แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - watamon

หน้า: [1] 2
1

กระชายดำ สมุนไพรไทยแท้ ปลูกง่าย ขายคล่อง
            ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ กระแสความชอบในการหันมาใช้สมุนไพรแทนการใช้ยาแผนปัจจุบันของคนไทยนั้น ถือได้ว่ากระแสแรงเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะมีสาเหตุเนื่องมาจาก  ผู้กินเกิดความตื่นตัว และรับรู้ข้อมูล ผลข้างเคียงของยาแผนปัจจุบันที่มีผลต่อกระบวนการทำงานของไต  และอวัยวะภายในร่างกายของมนุษย์ จนทำเกิดการเจ็บป่วยแบบสะสมในอวัยวะภายในเหล่านั้น และกลายเป็นโรคที่มีปริมาณผู้ป่วยมาก ติด 5 อันดับแรกของการเจ็บป่วยของประเทศ  ดังนั้นคนไทยจึงหันมาใช้สมุนไพรในการดูแล และเยียวยาโรค รวมถึงใช้เป็นอาหารเสริมกันอย่างแพร่หลาย โดยสมุนไพรที่ใช้นั้นมีทั้งสมุนไพรจีน และสมุนไพรที่เป็นสมุนไพรไทยแท้ เช่น กระชายดำ เถาเอ็นอ่อน มะขามป้อม ฯลฯ แต่ในกระแสสมุนไพรฟีเวอร์ในปัจจุบันนี้ หากจะนับสมุนไพรไทยที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เชื่อได้ว่า กระชายดำ คงเป็นชื่อสมุนไพรที่ทุกท่านเคยได้ยินบ่อยๆอย่างแน่นอน สำหรับกระชายดำ เป็นสมุนไพรของไทยแท้ๆ เพราะมีถิ่นกำเนิดในไทย และพบได้ทุกภาคของไทย  โดยจัดเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน และเราใช้เหง้ามาเป็นสมุนไพรและใช้ประโยชน์ในสรรพคุณต่างๆ เหง้าประเภท กลมๆ เรียงต่อกัน มีสีน้ำตาล หากหักออกเนื้อในจะเป็นสีม่วงมีกลิ่นหอม ในอดีตการปลูกกระชายดำนั้นไม่ได้ปลูกไว้เพื่อเป็นเศรษฐกิจ หรือการขายแต่อย่างใด แต่จะปลูกไว้ละแวกบ้านหรือในกระถาง เพื่อเยียวยาโรคและใช้เป็นยาบำรุงในครัวเรือนเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน กระชายดำเป็นที่ชอบในการนำมาทำยาสมุนไพรทั้งในรูปแบบการบริโภคสด หรือการแปรรูปในรูปแบบต่างๆ เพื่อการรักษาโรคและเป็นอาหารเสริม จึงจำเป็นต้องมีการขยายพันธุ์และการเพาะกระชายดำ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด  โดยการเพาะปลูก กระชายดำนั้น  ทำได้โดยการใช้หัวหรือเหง้าเพาะ เช่น ขิง ข่า ขมิ้นชัน เพราะพืชจำพวกนี้ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำดี  โดยขุดหลุมกว้างประมาณ 1 จอบ ลึก 10 – 15 ซม. แล้วนำแง่งกระชายดำ  ใส่ในหลุมแง่งเล็กใช้ 1 – 2 แง่ง หากแง่งใหญ่สมบูรณ์ใช้แง่งเดียว  เพราะเมื่อกระชายดำโตขึ้น จะแตกหน่อขยายไปเรื่อยๆเอง  ส่วนแง่งที่เราเพาะ จะเหี่ยวและแห้งไป โดยให้ระยะเพาะ ระหว่างแถบประมาณ 30 เซนติเมตร ระหว่างต้น 25 – 30 เซนติเมตร ฤดูที่เหมาะสมที่จะเพาะ คือ ฤดูฝน ช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนมิถุนายน ในการเพาะ ครั้งแรกควรปลูก ให้ได้อายุ 1 ปี ค่อยเก็บเกี่ยว หลังจากครั้งแรก ควรปลูก ให้ได้อายุประมาณ 10 – 12 เดือน และควรให้ใบและลำต้นเหี่ยวแห้งหลุดออกจึงทำการเก็บเกี่ยว เพราะจำทำให้ได้ กระชายดำที่จำนวน ตัวยาเข้มข้น
            โดยในราคาขายกระชายดำในปัจจุบันนั้น หากในฤดูกาล ราคา 100 – 120 บาท/กก. หากเป็นนอกฤดูกาล ราคาอยู่ที่ 150 บาท/กก. เลยทีเดียว เมื่ออ่านแล้วทุกท่าน สนใจการขยายพันธุ์ หรือเปล่าครับ เพาะ ง่าย ดูแลง่าย ขาดก็คล่อง แถมราคาดีอีก เหมาะสมกับหัวข้อ “กระชายดำ สมุนไพรแท้ เพาะ ง่าย ขายคล่อง”

Tags : การปลูกกระชายดำ

2

กระชายดำ “ผู้หญิงใช้ได้ ผู้ชายใช้ดี”
            อย่างที่ทราบกันดีว่า ยุคปัจจุบันนี้ คือ ยุคทองของสมุนไพรอย่างแท้จริง เพราะมนุษย์เราเริ่มกลับเข้าหาธรรมชาติแล้ว  หลังจากที่เราเกิดจากธรรมชาติแล้วก็ทิ้งธรรมชาติ ไปหาความเจริญและนวัตกรรมใหม่  มีการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวันมากขึ้น  และเมื่อสารเคมีเหล่านั้นเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ เราจึงหันไปหาธรรมชาติ โดยหาวัตถุดิบจากธรรมชาติ เพื่อนำมาใช้คุณสมบัติในกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการนำมาทำยารักษาโรค นั้นก็คือ  สมุนไพรนั้นเอง  ในประเทศไทยนั้นหากจำกันได้ มีระยะหนึ่งที่วงการสมุนไพรของไทยเกิดกระแส กระชายดำฟีเวอร์ โดยมีความต้องการของตลาดอย่างมาก  เพื่อที่จะนำไปทำยาเยียวยาโรค หรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ มีการส่งเสริมให้ปลูกกระชายดำ ยังเป็น 1 ใน 5 โปรดักส์แชมเปี้ยน ของกระทรวงสาธารณสุขอีกต่างหาก  นับได้ว่า กระชายดำเป็นสมุนไพรของไทยที่มีผู้คนสนใจและชอบใช้กันมาก นั้นก็เพราะประโยชน์ของกระชายดำนั้นมีมากมายหลายอย่างและสามารถใช้ได้ทั้งหญิงและชาย ซึ่งประโยชน์ทั่วไปของกระชายดำที่นิยมนำมาใช้ประโยชน์ก็คือ  บำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย แก่จุดเสียด แก้ปวดท้อง คล้ายๆกับ สรรพคุณของ ไพล ซึ่งเป็นพืชในวงศ์เดียวกัน แต่มีสรรพคุณอีกตัวหนึ่งที่ทำให้กระชายดำแตกต่างจากพืชวงศ์นี้ คือ สำหรับเพศชาย มีสรรพคุณเพิ่มสมรรพภาพทางเพศ ทำให้ท่านชายฟิตปั๋ง โดยกระชายดำ มีผลเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะเพศ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะเพศคลายตัว ทำให้แข็งตัวได้ง่าย(กระชายดำไม่ได้มีฤทธิ์ปลุกอารมณ์ทางเพศ)และมีการแข็งตัวที่นานกว่าเดิม โดยมีการค้นคว้าอ้างอิงในทฤษฎีนี้คือมีการนำอาสาสมัครเพศชาย อายุเฉลี่ย 65 ปี ให้บริโภคสารสกัดกระชายดำ 90 มิลลิกรัม/วัน เป็นเวลา 2 เดือน มีผลทำให้องคชาติมีความยาวเพิ่มขึ้น ลดเวลาการหลั่ง และเพิ่มความแข็งตัว โดยมีผลตลอดเวลา 2 เดือน ที่ทำการค้นพบ แต่เมื่อหยุดบริโภคก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ  สำหรับสตรี กระชายดำมีประโยชน์  แก้มดลูกหย่อน  รักษามดลูกพิการ ปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศหญิงแก่ประจำเดือนมาไม่ปกติ  ซึ่งส่วนนี้มีสรรพคุณเหมือน ว่านชักมดลูก
            ดังนั้น กระชายดำจึงเป็นสมุนไพรที่ใช้ได้ทั้งชายและหญิงเพราะมีสรรพคุณเฉพาะตัวสำหรับเพศชายและเพศสตรี ซึ่งเมื่ออุปโภคเข้าไปแล้ว ออกฤทธิ์กับฮอร์โมนแต่ละเพศแตกต่างกันตามที่กล่าวมาแล้ว โดยพูดได้ว่า กระชายดำ เป็นสมุนไพร 2 in 1 อย่างแท้จริง ในการใช้กระชายดำแบบพื้นบ้านในสมัยก่อนนั้น จะนำมาทำเป็นยาลูกกลอน คือ เอาผงแห้งมาผสมน้ำผึ้งและปั้นเป็นลูกๆ หรือนำมาดองเหล้า ปัจจุบันมีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาแปรรูปกระชายดำ หลากหลายรูปแบบ เช่น ชาชง แคปซูล ยาน้ำ กาแฟกระชายดำ และที่เก๋สุดๆ คือ นำมาทำไวน์กระชายดำ กันเลยทีเดียว
            แต่มีบางรายงานว่า กระชายดำอาจทำให้ตับผิดปกติ หากใช้ในจำนวนที่สูงเกินไป หรือ ใช้ติดต่อเป็นเวลานานดังนั้น  ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับตับ ควรพิจารณาหารือแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ  รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานด้วน เรื่องสมุนไพร หาก ฉลาดรู้ ฉลาดใช้ ปลอดภัย 100% ครับ

