลยเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดชื่อ โด่ไม่รู้ล้ม ซึ่งพืชนี้ข้อมูลถิ่นกำเนิดที่จริงจริงยังกำกวมแม้กระนั้นจัดเป็นพืชในเขตร้อนที่เจอได้ในประเทศเขตร้อนทั่วทั้งโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งในประเทศไทยสามารถเจอได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แล้วก็พบได้ทั่วไปตามป่าดงดิบ ป่าสนเขา ป่าเต็งรัง และก็ป่าโปร่งที่มีภาวะของดินเป็นดินร่วนซุยคละเคล้าทราย
ลักษณะทั่วไป โด่ไม่รู้ล้ม จัดเป็นพืชล้มลุก ลำต้นสั้น กลม ชี้ตรง สูง 10-30 เซนติเมตร ตามผิวลำต้น มีขนสีขาวตรงละเอียดห่าง สาก ใบเป็นใบลำพังอยู่รอบๆเหนือเหง้าชิดกันเป็นวงกลม เรียงสลับชิดกันอยู่เป็นกระจุก คล้ายดอกกุหลาบซ้อนที่โคนต้น รูปแบบของใบเป็นรูปหอกหัวกลับ แผ่นใบกว้างราวๆ 3-5 เซนติเมตรและก็ยาวโดยประมาณ 8-20 ซม. ขอบของใบหยักหรือเป็นจักคล้ายฟันเลื่อยห่างๆมีเส้นแขนงของใบประมาณ 12-15 คู่ ส่วนของใบที่ค่อนไปทางปลายจะผายกว้าง แล้วสอบเป็นแหลมทู่ๆส่วนโคนใบจะสอบแคบจนถึงก้านใบ มีเนื้อใบหนาสาก ผิวใบจะมีขนสากเล็กๆขนตรงห่างมีสีขาว และก็มีขนต่อมห่างอยู่ทั้งคู่ด้าน โดยท้องใบจะมีขนมากกว่าข้างหลังใบ แผ่นใบมักแผ่ราบไปกับพื้นดิน ก้านใบยาวโดยประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร หรือไม่มีก้านใบ ดอกช่อแทงออกจากกลางต้น ช่อดอกรูปขอบขนาน มี 4 ดอกย่อย ยาว 8-10 มม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 มิลลิเมตร ดอกย่อยขนาดเล็กดอกรูปหลอดสีม่วง หลอดกลีบดอกยาว 3-3.5 มิลลิเมตร สะอาด ปลายกลีบยาว 1.5-2 มิลลิเมตร ไม่มีขน เกสรเพศผู้สีเหลือง มีอับเรณูยาว 2.2-2.3 มม. ปลายแหลม ฐานเป็นติ่งแหลม ก้านยกอับเรณูยาว 1.5-1.7 มม. เกสรเพศเมียมีก้านเกสรยาว 7-8 มม. ยอดเกสรยาว 0.5-0.6 มม. มีขนที่ปลายยอดและก็จบที่รอยแยก แต่ละช่อย่อยมาอยู่รวมกันเป็นช่อกลุ่มกลมที่ปลายก้านดอก รอบๆโคนกลุ่มดอกมีใบประดับประดาแข็งรูปสามเหลี่ยม แนบอยู่ 3 ใบ ยาว 1-2 ซม. กว้าง 0.5-1.5 เซนติเมตร ขอบของใบเรียบปลายเรียวแหลม ที่ผิวใบทั้งสองด้านมีขนตรงสีขาว ออกที่ปลายยอดแบบช่อแยกแขนง ก้านช่อดอกมีความยาวได้ถึง 8 เซนติเมตรรวมทั้งมีขนสาดๆอยู่ทั่วไป ส่วนฐานรองดอกจะแบนและก็สะอาด มีเส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 0.5-0.7 มิลลิเมตร วงใบประดับประดาเป็นรูปขอบขนาน มี 2 ชั้น สูงราว 7-10 มม. มีเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 2-3 มิลลิเมตร ใบแต่งแต้มคล้ายรูปหอก ผิวด้านนอกมีขนตรง ส่วนขอบของใบมีขนครุย ชั้นนอกเป็นรูปใบหอกยาวประมาณ 4-6 มม.แล้วก็กว้างโดยประมาณ 0.5-1.5 มม. ปลายแหลม ส่วนชั้นที่ 2 เป็นรูปขอบขนานกว้างประมาณ 1-2 มม.แล้วก็ยาวโดยประมาณ 8-10 มม. ปลายแหลม สีขาว เป็นเส้นตรงแข็ง มี 5 เส้น เรียง 1 ชั้น ยาวราวๆ 5-6 มม.ส่วนผลได้ผลแห้งและไม่แตก รูปแบบของผลเล็กและก็เรียว เป็นรูปกรวยแคบ ผิวด้านนอกผลมีขนหนาแน่น ยาวประมาณ 2.5-3 มิลลิเมตรและกว้างประมาณ 0.4-0.5 มิลลิเมตร ผลไม่มีสัน
การขยายพันธุ์ โด่ไม่รู้ล้มเป็นพืชล้มลุกที่ทนแล้งได้ดิบได้ดี สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี อย่างเช่น การเพาะเม็ดหรือการแยกต้นแยกหัว ซึ่งสามารถปลูกเอาไว้ในแปลงหรือปลูกใส่กระถางได้โดยการปลูกโด่ไม่รู้ล้มนั้นก็ราวกับการปลูกพืชปกติ เป็น จัดแจงหลุมแล้วก็รองก้นหลุมใส่ต้นพันธุ์ลงไปกลบดินแล้วรดน้ำเพียงพอชุ่มแม้กระนั้นสภาพดินที่ปลูกควรเป็นดินร่วมผสมทราย แล้วก็ควรจะปลูกที่โล่งแจ้ง เหตุเพราะโด่ไม่รู|ไม่รู้เรื่อง|ไม่เคยรู้|ไม่เคยทราบ|ไม่ทราบ|ไม่รู้จัก}ล้มเป็นพืชที่ถูกใจแดดและก็ทนแล้งได้ดี
องค์ประกอบทางเคมี
ในส่วนต่างๆของโด่ไม่รู้ล้มเจอสารกลุ่ม elephantopins รวมทั้ง deoxyelephanpin Crepiside E, cynaropicrin deacyl; cyanaropicrin-3-β-D-glucopyranoside deacyl; dotriacontan-1-ol; elephantopin, 11-13-dihydro-deoxy; elephantopin, 11-13-dihydro; elephantopin deoxy; elephantopin, iso-deoxy; friedelanol, epi; friedelinol, epi; lupeol; stigmasterol; stigmasterol 3-O- β-D-glucoside; triacontan-1-ol; zaluzanin C, gluco; scabertopin


ผลดี/คุณประโยชน์

แบบเรียนยาไทย ทั้งต้น มีรสกร่อยขื่นให้เป็นยาขับฉี่ แก้ไข้ แก้ไข้จับสั่น ขับน้ำเหลืองเสีย แก้บิด แก้ท้องร่วง แก้ไอ แก้วัณโรค บำรุงหัวใจ ขับเหงื่อ ขับรอบเดือนขับพยาธิตัวกลม แก้เยี่ยวทุพพลภาพ บำรุงความกำหนัด แก้กระษัยขับไส้เดือน แก้กามโรค แก้บวมน้ำ แก้นิ่ว แก้ไข้หวัด แก้เจ็บคอ แก้ตาแดง แก้โรคดีซ่าน แก้เลือดกำเดาออกง่าย แก้ฝี แก้แผลมีหนอง แก้แผลงู แก้แมลงมีพิษกัดต่อย แก้อักเสบ แก้แผลในกระเพาะอาหาร แก้แผลยุ่ยในปาก แก้เหน็บชา ราก รสกร่อยฝาด ขับเยี่ยว แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้หวัด แก้ไอเรื้อรังแก้ท้องเดิน แก้บิด ขับพยาธิ ขับประจำเดือน บีบมดลูก ต้มเอาน้ำอมแก้ปวดฟัน แก้ฝี แผลมีหนอง บวมอักเสบทั้งหลายแหล่ เป็นยาคุมกำเนิดสำหรับหญิงที่คลอดลูกใหม่ เป็นยาบำรุง เป็นยาขับไส้เดือน รักษาโรคบุรุษ ต้มดื่มแก้คลื่นไส้ ใบ รสกร่อยขื่น รักษารอยแผล แก้โรคผิวหนัง แก้ไข้ ขับเยี่ยว แก้อ่อนเพลีย รักษากามโรค รักษาโรคบุรุษ เป็นยาคุมสำหรับหญิงที่คลอดลูกใหม่ เป็นยาบำรุง เป็นยาขับไส้เดือน แก้ไอ กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความกำหนัด รากและใบ รสกร่อยฝาดขับปัสสาวะ แก้ท้องเดิน แก้โรคแผลในกระเพาะอาหารแก้บิด แก้กามโรคในสตรี ไม่ระบุส่วนที่ใช้ บำรุงกำลัง ชูกำลัง ตัดกษัย บำรุงกษัยไม่ให้เกิด แก้ฉี่ทุพพลภาพ บำรุงความกำหนัด ขับเยี่ยว แก้ไข้จับสั่น แก้ไอ แก้ไข้ ขับพยาธิไส้เดือน แก้กามโรค แก้โรคหลอดลมอักเสบ แก้ปวดบวม แก้ตับอักเสบ แก้บิด รักษาตัวบวม รักษาไตอักเสบ
แบบเรียนยาท้องถิ่น ใช้ รากต้มน้ำ แก้ไอ ชูกำลัง บำรุงสมรรถภาพทางเพศ ร้อนใน อยากดื่มน้ำ แก้ไข้ ราก ต้มน้ำกินหรือดองสุราดื่ม เข้ากับยากำลังเสือโคร่ง ม้ากระทืบโรงบำรุงร่างกายแก้ปวดเมื่อย ราก ลำต้น ใบ และก็ผล ต้มน้ำดื่ม แก้โรคกระเพาะอาหาร แก้ไอ
 
ตำราหมอแผนจีน
 
โด่ไม่รู้ล้มกล่าวไว้ว่า ” ทั้งต้น มีรสขมเผ็ด ฤทธิ์เย็น เข้าเส้นลมปราณ ปอด ตับและม้าม สรรพคุณ แก้เจ็บคอ รักษาต่อมทอนซิลอักเสบ แก้บวมน้ำภายในร่างกาย โรคกำเดาห้ามเลือด นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ขับฉี่ ฝีข้างในรวมทั้งด้านนอก ใช้ข้างนอกแก้โรคผิวหนัง แก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย
ส่วนในทางหมอแผนปัจจุบัน ระบุว่า โด่ไม่รู้ล้มอาจช่วยเรื่องบำรุงร่างกาย แก้อาการอ่อนล้า ช่วยทำให้มีกำลัง แล้วก็มีฤทธิ์ในการช่วยถอนพิษไข้แก้อาการตัวร้อน แก้ไอ แก้อ้วก แก้ท้องเสีย โดยแนวทางรับประทานที่ดีที่สุดเป็นการนำมาต้นน้ำดื่ม รวมทั้งยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการกำเนิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยมีรายงานศึกษาเรียนรู้ว่าที่เอทานอลที่สกัดได้จากโด่ไม่รู้ล้มมีค่าความเข้มข้นซึ่งสามารถช่วยลดการเสี่ยงสำหรับเพื่อการกำเนิดมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนั้นทางการแพทย์ยังนำโด่ไม่รู้ล้มไปสกัดเพื่อรักษาอาการอักเสบจากการติดเชื่อชนิดต่างๆตัวอย่างเช่นไส้อักเสบ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ และยับยั้งเชื้อโรคแล้วก็เชื้อแบคทีเรีย ช่วยรักษาอาการที่เกี่ยวกับระบบเยี่ยวอาทิเช่นช่วยสำหรับในการขับปัสสาวะ แก้อาการขัดเบาซึ่งเป็นอาการเริ่มของฟุตบาทเยี่ยวอักเสบ ช่วยลดการเกิดนิ่ว และยังมีฤทธิ์ช่วยบำรุงกำหนัดเพิ่มความต้องการทางเพศอีกทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ช่วยฟื้นฟูรวมทั้งบำรุงสมรรถภาพ ช่วยลดสภาวะอวัยวะสืบพันธุ์แข็งช้า อ่อนตัวเร็ว รวมทั้งหลั่งเร็วในผู้ชาย ทำให้โด่ไม่รู้ล้มจึงเป็น 1 ในสมุนไพรที่นิยมนำไปสกัดเป็นยาหรือสินค้าเสริมอาหารที่ให้สรรพคุณสำหรับในการสร้างเสริมสมรรถนะทางเพศ
ต้นแบบ / ขนาดวิธีใช้
• แก้เลือดกำเดา ใช้ต้นสด 30-60 กรัม (หรือต้นแห้ง หนัก 10-15 กรัม) ต้มกับเนื้อหมูพอสมควร กินติดต่อกันเป็นเวลานาน 4-5 วัน
• แก้โรคดีซ่าน ใช้ต้นสด 120-240 กรัม ต้มกับเนื้อหมูพอควร รับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน 4-5 วัน
• แก้ท้องมาน ใช้ต้นสด 60 กรัม ต้มเอาน้ำกิน เช้า-เย็น หรือต้มกับเนื้อหมูกิน
• แก้ขัดค่อย ใช้ต้นสด15-30 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม
• แก้นิ่ว ใช้ต้นสด 90 กรัม ต้มกับเนื้อหมู 120 กรัม เพิ่มน้ำใส่เกลือน้อย ต้มเคี่ยว กรองเอาแต่น้ำ แบ่งไว้ดื่ม 4 ครั้ง
• แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้เจ็บคอ ใช้ต้นแห้ง 6 กรัม แช่น้ำร้อน 300 ซีซี(ราวขวดแม่โขง) นาน 30 นาที รินเอาน้ำหรือจะบดเป็นผุยผงปั้นเม็ดไว้รับประทานก็ได้
• แก้ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ใช้ต้นสด 30 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม
• แก้ฝีบวมหรือฝีเป็นหนอง ใช้ต้นสด ตำผสมเกลือบางส่วน ละลายน้ำส้มสายยกเพียงพอข้นๆพอก
• แก้ฝีฝักบัว ใช้ต้นสด 25 กรัม ใส่น้ำ 1 ขวด รวมทั้งสุรา 1 ขวด ต้มดื่มและก็ใช้ต้นสดต้มกับน้ำ เอาน้ำล้างหัวฝีที่แตก
รักษาโรคผิวหนังต่างๆและก็ใช้ทาแผล โดยใช้ใบสด 2 กำมือ มาเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวแล้วก็ใช้ทาบริเวณที่เป็น หรือใช้รากและใบ (สดหรือแห้งก็ได้) 2 กำมือ ต้มดื่มแก้ท้องร่วง แก้กระเพาะเป็นแผล ช่วยขับฉี่ หรือใช้อาบในสตรีข้างหลังคลอด ส่วนรากใช้ตำผสมพริกไทย แก้อาการปวดฟัน หรือใช้รากต้มกับน้ำแล้วก็ใช้อบแก้ปวดฟันก็ได้ด้วยเหมือนกัน
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา สารสกัดต่างๆของโด่ไม่รู้ล้มมีฤทธิ์ลดไข้ ลดการอักเสบ ลดความดันโลหิต แล้วก็มีความเป็นพิษต่อเซลล์ของมะเร็งต่อมลูกหมาก ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้งเชื้อไวรัส ต่อต้านความเป็นพิษต่อตับ ลดไข้ ลดการอักเสบ ลดระดับความดันโลหิตและก็ยั้งการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็กกระตุ้นมดลูก ยับยั้งเอนไซม์ reverse transcriptase, glutamate-oxaloacetate-transaminase และก็ glutamate-pyruvate-transaminase มีการเรียนผลของโด่ไม่รู้ล้มในหนูเพศผู้ต่อความกำหนัด คุณภาพน้ำเชื้อ อวัยวะเพศเสริม ขนาดและก็กล้ามเนื้อลึงค์ แล้วก็รูปร่างเพศลูก พบว่าสมุนไพรโด่ไม่รู้ล้ม มีฤทธิ์กระตุ้นกำหนัดและทำให้ระดับ testosterone สูงมากขึ้นในหนูแรท แม้กระนั้นในขนาดสูงกลับทำให้ระดับ testosterone และเชื้อน้ำเชื้อลดน้อยลง เพิ่มการเกิด libido เปลี่ยนค่า osmolality และจำนวนน้ำอสุจิของน้ำอสุจิ ลดเปอร์เซ็นต์อสุจิขยับเขยื้อน เพิ่มน้ำหนักของลับเสริม รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนเพศลูก (เพศภรรยา/เพศผู้)
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
จากการศึกษาพบว่าน้ำต้มโด่ไม่รู้ล้ม หรือสารสกัด 50% เอทานอลจากพืชทั้งยังต้น ไม่มีพิษ เมื่อให้หนูถีบจักรกินแม้จะให้ในขนาดมากถึง 6.0 กรัม/กก. และพบว่าขนาดของสารสกัดทั้งสองประเภทที่ทำให้หนูถีบจักรตายร้อยละ 50 มีค่ามากยิ่งกว่า 2 กรัม/โล เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้อง
สารสกัดรากและก็ใบที่หมักกับสุราโรง 40 ดีกรี เมื่อเอามาป้อนหนูทดลองในขนาดความเข้มข้น 2,000 มิลลิกรัมต่อกก. เพียงแค่ครั้งเดียว แล้วเก็บผลในวันที่ 14 ผลของการทดสอบพบว่าหนูไม่แสดงอาการไม่ดีเหมือนปกติ ส่วนการทดสอบความเป็นพิษแบบระยะสั้น พบว่าไม่ได้ต่างอะไรอย่างมีความนัยสําคัญของน้ำหนักตัว น้ำหนักตับ ไต ม้ามหัวใจ adrenal cortex แล้วก็อัณฑะ แล้วก็ระดับเอนไซม์ BUN creatinine AST และก็ ALT ของหนูทุกกรุ๊ป
 
ข้อแนะนำ / ข้อควรคำนึง
 
1. สตรีตั้งครรภ์ไม่สมควรทานอาหารเสริมหรือยาแผนโบราณที่มีส่วนประกอบจากโด่ไม่รู้ล้ม
2. คนที่มีอาการปัสสาวะมากผิดปกติไม่สมควรใช้โด่ไม่รู้ล้มเพราะมีสรรพคุณสำหรับเพื่อการขับฉี่ ซึ่งอาจจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น
3. ผู้ที่มีสภาวะหยางพร่อง (กลัวหนาว , แขนขาเย็น , ไม่อยากกินน้ำ , ถ่ายเหลว , ตัวซีด , ง่วงนอนหงาวหาว นอน) ไม่ควรใช้โด่ไม่รู้ล้ม
 
เอกสารอ้างอิง

  • ไพบูลย์ แพงเงิน.สมุนไพรรู้ใช้ไกลโรค (สมุนไพรคู่บ้าน 2).กรุงเทพฯ:มติชน.2556.272 หน้า.
  • ผศ.ดร.วีณา นุกูลการ. โด่ไม่รู้ล้ม.สมุนไพรกับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.https://www.disthai.com/
  • โด่ไม่รู้ล้ม.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีโด่ไม่รู้ล้ม.กลุ่มยาแก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ.สรรพคุณสมุนไพร.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี
  • โด่ไม่รู้ล้ม.สารานุกรมสมุนไพร เล่ม 1 สมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ104.ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.