Tags : ขายกระชายดำ,การปลูกกระชายดำ,เหง้ากระชายดำ

3

(อิทธิ) ฤทธิ์และความเป็นพิษของกระชายดำที่คุณควรรู้
            ในสังคมของไทยในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน สังเกตได้ว่าจะมีเรื่องราวความเชื่อ เกี่ยวข้องกันมากับวิถีชีวิตของคนไทยในแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม , ศาสนา , วัฒนธรรม รวมถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน แต่ในระยะหลังมานี้ ความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์ เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในวิถีชีวิตของคนไทยสังคมไทยเรา ความเชื่อบางเรื่องถูกท้าทายด้วยวิทยาศาสตร์ และข้อมูลสำคัญทางวิทยาศาสตร์ , การ ค้นคว้าต่างๆ ก็ อาจนำมาหักล้างความเชื่อของคนไทยในหลายๆเรื่องได้ แต่ว่าแม้ความเชื่อเหล่านั้นจะถูกวิทยาศาสตร์หักล้างได้แล้วแต่ก็จะมีกลุ่มคนอีก คุณภาพหนึ่งก็จะยังคงเชื่อในสิ่งที่เขาเชื่อนั้นโดยไม่สนใจในข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ชัดในเรื่องนั้นๆ รวมถึงยังมีความเชื่ออีก จำนวนหนึ่งที่วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ สามารถระบุและหักล้างได้  ดังนั้นวิถีความเชื่อต่างๆ นั้นก็จะยังมีอิทธิพลกับสังคมไทยในปัจจุบันอยู่  ในเรื่องสมุนไพรในอดีตก็เช่นกัน ก็ถูกบอกเล่าสืบต่อจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น ว่าสมุนไพรตัวนั้นใช้ เยียวยาโรคนั้น ตัวนี้ใช้ เยียวยาโรคนี้ โดยไม่ได้มีการ ค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ทั้งด้านเภสัชวิทยา และพิษวิทยา แต่อย่างใด อย่างเช่น ไพล ใช้ถูท้อง หรือต้มให้แม่และเด็กกินจะแก้ท้องอืดในเด็ก ทำให้เด็กที่กินนมแม่ท้องไม่อืด ว่านชักมดลูกเมื่อต้มให้ สตรีที่คลอดลูกใหม่ๆ กิน เพื่อขับของเสียออกเร็วๆ และทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว เป็นต้น
            ซึ่งผู้คน ในอดีตนั้นอาจจะลองผิดลองถูก มาแล้วเมื่อใช้ได้ผลจริงจึงบอกต่อกันมา แต่ในปัจจุบันที่มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และวงการแพทย์ที่ก้าวหน้านั้น สามารถ ลองและวิจัยสมุนไพรถึง สรรพคุณ เภสัชวิทยา และ พิษวิทยาได้โดยแม่นยำและได้รับการรับรองจากสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำของโลก จึงทำให้การใช้สมุนไพรในปัจจุบันนั้นปลอดภัย เพราะมีข้อมูลการ วิจัยในด้านต่างๆ อย่างครบครัน ในที่นี้เราจะกล่าวถึง “กระชายดำ” สมุนไพรตัวท๊อปของไทย โดยเราจะมาดูว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา และพิษวิทยา ของกระชายดำ นั้น มีอะไรบ้างที่เด่นชัด โดยจากการ ทดสอบวิจัยกระชายดำ จากข้อมูลหลายๆ แหล่งที่พอจะรวบรวมได้นั้น มีดังนี้ กระชายดำมีสารต่างๆ ในเหง้า คือ มีน้ำมันหอมระเหย ที่ประกอบด้วยสารต่างๆ อาทิ camper bomeol  zingiberene และยังพบสาร flavonoids anthocyanin trimethoxyflarone ฯลฯ ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ของ กระชายดำนั้น แบ่งได้ คือ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ พบว่า สาร 5,7 ได้เมธอกซีพลาโวน ในกระชายดำ สามารถต้านการอักเสบได้โดย อาจต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันได้ดีกว่าแบบเรื้อรัง ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ พบว่า สาร trimethoxyflavone และ tetamethoxyflavone ในกระชายดำ อาจต้านเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคมาลาเรีย ประเภท PF. และยัง อาจต้านเชื้อ canolida albicans และ mycobacterium ได้
            ฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดง พบว่า สารสกัดกระชายดำนั้น พบว่ามีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ของหนู วิจัยและทำให้ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือดในคนได้
ส่วนในการ วิจัยความเป็นพิษของกระชายดำนั้น พบว่า การ ค้นคว้าพิษเรื้อรัง หนู ทดสอบที่ได้รับสารสกัดกระชายดำ มีน้ำหนักและสุขภาพเป็นปกติเหมือนกับหนู วิจัยกลุ่มควบคุม แต่มีเม็ดเลือดขาวบาง ประเภทต่ำกว่ากลุ่มควบคุมแต่อยู่ในช่วงค่าปกติอยู่  และผลการตรวจจุลพยาธิวิทยาไม่พบการเปลี่ยนแปลง ที่จะ สามารถบ่งชี้ว่า เกิดจากความเป็นพิษ สารสกัดกระชายดำ
            นี่เป็นเพียงงานค้นหาทดลองและลองกระชายดำบางส่วนเท่านั้น ในการ วิจัยทดลองของนักทดสอบต่างประเทศในกระชายดำยังมีอีกหลายชิ้นที่ยากเกินจะหยิบยกมาให้หมด แต่ถึงแม้จะมีงานวิจัยที่ระบุว่ากระชายดำไม่ก่อให้เกินความเป็นพิษ แต่ก็ยังไม่มีผลการ ทดลองในคน  ดังนั้นควร อุปโภคให้พอเหมาะ และไม่ควร บริโภคต่อต่อกันเป็นเวลานานเกินไป

Tags : กระชายดำ

4

องค์ประกอบทางเคมี
หัวบุกประกอบด้วยกลูโคแมนแนน (Glucomannan) ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า Konjac เป็นเส้นใยธรรมชาติ ที่มีน้ำหนักมวลโมเลกุลสูงมาก  (ultra – high molecular – weight polysaccharide) คือประมาณ 2000000 ดัลตัน  สกัดได้จากหัวใต้ดิน  โดยผ่านขั้นตอนการล้าง  และสกัดสารพิษต่างๆ ออก โดยเฉพาะสารที่ทำให้เกิดอาการคันคอหรือระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร โมเลกุลของกลูโตแมนแนน ประกอบด้วยน้ำตาลสองชนิด คือ กลูโคส และแนมโนส  ในสัดส่วน 2:3   แป้งจากหัวบุกประกอบด้วย กลูโคสแมนแนน  ประมาณ 90% และสิ่งเจือปนอื่นๆ เช่น starch , alkaloid , สารประกอบไนโตเจนต่างๆ sulfates , chloride , และสารพิษอื่น และตรวจพบเจอผลึกของแคลเซียมออกซาเลทในเนื้อหัวบุกป่าจำนวนมาก กลูโคแมนแนนสามารถดูดน้ำ  และพองตัวได้ถึง 200 เท่า  สารกลูโคแมนแนน จะมีปริมาณแตกต่างกันออกไปตามชนิดของบุก
ในปัจจุบันนี้ บุก นิยมใช้เป็นอาหาร อาหารเสริม  และผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน มากกว่าการใช้เป็นยารักษาโรค แต่ในตำรายาไทยสมัยก่อนมีระบุประโยชน์ไว้คือ
คุณค่าทางสมุนไพร
ตามตำราสมุนไพรของไทยโบราณได้มีผู้รวบรวมคุณสมบัติไว้ดังนี้ คือ

  • หัว      ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ  ขับลม  แก้บิด  แก้โรคไขข้ออักเสบ  บำรุงกำลัง  แก้ริดสีดวงทวาร
  • หัวสด ใช้ขับเสมหะ  หุงเป็นน้ำมันใส่แผล   กัดฝ้าหนอง  และใช้เป็นยาพอกได้ด้วย

                 นอกจากนี้ยังใช้น้ำจากหัวต้มผสมกับยางน่องไว้ใช้ยิงสัตว์

  • ราก     ใช้พอกฝี ขับระดู  และใช้แก้ริดสีดวงทวาร

    และในการวิจัยในปัจจุบันพบว่า เมื่อเราบริโภคบุกที่มีกลูโคแมนแนน ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง กลูโคแมนแนน จะดูดน้ำที่มีมากในกระเพาะอาหารของเรา  แล้วเกิดการพองตัวจนทำให้เรารู้สึกอิ่มอาหารได้เร็วและอิ่มได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เราอุปโภคได้น้อยลงกว่าปกติด้วย อีกทางกลูโคแมนแนน จากบุกก็มีพลังงานต่ำมาก  กลูโคแมนแนน จึงช่วยในการควบคุมน้ำหนักและเป็นอาหารของผู้ที่ต้องการลดความอ้วนได้เป็นอย่างดี
                นอกจากนี้ สารกลูโคแมนแนนนี้ สามารถลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ ก็เนื่องจากความเหนี่ยว ซึ่งยับยั้งการดูดซึมของกลูโคลสจากทางเดินอาหาร  ยิ่งหนืดมาก็ยิ่งมีผลลดการดูดซึมกลูโคลส ดังนั้น  กลูโคแมนแนนช่วยลดน้ำตาลได้ดีมาก  ปัจจุบันจึงใช้แป้งเป็นวุ้น เป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน  และสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคมีไขมันในเลือดสูง
    รูปแบบขนาด/วิธีการใช้ 

  • สำหรับการลดน้ำหนัก ใช้ ผงบุก 3 – 5 กรัม ต่อวัน หรือ เฉลี่ยครั้งละ 1 กรัม  โดยกินก่อนอาหารครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง แล้วดื่มน้ำตาม 1 – 2 แก้ว  แป้งบุกนิยมใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหาร  และเครื่องดื่มรูปแบบต่างๆ สำหรับลดน้ำหนัก ลดความอ้วน
  • ช่วยลดและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด กลูโคแมนแนน จะชะลอการเคลื่อนของอาหารออกจากกระเพาะอาหาร  มีผลทำให้การดูดซึมน้ำตาลจากอาหารช้าลง  จึงช่วยลดระดับของน้ำตาลในเลือดหลังการกินอาหาร (post – prandial blood sugar) ปริมาณที่ใช้ได้ผลในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด   คือ  500 – 700 มิลลิกรัมของผงวุ้นบุกต่ออาหาร 100 แคลลอรี่
  • ช่วยลดระดับไขมันในเลือด กลูโคแมนแนน เป็นเส้นใยอาหาร จึงสามารถจับกับกรดน้ำดี (bile acid) เพิ่มการขับถ่ายกรดน้ำดีออกทางอุจจาระและลดการซึมซับไขมันจากอาหารเข้าสู่ร่างกายได้ เนื่องจากกรดน้ำดีถูกสร้างจากคอเลสเตอรอล ดังนั้นร่างกายจึงชดเชยการสูญเสียกรดน้ำดีด้วยการนำคอเลสเตอรอล มาสร้างกรดน้ำดีเพิ่มขึ้น  ทำให้ระดับคอเลสเตอรอล ลดลง  ปริมาณที่ใช้ได้ผลในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ในเลือด คือ 4 – 13 กรัม

     

    Tags : บุก

5

องค์ประกอบทางเคมีว่านชักมดลูก 
สารประกอบทางเคมี   Curcuma  xanthorrhiza  พบเจอสารกลุ่มต่างๆ ดังนี้
กลุ่ม curcuminoids เช่น curcumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurcumin , hexahydrocumin , octahydocurcumin เป็นต้น
กลุ่ม diarylheptanoids เช่น trans-1,7-diphenylhepten-5-ol, trans , teans-1,7- diphenylheptadien-5-ol, trans, trans-1.7-diphehenylheptadien-5-one , trans-1,7-diphenyl-1,3-heptadien-u-one , 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene เป็นต้น
กลุ่ม sesquiterpenes เช่น xanthorrhizol, germacrone , curzerenone , alpha-curcumene , ar-turmerone , beta-atlantone เป็นต้น
สารประกอบทางเคมี   Curcuma comosa   พบสารกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้
กลุ่ม curcuminoids  เช่น  curumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurumin ,
กลุ่ม diarylhepttanoids เช่น 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene,trans , trans-1,7-diphenylheptadien-5-ol เป็นต้น
กลุ่มacetophenones เช่น phloracetophenone , 4,6-dihydroxy-2-O-(beta-D- glucopyranosyl) acetophenone เป็นต้น
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี  ใช้ ราก ฝนทาแผล  แก้พิษสุนัขกัด  ตำราไทยราก  รักษาเลือดออกจากมดลูกหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ  แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง  ขับน้ำดีดูแลอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ , ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุรารับประทาน ครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ  สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ ๆ แก้เจ็บปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ และดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย และมดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในสมัยใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และดื่มเป็นประจำตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า  ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน  รักษาแผลในกระเพาะอาหาร  ป้องกันมะเร็งชนิดต่างๆ ลดอาการปวดบวมของแผล และต่อต้านการอักเสบของแผล หากเป็นแผลภายในจะใช้การต้มน้ำดื่ม หากเป็นแผลภายนอกอาจใช้ทั้งการต้มน้ำดื่ม ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล  ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่  และการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือเซลล์บาดแผล  ช่วยต้านอนุมูลอิสระ  ทำให้ผิวแลดูสดใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
รูปแบบขนาดวิธีการใช้