2
อื่นๆ / สมุนไพร ดาวอินคา
« เมื่อ: ธันวาคม 03, 2018, 08:36:07 AM »

ดาวอินคา
ชื่อสมุนไพร ดาวอินคา
ชื่ออื่นๆ ถั่วดาวอินคา
ชื่อวิทยาศาสตร์  Plukenetia volubilis.
ชื่อสามัญ  sacha inchi, sacha  mani , Inca peanut.
วงศ์  Euphorbiaceae
ถิ่นกำเนิด
ดาวอินคาติดอยู่ เป็นพืชสกุล Euphorbiaceae เช่นเดียวกับ ยางพารา สบู่ดำ หรือมันสำปะหลัง นับเป็นพืชเฉพาะถิ่นชนิดหนึ่ง มีถิ่นกําเนิดจากบริเวณลุ่มแม่น้ําอเมชอน ในประเทศประเทศเปรู ทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งมนุษย์รู้จักประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ตั้งแต่สมัยอินค้าง หรือในช่วงปี ค.ศ. 1438-1533 และสืบทอดมากันมาสู่คนพื้นเมืองมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ซึ่งมีการนำดาวอินติดอยู่มาใช้ประโยชน์นานาประการ ทั้งนี้ จากต้นตอ และความเป็นมาที่ชาวอินคานำมาใช้ประโยชน์ ประเทศไทยก็เลยเรียกพืชจำพวกนี้ว่า ถั่วดาวอินติดอยู่ ในขณะนี้ก็มีการเพาะปลูกดาวอินคาในแถบทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และก็มีการนำดาวอินคามาแปรรูป อย่างเช่น น้ำมันดาวอินคาที่ได้จากการสกัด ถั่วดาวอินค้างอบเกลือ หรือถั่วดาวอินคาคั่ว
 สำหรับในประเทศไทยได้มีบริษัทเอกชนนำดาวอินค้างเข้ามาเกื้อหนุนการปลูกครั้งแรก เมื่อไม่กี่ปีให้หลัง โดยเริ่มที่จังหวัดหนองคายเพราะมีความคิดเห็นว่ามีที่ตั้งภูมิศาสตร์เส้นทางคมนาคมที่สมควร และก็สามารถเชื่อมโยงไปสู่กลุ่มประเทศอินโดจีนได้จนกระทั่งมีการปลูกอย่างมากมายในหลายพื้นที่ในตอนนี้
ลักษณะทั่วไป
ดาวอินติดอยู่จัดเป็นไม้เลื้อยเนื่องจากมีลำต้นเป็นไม้เลื้อยที่แก่นาน 10-50 ปี ลำต้นแตกกิ่งเป็นเถาเลื้อยได้ยาวมากว่า 2 เมตร เถาอ่อนมีสีเขียว เถาแก่หรือโคนเถามีสีน้ำตาล แก่นเถาแข็ง และก็เหนียว
 ใบของถั่วดาวอินค้างเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบเป็นใบลำพัง เรียงสลับเยื้องกันตามความยาวของเถา ใบมีรูปหัวใจ โคนใบกว้าง และก็เว้ากึ่งกลางเป็นฐานหัวใจ ส่วนปลายใบแหลม แผ่นใบมีสีเขียวสด แล้วก็มีร่องตื้นๆตามเส้นกิ่งก้านสาขาใบ ส่วนขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย มีก้านใบยาวราวๆ 2-4 เซนติเมตร ส่วนแผ่นใบกว้างราว 8-10 ซม. ยาวราว 12-18 เซนติเมตร
 ดอกเป็นช่อตามซอกใบบนเถา แต่ละช่อมีดอกขนาดเล็กมากมาย ดอกมีลักษณะทรงกลม สีเขียวอมเหลือง เป็นดอกชนิดแยกเพส แต่ว่ารวมอยู่ในช่อดอก และก็ต้นเดียวกัน โดยดอกเพสภรรยาจะอยู่บริเวณโคนช่อดอก 2-4 ดอก ส่วนดอกเพศผู้มีจำนวนไม่น้อยถัดจากดอกเพศภรรยามาจนถึงปลายช่อดอก ดังนี้ ถั่วดาวอินติดอยู่จะติดดอกคราวแรกเมื่ออายุโดยประมาณ 5 เดือน ข้างหลังเมล็ดงอกและผลจะแก่ที่พร้อมเก็บได้โดยประมาณอีก 3-4 เดือน ข้างหลังออกดอกผลเรียกเป็นฝัก มีลักษณะเป็นแคปซูลที่แบ่งออกเป็นพูๆหรือแฉก 4-7 พูขนาดฝักกว้าง 3-5 ซม. เปลือกผลอ่อนมีสีเขียวสด และก็มีประสีขาวกระจัดกระจายทั่ว และหลังจากนั้นก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อสุก และแก่จนแห้งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล พร้อมด้วยเปลือกปริแตกจนกระทั่งมองเห็นเมล็ดด้านใน
 เมล็ดดาวอินคาใน 1 ผลหรือฝัก จะมีจำนวนเมล็ดตามพูหรือแฉก เป็นต้นว่า ฝักมี 5 พู ก็จะมี 5 เม็ด ถ้าหากมี 7 พู ก็จะมี 7 เม็ด โดยเม็ดจะแทรกอยู่ในแต่ละพูในแนวตั้งเม็ดมีทรงกลม รวมทั้งแบน ขอบเม็ดบางแหลมตรงกลางเม็ดนูนเด่น ขนาดเมล็ดกว้าง 1.5-2.0 เซนติเมตร ยาว1.8-2.2 เซนติเมตร น้ำหนักเม็ดเฉลี่ย 1.5 กรัม/เม็ด เปลือกเมล็ดเป็นแผ่นบาง มีสีน้ำตาลอมดำ ต่อมาจากเปลือกเป็นเนื้อเมล็ดที่มีสีขาว เนื้อเม็ดเมื่อคั่วสุกจะกรอบ และมีรสมันอร่อย มีน้ำมันปริมาณมาก
 การขยายพันธุ์ ดาวอินค้างสามารเติบโตได้ดิบได้ดีในสภาพภูมิอากาศอุ่น ที่อุณหภูมิ 10-36 องศาเซลเซียสที่มีความสูงตั้งแต่100-2000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งสามารถปลุกได้ทั่วทุกภาคของเมืองไทย
 สำหรับในการเพาะพันธุ์สามารถขยายพันธุ์โดยเมล็ด โดยการนำเม็ดที่แก่แล้วมาเพาะในถุงสีดำ เมื่อต้นสูงราวๆ 30 ซม. จึงย้ายปลูกหรือหยอดเมล็ดในหลุมปลูกเลยก็ได้ ระยะปลูก 2 x 3 ถึง 2 x 4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ 200 – 300 ต้น เป็นพืชที่เกลียดน้ำขังแฉะในพื้นที่ต่ำควรชูร่อง ทำค้างสำหรับให้ต้นเลื้อยพัน โดยใช้อุปกรณ์ในพื้นที่ ที่ใช้กันอยู่ในตอนนี้มักใช้ท่อพีวีซีเป็นเสาหลักแล้วก็ใช้สายโทรศัพท์เก่ากางระหว่างเสาเป็นค้างสำหรับให้ยอดเลื้อยพัน ส่วนปุ๋ยที่ใช้ควรจะเป็นปุ๋ยธรรมชาติ โดยทั่วไปดาวอินคาสามารถได้ผลผลิต 600 – 800 โลต่อไร่และได้ผลผลิตยาวนาน 15 – 50 ปี เลยทีเดียว
 รวมทั้งน้ำมัน (35-60%) โดยมีกรดไขมันชนิด omega-3 ตัวอย่างเช่นlinolenic acid โดยประมาณ 45-53% (12.8–16.0 g/100 g seed) , omega-6 ตัวอย่างเช่น linoleic acid ราว 34-39% (12.4–14.1 g/100 g seed) และ omega-9 ราว 6-10% ของไขมันทั้งผอง อัตราส่วนของ omega-6 /omega-3 อยู่ในตอน 0.83–1.09 นอกเหนือจากนั้นมี phytosterols อาทิเช่น beta-sitosterol และก็stigmasterol สารที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันดังเช่น วิตามินอีในรูป tocopherols สารกรุ๊ปฟีโนลิก รวมทั้งแคโรทีนอยด์ รวมทั้งกรดอะมิโยหลายชนิดดังเช่นว่า สิสเตอีน (cysteine) ไทโรซีน (tyrosine) ทรีโอนีน (threonine) และทริปโตเฟน (tryptophan)
 ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของเม็ดดาวอินคา (คั่วเกลือจำนวน 100 กรัม) พลังงาน 607 กิโลแคลอรี โปรตีน 32.14 กรัม ไขมันทั้งปวง 46.43 กรัม คาร์โบไฮเดรต 17.86 กรัม น้ำตาล 3.57 กรัมแคลเซียม 143 มก. ธาตุเหล็ก 4.59 มิลลิกรัม โซเดียม 643 มิลลิกรัม
 คุณประโยชน์/สรรพคุณ เมล็ดดาวอินคาสามารถใช้ดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ของกินเล่น ดังเช่น ถั่วคั่วเกลือ ถั่วทอด หรือ เอามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของกิน อาทิเช่น ซอส ซีอิ้วเต้าเจี้ยว รวมทั้งดัดแปลงเป็นแป้ง ดาวอินคาสำหรับใช้เข้าครัวแล้วก็ทำของหวาน ในปัจจุบันนิยมนำเม็ดดาวอินคานำมาสกัดน้ำมัน ซึ่งนำไปใช้ผลดีในหลายด้าน ยกตัวอย่างเช่น ใช้เป็นน้ำมันรับประทานเพื่อเป็นอาหารเสริมให้แก่ร่างกาย โดยมักผลิตในรูปบรรจุขวดหรือบรรจุแคปซูลพร้อมกิน ใช้เป็นน้ำมันทอดหรือทำครัว ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องแต่งหน้า ได้แก่ โฟมที่ใช้ล้างหน้า สบู่ น้ำหอม แล้วก็โลชั่นสำหรับดูแลผิว น้ำมันที่สกัดได้ใช้สำหรับทานวดแก้ปวดเมื่อย รวมทั้งใช้ทาผมให้ดกดำ แล้วก็จัดทรงง่าย
 ส่วน
สรรพคุณของดาวอินติดอยู่ มีดังนี้
สารสำคัญที่เจอในเม็ดดาวอินคา อาทิเช่นกรดไขมันโดยยิ่งไปกว่านั้น omega-3 และ phytosterols นั้นมีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในเลือดนอกเหนือจากนั้นสารต้านออกซิเดชัน อาทิเช่น tocopherols สารกลุ่มฟีโนลิก รวมทั้งแคโรทีนอยด์ สามารถต้านทานอนุมูลอิสระและก็คุ้มครองการออกซิเดชันของไขมัน ก็เลยสามารถช่วย ลดไขมันในเลือด และปกป้องโรคหัวใจและเส้นเลือดได้ และก็กรดไขมันโอเมก้า 3 ในดาวอินคายังมีคุณประโยชน์ช่วยให้ร่างกายซึมซับแคลเซียมมาบำรุงกรอบเดือนกเจริญขึ้น อีกทั้งยังช่วยรักษาความแข็งแรงของเยื่อหุ้มเซลล์ ลดการอักเสบของเส้นเลือด และลดความเสี่ยงโรคไขข้อได้อีกด้วย ทั้งในดาวอินคายังอุสูดดมไปด้วยวิตามินอี แล้วก็วิตามินเอที่ช่วยบำรุงรักษาสุขภาพผิวและก็ผมช่วยปกป้องสารต้านอนุมูลอิสระอันเป็นที่มาของการอักเสบ ช่วยลดริ้วรอย และก็ช่วยทำนุบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น
 ยิ่งกว่านั้นยังช่วยคุ้มครองป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (cardiovascular disease) ต้าน rheumatiod arthritis โรคมะเร็ง แล้วก็คุ้มครองไวรัส โทวัวฟีรอล (tocopherols) ไฟโตสเตอรอคอยล (phytosterol) สารโทวัวฟีคอยลแล้วก็ฟลาโวนอยด์จากถั่วดาวอินคาช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจแล้วก็โรคมะเร็ง สารประกอบฟีนอลิก (phenolic compounds) แล้วก็สารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ในส่วนของเปลือกแล้วก็เม็ดเจอกรดไขมันอิ่มตัวที่มีคุณสมบัติ anti-antherogenic, anti-thrombogenic และ hypercholesterolemic effect รวมถึงยังช่วย ช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือด ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รวมทั้งปกป้องเบาหวาน กระตุ้นความจำช่วยส่งเสริมพัฒนาการของสมองคุ้มครองป้องกันโรคสมองเสื่อม ควบคุมความดันในดวงตา รวมทั้งเส้นโลหิต
 แบบ/ขนาดวิธีใช้ ในขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดแบบอย่าง / ขนาดการใช้หรือขนาดรับประทานดาวอินค้างอย่างแน่ชัด โดยบางงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยกล่าวว่า เม็ดดาวอินคากินไม่ได้ เนื่องจากมีสารกลุ่มที่ยั้งกานดำเนินการของเอ็นไซม์ทริปสิน (trypsin inhibitor) แต่ว่าสามารถเอามาหีบเอาน้ำมันมาใช้รับประทานเพื่อให้ได้ประโยชน์จากน้ำมันดาวอินคาแล้วก็บางงานศึกษาค้นคว้าวิจัยบอกว่าเม็ดดาวอินคาสามารถรับประทานได้เมื่อทำให้สุกแล้ว แต่อย่างไรก็ดีถ้าปรารถนากินเพื่อคุ้มครองและเยียวยารักษาโรคควรปรึกษาหมอหรือผู้ชำนาญก็จะเป็นเรื่องดีที่สุด
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมามีงานศึกษาวิจัยทางสถานพยาบาลที่เรียนถึงผลของน้ำมันดาวอินค้าง ว่ามีคุณสมบัติที่สามารถน้ามาใช้แทนโอเมก้า-3 ที่มีอยู่ในน้้ามันปลาได้ไหม โดยมีงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยที่เรียนรู้ผลของน้ำมันจากดาวอินติดอยู่ต่อการลดระดับไขมันในเลือด ทดลองในผู้ป่วยที่มีปัญหาคลอเรสเตอรอลในเลือดสูง โดยให้กินน้ำมันที่สกัดจากดาวอินติดอยู่ 5 หรือ10 มิลลิลิตรเป็นระยะเวลา 4 เดือน พบว่าทั้ง 2 กลุ่มมีผลคลอ-เรสเตอรอคอยลทั้งปวงและไขมันที่ไม่จ้าเป็นในเลือดลดน้อยลง และก็เพิ่มระดับไขมันเอชดีแอล บอกให้เห็นถึงว่ากรดไขมันโอเมก้า-3 ที่อยู่ในดาวอินค้างออกฤทธิ์ละม้ายกับกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่สกัดออกมาได้จากน้ำมันปลา
การเรียนทางพิษวิทยา
สำหรับความปลอดภัยสำหรับเพื่อการรับประทานน้ำมันดาวอินคา ได้มีงานศึกษาวิจัย ให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบอายุระหว่าง 25-55 ปีจ้านวน 30 คน เป็นเพศชาย 13 คน และเพศหญิง 17 คน รับประทานน้ำมันดาวอินคา วันละ 10-15 มล. โดยเปรียบเทียบกับน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันปริมาณเท่ากัน ช่วงเวลาเช้า เป็นระยะเวลา 4 เดือน พบว่าผลข้างเคียงที่เจอเป็นหลักในกรุ๊ปที่กินน้ำมันดาวอินค้าง อย่างเช่นอาการอาเจียน เรอ ส่วนอาการอื่นๆที่พบบ้าง เช่น ร้อนวูบวาบ ปวดศีรษะ ปวดท้อง ท้องผูก ส่วนผลกระทบที่พบเป็นหลักในกลุ่มที่กินน้ำมันเม็ดดอกทานตะวัน อย่างเช่นอาเจียนอาการท้องอืด ส่วนอาการอื่นๆที่เจอบ้าง อาทิเช่น ปวดท้อง ในส่วนของค่า การทำงานของตับได้แก่ AST (Aspartate transaminase), ALT (Alanine Aminotransferase), GGT (Gammaglutamyl transferase), Alkaline Phosphatase, Total Bilirubin, Albumin, Total protein ค่าการท้าทายงานของไต ดังเช่น Creatinine ค่าการอักเสบ อาทิเช่น CRP รวมทั้งค่ากรดยูริค(Uric acid) ทั้งหมดนี้ไม่พบว่ามีความผิดปกติ คำแนะนำ / ข้อควรระวัง
 1. เพราะว่ายังไม่มีการกำหนดขนาดการใช้ดาวอินติดอยู่อย่างแน่ชัด ด้วยเหตุนั้นในการใช้ป้องกันหรือบำบัดรักษาโรค ควรจะปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
 2. ไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันในจำนวนมากลเป็นเวลานานเพราะอาจมีผลต่อระบบต่างๆภายในร่างกาย
 3. ในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดัดแปลงของดาวอินคา ควรเลือดผลิตภัณฑ์ที่ตามมาตรฐานและก็ได้รับการยืนยันจากองค์การของกินและยา
เอกสารอ้างอิง

  • มารู้จักถั่วดาวอินคา กันเถอะ??.. จดหมายข่าว วิทย์-แพทย์ คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยพะเยา.ปีที่5.ฉบับที่ 2.เมษายน-มิถุนายน 2557
  • Gonzales GF , Gonzales C. A randomized, double-blind placebo-controlled study on acceptability, safety and efficacy of oral administration of sacha inchi oil (Plukenetia volubilis L.) in adult human subjects. Food Chem Toxicol. 2014;65:168-76.https://www.disthai.com/
  • อุดมวิทย์ ไวทยากร,กัญญรัตน์ จำปาทอง,เถลิงศักดิ์ วีระวุฒิ.ดาวอินคา พืชมหัศจรรย์ สุดยอดโภชนาการ.จดหมายข่าวผลิใบ ก้าวใหม่การวิจัยและพัฒนาการเกษตร.กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • Souza, A.H.P., Gohara, A.K., Rodrigues, A.C., Souza, N.E., Visentainer, J.V. & Matsushita, M. (2013). Sacha inchi as potential source of essential fatty acids and tocopherols: multivariate study of nut and shell. Acta Scientiarum, 35, 757-763.
  • รัชนก ภูวพัฒน์.การศึกษาการเปรียบเทียบความสามารในการผลิตสารทุติยภูมิจากใบอ่อนใบเพสลาดและใบแก่ของถั่วดาวอินคาเพ่อรองรับการผลินใบชาเพื่อชุมน ของจังหวัดนราธิวาส.วารสารมหาวิทยาลัยพระธิวาสราชนครินทร์.ปีที่ 8.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม 2559
  • เปลือกถั่วดาวอินคา.กระดานถาม-ตอบ สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • ธนกฤต ศิลปะธรากุล.ประสิทธิผล ของอาหารเสริมจากน้ำมันถั่วดาวอินคาในรูปรับประทาน ต่อการทำงานของสมองด้านสติปัญญา.สรุปการประชุมวิชาการและเสนอผลงานวิจัยระดับชาติครั้งที่ 3 ก้าวสู่ทศวรรษที่2:บูรณาการวิจัยใช้องค์ความรู้สู่ความยั่งยืน 17 มิถุนายน 2559 ณ.วิทยาลัยนครราชสีมา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา.หน้า 14-21
  • Maurer, N.E., Sakoda, B.H., Chagman, G.P. & Saona, L.E.R. (2012). Characterization and authentication of a nevel vegetable source of omega-3 fatty acid, sacha inchi (Plukenetia volubilis L.) oil. Food Chemistry, 134, 1173-1180.
  • ถั่วดาวอินคา สรรพคุณ และการปลูกถั่วดาวอินคา.พืชเกษตรดอทคอม
  • Chirnos, R., Zuloeta, G., Pedreschi, R., Mignolet, E., Larondelle, Y. & Campos, D. (2013). Sacha inchi (Plukenetia volubilis): A seed source of polyunsaturated fatty acids, tocopherols, phytosterols, phenolic compounds and antioxidant capacity. Food Chemistry, 141, 1732-1739.
  • Hanssen, H.P. & Hubsch, M.S. (2011). Sacha Inchi (Plukenetia volubilis L.) nut oil and its therapeutic and nutritional uses. Nuts & Seeds in health and disease prevention, 991-994.
  • Van Welzen,P.C. and K. Chayamarit. Euphorbiaceae. pp. 509 – 512. In Santisuk, T and K. Larsen (eds.) Flora of Thailand. Volume Eight. Part Two. The Forest Herbarium. National Park, Wildlife and Plant Conservation Department, Bangkok.


คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : คาวอินคา

3
อื่นๆ / สรรพคุณเเละประโชน์ ชุมเห็ดเทศ
« เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2018, 02:31:16 PM »

ชุมเห็ดเทศ
ชื่อสมุนไพร  ชุมเห็ดเทศ
ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น ขี้คาก , ลับมืนหลวง , หมากกะลิงเทศ ,หญ้าเล็บมือหลวง (ภาคเหนือ) , ส้มเห็ด (เชียงราย) ,จุมเห็ด (มหาสารคาม) , ชุมเห็ดใหญ่ (ภาคกลาง) , ตะสีพอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , ตุ๊ยเฮียะเต่า , ฮุยจิวบักทง (จีน) , ตุ้ยเย่โต้ว (จีนกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Senna alata (L.) Roxb.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Cassia alata (L.) Roxb. , Cassia bracteata L.f.
ชื่อสามัญ  Acapulo, Candelabra bush, Candle bush, Ringworm bush
วงศ์  FABACEAE (LEGUMINOSAE ) - Caesalpinioideae
ถิ่นกำเนิด
ชุมเห็ดเทศ มีถิ่นเกิดในเขตร้อนของทวีปแอฟริกา อเมริกาประเทศออสเตรเลีย และก็เขตร้อนในเอเซียอาคเนย์ สำหรับในประเทศไทย สามารถพบได้ทั่วไปในประเทศไทย ตามที่ชุ่มชื้น ทุกภาวะดินแม้กระนั้นไม่ขอบที่ร่มมากมาย พบบ่อยทั้งรอบๆที่ราบรวมทั้งบนเขาที่มีความสูงไม่เกิน 1500 เมตร จากระดับน้ำทะเล
ลักษณะทั่วไป
ชุมเห็ดเทศจัดเป็นพุ่มขนาดกึ่งกลาง สูง 1.5-3 เมตร ลำต้นแข็งมีแก่นไม้ ลำต้นแตกกิ่งก้านเป็นแถวขนานกับพื้นดิน กิ่งจะแผ่ออกทางด้านข้าง มีขนสั้นนุ่ม เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล ใบเป็นใบประกอบแบบขนปลายคู่ ออกเรียงสลับ ใบย่อย 8-20 คู่ ยาว 5-15 ซม. ใบย่อยรูปขอบขนาน ยาว5-15 เซนติเมตร ปนรูปรี โคนใบมน ปลายใบมน กลม หรือเว้าน้อย ไม่มีต่อม ฐานใบมนแตกต่างกันทั้งคู่ด้าน ขอบใบเรียบมีสีแดง แกนกลางใบหนา ยาวราวๆ 30-60 เซนติเมตร ก้านใบประกอบยาวราว 2 ซม. หูใบรูปติ่งหู สามเหลี่ยม ยาว 6-8 มม. ติดทน ดอกย่อยมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 4 ซม. ก้านดอกย่อยสั้นมาก ใบตกแต่งเป็นแผ่นบางๆกลีบเลี้ยงสีเขียวปลายแหลมมี 5 กลีบ กลีบสีเหลืองปลายมนมี 5 กลีบ ลายเส้นที่กลีบดอกเห็นได้ชัด เกสรตัวผู้ยาว ไม่เท่ากัน เกสรตัวเมียมี 1 อัน ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปแถบ ยาว แบน และหมดจดไม่มีขน ฝักมีปริมาณยาวราว 10-20 เซนติเมตรและก็กว้างโดยประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร มีสันหรือปีกกว้าง 4 ปีก ปีกกว้างราวๆ 5 มิลลิเมตรตามความยาวของฝัก ฝักมีผนังกัน ฝักเมื่อแก่จะเป็นสีดำแล้วก็แตกตามยาว ด้านในฝักมีเม็ดโดยประมาณ 50-60 เมล็ด เม็ดเป็นสามเหลี่ยมสีดำ มีผิวขรุขระ มีขนาดกว้างราวๆ 5-8 มิลลิเมตรและยาวราวๆ 7-10 มิลลิเมตร
การขยายพันธุ์ ชุมเห็ดเทศสามารถเพาะพันธุ์ได้ 2 วิธีคือการใช้เมล็ดและก็การปักชำ แม้กระนั้นส่วนใหญ่จะนิยมแพร่พันธุ์ด้วยเมล็ดมากกว่าซึ่งมีวิธีการปลูกดังนี้
1. การเตรียมดินให้กำจัดวัชพืชแล้วก็เศษสิ่งของ และไถพรวนแล้วก็ตากดินไว้ 7-15 วัน ต่อจากนั้นใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 2 ตันต่อไร่
2. การเตรียมพันธุ์ คัดเลือดเม็ดที่แก่จัดแล้วนำมาแช่น้ำไว้ 1 คืน หลังจากนั้นคลุกกับทรายในอัตรา 1: 1-2 แล้วหุ้มห่อด้วยผ้าขาวบาง รดน้ำให้เปียกแฉะ เก็บในที่ร่ม 1-2 วัน เม็ดก็จะเริ่มผลิออก
3. การปลูก ถ้าเกิดปลูกแบบหยอดหลุมด้วยเมล็ดที่เริ่มผลิออก ให้หยอดหลุมละ 5-6 เม็ดให้มีระยะห่างระหว่างต้น และระหว่างแถว 3x4 เมตร เมื่อปลูกเสร็จใช้ผางปกคลุมบางๆรดน้ำให้ชุ่ม หากปลูกแบบใช้ต้นกล้าให้น้ำต้นกล้าที่เพาะจากเม็ดที่มีอายุ 30 วัน หรือมีใบจริง 5-7 ใบ มาปลูกลงแปลง รดน้ำให้เปียกแฉะ ปักไม้ค้ำยันไว้รวมทั้งผูกใกล้กับต้นกล้าแล้วหุ้มโคนต้นด้วยผางรวมทั้งควรรดน้ำให้เปียกเสมอในช่าง 2 เดือนแรก
ส่วนประกอบทางเคมี ชุมเห็ดเทศมีองค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญมีสารกลุ่ม Anthraquinone โดยในใบชุมเห็ดเทศ จะต้องมีสาระสำคัญ Hydroxy-anthracene derives ไม่น้อยกว่า 1.0% w/w (โดยคำนวณเป็น rhein-8-glucoside) ได้แก่ Aloe-emodin, Chrysophanol , Chrysophanic acid, lsochrysophanol, Physcion glycoside, Terpenoids, Sennoside, Sitosterols, Lectin, Rhein.

คุณประโยชน์ / คุณประโยชน์

ตำรายาไทย: ใช้ข้างในแก้ท้องผูก เป็นยาระบาย ไปกระตุ้นทำให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวดีขึ้น สมานธาตุรักษากระเพาะอาหารอักเสบ แก้กษัยเส้น ทำหัวใจให้ธรรมดาขับฉี่ ขับพยาธิ ใช้ด้านนอก รักษาฝี แล้วก็แผลพุพอง รักษากลาก เกลื้อน โรคผิวหนัง อมบ้วนปาก รักษาผิวหนังอักเสบเป็นผื่นคัน เส้นประสาทอักเสบ โดยใช้ส่วนของ ใบ เป็นยาถ่าย ใช้ด้านนอกรักษากลาก แก้แมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งโรคผิวหนังอื่นๆใช้ถ่ายพยาธิตัวตืด ใบสด ใช้รักษาขี้กลากโรคเกลื้อน ตำพอก เร่งหัวฝี ใบแล้วก็ดอก ทำยาต้มรับประทาน เป็นยาระบายแก้ท้องผูกขับเสลดในรายที่หลอดลมอักเสบ และแก้หืด เมล็ด มีกลิ่นเบื่อ รสเหม็นเบื่อบางส่วนใช้ขับพยาธิ แก้ตานซาง แก้ท้องขึ้นท้องเฟ้อ แก้นอนไม่หลับ ฝัก มีรสเหม็นเบื่อเบื่อ แก้พยาธิ เป็นยาระบาย ขับพยาธิตัวตืด พยาธิไส้เดือน ต้นรวมทั้งราก แก้กษัยเส้น แก้ท้องผูก บำรุงหัวใจเปลือกแล้วก็แก่นไม้ ใช้ขับน้ำเหลืองเสีย ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุว่า ชุมเห็ดเทศเป็นยาระบายที่ดี ด้วยเหตุว่ามีทั้งยังแอนทราควิโนน ซึ่งเป็นยาระบาย รวมทั้งแทนนิน ซึ่งเป็นยาฝาดสมาน ก็เลยเป็นยาระบายที่สมานธาตุในตัว แล้วก็ในชุมเห็ดเทศยังมีพฤกษเคมีที่เป็นยารวมทั้งสารต้านทานนุมูลิอิสระสำคัญหลายแบบ โดยมีการทดสอบสารสกัดหยาบจากใบ เปลือกลำต้น ดอก ผล สกัด โดยใช้เอทิลอะสิเตทและเมทานอล พบสารฟลาโวนอยด์ แอนทราควิโนน คูมาริน ซาโปนิน แทนนิน เทอร์ปินอยด์ สเตอร์รอยด์ และก็คาดิแอคไกลโคไซด์ แต่ไม่เจอสารแอลติดอยู่ลอยด์ ในทุกส่วนของชุมเห็ดเทศ แล้วก็พบว่าสารสกัดอีกทั้ง 8 ตัวอย่าง มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนั้น สารสกัดทั้ง 8 แบบอย่างสารมารถต้านเชื้อ Bacillus subtilis และ Staphy-lococcus aureus ได้ โดยเฉพาะสารสกัดเมทานอลจากดอกชุมเห็ดเทศชนิดเดียวแค่นั้นที่ต่อต้านเชื้อ Pseudomonas auroginosa ได้ แม้กระนั้นไม่มีสารใดที่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อ E.coli การเรียนการออกฤทธิ์ของ Senna alata (L.) Roxb. หรือชุมเห็ดเทศสำหรับการยับยั้งการเจริญก้าวหน้าของเชื้อก่อโรคพบว่าสารสกัดจากชุมเห็ดเทศสามารถยับยั้งการก้าวหน้าของเชื้อก่อโรคได้หลายแบบ อย่างเช่น เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต แล้วก็ยังมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ต้านทานการก่อยับยั้งเนื้องอก เป็นยาระบาย ขับฉี่ ลดการอักเสบ แก้ปวดอีกด้วย
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้