  • นำหัวว่านชักมดลูกมาฝนกับเหล้าดื่ม ปรุงเป็นยาต้ม  นำหัวว่านชักมดลูกหั่นเป็นชิ้น นำไปปิ้งหรือย่างไฟให้แห้ง ดองเหล้า 2 – 3 วัน ดื่มวันละ 2 เวลา ก่อนอาหาร
  • ว่านชักมดลูกอบแห้ง 400 MGกินครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า -กลางวัน - เย็น
  • ยาทำให้มดลูกเข้าอู่ นำว่านชักมดลูกมาฝาน 3 ฝาน 7 ฝาน แล้วแต่ละหัว น้ำประมาณลิตรครึ่ง ต้ม 3 เอา 1 กิน ครั้งละ ? แก้ว วันละ 3 ครั้ง ดื่มไปจนกว่าไม่เจ็บปวด  ท้องแฟบ หลังคลอด ควรกินหลังจากที่มีน้ำนมแล้ว
  • ยารักษาอาการตกขาว นำกิ่งและใบของกระบือเจ็ดตัว 1 – 2 กำมือ และว่านชักมดลูก 5 – 7 แว่น ใส่น้ำให้ท่วมยา ต้มเดือดประมาณ 15 นาที ดื่มครั้งละ ? – 1 แก้ว 3 เวลา ก่อนอาหาร
  • ยาแก้ปวดประจำเดือน นำโกศหัวบัว ว่านชักมดลูก  ใช้ฝนกับน้ำพอกินหมด ฝนนาน 2 นาที จนได้น้ำยาสีขาวขุ่น กลิ่นหอม รสขม รับประทาน 1 – 2 ครั้ง ก็จะหาย
  • ยาคลอดลูกง่าย นำว่านชักมดลูกฝานเป็นแว่น ( 4 – 5 แว่น ) แช่น้ำอาบ จะทำให้คลอดลูกง่าย
  • ยาแก้มดลูกหย่อน นำข่าหด 2 นิ้วมือ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ต้มดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า – เย็น หรือใช้ข่าหด 1 – 20 กีบ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ตะไคร้ต้น 1 – 2 กีบ ข่าธรรมดา (แก่) 2 – 3 ท่อน ต้มเข้าด้วยกัน ดื่ม เช้า – เย็น
  • ยาแก้ปวดมดลูก ปวดท้อง แน่นท้อง ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ทำงานหนักไม่ได้ ว่านชักมดลูก ฝาน 3 ว่าน ต้มดื่มเฉพาะเวลาปวด
  • ยาสตรีปวดมดลูก นำพริกไทยล่อน 7 เม็ด ดีปลี 7 เม็ด กระเทียม 7 กลีบ ขิง 7 ชิ้น ไพลสด 7 แว่น ว่านชักมดลูก 7 แว่น เอาตัวยารวมกันตำให้ละเอียด นำไปต้ม ดื่มเช้า – เย็น ประมาณ 3 วันก็จะหาย
  • แก้เจ็บขา ปวดขา ฝานว่านชักมดลูก 7 แว่น ย่างไฟจนกรอบ ดองเหล้า 3 คืน กินเช้าก๊ง แลงก๊ง(ค่อยๆ กิน)


  ยาสตรีหลังคลอด (ต้ม) ที่มีส่วนผสมของว่านชักมดลูก นำยาใส่น้ำพอท่วม ต้มด้วยไฟปานกลาง นานครึ่งชั่วโมง นำเฉพาะส่วนน้ำมาบริโภคครั้งละ 250 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร หรือดื่มแทนน้ำ รับประทานติดต่อกัน 1 สัปดาห์หรือจนกว่าน้ำคาวปลาจะหมด แต่ไม่เกิน 15 วัน
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : การศึกษาทางพิษวิทยาว่านชักมดลูก

6

องค์ประกอบทางเคมีว่านชักมดลูก 
สารประกอบทางเคมี   Curcuma  xanthorrhiza  พบสารกลุ่มต่างๆ ดังนี้
กลุ่ม curcuminoids เช่น curcumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurcumin , hexahydrocumin , octahydocurcumin เป็นต้น
กลุ่ม diarylheptanoids เช่น trans-1,7-diphenylhepten-5-ol, trans , teans-1,7- diphenylheptadien-5-ol, trans, trans-1.7-diphehenylheptadien-5-one , trans-1,7-diphenyl-1,3-heptadien-u-one , 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene เป็นต้น
กลุ่ม sesquiterpenes เช่น xanthorrhizol, germacrone , curzerenone , alpha-curcumene , ar-turmerone , beta-atlantone เป็นต้น
สารประกอบทางเคมี   Curcuma comosa   พบสารกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้
กลุ่ม curcuminoids  เช่น  curumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurumin ,
กลุ่ม diarylhepttanoids เช่น 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene,trans , trans-1,7-diphenylheptadien-5-ol เป็นต้น
กลุ่มacetophenones เช่น phloracetophenone , 4,6-dihydroxy-2-O-(beta-D- glucopyranosyl) acetophenone เป็นต้น
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี  ใช้ เหง้า ฝนทาแผล  แก้พิษสุนัขกัด  ตำราไทยเหง้า  รักษาเลือดออกจากมดลูกหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ  แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง  ขับน้ำดีเยียวยาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ , ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุราอุปโภค ครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ  สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ ๆ แก้เจ็บปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ และดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย และมดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในสมัยใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และดื่มเป็นประจำตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า  ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน  รักษาแผลในกระเพาะอาหาร  ป้องกันมะเร็งชนิดต่างๆ ลดอาการปวดบวมของแผล และต้านการอักเสบของแผล หากเป็นแผลภายในจะใช้การต้มน้ำดื่ม หากเป็นแผลภายนอกอาจใช้ทั้งการต้มน้ำดื่ม ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล  ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่  และการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือเซลล์บาดแผล  ช่วยต้านอนุมูลอิสระ  ทำให้ผิวแลดูสดใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
รูปแบบขนาดวิธีการใช้

  • นำหัวว่านชักมดลูกมาฝนกับเหล้าดื่ม ปรุงเป็นยาต้ม  นำหัวว่านชักมดลูกหั่นเป็นชิ้น นำไปปิ้งหรือย่างไฟให้แห้ง ดองเหล้า 2 – 3 วัน ดื่มวันละ 2 เวลา ก่อนอาหาร
  • ว่านชักมดลูกอบแห้ง 400 MGทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า -กลางวัน - เย็น
  • ยาทำให้มดลูกเข้าอู่ นำว่านชักมดลูกมาฝาน 3 ฝาน 7 ฝาน แล้วแต่ละหัว น้ำประมาณลิตรครึ่ง ต้ม 3 เอา 1 กิน ครั้งละ ? แก้ว วันละ 3 ครั้ง ดื่มไปจนกว่าไม่เจ็บปวด  ท้องแฟบ หลังคลอด ควรกินหลังจากที่มีน้ำนมแล้ว
  • ยารักษาอาการตกขาว นำกิ่งและใบของกระบือเจ็ดตัว 1 – 2 กำมือ และว่านชักมดลูก 5 – 7 แว่น ใส่น้ำให้ท่วมยา ต้มเดือดประมาณ 15 นาที ดื่มครั้งละ ? – 1 แก้ว 3 เวลา ก่อนอาหาร
  • ยาแก้ปวดประจำเดือน นำโกศหัวบัว ว่านชักมดลูก  ใช้ฝนกับน้ำพอกินหมด ฝนนาน 2 นาที จนได้น้ำยาสีขาวขุ่น กลิ่นหอม รสขม รับประทาน 1 – 2 ครั้ง ก็จะหาย
  • ยาคลอดลูกง่าย นำว่านชักมดลูกฝานเป็นแว่น ( 4 – 5 แว่น ) แช่น้ำอาบ จะทำให้คลอดลูกง่าย
  • ยาแก้มดลูกหย่อน นำข่าหด 2 นิ้วมือ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ต้มดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า – เย็น หรือใช้ข่าหด 1 – 20 กีบ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ตะไคร้ต้น 1 – 2 กีบ ข่าธรรมดา (แก่) 2 – 3 ท่อน ต้มเข้าด้วยกัน ดื่ม เช้า – เย็น
  • ยาแก้ปวดมดลูก ปวดท้อง แน่นท้อง ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ทำงานหนักไม่ได้ ว่านชักมดลูก ฝาน 3 ว่าน ต้มดื่มเฉพาะเวลาปวด
  • ยาสตรีปวดมดลูก นำพริกไทยล่อน 7 เม็ด ดีปลี 7 เม็ด กระเทียม 7 กลีบ ขิง 7 ชิ้น ไพลสด 7 แว่น ว่านชักมดลูก 7 แว่น เอาตัวยารวมกันตำให้ละเอียด นำไปต้ม ดื่มเช้า – เย็น ประมาณ 3 วันก็จะหาย
  • แก้เจ็บขา ปวดขา ฝานว่านชักมดลูก 7 แว่น ย่างไฟจนกรอบ ดองเหล้า 3 คืน กินเช้าก๊ง แลงก๊ง(ค่อยๆ กิน)


  ยาสตรีหลังคลอด (ต้ม) ที่มีส่วนผสมของว่านชักมดลูก นำยาใส่น้ำพอท่วม ต้มด้วยไฟปานกลาง นานครึ่งชั่วโมง นำเฉพาะส่วนน้ำมาอุปโภคครั้งละ 250 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร หรือดื่มแทนน้ำ รับประทานติดต่อกัน 1 สัปดาห์หรือจนกว่าน้ำคาวปลาจะหมด แต่ไม่เกิน 15 วัน

7

การศึกษาทางเภสัชวิทยาเจตมูลเพลิงแดง 
สารสกัดรากยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราที่ก่อโรคกลากเกลื้อน และยีสต์ได้หลายชนิด ต้านการก่อกลายพันธุ์ของสารแอฟลาทอกซินบี 1, สารสกัดในขนาดต่ำ ช่วยลดการเจริญของเซลล์มะเร็งบางชนิด ที่ปลูกถ่ายในสัตว์ทดลอง
            สารพลัมเบจินมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง ต่อต้านการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันการเกิดมะเร็งจากสารก่อมะเร็ง หยุดการจับเป็นลิ่มของเกล็ดเลือด ลดไขมันในเลือด
           
ซึ่งสารนี้เป็นสารพวก naphthaquinone 1,4-naphthoquinone triterpines tannin โดยสาร 1,4- naphthaquinone มีผลทำให้กล้ามเนื้อเรียบที่มดลูก ลำไส้เล็กและหัวใจเพิ่มการบีบตัว จำทำให้เพิ่มการหลั่งน้ำย่อย กระตุ้นให้เจริญอาหารแต่สารนี้ทำให้ระคายเคืองต่อเยื่อเมือกและผิวหนัง
ฤทธิ์ทางเภสัชเจตมูลเพลิงแดง[/url] [/b]
            สาร plumbagin ที่พบเจอในเจตมูลเพลิงแดงมีประโยชน์ต่างๆ มากมาย และมีรายงานการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา พบว่ามีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อรา เช่น Candida albicans และเชื้อราที่เป็นสาเหตุโรคพืช เช่น Colletrihum cansici และสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและยีสต์ เช่น Staphyiococcus aureus
            มีฤทธิ์หยุดเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย  มีรายงานว่าสารสกัดจากเจตมูลเพลิงแดง สามารถฆ่าเชื้อราได้เกือบ 20 ชนิด  เช่น Aspergillus fumigatus, Microsporum , Trichophyton rubrum , Cryptococus neoformans  ยับยั้งการเจริญเติบโตของ Staphylococcus aureus และ Candida albicans ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก
            มีฤทธิ์หยุดเซลล์มะเร็ง  สามารถหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง สายพันธุ์ Raji Calu-1 Hela และ Wish tumor อีกทั้งยังเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งมนุษย์ 2 ชนิด ได้แก่ Bower (melanoma cells) และ MCF7 (breast cancer cells) ทำลายเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากของคน  สายพันธุ์ PC-3 LNCaP และ C4-2
            มีฤทธิ์ในการกระตุ้นและบีบมดลูก  รายงานว่า สารสกัดที่ได้จากเจตมูลเพลิงแดงที่สกัดด้วยแอลกฮอล์ปิโตรเลียมอีเธอร์ และ น้ำ มีผลทำให้หนูแท้ง ช่วยขับฤดู  และเร่งการคลอดได้
            มีฤทหยุดการเจริญเติบโตของศัตรูพืช มีรายงานว่าสารสกัดจากเจตมูลเพลิงแดงสามารถยับยั้งการเคลื่อนที่ และลดอัตราการมีชีวิตของไส้เดือนฝอย Haemonchus contonus ในตัวอ่อนระยะที่  1  และ Ascaris suun ในตัวอ่อนระยะที่ 4 นอกจากนี้ยังยั้งการฟักจากไข่ของตัวอ่อนไส้เดือนฝอย A. suum รวบทั้งยับยั้งการพัฒนาของท่อรังไข่ และการลอกคราบของมวนฝ้ายแดง (Dysdercus cingulatus)  และมีรายงานเพิ่มเติมถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิยาของเจตมูลเพลิงแดงว่ามีฤทธิ์ หยุดเซลล์มะเร็ง ต้านมาลาเรีย  และการคุมกำเนิด  เป็นต้น
การศึกษาทางพิษวิทยาเจตมูลเพลิงแดง 
            สาร Plumbagin เมื่อนำมาฉีดเข้าในกระต่ายทดลองในอัตราส่วน 0.01 กรัม ต่อ 1 กิโลกรัม พบว่าจะทำให้กระต่ายเสียชีวิต  มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ มีพิษต่อยีน ต้านการเจริญพันธุ์ของสัตว์ทดลองทั้งเพศผู้และเพศเมีย ทำให้แท้งลูก  การใช้ในขนาดสูง  หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นพิษต่อไต
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวัง

  • แพทย์แผนโบราณจะนิยมใช้รากของเจตมูลเพลิงแดงมากกว่าเจตมูลเพลิงขาวเพราะมีฤทธิ์ที่แรงกว่า โดยรากที่นำมาใช้เป็นยาถ้าจะให้ได้ผลดีต้องมีอายุ 3 ปีขึ้นไป
  • สตรีมีครรภ์ห้ามกินสมุนไพรชนิดนี้ เพราะมีสารที่ทำให้แท้งบุตรได้ ซึ่งในประเทศไทยและมาเลเซียถือว่าสมุนไพรชนิดนี้เป็นยาทำแท้ง
  • ยางจากรากเมื่อถูกผิวหนังจะทำให้ผิวหนังไหม้และพองได้เหมือนโดนเพลิงไฟ จึงได้ชื่อว่า “เจตมูลเพลิง” ส่วนคนใต้จะเรียกว่า “ไฟใต้ดิน” ดังนั้นในการจะจับต้องรากในขณะเก็บมาใช้ ก็ต้องสวมถึงมือเสียก่อน เพื่อป้องกันอาการปวดแสบปวดร้อน
  • เจตมูลเพลิงมีสาร Plumbagin ที่มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารและอาจเป็นพิษได้ จึงควรระมัดระวังในการใช้
  • สาร Plumbagin ในเจตมูลเพลิงแดงหากใช้ในขนาดสูง จะกดการหายใจ ทำให้เป็นอัมพาต และตายได้ เนื่องจากระบบหายใจล้มเหลว การใช้สมุนไพรนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนไทย


 