ท้องผูก ใช้ใบจำนวน 12-15 ใบย่อย ตากแห้ง คั่ว (แม้ไม่คั่วเสียก่อน จะกำเนิดอาการข้างๆ คืออาจมีอาการอาเจียนอาเจียน เมื่อคั่วความร้อนจะช่วยให้สารที่ออกฤทธิ์ทำให้อาเจียนคลื่นไส้สลายไป) แล้วก็ค่อยนำไปต้มกับน้ำพอควร ดื่มครั้งเดียวก่อนที่จะรับประทานอาหารรุ่งอรุณมืด หรือก่อนนอน หรือใช้ผงใบ 3-6 กรัม ชงน้ำเดือด 120 มล. ตรงเวลา 10 นาที ดื่มก่อนนอน บางทีอาจทำเป็นยาลูกกลอนก็ได้ หรือใช้ช่อดอกสด 1-3 ช่อดอก ลวก จิ้มน้ำพริก หรือใช้ดอก 1 ช่อ กินสดๆเป็นยาระบาย รวมทั้งใช้ใบรวมทั้งก้านขนาดใหญ่ โดยประมาณ 3-5 ช่อ เอามาต้มกับน้ำประมาณ 2 ขัน(1500 ซี.ซี.) ต้มให้เดือดเหลือน้ำประมาณ 1/2 ขัน ใส่เกลือเพียงพอมีรสเค็มนิดหน่อย ดื่มวันละ 1 แก้ว (250 ซี.ซี.)คราวต่อไป รับประทานดอกทีละราว 1 ช่อ
การใช้ชุมเห็ดเทศรักษาขี้กลาก เกลื้อน นำใบสดมาตำให้ถี่ถ้วนใช้ทาบริเวณที่เป็นกลากหรือผื่นคัน หรือบางทีอาจนำใบชุมเห็ดเทศ 3-4 ใบ มาตำให้ละเอียดเติมน้ำมะนาวบางส่วน ทาบริเวณที่เป็นวันละ 2-3 ครั้ง หรือใช้ใบสดขยี้ถูนานๆและเป็นประจำตรงรอบๆที่เป็น
รวมถึงใช้ใบสด 4-5 ใบ ตำรวมกับกระเทียม 4-5 กลีบ แล้วเพิ่มเติมปูนแดงนิดหน่อย ทาบริเวณที่เป็นซึ่งได้ใช้ไผ่บางๆฆ่าเชื้อแล้วขูดผิวรอบๆที่นั้นให้มีสีแดง(กรณีขี้กลาก) ทาวันละ3-4 ครั้ง กระทั่งจะหาย แล้วก็เมื่อหายแล้วให้ทาไปอีก 1 สัปดาห์ หรือจะใช้ใบสดตำแช่เหล้า เอาส่วนสุราทาบริเวณที่เป็นวันละ 2-3 ครั้ง จนกว่าจะหาย พบว่าได้ผลดี แต่ว่าไม่ค่อยสำเร็จในกลากที่ผมรวมทั้งเล็บ
รักษาฝีแผลพุพอง ใช้ใบชุมเห็ดเทศ 1 กำมือ ต้มกับน้ำพอท่วม เคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 นำมาชำระล้างฝีที่แตกแล้ว หรือแผลพุพอง วันละ 2 ครั้งยามเช้า เย็น ถ้ารอบๆที่เป็นกว้างมากใช้สมุนไพร 10-12 กำมือ ต้มกับน้ำใช้อาบตอนเช้าเย็น จวบจนกระทั่งจะหาย
ใช้ใบสดตำพอก เพื่อเร่งให้หัวฝีออกเร็วขึ้น หรือจะใช้ใบผสมกับน้ำปูนใสหรือเกลือหรือน้ำมันตำพอก รักษากลาก แมลงสัตว์กัดต่อย โรคผิวหนัง นอกจากนั้นยังใช้ใบตำพอกหรือคั้นเอาน้ำผสมน้ำปูนใสทาหรือผสมวาสลิน ใช้ทำเป็นยาขี้ผึ้งทาได้อีกด้วย
ส่วนยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติที่ชี้แนะให้ใช้คือ รับประทานครั้งละ 1 – 2 ซอง (ใบชุมเห็ดเทศแห้งซองละ 3 กรัม) (3 – 6 กรัม) ชงในน้ำเดือด 120 มิลลิลิตร นาน 10 นาที วันละ 1 ครั้งกระโน้นนอน บรรเทาอาการท้องผูก
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของไส้ สารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำขนาดเท่ากันผงใบชุมเห็ดเทศแห้ง 5 กรัม/กิโล ทำให้ลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูตะเภาหดตัวได้ปริมาณร้อยละ 25 ของฤทธิ์จากฮีสตามีน 1 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำขนาดเสมอกันผงใบชุมเห็ดเทศแห้ง 10 และ 20 กรัม/กิโลกรัม ส่งผลเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ของหนูเม้าส์ได้มากกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำในขนาด 15 ไมโครกรัม/มล. ทำให้ลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูตะเภาหดตัวได้ในหลอดทดลอง เวลาที่สารกลัยวัวไซด์จากใบชุมเห็ดเทศมีฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเรียบในไส้
ฤทธิ์ในการรักษาอาการท้องผูก เมื่อให้สารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศแห้งด้วยน้ำร้อนกับหนูแรททางปากในขนาด 500 และ 800 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบว่ามีฤทธิ์ช่วยระบาย และก็เมื่อให้สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำกับหนูเม้าส์ทางปากในขนาดเทียบเท่าผงใบชุมเห็ดเทศแห้ง 5, 10 และก็ 20 กรัม/กก. จะก่อให้หนูเม้าส์ถ่ายเหลว โดยการให้ในขนาดต่ำ (5 กรัม/กิโล) จะออกฤทธิ์ช้ากว่าในขนาดสูง (10 รวมทั้ง 20 กรัม/กิโลกรัม) สาร anthraquinone glycoside จากใบดังเช่น isocrysophanol, physcion-l-glycoside, chrysophanol, emodine, rhein, และ aloe-emodin มีฤทธิ์เป็นยาถ่าย
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำ สารสกัดด้วยเอทานอล สารสกัดด้วยเมทานอล และสาร aloe-emodin, rhein emodol, 4,5-dihydroxy-1-hydroxymethylanthrone, 4,5-dihydroxymethylanthraquinone และก็ chrysophanol จากใบชุมเห็ดเทศ มีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่ผิวหนังอย่างเช่น Epidermophyton floccosum , Microsporium gypseum, Trichophyton rubrum , T. mentagrophytes แล้วก็ M. canis เมื่อเทียบกับยา tolnaftate สารสกัดด้วยน้ำแล้วก็เอทานอลจากเปลือกต้นชุมเห็ดเทศสามารถยับยั้งเชื้อยีสต์ Candida albicans ได้ โดยที่ความเข้มข้น 30 ไมโครกรัม/ไมโครลิตร จะให้ผลดีเมื่อเปรียบเทียบกับยา ticonazole 30 ไมโครกรัม/ไมโครลิตร แต่สารสกัดจากใบด้วยน้ำและเอทานอลไม่มีฤทธิ์ยั้งเชื้อยีสต์ น้ำมันหอมระเหยจากใบชุมเห็ดเทศ สารสกัดจากเปลือกต้นด้วยเมทานอล มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus subtilis ในจานเพาะเชื้อได้ปานกลาง สารสกัดด้วยน้ำจากใบชุมเห็ดเทศสามารถยั้งเชื้อ Escherichia coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อถึงที่กะไว้ความเข้มข้นมากกว่า 21.8 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร
ผลที่ได้รับจากการวิจัยทางคลินิก (clinical pharmacology) การศึกษาฤทธิ์สำหรับในการรักษาท้องผูก การศึกษาทางสถานพยาบาลแบบสุ่มมีกรุ๊ปควบคุมระหว่างชงชาชุมเห็ดเทศ มิสท์แอลบา แล้วก็ยาหลอก ในโรงหมอชุมชน 5 แห่ง และโรงหมอทั่วไป 1 แห่ง คนป่วยที่ไม่อุจจาระติดต่อกันเกิน 72 ชั่วโมง ปริมาณ 80 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กรุ๊ปแรก รับยาหลอกเป็นน้ำ เติมสีคาราเมล 120 มล. ปริมาณ 28 ราย กลุ่มที่สองรับยามิสท์แอทบา 30 มล. น้ำ 90 มิลลิลิตร จำนวน 28 รายและก็กรุ๊ปลำดับที่สามรับน้ำละลายชุมเห็ดเทศ ได้จากการชงผงชุมเห็ดเทศจำนวน 3-6 กรัม ในถุงกระดาษ แช่ลงไปภายในน้ำเดือด 120 มล. นาน 10 นาที จำนวน 24 ราย คนป่วยทั้งยัง 3 กรุ๊ปมีลักษณะไม่มีความต่างกัน ได้รับยารับประทานก่อนนอนประมวลผลจากการขี้หรือไม่ถ่ายอุจจาระด้านใน 24 ชั่วโมง พบว่า ได้ผลอึภายใน 1 วัน จำนวนร้อยละ 18,86 และก็ 83 ตามลำดับ ซึ่งพบว่าผลของกลุ่มชุมเห็ดเทศและมิสท์แอลบาดีกว่ายาหลอกอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติแม้กระนั้นพบอาการท้องเดินในกลุ่มที่ได้รับมิสท์แอลบามากกว่า คนป่วยกลุ่มที่ได้รับชุมเห็ดเทศมีความพอใจมากกว่ายาหลอก สรุป ยาชงชุมเห็ดเทศมีประสิทธิภาพที่ดีสำหรับในการรักษาอาการท้องผูก
ส่วนอีกการทดลองหนึ่งพบว่าเมื่อผสมผงใบชุมเห็ดเทศในอาหารในขนาดจำนวนร้อยละ 2 แล้วก็ 10 ของอาหาร แล้วให้หนูแรทกินนาน 4 สัปดาห์ จะพบแผลในลำไส้ ตับ และก็ไต แล้วก็หรูหราฮีโมโกลบินและ packed cell volume (PCV) สูงขึ้น แต่ว่าจำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำลงใน 2 สัปดาห์แรก เมื่อใส่สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยเอทานอลขนาด 100 มิลลิกรัมในน้ำให้หนูแรทกินนาน 14 วัน พบว่ากำเนิดแผลในตับ เซลล์ตับตายกระจุยกระจายแล้วก็มีการคั่งของเลือดในเส้นเลือดดำ การฉีดสารemodin รวมทั้ง kaemferol ขนาด
10 มิลลิกรัม เข้าท้องหนูแรทต่อเนื่องกัน 14 วัน หรือฉีดสาร aloe-emodin ขนาด 100 มิลลิกรัม สาร rhein ขนาด 70 มก. เข้าท้องนาน 4 วัน พบว่ากำเนิดแผลในตับของหนูทุกกรุ๊ป กลุ่มที่ได้รับ aloe-emodin จะพบเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย หนูทุกกลุ่มหรูหราฮีโมโกลบิน แล้วก็ PCV ลดน้อยลงด้านใน 14 วัน เมื่อป้อนสารสกัดจากใบด้วยน้ำขนาด 10, 50, 100 และก็ 250 มิลลิกรัม/โล ให้หนูแรทนาน 14 วัน จะเจอระดับฮีโมโกลบินและก็ เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันหนูมีอาการไม่อยากอาหาร ผอมบางรวมทั้งน้ำหนักลด
การศึกษาเล่าเรียนในผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคกลากแล้วก็โรคเกลื้อนสารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์และก็ครีมชุมเห็ดเทศเข้มข้นร้อยละ 20 สามารถรักษาผู้ป่วยโรคกลาก 30 ราย และก็โรคเกลื้อน 10 ราย ก้าวหน้าเท่ากันกับยาขี้ผึ้ง whitfield แม้กระนั้นไม่มีผลรักษาราที่เล็บและหนังศีรษะ ยาเตรียมชุมเห็ดเทศในต้นแบบทิงเจอร์รวมทั้งครีม(ซึ่งมีสารสำคัญ rhein 600 ไมโครกรัม/กรัม) ให้ผลสำหรับเพื่อการรักษาคนป่วยโรคกลากเกลื้อนที่ผิวหนังได้เหมือนกันกับยาครีมโคลตรีมาโซลร้อยละ 1 สารสกัดใบชุมเห็ดเทศสดด้วยน้ำ (ใบสด 100 กรัมต่อน้ำ 50 มิลลิลิตร) ความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 100 ทาบริเวณแขน แล้วก็ขา หรือความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 90 ทาบริเวณคอ และมือ รวมทั้งความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 80 ทาบริเวณหน้า วันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน 2 ชั่วโมง มีผลรักษาโรคกลากโรคเกลื้อนประเภท Pityraisis versicolor ที่มีเหตุที่เกิดจากเชื้อรา Malassezia furfur ในคนไข้จำนวน200 คนได้
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา การทดสอบความเป็นพิษ การทดสอบความเป็นพิษทันควัน พบว่าสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50 ในขนาด 15 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 โล ไม่มีพิษเมื่อให้หนูเม้าส์ทางปากรวมทั้งฉีดเข้าใต้ผิวหนัง แต่มีความเป็นพิษเล็กน้อยเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องหนูเม้าส์ รวมทั้งเมื่อฉีดสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์ปริมาณร้อยละ85 เข้าทางท้องหนูเม้าส์ในขนาด 2 กรัม/กิโลก็ไม่เจอความเป็นพิษ สารสกัดจากใบด้วยน้ำและสารสกัดจากส่วนเหนือดินของชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์ปริมาณร้อยละ 50 มีความเป็นพิษปานกลางเมื่อฉีดเข้าทางท้องหนูเม้าส์
โดยขนาดของสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์ปริมาณร้อยละ 50 ที่ทำให้หนูถีบจักรตายร้อยละ 50 (LD50) เป็น ขนาดที่ให้ทางปากรวมทั้งทางผิวหนังมากยิ่งกว่า 15 กรัมต่อกก.และก็ทางท้อง 8.03 กรัมต่อกก.
การทดลองพิษครึ่งเรื้อรังของผงใบชุมเห็ดเทศในหนูขาววิสตาร์ 4 กรุ๊ป กรุ๊ปละ 24 ตัว (เพศผู้ 12 ตัว เพศภรรยา 12 ตัว) เป็นกลุ่มควบคุมและก็กลุ่มที่ได้รับยาใช้ภายนอกงปากขนาด 0.03 , 0.15 รวมทั้ง0.75 กรัมต่อโลต่อวัน (ซึ่งเปรียบเทียบได้กับได้รับ 1 5 และก็ 25 เท่า ของขนาดที่รักษาในคน) ผลเป็น ไม่เจอพิษทุกกลุ่ม มีการเจริญเติบโตธรรมดาการตรวจทางเลือดวิทยารวมทั้งวิชาชีวเคมีปกติ ไม่พบพยาธิภาวะรวมทั้งจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะภายในที่ไม่ปกติ
พิษต่อระบบแพร่พันธุ์ เมื่อฉีดสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50 เข้าท้องหนูแรทในขนาด 125 มิลลิกรัม/กิโล ไม่มีผลทำให้แท้งและไม่พบพิษต่อตัวอ่อนแต่ผลต่อความเคลื่อนไหวของรอบเดือนไม่ชัดเจน ส่วนสารสกัดจากใบด้วยน้ำขนาด300ไมโครกรัม/มิลลิลิตร มีฤทธิ์ทำให้มดลูกหนูแรทหดตัวในหลอดทดสอบแล้วก็มีฤทธิ์เสริม oxytocin
พิษต่อเซลล์ การทดลองความเป็นพิษต่อเซลล์โดยใช้ brine shrimp พบว่าสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำในขนาด 7.74 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ทำให้ brine shrimp ตายไปครึ่งหนึ่ง รวมทั้งสารสกัดนี้มีความเป็นพิษต่อเซลล์ Vero โดยความเข้มข้น 1,414 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ทำให้เซลล์ Vero ตายไปครึ่งหนึ่ง
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยเอทานอล มีผลก่อกลายพันธุ์ในSalmonella typhimurium strain TA98 และก็พบว่าสารสกัดชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ S. typhimurium strain TA98 และTA100 โดยสำหรับในการออกฤทธิ์ต้องการโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจากตับหนูกระตุ้นการออกฤทธิ์
คำแนะนำ/ข้อควรพิจารณา

1. ระมัดระวังการใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ผู้เจ็บป่วย inflammatory bowel disease แล้วก็สภาวะทางเดินอาหารอุดตัน คนสูงอายุ หญิงให้นมบุตร เพราะสารmetabolite บางตัวเป็นต้นว่า rhein ถูกคัดเลือกหลั่งทางน้ำนม
2. ควรใช้ยาระบายเป็นบางโอกาส ไม่สมควรใช้ติดต่อกัน เพราะสารแอนทราควิโนนในใบชุมเห็ดเทศ มีฤทธิ์ทำให้ลำไส้บีบตัวแล้วก็ขยับเขยื้อนเร็ว ใช้ติดต่อนานจะทำให้ไส้คุ้นชินต่อการใช้ยา ถัดไปถ้าเกิดไม่ใช้จะมีผลให้ไส้ไม่บีบตัวไม่ขยับเขยื้อนเกิดท้องผูกhttps://www.disthai.com/
3. การรับประทานยาในขนาดสูงอาจจะเป็นผลให้กำเนิดไตอักเสบ มีเลือดหรือโปรตีนในเยี่ยวมากยิ่งกว่าธรรมดา
4. การใช้ต่อเนื่องนานๆอาจมีผลลดปริมาณเม็ดเลือดแดง และก็ฮีโมโกลบิตและอาจจะทำให้เกิดแผลที่ตับ
5. การใช้สม่ำเสมอในขนาดสูงนานๆอาจกำเนิดระบบการดูดซึมผิดปกติ มีการดูดกลับของเหลวต่ำลง เกิดภาวะระดับโพเทสเซียมรวมทั้งแคลเซียมในเลือดต่ำ
6. ห้ามใช้ในสตรีท้อง
7. การใช้ชุมเห็ดเทศในขั้นแรกๆอาจทำให้เกิดอาการไม่ปรารถนา ตัวอย่างเช่น ลักษณะของการปวดมวนท้องเพราะเหตุว่าการบีบตัวของลำไส้ใหญ่รวมทั้งอาจมีอาการอาเจียน ของกินไม่ย่อยแล้วก็เจ็บท้องได้
หนังสืออ้างอิง
1. เภสัชกรชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ.ชุมเห็ดไทย/ชุมเห็ดเทศ.คอลัมน์ สมุนไพรน่าสนใจ.วารสารหมอราษฎร.เล่มที่ 26 .เดือนกรกฎาคม .2524
2. ฉัตรโย สวัสดิไชย,สุรศักดิ์ อิ่มใหม่เอี่ยม.ชุมเห็ดเทศ.ยาน่ารู้.นิตยสารศูนย์การศึกษาเล่าเรียนแพทยศาสตร์สถานพยาบาล โรงหมอพระปกเกล้า.ปีที่ 34 ฉบับที่4.ต.ค.-ธันวาคม.2560 หน้า.352-355
3. ดร.วิทย์ เที่ยงตรงบูรณธรรม.“ชุมเห็ดเทศ”. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. หน้า 271-274.
4. เปี่ยม บุณยะโชติ. ตำราเรียนโบราณกล่าวถึงโรคเด็กและคุณผู้หญิง. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เฟื่องอักษร, 2514. หน้า 39.
5. กองวิจัยทางด้านการแพทย์. สมุนไพรประจำถิ่น ในตอนที่ 1. กรุงเทพมหานคร: กรมวิทยาศาตร์การแพทย์. กระทรวงสาธารณสุข, 2526. หน้า 34.
6. ดร.นิจศรี เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละลุกปต์. “ชุมเห็ดเทศChumhet Tet)”. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1 หน้า 108.
7. พระเทวดากระจ่างยอด. ตำราเรียนยากลางบ้าน. จังหวัดกรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มงกุฏราชวิทยาลัย, 2524. หน้า 140.
8. ชุมเห็ดเทศ.ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
9. วิทยา บุญวรพัฒน์. “ชุมเห็ดเทศ”. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีนที่ใช้หลายครั้งในประเทศไทย. หน้า 208.
10. เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ กำเนิดดอนแฝก. “ชุมเห็ดเทศ”. หนังสือสมุนไพรบำบัดเบาหวาน 150 ประเภท. หน้า 74-75.
11. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “ชุมเห็ดเทศ Ringworm Bush”. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. หน้า 75.
12. ชุมเห็ดเทศ.ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ม.อบ..
13. คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา. บัญชียาจากสมุนไพร พ.ศ. 2549 ตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2549 เรื่องบัญชียาหลักแห่งชาติพุทธศักราช 2547 (ฉบับที่ 4). จ.กรุงเทพฯ: สถานที่พิมพ์รวมกันสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด, 2549
14. วันดี กฤษณพันธ์ แม้สรวง วุฒิอุดมเยี่ยม มัลลิกา ไตรบารมี สุภาวี อาชวาคม. การเรียนฤทธิ์ต้านทานเชื้อราของสารแอนทราควิโนนจากใบชุมเห็ดเทศ. การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และก็เทคโนโลยีที่ประเทศไทย ครั้งที่ 24, 19-21 เดือนตุลาคม ณ. ศูนย์สัมมนาแห่งชาติสิริกิตติ์ กรุงเทพฯ, 2541.
15. Harrison J, Garro CV. Study on anthraquinone derivatives from Cassia alata L. (Leguminosae). Rev Peru Bioquim 1977;(1):31-2.
16. จินตนา สุทธชนาความรื่นเริง และก็แผนก. ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราของใบชุมเห็ดเทศ. รวมบทคัดย่องานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยการแพทย์แผนไทยและแนวทางการศึกษาเรียนรู้วิจัยในอนาคต สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2543.
17. Akah PA. Abortifacient activity of some Nigerian medicinal plants. Phytother Res 1994;8(2):106-8.
18. Plengvidhya P, Suvagondha C. A study of diagnostic contents of leaves of some members in genus Cassia. J Pharm Assoc Siam, Third series 1957;10(1):10-2.
19. เกษร นันทจิต. ฤทธิ์ต้านจุลชีวันของใบชุมเห็ดเทศ (Cassia alata Linn.). รายงานการวิจัย ที่ทำการคณะกรรมการศึกษาค้นคว้าแห่งชาติ, 2538.
20. เสาวลักษณ์ ดงษ์สวย. ฤทธิ์ต้านทานจุลินทรีย์ของสารสกัดจากพืชสกุล Cassia sp. รายงานการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2543.
21. Thamlikitkul V, Dechatiwonges T, Chantrakul C, et al. Randomized controlled trial of Cassia Alata Linn. for constipation. J Med Assoc Thai 1990;73(4):217-21.
22. Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P. Study on toxicity of Thai medicinal plants. Bull Dept Med Sci 1971;12(2/4):36-65.
23. Rao JVLN, Sastry PSR, Poa RVK, Vimaladevi M. Occurrence of kaempferol and aloe-emodin in the leaves of Cassia alata. Curr Sci 1975;44(20):736-7.
24. ท้องนาถฤดี สิทธิสมตระกูล ทรงพล ชีวะพัฒน์ เอมจิต หวังหมัด สุลูกสาว ไชยราช พัชรินทร์ รักษามั่น จรินทร์ จันทรฉายะ. พิษของใบชุมเห็ดเทศ. วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์2534;33(4):145-54.
25. Somchit MN, Reezal I, Nur IE, Mutalib AR. In vitro antimicrobial activity of ethanol and water extract

4
อื่นๆ / โกศเขมา สรรพคุณเเละประโยชน์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2018, 12:22:37 PM »


โกศเขมา
ชื่อสมุนไพร  โกศเขมา
ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น โกศหอม (ไทย) , ซังตุ๊ก (จีนแต้จิ๋ว) , ซางจู๋ (จีนกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Atractylodes lancea (Thunb.) DC.
ชื่อสามัญ Atractylodes
วงศ์ Compositae
ถิ่นกำเนิด
โกศขมา มีถิ่นเกิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีนและก็แมนจูเรีย แถมบริเวณเหอดกน เจียงซู หูเป่ย ซานตง อันฮุย เจ๋อเจียง เจียงซีเสฉวน อื่นๆอีกมากมาย แหล่งผลิตที่มีคุณภาพดีเยี่ยมที่สุด คือ เขตเหอดกน แต่แหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุด เป็น บริเวณหูเป่ย