Tags : เจตมูลเพลิงแดง

8

องค์ประกอบทางเคมีว่านชักมดลูก 
สารประกอบทางเคมี   Curcuma  xanthorrhiza  พบสารกลุ่มต่างๆ ดังนี้
กลุ่ม curcuminoids เช่น curcumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurcumin , hexahydrocumin , octahydocurcumin เป็นต้น
กลุ่ม diarylheptanoids เช่น trans-1,7-diphenylhepten-5-ol, trans , teans-1,7- diphenylheptadien-5-ol, trans, trans-1.7-diphehenylheptadien-5-one , trans-1,7-diphenyl-1,3-heptadien-u-one , 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene เป็นต้น
กลุ่ม sesquiterpenes เช่น xanthorrhizol, germacrone , curzerenone , alpha-curcumene , ar-turmerone , beta-atlantone เป็นต้น
สารประกอบทางเคมี   Curcuma comosa   พบสารกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้
กลุ่ม curcuminoids  เช่น  curumin , desmethoxycurcumin , bisdesmethoxycurumin ,
กลุ่ม diarylhepttanoids เช่น 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-1-heptene,trans , trans-1,7-diphenylheptadien-5-ol เป็นต้น
กลุ่มacetophenones เช่น phloracetophenone , 4,6-dihydroxy-2-O-(beta-D- glucopyranosyl) acetophenone เป็นต้น
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี  ใช้ เหง้า ฝนทาแผล  แก้พิษสุนัขกัด  ตำราไทยเหง้า  รักษาเลือดออกจากมดลูกหลังคลอด ดูแลมดลูกอักเสบ  แก้ตับอักเสบ แก้ปวดท้อง  ขับน้ำดีรักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ , ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุรากิน ครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ  สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ ๆ แก้เจ็บปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ และดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย และมดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในสมัยใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และดื่มเป็นประจำตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า  ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน  รักษาแผลในกระเพาะอาหาร  ป้องกันมะเร็งชนิดต่างๆ ลดอาการปวดบวมของแผล และต้านการอักเสบของแผล หากเป็นแผลภายในจะใช้การต้มน้ำดื่ม หากเป็นแผลภายนอกอาจใช้ทั้งการต้มน้ำดื่ม ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล  ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่  และการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือเซลล์บาดแผล  ช่วยต้านอนุมูลอิสระ  ทำให้ผิวแลดูสดใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
รูปแบบขนาดวิธีการใช้

  • นำหัวว่านชักมดลูกมาฝนกับเหล้าดื่ม ปรุงเป็นยาต้ม  นำหัวว่านชักมดลูกหั่นเป็นชิ้น นำไปปิ้งหรือย่างไฟให้แห้ง ดองเหล้า 2 – 3 วัน ดื่มวันละ 2 เวลา ก่อนอาหาร
  • ว่านชักมดลูกอบแห้ง 400 MGอุปโภคครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า -กลางวัน - เย็น
  • ยาทำให้มดลูกเข้าอู่ นำว่านชักมดลูกมาฝาน 3 ฝาน 7 ฝาน แล้วแต่ละหัว น้ำประมาณลิตรครึ่ง ต้ม 3 เอา 1 กิน ครั้งละ ? แก้ว วันละ 3 ครั้ง ดื่มไปจนกว่าไม่เจ็บปวด  ท้องแฟบ หลังคลอด ควรทานหลังจากที่มีน้ำนมแล้ว
  • ยารักษาอาการตกขาว นำกิ่งและใบของกระบือเจ็ดตัว 1 – 2 กำมือ และว่านชักมดลูก 5 – 7 แว่น ใส่น้ำให้ท่วมยา ต้มเดือดประมาณ 15 นาที ดื่มครั้งละ ? – 1 แก้ว 3 เวลา ก่อนอาหาร
  • ยาแก้ปวดประจำเดือน นำโกศหัวบัว ว่านชักมดลูก  ใช้ฝนกับน้ำพอกินหมด ฝนนาน 2 นาที จนได้น้ำยาสีขาวขุ่น กลิ่นหอม รสขม รับประทาน 1 – 2 ครั้ง ก็จะหาย
  • ยาคลอดลูกง่าย นำว่านชักมดลูกฝานเป็นแว่น ( 4 – 5 แว่น ) แช่น้ำอาบ จะทำให้คลอดลูกง่าย
  • ยาแก้มดลูกหย่อน นำข่าหด 2 นิ้วมือ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ต้มดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า – เย็น หรือใช้ข่าหด 1 – 20 กีบ ว่านชักมดลูก 1 ฝาน ตะไคร้ต้น 1 – 2 กีบ ข่าธรรมดา (แก่) 2 – 3 ท่อน ต้มเข้าด้วยกัน ดื่ม เช้า – เย็น
  • ยาแก้ปวดมดลูก ปวดท้อง แน่นท้อง ปัสสาวะกะปริดกะปรอย ทำงานหนักไม่ได้ ว่านชักมดลูก ฝาน 3 ว่าน ต้มดื่มเฉพาะเวลาปวด
  • ยาสตรีปวดมดลูก นำพริกไทยล่อน 7 เม็ด ดีปลี 7 เม็ด กระเทียม 7 กลีบ ขิง 7 ชิ้น ไพลสด 7 แว่น ว่านชักมดลูก 7 แว่น เอาตัวยารวมกันตำให้ละเอียด นำไปต้ม ดื่มเช้า – เย็น ประมาณ 3 วันก็จะหาย
  • แก้เจ็บขา ปวดขา ฝานว่านชักมดลูก 7 แว่น ย่างไฟจนกรอบ ดองเหล้า 3 คืน กินเช้าก๊ง แลงก๊ง(ค่อยๆ กิน)


  ยาสตรีหลังคลอด (ต้ม) ที่มีส่วนผสมของว่านชักมดลูก นำยาใส่น้ำพอท่วม ต้มด้วยไฟปานกลาง นานครึ่งชั่วโมง นำเฉพาะส่วนน้ำมาอุปโภคครั้งละ 250 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร หรือดื่มแทนน้ำ รับประทานติดต่อกัน 1 สัปดาห์หรือจนกว่าน้ำคาวปลาจะหมด แต่ไม่เกิน 15 วัน

Tags : ว่านชักมดลูก

9

ถิ่นกำเนิดสมอไทย   
สมอไทยเป็นพืชท้องถิ่นไทย  มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ  พม่า และลาว เป็นต้น  รวมถึงเอเชียใต้ พบเจอได้มากในป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ  ในภาคกลาง อีสาน และภาคเหนือ
ลักษณะทั่วไปสมอไทย 

  • ต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูง 20 – 30 เมตร  เรือนยอดกลมกว้าง เปลือกต้นขรุขระ สีเทาอมดำ เปลือกในสีเหลืองอ่อน  เปลือกชั้นในมีน้ำยางสีแดง  กิ่งอ่อนสีเหลืองหรือสีเหลืองแกมน้ำตาล  มีขนคล้ายไหม เปลือกแตกเป็นสะเก็ดห่างๆ ยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลหนาแน่น
  • ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม หรือเกือบตรงข้าม  รูปไข่ถึงรูปไข่แกมรูปใบหอก หรือรูปรีกว้าง กว้าง 5 – 10 ซม. ยาว 11 – 18 ซม. ปลายใบมนหรือเป็นติ่งแหลมโคนกลมหรือกึ่งตัด  หรือบางครั้งเบี้ยว ขอบเรียบแผ่นใบเหนียวคล้ายแผ่นหนัง ผิวด้านบนเป็นเงามันมีขนเล็กน้อย ผิวด้านล่างมมีขนเหมือนไหมถึงขนสั้นหนานุ่ม เมื่อแก่เกือบเกลี้ยง เส้นแขนงใบ ข้างละ 5 – 8 เส้น ก้านใบยาว 5 – 3 ซม. มีขนคล้ายไหม มีต่อม 1 คู่ ใกล้โคนใบ
  • ดอก ออกเป็นช่อคล้ายช่อเชิงลดหรือช่อแยกแขนง มี 3 – 5 ช่อ สีขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ มักจะออกพร้อมๆ กับใบอ่อน ออกที่ซอกใบหรือปลายกิ่ง ยาว 5 – 8.5 ซม. ไม่มีก้านข่อดอก หรือก้านช่อดอกสั้น แกนกลางสั้นและเปราะ มีขนสั้นนุ่ม ดอกสมบูรณ์เพศขนาดเล็ก 3 – 0.4 ซม. ไม่มีกลีบดอก ส่วนบนเป็นรูปถ้วยตื้นมีขนคลุมด้านนอก  ใบประดับรูปแถบ ยาว 3.5 – 4 มม. ปลายแหลม มีขนสั้นนุ่มทั้งสองด้าน กลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีขาวอมเหลือง โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็นแฉก เกลี้ยง รูปคล้ายสามเหลี่ยม เกสรเพศผู้มี 10 กลีบเลี้ยง  ก้านชูอับเรณู ยาว 3 – 3.5 มม. เกลี้ยง จานฐานดอกมีขนเกสรเพศเมียมีรังไข่เหนือวงกลีบ ก้านเกสรเพศเมีย ยาว 2 – 3.5 มม. รังไข่เกลี้ยง หมอนรองดอกมีพูและขนหนาแน่น
  • ผล แบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปรีหรือเกือบกลม กว้าง 2 – 2.5 ซม. ยาว 5 – 3.5 ซม.ผิวเกลี้ยง หรือมีสันตื้นๆ ตามยาว 5 สัน เมื่อแก่สีเขียวอมเหลือง หรือสีเขียวผสมน้ำตาลแดง
  • เมล็ดแข็ง มี 1 เมล็ด รูปยาวรี ออกดอกเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ติดผลราวเดือนกันยายนถึงธันวาคม พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง หรือพบตามทุ่งหญ้า ที่สูงตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึง ประมาณ  1000 เมตร
การขยายพันธุ์สมอไทย
สมอเป็นไม้พื้นเมืองที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดจัดเป็นไม้ขนาดใหญ่ ต้องอาศัยระบบรากแก้วในการหาอาหารและค้ำจุนลำต้น
            ขั้นตอนการขยายพันธุ์

  • เก็บผลสมอที่สุกและแก่เต็มที่จะมีชนิดผลสีน้ำตาล อมเหลืองนำมาหมักไว้ประมาณ 2 – 3 วัน เพื่อให้เปลือกและเนื้อติดเมล็ดเปื่อยร่อนออกให้เหลือเฉพาะเมล็ดข้างใน
  • นำเมล็ดที่ได้นำมาล้างน้ำให้สะอาดและนำมาตากแดดให้แห้งประมาณ 3 – 5 แดด
  • เตรียมกระบะเพาะด้วยไม้ทำคอกไม้สี่เหลี่อม ภายในกระบะเพาะประกอบวัสดุเพาะในส่วนผสมของแกลบสุก ดินร่วนปนทราย ขุมมะพร้าว เศษซากใบไม้ที่เน่าเปื่อยได้ง่ายนำมาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน
  • นำเมล็ดสมอที่ตากแห้งแล้วนำมาหว่านบนวัสดุเพาะภายในกระบะเพาะ และนำเศษซากใบไม้แห้งสับเป็นชิ้นเล็กๆ นำมาคลุกทับเมล็ดสมอบางอีกครั้งหนึ่ง
  • รดน้ำทุกครั้งที่มองเห็นว่าวัสดุเพาะแห้งไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวันเพาะจะทำให้เมล็ดเน่า
  • สถานที่ในการเตรียมกระบะเพราะชำกล้าไม้จะต้องเป็นที่ร่มรำไร ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 45 – 60 วัน เมล็ดก็จะเริ่มงอก
  • เมื่อต้นกล้ามีการเจริญเติบโตมีความสูงของลำต้นประมาณ 5 เซนติเมตรมีใบจริง 2 – 3 ใบ ให้ทำการย้ายต้นกล้าใส่ถุงเพาะชำ รดน้ำบำรุงจนกว่าต้นกล้าจะเจริญเติบโตแข็งแรงและนำไปปลูกต่อไป


 
 

Tags : กระชายดำ,กวาวเครือแดง,ถั่งเช่า

10
การศึกษา / ถิ่นกำเนิดและลักษณะทั่วไปขิง
« เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2017, 08:53:00 AM »

ถิ่นกำเนิดขิง
ขิง มหาโอสถอันเก่าแก่ที่เอเชียโบราณรู้จักดี  ขิง (ginger) จัดว่าเป็นสมุนไพรและเครื่องเทศที่มีความสำคัญ และเก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลก มีหลักฐานการใช้ยาวนานกว่า ๕,๐๐๐ ปี มีการใช้อย่างกว้างขวางในประเทศอินเดียและจีนสมัยโบราณ
ขงจื๊อ ปราชญ์จีนสมัยชุนชิว (ค.ศ.๔๗๙-ค.ศ.๕๐๐) ได้เสนอว่า "อาหารทุกมื้อไม่ควรละเลยขิง" ท่านเชื่อว่าบรรดาผักต่างๆ ขิงมีคุณค่ามากที่สุด สามารถทำให้มีชีวิตชีวา ขับของเสียในร่างกาย ขงจื๊อเป็นคน มณฑลซานตุง ปัจจุบันที่เมืองไหลอู๋ของซานตุง มีโรงงานผลิตเหล้าขิง ที่มีชื่อ ซึ่งแสดงถึงความเชื่อของขงจื๊อได้รับการสืบทอดต่อกันมา
ซูตงปอ กวีเอกสมัยราชวงศ์ซ่ง ได้เขียนบทกวี "ตงปอจ๋อจี้" พูดถึงพระที่วัดเฉียนถางจิ้ง แห่งเมืองหางเจ่า ซึ่งมีอายุกว่า ๘๐ ปี มีใบหน้า อันอิ่มเอิบ สุขภาพแข็งแรง ได้คำตอบจากพระท่านนั้นว่า" ท่านฉันขิงมากว่า ๔๐ ปี ท่านจึงไม่แก่" ซูตงปอจึงมีความเชื่อว่าขิงคือยาอายุวัฒนะดีๆ นี่เอง
แหล่งกำเนิดของขิงไม่มีรายงานหรือปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่ามีถิ่นกำเนิดจากที่ไหน
 แต่สันนิษฐานว่าขิงมีแหล่งกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียตอนใต้ โดยเชื่อว่าแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศจีนชาวอินเดียได้นำขิงเข้าไปจำหน่ายในทวีปยุโรป ประมาณในศตวรรษที่ 7 ได้มีผู้นำเข้าไปจำหน่ายในประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีชื่อภาษาสันสกฤตว่า “Singabera” พวกกรีกและลาติน เรียกว่า “Zingiber” ซึ่งคำนี้ปัจจุบันคือ ชื่อสกุล (Genus)ของขิงเชื่อว่าแหล่งกำเนิดของขิงน่ามาจากประเทศในแถบเอเชียอาคเนย์ ปัจจุบันขิงเป็นพืชที่มีนำไปปลูกมากในในประเทศอินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีและประเทศในบริเวณเอเชียอาคเนย์
ลักษณะทั่วไปขิง[/url]  [/b]

  • เหง้า/ลำต้นใต้ดิน ขิงเป็นพืชในกลุ่มเดียวกันกับข่า และขมิ้น มีลำต้นขึ้นแน่นเป็นกอ โดยมีลำต้นแท้ที่เป็นรากอยู่ใต้ดิน ซึ่งมักเรียก แง่งขิงหรือหัวขิง (Rhizome) ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้นำมาบริโภค และใช้คุณประโยชน์มากที่สุด หัวขิงมีรูปเป็นแท่งสั้น แตกแขนงออกเป็นแง่งย่อย ผิวของแง่งหรือหัวมีสีขาวอมเหลืองหรือสีเหลืองอ่อนตามสายพันธุ์ มีแผ่นเปลือกนอกหุ้มเป็นแผ่นสีน้ำตาลแกมเหลือง และมีรากฝอยแตกออกจากแง่ง เนื้อด้านในมีสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะ ส่วนลำต้นเทียมที่โผล่เหนือดินจะประกอบด้วยแกนลำที่มีรูปเป็นปล้อง ถูกหุ้มด้วยกาบใบเรียงตามความสูง
  • ใบ และลำต้นเทียม ใบ และกาบใบเป็นส่วนหนึ่งของลำต้นเทียมที่แทงออกจากเหง้าหรือลำต้นใต้ดิน สูงจากพื้นดินประมาณ 0.30-1 เมตร ประกอบด้วยแก่น กาบใบ และใบ ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ใบมีสีเขียวเข้ม  มีขนเล็กๆ ขึ้นตามใบ ใบส่วนยอดชันตั้งตรง ใบล่างโค้งพับลงด้านล่าง ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลมม้วนงอ กว้างxยาว ประมาณ 1.8-4 x 15-20 เซนติเมตร มีเส้นกลางใบมองเห็นอย่างชัดเจน
  • ดอก ขิงออกดอกเป็นช่อ แต่เป็นพืชที่ไม่ค่อยออกดอกหรือติดเมล็ด แต่พบเห็นการออกดอกบ้างในบางพันธุ์ และสภาพแวดล้อมที่เพาะปลูก ช่อดอกออกตรงใจกลางของราก มีก้านช่อยาว 10-20 เซนติเมตร ประกอบด้วยดอก และกลีบดอกจำนวนมาก กลีบดอกยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร กลีบดอกมีสีเหลืองแกมเขียว เมื่อดอกบานมีสีแดงสดสวยงาม