ทั้งนี้ โกศเขมา มีเขตการกระจายประเภทในประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และก็รัสเซียโดยชอบเจอหญ้า ในป่า และก็ตามซอกหิน
ลักษณะทั่วไป
โกศเขมา จัดเป็นไม้ล้มลุกอายุนับเป็นเวลาหลายปี สูง30-100 ซม. เหง้าทอดนอนหรือตั้งขึ้น มีรากพิเศษขนาดเท่าๆกันจำนวนไม่ใช่น้อย โดยเหง้าค่อนข้างกลมหรือยาว รูปทรงกระบอกมีกลิ่นหอมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 ซม. ผิวมีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ ปุ่มป่ำ เปลือกคล้ายผิวมะกรูด มีสีน้ำตาลอมเทา สีน้ำตาลเข้ม หรือสีน้ำตาลปนดำ มีรอยย่นรวมทั้งรอยบิดตามขวาง เนื้อในแน่น เมื่อฝานหัวออกใหม่ๆจะเป็นสีขาวขุ่นที่เนื้อใน แล้วก็มีแต้มสีแสดของชันน้ำมันอยู่ประปรายทั่วไปมีกลิ่นหอมหวนเฉพาะ รสหวานอมขมเล็กน้อย แล้วก็เผ็ดร้อน โดยเหง้าใต้ดินนี้เป็นส่วนที่ใช้สำหรับในการทำยาโดยจะเรียกว่า “โกฐเฉมา” ส่วนลำต้นขึ้นผู้เดียวหรือเป็นกระจุก ไม่แตกกิ่งหรือแตกกิ่งเฉพาะตอนบน มีขนคล้ายใยแมงมุมเล็กน้อย
ใบเป็นใบคนเดียว เรียงเวียนแผ่นใบบางเหมือนกระดาษซึ่งมีหลายรูปแบบแต่ส่วนมากเป็นรูปหอกหยักซี่ฟัน ใบใกล้โดนต้นรูปไข่ กว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาว 8-12 เซนติเมตร ขอบเรียบหรือหยักแบบขน 3-5 แฉก แฉกข้างรูปรีหรือรูปไข่กลับปนรี แฉกปลายรูปกลม รูปไข่กลับ รูปไข่ หรือรูปรี ก้านใบสั้น ใบบริเวณกึ่งกลางต้นรูปไข่กลับ รูปไข่กลับแกมรี รูปรีแคบ หรือรูปใบหอกกลับ
ช่อดอกออกเป็นแบบช่อกระจุกแน่น ออกลำพังหรือหลายช่อ ตามปลายกิ่ง วงใบแต่งแต้มมี 5-7 แถวขอบมีขนเหมือนใยแมงมุมบางส่วน ปลายมน ใบแต่งแต้มวงนอกรูปไข่ถึงรูปใบหอก กว้าง 2-3 มม.ยาว 3-6 มม. ใบแต่งแต้มกึ่งกลางรูปไขถึงรูปไข่แกมรี หรือรูปรี กว้าง 3-4 มม. ยาว 0.6-1 เซนติเมตร ใบตกแต่งวงในรูปรีถึงรูปแถบ กว้าง 2-3 มิลลิเมตร ยาว 1.1-1.2 ซม. ปลายใบประดับประดาในสุดอาจมีสีแดง ด้านบนของฐานดอกแบน มีเกล็ดหนาแน่น ดอกสีขาวเป็นดอกบริบูรณ์เพศ หรือดอกเพศเมียที่มีเกสรเพศผู้ลดรูป กลีบหมดจดเป็นขน สีน้ำตาลถึงขาวหม่น มี 1 แถว โคนติดกันเป็นวง ยาว 7-8 มิลลิเมตร กลีบยาวประมาณ 9 มม. ปลายเป็น 5 หยัก เกสรเพศผู้ 5 อัน ติดที่หลอดกลีบดอกไม้ รังไข่อยู่ได้วงกลีบ มี 1 ช่อง ก้านยอดเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นสามเหลี่ยมมีขนนุ่ม เกสรเพศเมีย แยกเป็น 2 แฉก ผลแบบผลแห้งเมล็ดล่อน รูปไข่กลับ
การขยายพันธุ์
โกศเขมา สามารถเพาะพันธุ์ได้โดยการใช้เหง้า เหมือนกันกับพืชหัวปกติ โดยเกฐเฉมาสามารถเติบโตได้ดิบได้ดีในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 700-2500 เมตร และก็อุณหภูมิที่สมควร คือ 15-22 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่สามารถทนต่ออากาศหนาวเย็นได้ และเป็นพืชที่มีการเจริญวัยดีมาก โดยสามารถเติบโตได้ในดินที่หลากหลายทั้งบนเขา ซอกเขา ที่ราบบนเขา ซึ่งอยากได้ชั้นดินที่ดกและลึก เป็นดินร่วนซุยอุดมสมบูรณ์ การระบายน้ำดี เกลียดอุทกภัยขัง และก็จะเจริญวัยได้ดีมาก รอบๆพื้นดินที่ไม่สูงนักรวมทั้งเป็นดินร่วนซุยคละเคล้าทราย โกศเขมามีดอกและได้ผลสำเร็จตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคมแก่การเก็บเกี่ยวราวๆ 2 ปี
ส่วนประกอบทางเคมี โกฐเฉมามีส่วนประกอบทางเคมีเป็นน้ำมันระเหยง่ายจำนวนร้อยละ 3.5-5.6 น้ำมันระเหยง่ายนี้มีสารสำคัญเป็น สารเบตา-ยูเดสมอล (beta-eudesmol) สารอะแทร็กครั้งโลดิน (atractylodin), beta-selinene, alpha-phellandrene, สารไฮนีซอล (hinesol) สารเอลีมอล (elemol) และก็สารอะแทร็กหนลอน (atractylon) รวมทั้ง สารกลุ่มpolyacetyletylenes เป็นต้นว่า1-(2-furyl)-E-nonene-3,5-diyne-1,2-diacetata, erythro-(1,5E,11E)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate, threo-(1,5E,11E)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate, (3E,5E,11E)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate, (3Z,5Z,11Z)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate, (3E,5Z,11E)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate,(3Z,5E,11E),tridecatriene-7,9-diyne-5,6-diyldiacetate,(1Z)-atractylodin,(1Z)-atractylodinol,(1Z)-acetylatractylodinol(4E,6E,12E)-tetradecatriene-8,10-diyne-1,3-diyl diacetate,4,6,12-tetradecatriene-8,10-diyne-1,3,14-สารกรุ๊ป polysacchaccharides ตัวอย่างเช่น arabino-3,6-galactans,galacturonic acid รวมทั้งสารกลุ่มอื่นๆอย่างเช่น coumarins (osthol) วิตามินเอ (vetinol) วิตามินบี (thiamine) วิตามินดี(calcifrol) กรดไขมัน (linoleic acid, oleic acid และก็ palmitic acid)ประโยชน์/คุณประโยชน์ โกศเขมา เป็นสมุนไพรที่ใช้ในยาหลายตำรับมากมาย อีกทั้งในหนังสือเรียนแพทย์แผนจีนรวมทั้งแผนไทย มีการรับประกันอยู่ในตำรับยาที่ประเทศเมืองจีน ฉบับคริสต์ศักราช 2000 ในชื่อ Rhimosa atractylodis สำหรับประเทศไทยก็มีการใช้มาก ตัวยาสมุนไพรที่มีการจดทะเบียนยาแผนโบราณของอย. (อ.ย.) มี โกศเขมา ถึง 1,100 ตำรับ
ซึ่งแบบเรียนตามสรรพคุณยาไทยกำหนดไว้ว่า โกศเขมา มีกลิ่นหอมหวน รสร้อน ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ เป็นยาบำรุงกำลัง แก้โรคเข้าข้อ เป็นยาเจริญอาหาร ยาขับเยี่ยว แก้โรคในปากในคอ แก้หวัดคัดจมูก แก้ไข้ แก้ไข้รากสาดเรื้อรัง ระงับอาการหอบคล้ายยาอีเฟรดริน
ช่วยขับลม ใช้เป็นยาบำรุง แก้โรคในปากในคอเป็นแผลเปื่อยยุ่ย แก้ทิ่มแทงสองราวข้าง แก้จุกแน่น แก้อาการหอบหืด แก้ลมตะกัง แก้เหงื่อไหลมาก แก้ขาปวดบวม ขาเหนื่อย ปวดข้อ แก้ท้องร่วง นอกจากนั้นโกฐเขมายังยอดเยี่ยมในพิกัดโกฐทั้ง 5 โกศทั้งยัง 7 แล้วก็โกศทั้ง 9 ส่วนในคุณประโยชน์ยาจีนบอกว่าแพทย์แผนจีนนิยมใช้โกฐเฉมามาก เข้าในยาจีนหลายขนาน ตำรายาจีนว่าใช้แก้อาการท้องเดินท้องเดิน แก้อาการบวมโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการบวมที่ขา แก้ปวดข้อ เนื่องจากโรคข้ออักเสบ แก้หวัดและก็แก้โรคตาบอดยามค่ำคืน
นอกเหนือจากนั้นบัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้โกฐเฉมาในยารักษาลักษณะของโรคในระบบต่างๆของร่างกาย รวม 2 ตำรับ คือยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” และก็ตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” มีส่วนประกอบของโกฐเขมาอยู่ในพิกัดโกฐทั้ง 9 ร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับมีคุณประโยชน์สำหรับการแก้ลมเวียนหัว แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นไส้ อ้วก แก้ลมจุกแน่นในท้องยารักษากลุ่มอาการทางระบบของกิน ปรากฏตำรับ “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของโกฐเฉมาร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ ใช้บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ อาการอุจจาระธาตุพิการ ท้องเสียประเภทที่ไม่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ
แบบอย่าง/ขนาดการใช้
ในหนังสือเรียนยาแพทย์แผนจีนเจาะจงให้ใช้เหง้าต้ม รับประทานทีละ 3-9 กรัม แม้กระนั้นในบางหนังสือเรียนก็กำหนดให้ใช้ 5-12 กรัม ส่วนในตำรายาไทยมักจะใช้เป็นเครื่องยาตามตำรับยา มีวิธีการจัดแจงเหง้าโกศเขมาเพื่อใช้ทำยา 3 วิธีคือ
1. ตากแห้ง โดยแช่เหง้าโกศเขมาในน้ำสักครู่ เพื่อให้นุ่มลง แล้วหั่นเป็นแว่นครึ้มๆนำไปตากให้แห้ง จะจับตัวได้ยารสชาติเผ็ดขม อุ่น จะให้คุณประโยชน์ ขับความชุ่มชื้นเสริมระบบการย่อยอาหารแก้ความชุ่มชื้นกระทบส่วนกลาง (จุกเสียด อึดอัดลิ้นปี่ อาเจียน ไม่อยากกินอาหาร ท้องเสีย) แก้ปวดข้อและก็กล้าม บรรเทาอาการไข้หวัดจากลมเย็นหรือความชุ่มชื้น (ไข้ขึ้น หนาวๆร้อนๆปวดศีรษะ เมื่อยตัว)
2. ผัดรำข้าวสาลี โดยนำรำข้าวสาลีใส่ลงในกระทะตั้งไฟปานกลางจนควันขึ้น แล้วนำเหง้าโกศเขมาตากแห้งใส่ลงไป คนอย่างรวดเร็วจวบจนกระทั่งผิวของตัวยาเป็นสีเหลืองเข้ม นำออกมาจากเตา แล้วร่อนเอารำข้าวสาลีออก ตั้งทิ้งไว้ให้เย็นจะทำให้ความเผ็ดต่ำลง แต่เนื้อยาจะนุ่มนวลขึ้น และมีกลิ่นหอมหวน จะให้สรรพคุณ ช่วยรักษาลักษณะของม้ามและกระเพาะดำเนินการไม่เกี่ยวข้องกัน (กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อยอาหารจนได้สารจำเป็น ส่วนม้ามปฏิบัติภารกิจลำเลียงสารจำเป็นต้องนี้ไปใช้ทั่วร่างกาย) แก้เสมหะหนืด แก้ต้อหิน แก้ตาบอดช่วงเวลาค่ำคืน
3. ผัดไหม้เกรียม โดยนำเหง้าโกศเขมาตากแห้งใส่กระทะ ผัดโดยใช้ไฟปานกลาง จวบจนกระทั่งผิวนอกมีสีน้ำตาลไหม้ ประพรมน้ำบางส่วน แล้วผัดต่อโดยใช้ไฟอ่อนๆจนถึงตัวยาแห้ง นำออกมาจากเตา ตั้งทิ้งเอาไว้ให้เย็นแล้วร่อนเอาเศษเล็กๆจะได้ตัวยารสออกเผ็ด จะให้คุณประโยชน์ ช่วยให้การทำงานของไส้แข็งแรง แก้ท้องเดินเป็นหลัก ใช้รักษาอาการท้องเสียเหตุเพราะม้ามพร่อง โรคบิดเรื้อรัง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ การเรียนรู้ฤทธิ์ของสารสกัดเหง้าโกฐเฉมา แล้วก็น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากเหง้า คือ β-eudesmol ต่อการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก แล้วก็ช่วงเวลาที่ทำให้กระเพาะว่างในหนูเม้าส์เพศผู้ ที่ถูกกระตุ้นด้วย atropine, dopamine รวมทั้ง 5-hydroxytryptamine (5-HT)โดยให้สารสกัดโกฐเขมาในขนาด 500 หรือ 1000 มิลลิกรัม/โลแล้วก็ β-eudesmol ขนาด 50 หรือ 100 มิลลิกรัม/โล และก็ยามาตรฐาน itopride hydrochloride ขนาด 10 หรือ 50 มก./กิโล ผลของการทดสอบพบว่าสารสกัดโกฐเขมามีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก และก็ทำให้อาหารเคลื่อนผ่านกระเพาะอาหารเร็วขึ้น ในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยdopamine ขนาด 1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และก็สารสกัดโกฐเฉมาในขนาด 1000 มก./โล รวมทั้ง β-eudesmol ขนาด 100 มก./กก. มีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็กในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยatropine แต่ไม่มีผลต่อระยะเวลาที่ทำให้กระเพาะว่างนอกจากนี้สารสกัดโกฐเฉมาในขนาด 500 หรือ 1000 มก./กิโลกรัม รวมทั้ง β-eudesmol ขนาด 25, 50 หรือ 100 มก./กิโล มีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก และก็ทำให้อาหารเคลื่อนผ่านกระเพาะเร็วขึ้น ในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย 5-HT ขนาด 4 มิลลิกรัม/กก.หรือ 5-HT3 receptor agonist จากงานศึกษาเรียนรู้นี้จึงสรุปว่าสารสกัดโกฐเขมาและน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากโกฐเขมา เป็น β-eudesmolทำให้อาหารเคลื่อนผ่านกระเพาะเร็วขึ้น และก็กระตุ้นการเคลื่อนไหวของไส้ผ่านกลไลการยับยั้ง dopamine D2 receptor รวมทั้ง 5-HT3 receptor สามารถนำมาปรับปรุงยารักษาอาการท้องอืดเฟ้อ อาการอาเจียน อึดอัดแน่นจากของกินที่อยู่ในกระเพาะอาหาร รักษาโรคกระเพาะอาหาร ซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากเส้นประสาทของกระเพาะอาหารถูกทำลาย (gastroparesis) เป็นเหตุให้กล้ามเนื้อกระเพาะอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ทำให้ไม่สามารขับอาหารให้ผ่านไปยังส่วนต้นของลำไส้ (duodenum) ได้ จึงมีอาหารเหลือหลงเหลือในกระเพาะอาหาร
 
ฤทธิ์ต่อต้านการปวด
 การทดลองในหนูพบว่า สาร β-eudesmol มีฤทธิ์ต้านปวดโดยยั้ง nicotinc Ach receptor channels ที่neuromuscular junction รวมทั้งพบว่าส่งผลต่อกล้ามเนื้อของหนูที่เป็นโรคเบาหวานมากกว่าหนูปกติ
ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ สาร β-eudesmol , atractylochromene , 2-(2E0-3,7-dimethyl-2,6-octadienyl -6-methyi-2,5-cyclohexadiene-1,4-dione , 2-(2’E)-3’7’-dimethyl-2’6’-octadienyl-4-methoxy-6-methylphenol,(3Z,5E,11E)-tridecatriene-7,9-diynyl-1-0-(E)-fenulate มีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบโดยยั้งเอนไซม์ 5-lipoxygenase และก็cyclooxygenase-1
ฤทธิ์ยั้งการเกิดแผลในกระเพาะ สารสกัดจากเหง้าของโกฐเขมาเมื่อป้อนให้หนูแรทสายพันธุ์ sprague-dawley ซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้เกิดแผลในกระเพาะโดยใช้กรด acetic acid ทำการเก็บเลือด รวมทั้งเซลล์เนื้อเยื่อกระเพาะอาหารของหนู วัดระดับของ epidermal growth factor (EGF), trefoil factor 2 (TFF2), tumor necrosis factor-α(TNF-α), interleukin 6, 8 (IL-6, 8) และ prostaglandin E2 (PGE2) ที่เกิดขึ้น โดยใช้เคล็ดลับ (ELISA) แล้วก็วัดการแสดงออกของ mRNA อย่างเช่น EGF, TFF2, TNF-α และ IL-8 ในกระเพาะ จะถูกพินิจพิจารณาโดยใช้เคล็ดวิธี real-time-PCR ผลการทดสอบพบว่าการถูกทำลายจากกรดของเซลล์เนื้อเยื่อกระเพาะอาหารต่ำลงแล้วก็ยังยั้งการสร้างสารที่เกี่ยงข้องกับการอักเสบตัวอย่างเช่นTNF-α, IL-8, IL-6, และ PGE2และก็มีฤทธิ์คุ้มครองปกป้องกระเพาะโดยเพิ่มการแสดงออกของ mRNA ของ EGF, TFF2เพิ่มการผลิตEGF, TFF2
ฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน สารสกัดน้ำที่ประกอบด้วยสาร polysaccharides ที่มีน้ำตาลเชิงผู้เดียวเป็น galacturonic acid มีฤทธิ์กระตุ้นระบบคุ้มกันในหนูที่ติดเชื้อรา Candida albicans ทำให้หนูรอดชีวิตเยอะขึ้น รวมทั้งสารกลุ่ม arabino-3,6-galactan มีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิต้านทานในหนู
ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร สารสกัดน้ำมีฤทธิ์ทำให้อาหารอยู่ในกระเพาะนานขึ้นสารสำคัญคือสารกลุ่ม polyacetylenes
ฤทธิ์ต้านการขาดออกซิเจนในร่างกาย สารสกัดอะซิโตนมีฤทธิ์ต้านทานการขาดออกสิเจนในร่างกายหนูถีบจักรเนื่องจากว่าสารโปแตสเซียมไซยาไนด์ สาระสำคัญเป็น β-eudesmol
ฤทธิ์แก้อาการท้องอืดเฟ้อ ฤทธิ์เพิ่มระยะเวลาที่ทำให้กระเพาะว่าง ของน้ำมันหอมระเหยจากเหง้าโกฐเขมา ในหนูแรทเพศผู้ สายพันธุ์วิสตาร์ ที่อยู่ในภาวะเครียด แล้วก็ผลของฮอร์โมนที่ควบคุมรูปแบบการทำงานของกระเพาะและลำไส้ ซึ่งหลั่งจากต่อมไฮโปธาลามัส หรือ corticotropin-releasing factor (CRF) ทดสอบโดยป้อนน้ำมันหอมระเหยจากเหง้า ในขนาดต่างๆคือ 30,60 และ 120 mg/kg ต่อวัน แก่หนูเป็นเวลา 7 วัน พบว่าไม่มีผลเปลี่ยนแปลงตอนที่ทำให้กระเพาะว่างในหนูธรรมดา แต่ว่าส่งผลทำให้เพิ่มระยะเวลาที่ทำให้กระเพาะอาหารว่างได้ในหนูที่มีภาวการณ์เครียด น้ำมันหอมระเหยสามารถเพิ่มระดับฮอร์โมน motilin (MTL) รวมทั้ง gastrin (GAS) รวมทั้งลดระดับ somatostatin (SS) และ CRF อย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยพบว่ากลไกสำคัญเกี่ยวกับระดับฮอร์โมน เป็นยับยั้งการหลั่ง CRF ซึ่งผลกลุ่มนี้ทำให้เพิ่มช่วงเวลาที่ทำให้กระเพาะอาหารว่างเร็วขึ้น จึงลดอาการเจ็บป่วยท้อง ท้องอืดเฟ้อจากความเคร่งเครียดในหนู (ภาวะเครียดทำให้รูปแบบการทำงานของกระเพาะและลำไส้ลดลง)
การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดเหง้าด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 โล (คิดเป็น 1,786 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) แล้วก็ให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 โล ไม่พบอาการเป็นพิษ
คำแนะนำ/ข้อความระวัง
1. ผู้เจ็บป่วยที่มีอาการท้องร่วง ที่มีอุจจาระตกเป็นน้ำ ควรใช้โกศเขมาด้วยความรอบคอบ
2. สตรีมีครรภ์และสตรีให้นมลูกควรจะหารือหมอ และก็ผู้เชียวชาญก่อนใช้เนื่องจากว่ายังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยในสตรีมีท้องและสตรีให้นมลูก
3. อาการข้างๆที่เจอได้ในคนที่ใช้  โกศเขมาคือ อ้วก คลื่นไส้ ปากแห้ง และก็มีกลิ่นปาก
4. ไม่สมควรใช้โกฐเฉมาในจำนวนที่มากเกินไปหรือใช้เป็นระยะเวลานานเพราะเหตุว่าอาจส่งผลต่อระบบต่างๆของร่างกายได้
เอกสารอ้างอิง
1. วิทยา บุญวรพัฒน์.“โกฐเฉมา”.หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. หน้า 102.
2. นพมาศ เพราะรุ่งเรืองความยินดี.โกฐเฉมา จุลสารข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ปีที่28 .ฉบับที่ 3 เมษายน 2554.หน้า17-19
3. ชยันต์ พิเขียรสุนทร แม้นมาส ชวลิต วิเชียร จีรวงศ์.คำชี้แจงตำราเรียนพระโอสถพระนารายณ์.จ.กรุงเทพฯ: สถานที่พิมพ์อมรินทร์.2542 https://www.disthai.com/
4. “โกฐเขมา Atractylis”. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.หนังสือสมุนไพรสวนสิรีต้นไม้. หน้า 217.
5. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.สำนักพิมพ์การศาสนา:จังหวัดกรุงเทพมหานคร.
6. โกศเขมา.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpaye&pid=27
7. Yu KW, Kiyohara H, Matsumoto T, Yang HC, Yamada H. lntestinal immune system modulating poly-saccharides from rhizomes of Atractylodes lancea. Planta Med 1998;64(8):714-9.
8. Kimura Y, Sumiyoshi M. Effects of an Atractylodes lancea rhizome extract and a volatile component beta-eudesmol on gastrointestinal motility in mice. J Ethnopharmacology. 2012;141:530-536.
9. Yu Y, Jia T-Z, Cai Q, Jiang N, Ma M-Y, Min D-Y, et al. Comparison of the anti-ulcer activity between the crude and bran-processed Atractylodes lancea in the rat model of gastric ulcer induced by acetic acid. J Ethnopharmacology. 2015;160:211-218.
10. Nakai Y, Kido T,Hashimoto K, Kase Y, Sakakibara l, Higuchi M, Sasaki H. Effect of the rhizomes of Atractylodes lancea and its constituents on the delay of gastric emptying. J Ethnopharmacol 2003;84(1):51-5.
11. Lehner MS, Steigel A, Bauer R. Diacetoxy-substituted polyacetyenes from Atractylodes lancea. Phyto-chemistry 1997;46(6):1023-8
12. Resch M, Heilmann J,Steigel A, Bauer Rauer R. Futher phenols and polyacetyenes from the rhizomes of Atractylodes lancea and their anti-inflammatory activity. Planta Med 2001;67(5):437-42.
13. Zhang H, Han T, Sun L-N, Huang B-K, ChenY-F, Zheng H-C, et al. Regulative effects of essential oil from Atractylodes lancea on delayed gastric emptying in stress-induced rats. Phytomedicine. 2008;15:602–611.
14. Chiou LC, Chang CC. Antagonism by β-eudesmol of neostigmine-induced neuromudcular failure in mouse diaphragms. Eur J Pharmacol 1992;216(2):199-206.
15. Kimura M, Nojima H, Muroi M, Kimura l. Mechanism of the blocking action of β-eudesmol on the nicotic acetylcholine receptor channel in mouse skeletal muscles. Neuropharmacology 1991;30(8):835-41.
16. Kimura M, Tanaka K, Takamura Y, Nojima H, Kimura l, Yano S, Tanaka M. Structural componets of beta-eudesmol essential for its potentiating effect on succinylcholine-induced neuromuscular blockade in mice. Biol Pharm Bull 1994;17(9): 1232-40.
17. Yamahara J, Matsuda H, Naitoh Y, Fujimura H, Tamai Y. Antianoxic action and active constituents of atractylodis lanceae rhizome. Chem Pharm Bull 1990;38(7):2033-4.
18. Lnagaki N, Komatsu Y, Sasaki H, Kiyohara H, Yamada H, lshibashi H, Tansho S, Yamaguchi H, Abe S, Acidic polysaccharides from rhizomes of Atractylodes lancea as protective principle in Candida-lnfected mice. Planta Med 2001;67(5):428-31.

5
อื่นๆ / ข่า สถานีวิจัยต้นน้ำขุนสถาน
« เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2018, 09:57:32 PM »

ข่า สถานีศึกษาค้นคว้าต้นน้ำขุนสถาน เป็นหน่วยปกป้องรวมทั้งจัดการต้นน้ำและป่าไม้ อยู่ห่างจากที่กระทำการราว 2 กิโลyukyukyukเมตร luiluiuรวมทั้งอยู่บyukนregrthytjjyyukuikuภูเขาสูง 1,330 เergrehyมตtyjร จากระดับน้ำทtjttyjkjyukyukะเล โดยรอบๆข่านี้เkyukyป็นต้ykuiluiliuluiนกำเนิดน้ำแหง ก่อนจะไหลมารวมกับลำธารอื่yukนๆในhrthrtลุ่มน้ำน่าน ทางสถukyukyukyukาyนีจึงทำการwsfergปลูyukuyhgerhกgrtkyuhrthrtป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพพื้นที่ต้นน้ำให้อุgerดมสมบูรhrtณ์ และปลูกต้นราชินีukเสือโคร่yukงไว้เป็นดงอย่างยิ่yukงkจริtyjtyjyงๆ ทั้งภhtyjreายในสherานีแล้วก็ริมทางข้างนอก ขุนช่างเคี่ยน เป็นเขตสถานีวิจัยและศูนujyuuiนอกเหนือจากการที่จะได้ข่าyuhrtkดูดอกyukไม้บานแyukล้ว ยังจะได้ดูการเพาะปลูกพืชเมืyukองหนาวที่สถานีเกษตรแห่งนี้อีกด้วยถ้าเกิดไม่ได้อuilยากต้องกาtrjรขึ้นไปเบียดชมซากุระประkyukเทyuศkyuไทยบนขุนช่าkyukyงเคี่ยน ก็สามาyuukรถมาเก็บภาพที่ภูเkyuluilขาปุกปุยได้เช่นเดียวกัน โดyu ภูเขาปุกปุย เป็นewgrthtdrrjyut6yjtyส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งukyuyukชาติrthดอยuyสุyukพ-ปุกปุย อยู่บนยอดเขาสูluiง 1,658 เมตร จluiากukyระดับน้ำทะเลปานกลาง jyukyukเป็นที่iulตั้งขอluiงหมู่บ้านคนดอยเผ่าrthม้ง หรือบ้านแม้วภูเขาปุuilrthกปุย พื้นที่โดยมากtjyเป็นป่าสน มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ อากาศเย็นสบายทั้งปีมีจุดuiชมดluiอกนางพญาเสือโคร่งที่น่าดึงดูดอยู่ 2 ที่ เป็น บริเวณแuiปลงดอกไม้เมืองหนาว ด้านหน้าของหน่tyluiljวยงานวิจัยฯ รวมทั้งบริเวณภาuililuilยในโครงการเกษตรฯ จะมีทางเดินที่ปิดล้อมด้วยอุโมงค์hrtสีhjtyjtyชมพู “อุโมงค์ซากุระ”ก่อนหน้านี้rthrtมีชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติภูเขาผ้าที่มีไว้เพื่อห่มปก” แม้กระนั้นrtเดี๋ยวนี้ข่าเhrtปลี่ยนชื่อมาเป็น “อุทยานแห่งชาuilติภูเขาฟ้า{ห่ukyukyukwมtyu เมตร จากระดับน้ำทะเล มีดอยสำคัญอย่างเช่นyuky ดอยฟ้ilาห่มปก ภูเขาliuliปู่หมื่น ภูเขาแหลม และดอยอ่างขางตั้งอยู่ใน อ.แม่สมั่งคั่ง จ.เชียงราย เป็นส่วนหนึ่งของแนวเขาผีปันน้ำทางตะวันตก มีอากาศหegeนาวเย็นตลอดทั้งปี  โดยที่ที่นี้ ยังขึ้นชื่ออีjtyกว่าเป็นแหล่งปลูกrthต้นราชิuilนีเtyjสือโคร่งที่tyjใหญ่ที่uilสุดในประเทศไทยอีerhrthrthrthกด้วyukยดอreกราชินีเสือโคร่งที่พระตำหนักภูเขาหน้าผาตั้ง จะบานสลับกับผลefwผลิตเมืองหนาวอื่นๆดังเช่นว่า ไร่สตอเบอปรี่ข่า ไร่ลูกพลับukyร่สาลี่ ฯลฯ รอบๆนี้มีที่เที่ยวน่าดึงดูด{คือ|เป็นkม่อนน้องแกะ หรือฟาร์มแกะแผนการหลวง สถานีหน่วยย่อยภูเขาผาตั้ง ที่มีบรรยากาศสวยสดงดงามมากมายเช่นเดียวกันกับyukอยู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

6
อื่นๆ / บุก รูปแบบของยี่เข่งต้นยี่เข่ง
« เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2018, 02:46:04 AM »

บุก ลักษณะของยี่เข่งต้นยี่เข่ง ฯลฯไม้ขนาดเล็กหรือไม้พุ่มขนาดใหญ่ สูงโดยประมาณ 3-7 เมตร ขนาดของพุ่มจะกว้างโดยประมาณ 2-4 เมตร มีเปลือกลำต้นเรียบ สีน้ำตาลวาว มีสะเก็ดขาวลอกเป็นแผ่นerg ส่วนของผลยี่เข่rthtyjujyklio;งมีลักษณะเป็นผลแห้งแตuiliuluiio;op' เปลือกแข็iul รูปถ้วย มีบุกเมล็ดop'op'io;จำนวนiuuiluไม่jyukอยยี่เข่งต้นยี่เข่งuilใบยี่เข่ง ใบเป็นใบโดดเดี่ยวสีเขียว uilลักษณะใบคล้ายรูปไopข่' โคนใบจะtyjtyjtyopมน ปลopายใบแหล'op'ม ขอบของใบจะเรียบ ผิวใบจะมีขนสาiliuol;io;กมือน้อย โดยขนio;าดความกว้างของใบuilราวๆ 0.5-uil1.5 นิ้ว และehยาวประมาณ 1-3 นิ้วประโยชน์ซึ่งมาจากยี่เข่งดอกยี่เข่ง จะมีดอกเป็นช่อๆที่ปyukลายกิ่ง ด้านล่าuilงของดอกจะเป็นเส้นกลมเiulล็กๆส่วนบนจะบานแบออกเป็นกลีบกลมขอบหยิกๆมีjytjรอยย่นยับ มีกลีบโดยประมาณ 6 กลีบ มีเกสรyukyukกลาง|กึ่งกลาง}ดอกปลายเป็นตุ้มuilสีเหลืองuilสด เมื่อดอiliulบานuilเต็มที่จะกว้างราว 1.5 นิ้ว ส่วนสีของดอกก็uilสีขาว สีiuม่วง สีชมพู สีชมพูเข้มuillคล้ายสีบาluiนเย็น แล้วก็สีแดงiโดยมากแล้วพวกเราจะมองเห็นดอกยี่เข่งในตอนเดือuiนสิงหาคuilมถึงต.ค.ยี่เข่งuilดงuiดอกยี่เข่งยี่เข่งขาวความuilแตกต่างระหว่างต้นยี่เข่งกับต้นตะแบก บางคนiluiบางทีก็อาจจะงงงัuiluนไluiด้ไพเราะดอกuiluilของทั้งคู่ต้นนี้จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันมาก แม้จะแยกiulให้ออกจะต้องพินิจบุกลักษณะของyukyลำต้นiu ซึ่งต้yukนยี่เข่งจะแตlกกิ่งก้าuiนขึ้นไปเป็นพุ่มไukyuม้อยู่ด้านบนของต้น และต้นจะไม่สูงมากสักเท่าไรนัก kyuส่วนต้นตะykหามนั้นจyukะเป็นuykyukyuม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ลำต้นจะเป็นลำyukลำพัง ตั้งชัน มีขนาดใหญ่ รวมทั้งมีขนาดกิ่งไม้ที่เล็กมากยิ่งกว่า !คุณประโยช์จากยี่เข่งเปลือกtyนยี่เข่งใช้เป็นยาลดไข้ได้ (เปลือกต้น)ช่วยปรับให้{เลือดไหลเวียน|โลหิตไหลเวียนyukได้สบายขึ้น (ราก)ช่yukวยแก้ลักษณะของกgerารปวดฟัน ด้วยการใช้รากยี่เข่งผสมกัtykuykบเนื้อหมูต้uiมกับkjtyjน้ำรับประทาน (ราก)เปลือกต้นยี่เข่งมีฤทธิ์เป็yukyukนยากระตุ้นกระเyukyพาะ ส่วนต้นรวมทั้งใบจะมีฤทธิ์สำหรับในการยับยั้ง (เปลืyukอกต้นjytk)ช่วยแก้บิด tyweจะใช้ใบหรือรากยี่เข่งก็ได้เอามาต้มกับน้ำ (ใบyuk, ราก)ช่วยแก้โรคหนองใน ด้วyukยกาyukyuรใช้ดอกแห้งyuk 3-10 กรัม หรือจะใช้ดอกสด 15-30 กรัมต้มกับน้ำใช้ชำระล้าง (ดอกยี่เข่ง)ช่วยแก้อyukรตgerกเลือดหyukyuลังคลอดบุตyukร ด้วยการใช้ดอกยี่เข่yuktyufjงสดต้มกับน้ำดื่มทั้kyukงกาก (ดอกยี่เข่ง)บุกช่วยแก้ผดผื่นคัน ด้วยการกางใบสดytyjyukนำมาyukyuukต้มกับน้ำแล้วก็ใช้ล้าง หรือไม่ก็อาจจะนำมาตำแล้วพอกรอบๆที่เป็นก็ได้yuk (ใบ)ช่วยรักษาบาดแผลสด ด้วyukยการกางใบที่ตากแห้งแล้วนำมาบดเป็นผุยผง แล้วนำมาโรยบริเวณukบาดแผล (ใบ)ช่วยรักษาแผลฝี แผลหนองที่หนังศีรษะ กลากโรคเกลื้อน ด้วยการใช้ดอกหรือรากแห้ง 3-10 กรัม หรือจะดอกสดหรือรากสดราวๆ 15-30 กรัมก็ได้ นำมาkyบดผสมกับน้ำส้มสายชูแล้วทาบริเวณที่เป็น หรือdjจะนำไปต้มกับน้ำใช้ชำระล้างหรือกินก็ได้บุก (ดอกยี่เข่kyuง, ราก)พวกเรานิยมนำมาปtyjytลูกต้นยี่เข่งไyukว้เป็นไม้ประดับในtytyjบ้ukานหรือในสวน หรือจะปลูกเป็นแนวรั้วเขตข้างทาง เพราะให้ดอกสีชมพูสีสันแจ่มใส อึด ทนแล้ง และก็ดูแลง่าย (ต้นยี่เข่ง)

Tags : บุก

7

มะกรุด เมนูถั่วดำเป็นของหวานที่พวกเรารู้จักดีกันดี เนื่องจากถั่วดำทำอะไรก็อร่อย ไม่ว่าจะเป็นขนมไทยโบราณๆอย่างข้าวเหนียวเปียกถั่วuilดำ ถั่วมุดuliน้ำน้ำกะทิloiuou หรือข้ามทt;io;yjtkyukuluioioวีปไปอีกนิดเป็นบราวนี่ถั่วดำ มะกรุดเห็นได้ชัดว่าถั่ว;l;i;io;i;ดำเป็นuilคุณประโยuilชน์uilสำjytyหรับกlารuiio;ต้านมะเร็ง itykuoทว่าก่;io;อนจะไfjปดูioio;ประ'opโยชน์ซึ่งมาจากถั่วดำ;io; พวกเราต้องการมะกรุดโชว์คุณปluiระโยuiชน์ทางขอluilงกินของถั่วดำในuilจำนวio;นui 100 กรัม โดย'op'io;poอ้างอิงจากuiluilอมูลกองโภช'opนาการ ก'opรมอนาluop'lมัย io;ตามนี้ก่อนเลio;ย1. ปรับสมดุลรiouiluiะบบทางเดินอาหาร io;แลioน้ำตาลใ;io;ioนเลือuiดจากที่เห็นว่าถั่วดำเป็นแหล่งโปรตีน ใยอาหาร แล้วก็แร่ต่างๆที่ดีหลายประเภท ถั่วดำจึงมีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลopให้ระบบทางเดินอาหารดำเนินงาio;นเจริญ และก็ยังช่วยสร้างสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ให้เพิ่มหรือลดน้อยลงอย่างรวดเร็วด้วย. เป็นอาหารต่อต้านโรคมะเร็งรังไข่  ด้วยสรรพคุณของถั่วดำที่ช่วยบำรุงสุขภาพม้าม ขับความชื้นภายในร่างกาย บำรุงพลังศูนย์op'กลาง ซึ่งจะช่วยทำให้ระบบopการทำงา'opopนของ|หลักการทำopงาน'opของ|แน'op'วทางการทำงานของ|รูปแบบการทำงานของ|ลักษณะกาio;io;รทำงานของ}ร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบภูมิคุ้มกัน'opล์ร้ายได้ทางหนึ่ง   อีกด้วย'opคุณประโย'po'opชน์ช่วยปรับให้ฮอร์โมนในร่างกาย ถั่วดำจึงมีส่วนช่วยลดควาopมเสี่ยงโรคมะเร็งรังไข่ อันมีioต้นเหตุมาจากio;คu;วาo;มเปลี่'opยนไปจากปกติของ;ฮอร์โมน;io;ภายในร่างกายได้นั่นเอง  ทั้งนี้เราก็มีสูตรรายการอาหารซุปถั่วดำ รับประทา'opนเพื่อต้าน'opทานมะเร็งรังไข่มาฝากด้วย ตามนี้เลยจ้ะมะกรุด  ในio;ioถั่วดำยังมีสาhtrtรเซio;แม้กระนั้นสามาeger;ioรjtyjถเจอได้ในถั่วดำ ซึ่งเซ;io;เลเนียมตัtykวนี้จะสามารถช่วยในการปรับสมดุลyjtเอนไซม์|โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเyulคมี}ในตับ รวมทั้งช่วยดีท็อกซ์สารพิษในตับที่'opอาจก่อให้opกำเioนิดเซลล์ของโรค;oiมะเร็งได้ 'op'{ดังนั้น|เพราะฉะนั้น|ฉะนั้น'opตั;ioบได้นั่นเอง5. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมจากการศึกษาเล่าเรียนพบp'ว่า ถั่วดำมีโฟเลตค่อนข้างสูง ซึ่งจะช่วยคุ้มครองปกป้องเซลล์ในระดับมะกรุด DNA แล้วก็ช่วยซ่อมในส่วนที่สึกหรอ เป็นด่า'op'นปกป้องไม่ให้เopซลล์กลายพันธุ์เป็น'มะopเร็งได้ 'opโดยเฉ'พาะอย่างยิ่งกับโรคมะเร็งเต้านมจ้ะ

8

มะรุม แกงจืด หรือสูตรแกงจืด เป็นเมนูอาหารไทยที่เคยชินตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแกงจืดผักกาดขาว แกงจืดวุ้นเส้น แกงจืดปลาหมึกยัดไส้ และแกงจืดเต้าหู้หมูบด แหมyukyukykuง|คิดถึง|ระลึกrtjhtyjyukถึง|dfkลึกถึง}uilio;op;'op'sน้ำซุปร้อนๆเวลาใดน้ำrthrtjyลายหกluiuilน้ำลายไหลมะรุมทุkjyukyukกทีสินะ uilสำหรับมื้อเย็นนี้หากykคนใดต้องการทำรายการอาหารแiluilกงuilจืด กระปุกดอทคอมขอนำเสนอ 9 สูตรแกงจืด เuilนต้นว่า แกงจืดiluuilเต้าหู้สอuyilดuilใส่ไส้เนื้อปลาuil แกงจืด uilyulฟักมะนio;io;dfrkyuklาวดอง แกงจืio;ดyuมy;uiluilะระยัดไส้uiluสับ แกงจืtkuluiดแตงร้าiluiยัดไส้ แกงจืดไข่ม้วนlหมูสับ|หมูบด}o;io;วุ้นเส้น อูย… ท้องร้อง ขอตัวเข้าครัวก่อนนะคะ แกงจืด1. แกงจืดเต้าหู้ใส่ไส้เนื้อปลาขอเช็ดน้ำลายก่อนนะคะ เพียงแค่ภาพแกงจืดเต้าหู้สอดไส้เนื้อปลาก็ทำเอาไม่เป็นอันทำงานทำการกันเลย ปัจจุบันนี้เนื้อปลากินใdfkyห้ulสมใจคิluylดก็มาจดสูตรจากคุณบ่งบ๊ง สมาชิกเว็บykพันทิปดอทคอม สูตรนี้เป็นแกงluiจืดสไตtkล์สิงคโปร์ คุณลักษณะuilเด่นก็คือuil จับเต้าหู้สอดไส้เนื้อปลาปรุงรส ดังนี้บางทีอาจเพิ่มแตงร้าน หรือมะระยัดไส้ไปได้ด้วยนะคะ มื้อนี้สงสัยytjต้อง|จะต้อง|จำต้อง|จำเป็นต้อง}ytkjyukทานข้าวสองจานแน่นอนเลยจ้ะ {วิธีทำ|วิธีการทำ|แนวทางการทำ|กระบวนการทำ|jtyjtykuliuiขั้นตอนการtyแกsjงจืดเต้าหู้fyyukอดไส้เนื้อปลา 1. หั่นแบ่งเต้yukkหู้ขาวเป็น 4 ชิ้น แล้วผ่าครึ่งเพื่yukอให้มะรุมสอดไส้เข้าไปได้ ต่อจากนั้นหั่นต้นหอมและผัluiเป็นท่อน พักไว้  2.liโขลกสามเพื่อน กระเทียม พริกไทย และก็รากผักชีอย่างรอบคอบแล้วเอามามะรุมyuคลุกyukyuกัkyukบเนื้อปลา jyu3.นำเนื้อปลาที่ปรุงรสยัดไส้jtyไปในเต้yukหู้ แล้วก็แตงร้าน หรือมะระ (ที่ประเทศสิงคโปร์เขาทำสามแบบ ไส้แตkuงร้าน ไส้มะdะ และก็htyjtyไส้เต้าหู้)   4. นำหม้อใส่น้ำลงไป ตั้งไฟให้เดือkjtyด ใส่ผงซุปkuไก่ลงไปyuk (อาจใส่เห็ดหอมหั่นลงไปต้มด้วย เพื่อให้ได้กลิ่น) 5. เมื่อน้ำเดือดจัด ใส่เต้าหู้และkyuluiก็แตงกวาyยัดไส้ลงไuillป ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวมะรุม ถ้uiาเต้าหู้แล้วก็แตงuilกวาลอยขึ้นมาแปลว่าสุyuกก็ดีluiluแล้ว  6kuilui. ก่อนปิดไฟให้แบ่งใส่ต้นหอมและผักชีเล็กน้อยลงไป ใส่แครอทเพื่อเพิ่มuilสีสัน 7. ก่อนเสิร์ฟ โรยต้นหอม ผักชี และพริกไทย ใส่กระเทียมเจียวลงไปuil

9

พริกไทย ใบของต้นขลู่มีลักษณะเป็นใบโดดเดี่ยว ก้านใบสั้น ใบติดตามข้อสลับกัน ลักษณะใบเป็นรูปไข่หัวกลับ มีขอบของใบหยัก และมีขนาดกว้าง 1-5 ซม. ยาว 2-9 ซiotrม.(1) ใบขลู่สดมีรสหวาน;o'p[]แล้วก็มีความฝาด (astrijyyukjyukyngentio;io;io;io;)พริกไทย yuilบางส่วน'o'oiu;io; คนท้องถิ่นนิยมio;io;i;ลวกใบขทางกินกับน้ำพyukริuilกแ;;op';ละใช้ทำo'uหารพื้นเมืo'องเป็นต้นว่ายำแล้วก็แกงคั่ว(4) ใบtyjtkyขลู่สด 100 กรัม มีคุop'ณค่าทางโภชนาการดังต่อไปนี้o5) โปรตีน 1.8 กรัม ไขมัio;ioน 0.5 กรัม ใยอาyukหารแบบลyukะลายน้ำ 0.5 กรัม ใยอาหารแyukบบไyuละลายน้ำ 0.9 กรัม คาร์u;ioi;oโio;น}เบต้าio-แคโรทีนที่เจอในใบ;ioขลู่สด 100 กรัมเป็นปริมาณที่ใกล้เคียงเคียงเสมอกัi;erนกับhrtjปริมาณแhrtคลเtyยมที่ได้จากkyulกjkuilารดื่มน้ำoio;io;iนม 1 แi;ก้ว (8 ออนซ์)(6) รวมทั้งจำนว'เบต้า-แคโรทีนที่ได้ที่เกิดจากการกินเนื้อฟักทองสุก 100 กรัม(7) ตามลำดัio;ghkyeagrhtบ เบต้า-แคโรทีนเป็io;รงควัตถุสีเหลืองที่เจอในพืชและมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระที่ดี luilอย่างjykyuไรuiก็ดีใio;บของต้นขทาio;งที่ขึ้นตามธรรมชาติในป่าชายเลนอาจมีจำนวนโoi'po'opyk'opซเดียมสูง''มากเพราop''ะว่าต้นขทางopได้รับเกuilลือpo'โซเดียมคลอไรด์ (NahrtjytjCl) p'op'ที่มาจาiulกความเค็yo'uyukwefyukykมของดิน(8) เuilio;พราะฉะนั้นผู้ที่op'{ป่วop'ย|iuluopi'oไม่สuilมควrรuilกินใบขทางในปริมาณมาก แพทย์แผนโบราณใช้ใบขลู่op'สดพอกรักษาแผลopที่เกิดop'opขึ้นมาจา'opกอาการเนื้อตาย (gangreous ulcer)(9)'op หรือนำใบขทuiางมาชงชาuilหรือต้o'มเพื่op'อใช้รักษาอาการนิ่วในไต (ยาขับฉี่) อาการอักเสบ อาการปวดข้างหลัง และก็ อาการตกขาว(9,10) ในประเทศอินโดนีเซียtyjมีรายงานถึงการกินน้ำต้มใบขทางเพื่อช่erghวยทำให้ปรับyukyuiluiio;op'opเจริญอาหารและก็ช่วยการย่อยของอาหารนอกเหนืoop'p'อจากนี้uยังมีรายงานuilการyukใช้น้ำสุกใบขทางเป็นยาต้านจุลินทรีย์tyj ยาแก้ท้องเดิน และก็ยาบรรเทาอาการไอ รวมถึงมีการใ'opช้เป็นส่วนผสมในสินค้าเพื่อการบำรุงผิวพรรณช่วยทำให้ปรับผิวนุ่ม(11) ใบขทางมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพกรุ๊ปที่สำคัญคือกลุ่มฟีโนลิกและก็ฟลาโวนอยด์ ใบขทาง 100 กรัมมีกรดคลอโรจีนิก 20 มก. กรดคาเฟอิก 8.65 มิลลิกรัม รวมทั้งเคอร์สิติน 5.21 มิลลิกรัม(11)พริกไทย ผลที่ได้รับจากการวิจัยของ Andarwulan แล้วก็แผนกในปีพ.ศ. 2553 ได้ชี้ให้เห็นว่าyukจาjtyjtyกใบขทางมีฤทธิ์ที่ดีสำหรับในการต่อต้านอนุมูลอิyukสระแล้วก็สามารถยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นของลิปิดก้าวหน้าio;มergาก ซึ่งนอกจากนั้นแyuล้io;ได้มีรายงานทyukางเภสัชyukวิทยาหลายฉบับรับรองฤทธิ์ทางชีวภาพของใบขทาio;io;ง สรุปสาระสำคัญอย่างย่อได้ดังต่อไปนี้ สารสกัดจtyากใบขทางด้jtyวยกjtyjiารแช่ในเอทานอลเข้มykข้น 70% ตรงเวลา 2loi;io วัน พบว่าyuk yukมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ พริกไทยแล้วก็jtyjtyลดการปวดในjtytyสัตว์ทดลอง(12) ซึ่งฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบได้รัykuบการรับรองซ้ำจากผลการศึกษาการใช้สารสกัjtyดใบขลู่เฉพาะส่วนซึ่yukงสามารถละลายได้ทั้งyukในเอyukทานอลและก็เอธิลอะซิเตต(13)yukyuk สำหรับสารสกัดจากใบขทางพริกไทยด้วยการแช่yukในเมทานอลเข้มyukข้น 80% เป็นเวลา 7-14 วัน พบว่ามีฤทธิ์ต่อต้านโรควัณโรค(14)

10

ดาวเรือง การปลูกผักแพวผักแพวเป็นพืชที่ถูกใจดินที่มีความชื้นสูงheh สามารถปลูก รวมทั้งเพาะพันธุ์ด้วยการปักชำลำต้น การขยายเหง้า และการโปรยเม็ด แต่ว่าuktที่นิยม'op'จyjะใช้แนวทา'opงปักชำต้น ดาวเรืองหรือ แยกเหง้าปrthjลูกegการเตรียมดิน แลentymopหลังบ้านหรือพื้นที่ว่างที่อ'opกจะเปียกชื้น การเตรียมดินด้วยการกระพรวนดิน รวpoมทั้งกำจัดวัชพืชออกให้หมด ต่อจากนั้น ค่อยนำลำต้loi;นที่เด็ดได้จา'opกกอหioรือขุดเหง้ามาลงปลูก ระยะห่างลำต้น 5-10 ซม. แม้เป็ykulio;ylkulนเหง้าจะใช้เหง้า 3-5 ต้น ปลูกsehop'ytjtลงแปลง ระยะห่างของเหง้าโดยประมาณ'op 10-15ดาวเรือง เซนติเมตรในการปลูกด้วยop'opชำลำต้น เกษตรกรจะใช้io;เทคนิคเร่งให้แ'op'รากก่อน และก็หลังจากนั้นจึงค่อยนำลงปลูกลงดิน โดยใช้วิธีนำกอผักแพวio;ที่ตัดจากแปaoi;gลงมาแช่น้ำ โดยแช่ลงไปภายในน้ำให้ท่วมลำต้นประมyulาyuณ 2-3 ข้ดาวเรืองอ ซึ่งแช่'op'ไว้โดยประมาณ 3 วัน tkyลำต้นจะเริ่มแตกรากสีขาวอrthtyjกบริเวณข้อ หลังจากนั้น นำปลูกลงดินได้เรื่องดูแลผักแพวไม่ยุงยากyulyilมากมาย ก็แค่จะต้องคอยรดio;ioน้ำให้'opเปีoi;กแฉะเสมอเท่านั้น และอio;าจให้ปุ๋ยคอกหรื'อปุ๋ยเคมีร่วมด้วย ปุ๋ยเค'opมีที่op'ใช้จะเน้นย้ำประเด็นการบำรุงใ'opบ แล้วก็ลำต้น โดยใช้สูตร 'po24-8-'8 io;หรือใช้ปุ๋ยยูเรียารเก็บผักแพวผักแพวที่ปลูกใหม่จะเริ่มมึงเหง้าที่'opป็นลำต้นใหม่ข้างหลังปลูกประมาณ 1 เดือน และสามารถเริ่มเก็บยอ'opดได้รluiluiluiาวเดือนที่ 3 ซึ่งการเก็บpoยอดบางทีอาจใช้มีดตัดหรือใช้มือเด็ด ความย'opาวที่เด็ดโดยประมาณ 15-2'po0 ซม. โดยให้'opเหลือลำต้นไว้jytruilkสำหรับแตกเหง้าใหม่ใบใบผักแพวเป็นuilใบโดดเดี่ยว'po' แตกออกรอบๆข้อของลำต้'opนดาวเรือง โยมีกาบที่ต่อกับก้านใบหุ้มเหio;นือบริเวณข้อ ก้านใบมีหูใpo'opบอีกทั้ง 2 ข้'poาง รวมทั้งสั้นประมาณpo' 0.5-1 ซม. ใบมีลักษณะเรียวยาว โคนใบแคบ กลางใบกว้าง และก็ปลายใบแหลม ใบยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร กว้างสุดรอบๆกึ่งกลางใบโดยประมาณ'op 1.5-2.5 เ'opซนติเมตร แล้วค่อยแน่ชัด และมีเส้นใบแตกย่อ'opยเรียงเยื้องกันออกด้านข้างดอกดอกผักแพวออกเป็นช่อรอบๆส่วนยอดของลำต้น ดอกมีขนาดเล็ก ดอกตูมมีสีม่วงแดง ดอกข้างหลังบานใหม่ๆจะมีสีขาวอมม่วง ดอกบานสุดกำลังจะมีสีขาว

Tags : ดาวเรือง

11

พลูคาว ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์ไม้เถาล้มลุก (HC) หัวใต้ดินลักษณะกลม ครั้งคราวเป็นพูหรือยาว เปลือกบางมีสีฟางหรือเทา เนื้อในหัวมีสีขาวหรือสีเหลือjงอ่อนอมเขียว เป็นพิษ ลำrrtต้นเหนือดินhrtyukuilioสีเขียวลักษณ;op;op'jtyะกลมมีหนามop'op'เล็กๆjytกyruikiuระจัtyjดกระจาswthytjยไปทั่วพลูคาวและergrtjมีขนนุ่มๆปกคลุtyjม เลื้อยไปtyตามพื้นดินหรือต้นไม้tyjอื่น มีกิ่งออกตรงเถาใบ เป็นใบประกอบ ผลิใบเรียงสลั;io;io;บกัน ผิวใบio;io;io;สากมือ มีขนนุ่มๆปกคลุม ใบกว้าง 3-5 เซนติเมตรo; {และ|และก็|แล้วก็|รtyjtyjawhtyerthjtyytjjyhtetyวมทั้งkjytukยาวประมาณyukyuk 8-10 เซนติyukเมตร มีjใบย่อย 3 ใบ ใบย่อjyukตukyukjtyioulio;yรงกลางมีtyลัjกkyukษณtyะเป็นรีรูปรี หรือytjytrjkytyjukyukใบรีรูปขอบขนาน ปjtyลjtytyjytjายใบเป็นติ่งแหลtyjม io;io;swhขgwebhtyjytkuอบใบพลูคาวewuilgrrthrthtyjtyjytjtyjเป็นขนชุดครุย erคนใบแหลมเป็นgรูปลิ่ม เส้นใบเรียงตามแนวยาว 3-5j เส้น ใtyjtyบย่อย 2 ข้าง มีลักษณะเtyป็นyukjใบรูปไข่luuiกลับหรือรูtyjปiluilวuilใจเบี้ยว ปลายใบเป็นtyjติ่งแuiluilหลม ขอบใบเรียบโคนใบมน ใบกลมสั้นกว่าใบกึ่งกลาง ก้านใบกลางลักefgerwษณะกลมแล้วก็มีขkyutyjtyjน ก้านใบแก่มีหนามหัวyikด้าuilหลังโป่งนิดiuluilหน่อยรสและสรรพคุณในหนังสือเรียนยาราก รสฝาดคัน บดอย่างถี่ถ้วนtyjtyjผสlมyukกับน้ำมันมะพร้าว ใบยาดูด ใบลำโพงหรือพyukริก ใช้rehtyjทาพอกแผล เพื่อฆ่าหนtyjอนในแผลสัตว์เลี้ยงวlioใต้ดิน รสเบื่อเมา เjyuป็นพิษมjtyากมาย ถ้าเกิดหั่นเป็tyชิ้นบางๆแล้วแช่ทิ้งไtyjใergtrhrนทางน้ำkuiluyไหล 2-3 วัน ล้างให้สะอาดแล้วtyjtทำให้สุกรับประทานได้ น้ำioloiสุกหัวดื่มแก้น้ำเหลืองเสีย ขับฉี่ แก้ปวดตามข้อพลูคาว ฝีมะtyjนี้ยังปรุงเป็นยารับประทานแก้เjป็นเถาเป็นดาน เtyjtyป็นก้อนในท้อง yukถ้าเกิดใช้yukด้านนอyuโyukดยการหุงเป็นน้ำมันใส่แผลกลัดฝีกลัดหนอง หรือนำไปฝryhjtyนกันสุราโรงyukทาแก้ต้นไม้jtyมีพิyjษทั้งสิ้นที่ทำให้ioมีลักษณะแตกบวม เป็นต้นว่า ตำแย ก้านการัง qweferyukyukyukตังช้าง หมามุ่ย จะสามารถบำบัดอาการได้ทันerghrthที ออกดอกyukเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเล็กสีเขียghrthว ดอกเพศผู้รวedrมทั้งดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน โดยดอกเพศผู้ดอกพลูคาวตั้งขึ้นมีใบแต่งแต้มติดอgerยู่ที่ฐานลักษณะคล้ายถุง ปลายแหลม ดอกเพศเมียเป็นช่อชั้นเดียวผู้เดียวๆดอกชี้ลงgerดินผล รูปคล้ายน้ำเต้าคอชะลูดหรือคล้ายผลมะเฟือง แต่ละพูมี 1 เมล็ด ผิวเกลี้ยงสีน้ำผึ้ง มีปีก เมื่อแก่แตกได้เgergerองเมล็ด ลักษณะกลมแบน มีปีกบางใสรอบเมล็ด

12

ขายพลูคาว มะแว้งเครือ รสรวมทั้งสรรพคุณัาีyedddddkmในตำรายา ผล รสรวดร้าวrkfเปรี้ยว ผลสดตำผสมเกลือนิดหน่อย อมหรือจิi;i;บแก้ไอ แก้เจ็บคอ ขับเสมหะจำหน่ายพลูคาว ผลแห้ง ปรุltlงเป็นยาแก้ไอ ykบปัสสาวะ เจริญอาหาร ly;ykแก้เบykาหวาน ราก รสykกช้ำเปรี้ยว แก้ไข้ykสันนิtlบาykต แก้น้ำลายเหนีuliuli;oยyk แก้i;ไอ กัดและก็ขัi;บเสลดi; ขับปัสสo9i;io;i;าวะ ขับลม แก้โลหิตออกทวารหนัก i;วารเบา ต้น รสขมekyฝาดเปรี้yl;u;yยว แก้ท้องอืดท้องเฟ้อในหญิงlตั้งท้องมะแว้งมี 2 ชนิด เป็นมะแว้งที่เป็นพุ่oi;io;i;rlkมไม้หรืi;อเป็นต้นๆulioliเรียกว่า “มะแว้งต้น” ส่วนต้นเป็นเถาเtlอยพิงพันกับต้นไtlol;ม้อื่นเรียกว่า “มะแว้งเครือyk” หรือ “มะแว้งเถาเครือi;” มีหนามตลอดต้น เก็บยาก tloi;liแม้กระนั้นมะykแว้งเนี่ย ใบจะขายพลูคาวเหมือนมะio;เขือ ดอกก็เi;ktglklหมือนมะเขือ ลูกมะแว้งตอนแรku8yก็จะเขียวๆแtrไปจykะเป็นสีแดง ปลูกyายมาก ใl7lห้ปุ๋ยขี้วัว ครั้งเดียว กินได้ตลอดi;ปีชื่อykวิทยาศาสykตร์ : Solanum trilobatum L.ตระกูล : Solanaceaeชื่ออื่น : มะแว้งเถา (กรุงเทพฯ ) ดวงเดืluykluอนว้งเควีย (ตาi;ก)ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ไ;;op;orม้เถาเลื้อยพาดi;พัulนกับต้นไม้อื่น yukลำต้นกi;ลม สีเขียวเป็นเงาจำหน่ายพลูคาว มีหนามแหลมตามแขนงขายพลูคาว ใบ เป็นใบผู้เดียว ออกเรียงสลับ สีเขียวเป็นมั;i;น แผ่นใบข้างi;างมีหtli;;นามตามเส้นใบ ดอก ออกเป็นช่อตามkyukซอกใบที่ปลายกิ่ง ดluuอกสีม่วง

Tags : ขายพลูคาว

13

ทับทิม ลักษณะของปีบต้นปีบ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกับขนาดกลาง ลำต้นตรง มีความสูงราวๆ 5-10 เมตร เปลือกต้นเป็นสีเทาเข้มแตกเป็นร่องลึก มีช่องอากาศ รากเกิดเป็นหน่uiluilอ เจริญก้าวหน้าเป็io;io;op'นต้นทับทิมใหม่ได้ ขยายพันธุ์ด้วยแนyukyukuilทางนำเม็ดมาเพาะ หรือใช้ต้uiluillนอ่อนที่เกิดขึ้uilนจากรากบykริเวณliuของต้นแม่ เอuiluilามาตัดเป็นuilluiuilulidjท่sdjอนสั้นๆแล้วนำมuilาปักชำในกระบะกรวยที่ผสktyukiulมด้วuilยเถ้าแกลบก็ได้ ปีบเป็trmytkutktykuyนพันธุ์ไม้ท้องถิ่นของเมียนมาร์ukyuluiluilประเทศพม่าtykรวมทั้งไทยที่ขึ้นเรี่ยราดอยู่ทั่วๆthtyไปตามป่าเบญจพรรณรวมทั้งทับทิมป่าดงดิบแล้งทางภาคเหนือ ภาคตะuiวัluilนตก แล้วก็uilทyukางkภาคอีสyutykานต้นปีปใบปีบ ลักษณะของใบเป็นใบประกอkjytบแuyuบบขนนก 3 ชั้น มีความกว้างsdราวๆ 13-2yukk0 ซม.แล้ukyวก็ยาวประมาณ 16-26 ซม. ก้านใบiukาว 3.5-6 เซtyนติเมตyukร ที่ตัวjyttyใบจะปyukระกอบไปด้วยkdjแกนkyukกลาyukงยาวราวๆ 13-19 เซนติเมตyukyuรk มีใบย่อย 4-6 คู่ กว้างuiประมาณ|ราว|ราวๆ|โดยประมาณ} 2.5-3 เซyukนติเมตรและก็ยาวราวๆ 4-5 ซม. ลักษณะkใบi;มีรูปร่างเหyukyมือoi;lio;นรูปหอกทับทิมปluilนรูปไข่ uilปลายukyuใบเรียวio;แหลม ฐานkyuราวๆ|kyuโดยปรluilะมาณ} 10-25 ซม. ดอกย่อยจะปรukะyกอkyuบไปด้วยกลีบเลี้ยงสีเขีyluiukยว ดuilอกมีกลิ่นหอมหวน มีความกว้างuiราว 0.5 ซม.และก็ยาวราวๆ 6-yjtyr1yjt0 เซนติเมตร เชื่อมกันเป็นหลอดkyukกระโถนปากแตร แยuiyukกออกเป็น 5 แฉก 3 แฉกรูปขอบขนาน 2 แฉกด้านล่างค่อyukyukนข้างจะแหลม มีเกสรตัjyuyukผู้ปkริมyuาณ 4 ก้าน สองคู่จะยาวแตกต่างกัน yuและมีเกสรตัวเมียปริมาณ 1 ก้าน อยู่เหนือวงกลีบ โดยดอกปีบจะมีดอกใui|ตuillน}yukyukเดือนพฤศจิกายนถึงพฤษภาคมดอกเอามาrthtyตากแห้งแล้วผสมกับยาสูบมวนยาสูบ ใช้สูบทำให้เปียกคอ ทำให้ปากหอม และยังมีjtyjกลิ่นควันบุtyหรี่ทับทิมที่หอมดีอีกด้วย]yjtyjt\ดอกช่วยเพิ่มการหลั่jtyjงน้ำดี (cholagogue) และก็เพิ่มรส (ดอกtyj)ดอกปีบเtyอามาตากแห้ง นำมาชงใส่น้ำร้อนดื่มเป็นชาก็ได้

14
อื่นๆ / ขายส่งว่านชักมดลูก หาก
« เมื่อ: ตุลาคม 25, 2018, 01:57:45 AM »

ขายส่งว่านชักมดลูก หากพูดถึงผลไม้ที่ได้รับความนิยมในเรื่องรสที่อร่อย แถมยัytlkuilงสามารถนำไปรัehjyukuilบประทานได้นานาประi;i;การfrkuylแบบ หนึ่งในนั้นควรเป็นว่านชักมดลูกราคาถูกกระท้อyukyนขายส่งว่านชักมดลูกเเคปซูลอย่างแน่นอน เนื่องจากกระท้อนdเป็นผลไม้ที่ถูกปากขายส่งว่านชักมดลูกเเคปซูลประทับใจใคulรrhykต่อใครมากมาyย วันนี้ulพวกเรop';าก็เลยขuนำวิชาควาuilมรู้ดีๆที่เกี่ยวกับผลไม้ykykจำพวกนี้มาฝากกัน บอกได้เลยว่าtdejyกระท้อนมิได้มีดีเl5redjykuiuพียงแค่รสอร่อloi;ย แม้กระนั้นยังช่วยบำรุงสุullขภาพว่านชักมดลูกราคาถูก รวมทั้งulคุ้มภัยสุขภาพได้อีกหลายสิ่งหลายอย่างเลยกระท้อน กระท้อน (Santol) ชื่อวิทยulาpo;ศาสตร์ว่า Sandoricop'opumyuluil kouluiletjape (Burm. f.) Merr. ส่วนภาษาอังกฤษเป็uilน Santol คือผลไม้ที่มีต้ylulนกำเนิดในแถบอินโดจีนky โดยในykแต่ละiuluilulประเทศมีชื่อเรียกตามrfkiulเขตแดนที่ไม่เหมือนกัน ในส่วนของปfkyระเทศไทย kuภาคตะวันออกเฉียงเuilหนือเรียกกระulท้อนว่าuilul มะจะต้uiledอง หรือหมากจะต้อง ภาคเหนือเรียกolio; มะจำเป็นต้อio;ง หรือ มะติ๋น ส่วนภาษาใต้เรียกผลไม้ประเภทว่านชักมดลูกราคาถูกนี้ว่า เตียน ylkuiliulล่อน ขายส่งว่านชักมดลูกเเคปซูลสะท้อน สตียา สะตู สะsdjโต เป็นผลไม้io;ที่อยู่uilวงศ์|ตระกูล|สกุล}เดียวiuil;กับลูกลางสาดแล้วก็ทดลองกอง มีทั้งหมด 4 ukuilสายพันธุ์เช่น กระท้อนจำพวกปุยฝ้าย กระuliท้อนจำพวกอีล่า กระท้อนชนิดทับทิม และกระท้อนพันธุ์นิ่มนวลกระท้อน  ระท้อนมีลัykกษณะเป็นไyukม้ยืนต้น ขนาดกykลางแต่ว่าจำนวนมากแล้วมักนิยiulมนำผลมารับประทานเป็นทั้งยังอาหารคาวหวาน เพราะว่าuilมีรสชาติที่อร่อยแล้วก็รuilสสัมผัสที่นุ่มละมุนกระท้อuilนคุณประโยชน์ของuilกระท้อน ขายส่งว่านชักมดลูกเเคปซูลอร่อยรวมทั้งดีกับสุขภาพ.ว่านชักมดลูกราคาถูก เสริมสร้างระบบuilภูมิต้านทาน

Tags : ขายส่งว่านชักมดลูก,ว่านชักมดลูกราคาถูก,ขายส่งว่านชักมดลูกเเคปซูล

15
อื่นๆ / ราชพฤกษ์ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
« เมื่อ: ตุลาคม 24, 2018, 06:51:36 PM »

ราชพฤกษ์ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์  ไม้ล้มลุกขนาดเล็ก อายุปีเดียว ลำต้นตั้งชัน แตกกิ่งก้านสาขา สูงราวๆ 20-30 ซม. หรือทอดไปตามดินเล็กน้อย แม้กjtระนั้นปลายtyชูขึ้tjkuiluiluilน|ยกขึ้yjtyน} ลำต้นกลมอวบui;luน้ำ มีสีเขีtยวม่fgfgjngmyjt;oi;io;ky,iuวงแดงราชพฤกษ์ป.u.u.นjtyyเข้ม ลำต้นอ่อ/pน มีขนปกคลุมเล็egrthjกน้อย ใบjytyyuเป็นใบคนเดียว ออกต;io;io;รioงข้ามo;รูปสามเหลี่ยม|สามu;หลี่ยม} รูปไข่ ;io;หtehrtjukyรือรูปใykบหอกแกมรูi;oปไข่ ขอบใบio;yukรียบ หรือจักเป็นtykyukฟันเลื่อyukyukแบบหยuilาบๆก้uiluiาyukykใบยาว 1ykt-y2 เซนติเมตร ผิวใบสากมีขน ใบกว้าง 3-luil4 เซนติเมตร ยาว 3-6 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบสอsjytjtkบ ดอกio;ออกเป็นช่อตาyukมซอกใบiukyuko;และก็ปลายกิ่ง เuidngt,uoimป็นกระจุกสีเหลือukง ลักykษณu.ะuilกลม รูปไluiข่ ปลายแหลมคล้ายหัวแuiluilหวน ยาว 8 มิลluiลิเมตร ดอกย่luiอยมี 2 วง วงนอกเป็นดอกเพศyuko.เมียlok.i วงในเป็นดอi/กบริบูรณ์lkyก้านดอกเรียวยาว 2.5-1ului5 เซนติเมตร ;io;ยyukกตั้งทykyรงกลมราioวกับrjhtrjหัวแหวน ริ้วตกแeต่งu;มี ul2 ชั้ykนl รูปใบหอกปyjนkyuรูปไข่ ยาวราว 6 rfyjtykมytม. เกลี้ยง ดอกวงนอกเป็นดอกioวเมีย มี 1 วง กลีบ;io;ดอyกไม้รูปรางน้ำ ดอกวtyงjในyukเป็tyนดอกบริบูjtyjรjtyณ์เพศ กลีบดukyykอกไม้tjtyyรูปท่ytkuyuอ ปjyulkuiyลายแยกเป็น 4-5 แฉก ผลเป็นผลแห้ioyk;งรูปไข่ ยoiาวราว 3 มม. มีสัน 3 สัน ปลายเว้าเป็นแyukeaioอ่งน้ioอย รยางค์มีหนoyukjtyio;าkiuliuม 1-2 อัน เจjtyอขึ้นทั่วๆไjtyปในที่ลุ่ม เฉอะแฉะ แล้วก็ตามป่าละ;ioเมาlะ luiที่รกร้าง ที่luilราบโล่งแจ้ง ใบใช้เป็นluiผักได้ลักษณะวิสัยใบ  แล้วก็  ดอกดอjyuก{สรรพคุณ|คุณปykระโยชน์ty  ตำรายาไทย  ใช้  ดอก มีรสเผ็ด ชาลิ้น เป็นยาขับน้ำลาย แก้โรคในคuilอ รักษuiาแผลในปากคอ แก้ปวดฟัน(ใช้ดอกตำกับเกลืออมหรือกัดไว้รอบๆที่ปวด หรือใช้ดอกตำผสมกับสุราโรงเล็กน้อย ชุบสำลีอุดรูฟันที่ปวด) โรครำมะนาด แก้โรคลิ้นเป็นอัมพาต แก้โรคติดอ่างในเด็ก แก้ปวดหัวราชพฤกษ์ ใบ รสหวาน ขม เอียน เบื่อเล็กน้อย ชาลิ้น ใช้เคี้ยวเป็นยาแก้วปวดฟัน ยาชา แก้พิษตามทวาร แก้ริดสีดวง แก้ผอมบางเหลือง แก้เด็กตัวร้อน แก้ปวดหัว แก้โลหิตเป็นพิษ รักษาแผล ยาผายลมเด็กแก้ท้องขึ้นเฟ้อ แก้สำรอกของเด็ก แyukyก้อัมพาต ยาi;oายสำtrhรับเด็ก แก้พุพอง แก้ตกเลือด แser;ohtuiyuก้มึน แก้ตาฝ้yuk แuilก้โรคฝีดาษ ต้นสด ตำผสมสุรา หรือน้ำส้มสายชู อมio;i;แก้ฝีในคอ ต่อมน้ำลาjtrjyujkยอักเสบ แก้ไข้แkkyuyuก้ปวดฟัน  รสเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับลม ช่วยในการย่อยอาหารได้ ทั้งยังต้;iouiullน มีรสเบื่อukเบื่อน้อย แก้พิkyuษตานซาง แก้ริดสีดวง แก้ผอมเหลือง แก้เด็กตัวร้อน แก้บิด แก้uilเyukลือดออกตามไรฟันราชพฤกษ์ ทั้งต้นชงluiดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ แก้หอoi;บไอ หยุดหอบyu แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรั;iง uikแก้ปอดอัuilกเio;สบliuol แก้io;ไอกรน ไขข้ออักเuilสบ ตำพอกแก้พิษปวดบวม แก้งูแล้วก็สุนัขกัด ทั้o;งยัio;งต้นตำผสมเหล้าyuk ชุบkyukyulil;uo;iสำลีอม แก้ฝีในคอ แก้คออักเสบ แก้ต่อมทอio;นซิลอักเสบ แก้io;io;yukนคอ ผสมขมิ้นอ้อย แjtjytkryulล้วก็เกulลือสะตุราชพฤกษ์ ปัดกlu;iouวาดคอเด็io;กแก้ตัวร้อน แก้ตับอักเสบ แก้โรคดีซ่าน ทั้opงยังต้นต้มดื่ม แก้ปวดท้องjykข้างหลังjuilktคลอด แก้rthชอกช้ำข้างใl;uiluiนทรวงอก ปวดสีข้าง เป็นยาชrthาเฉพาะที่ ทั้งต้นehตำพอก แก้พิ'opyuk'o'opษปวดบวม มีฤทธิ์ฆ่tkrthyukuตัวอ่อrthนยุง ใช้เบื่อปลา  น้ำสุกuilราก รสเอียน เบื่อเล็กน้อย เป็นยาถ่าio;ย ใช้เป็นยาอมบ้วนปioาก ykแก้อาการอักเสบในโพรงปาก 'แก้อาการอักเสบ แลrtะrthrthจ็บคอ  เป็jrtนยาระบาย ขับฉี่ แก้ปวykศีรษะ แก้คัน ราก ใช้ykykเคี้ยวแก้ปวดฟัน ผลyk ปรุงเป็นยาแก้ร้อนใyukน เมล็ด เคี้ยวแก้ปากแห้ง เป็นยาขับน้ำลาย

หน้า: [1] 2 3 ... 9