    ประเทศไทยนับว่าโชคดีที่เราสามารถนำไปปลูกขิงได้เอง มีขิงใช้ทั้งปี เป็นได้ทั้งอาหารเป็นได้ทั้งยา ยิ่งใกล้หนาวขิงดูเหมือนจะเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายมากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีไม่แข็งแรงอ่อนแอมีความต้านทานต่ออากาศเย็นได้น้อย เดี๋ยวจะพลอยเป็นหวัด ไม่สบายไปในหน้าหนาว หรือคนที่มีโรคหอบหืดประจำตัวหน้าหนาวก็มักจะมีอาการกำเริบมากขึ้น นอกจากนี้ใช้เป็นอาหารและใช้ในการปรุงกลิ่นแล้ว
     

11

ถิ่นกำเนิดกีบแรด[/url][/b]
เป็นพืชที่มีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง เจอได้ตั้งแต่ไต้หวัน , มาเลเซีย ,ออสเตรเลีย นิวกินี และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ในประเทศไทยเจอได้ทั่วทุกภาคของประเทศ มักพบเห็นขึ้นเองตามสภาพของเขา ตามป่าชื้น ป่าดิบเขาที่มีร่มเงาและมีความชื้นสูง ใกล้แหล่งน้ำ ตามที่รกร้างทั่วไป โดยเฉพาะตามห้วยต่าง ๆ
ลักษณะทั่วไปกีบแรด 
เฟินกีบแรด เป็นเฟินดิน ชอบร่มเงา และต้องการความชื้นในอากาศสูง ในประเทศไทยพบเห็นทั่วไปตามป่าดิบเขาที่มีร่มเงาและความชื้นสูง มีข้อสันนิษฐานว่า เฟินกีบแรดต้องอาศัยอยู่ร่วมกับเชื้อราที่ระบบรากของกีบแรด เพื่อให้เชื้อราช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ ให้กลายเป็นธาตุอาหารให้กับรากของกีบแรดดูดซึมเข้าไป โดยลำพังมันไม่สามารถดูดซับเองได้ และกีบแรดแลกเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลให้กับเชื้อราคืนด้วย หากไม่มีเชื้อรา กีบแรดอาจจะไม่เจริญเติบโตได้
ลักษณะต้น
เป็นเฟินที่มีขนาดใหญ่ มีลำต้นเป็นหัวอยู่ฝังที่ระดับผิวดิน เป็นเนื้ออวบอ้วน ที่หัวมีร่องรอยบุ๋มรอบหัว ซึ่งเกิดจากขั้วของก้านใบที่หลุดออก เหลือไว้เป็นร่อง มองดูคล้ายกีบเท้าแรด สมชื่อที่เรียกว่า กีบแรด เคยมีคนบอกว่าเจอที่เชียงใหม่ ขนาดของหัวใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1.5 ม.
ใบว่านกีบแรด
ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น ใบรวมทั้งหมดยาวประมาณ 1.8-4.5 เมตร และกว้างได้ถึง 2 เมตร ใบย่อยมีรูปเป็นรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบมนไม่เท่ากันหรือเป็นรูปหัวใจตื้น ๆ และเบี้ยว ส่วนขอบใบจักมน จักเป็นฟันเลื่อย หรือจักถี่ ๆ ตลอดทั้งขอบใบ ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 1-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร หลังใบและท้องใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างหนา อวบน้ำ มีเมล็ดสีน้ำตาล หลังใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านล่างเป็นสีเขียวอ่อน เส้นแขนงใบอิสระแยกสาขาเป็นคู่ จำนวนมาก ก้านใบย่อยบวม ยาวประมาณ 3-8 มิลลิเมตร ก้านใบร่วมมีขนาดใหญ่ รูปอวบกลม ตามใบแก่จะมีอับสปอร์สีน้ำตาล เรียงติดกันเป็นแถวอยู่ใกล้กับขอบใบตรงด้านท้องใบ กลุ่มอับสปอร์จะอยู่ห่างจากขอบใบประมาณ 1 มิลลิเมตรรูปร่างเป็นรูปรี ประกอบด้วย 7-12 อับสปอร์ ผนังเชื่อมติดกัน ไม่มีเยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์
หัว จะมีรูปเหมือนกับกีบเท้าของแรดหรือกระบือ หัวนั้นจะเป็นสีน้ำตาลแก่ แต่ถ้าหักหัวดูภายในเป็นสีเหลืองเหมือนขมิ้น และมีรสเย็นฝาด
การขยายพันธุ์
 สปอร์ หรือ ใช้กีบด้านข้างลำต้น นำไปชำในที่ร่มและชื้น แต่ใช้ระยะเวลานานมากกว่าจะแตกตาต้นใหม่
การปลูกเลี้ยง :
ฝังหัวรากลงตื้นๆ ให้หัวโผล่อยู่ที่ผิวเครื่องปลูกสำหรับวัสดุปลูก ชอบสภาพเป็นกรดเล็กน้อย มีใบไม้ผุมากๆ และโปร่ง ผสมทรายหยาบบ้าง เพื่อให้ระบายน้ำและระบบรากถ่ายเทอากาศดี ชอบแสงรำไรและอากาศชุ่มชื้น เหมาะนำไปปลูกเป็นสวนป่า หรือปลูกลงกระถางก็สวยงามดี หากปลูกในกระถาง ควรเลือกกระถางให้ใหญ่กว่าหัวมากหน่อย แต่หากปลูกลงดิน จะเจริญเติบโตได้ดีกว่า ปกติให้ใบใหม่ช้า แต่เมื่อใบอ่อนเริ่มงอก จะโตได้รวดเร็ว และไม่ทิ้งใบบ่อย ต้นที่ปลูกอยู่บ้าน แต่ละใบอยู่ให้เห็น 1-2 ปี ในช่วงที่ออกใบอ่อนใหม่ หากมีช่วงขาดน้ำ เมื่อได้รับน้ำอีกครั้ง มันจะเกิดเป็นปุ่มตาที่ก้านใบ ที่ดูเหมือนเป็นข้อที่ก้านใบ
 

Tags : กวาวเครือแดง,ถั่งเช่า

12

ถิ่นกำเนิดเจตมูลเพลิงแดง 
เจตมูลเพลิงแดงเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุหลายปี และถือเป็นสมุนไพรเก่าแก่ชนิดหนึ่งของไทยและอินเดีย  เจตมูลเพลิงแดงเป็นพืชสมุนไพร ทีมีการนำเอามาใช้ทางด้านเภสัชกรรมอย่างกว้างขว้างเป็นพืชสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย และมีการแพร่กระจายในประเทศแถบเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น จีน ไทย อินโดเนียเซีย
ลักษณะทั่วไปเจตมูลเพลิงแดง 
               ไม้พุ่มล้มลุกขนาดเล็ก สูงราว 1-1.5 เมตร มีอายุหลายปี กิ่งก้านมักทอดยาว ยอดอ่อนสีแดง ลำต้นกลมเรียบ กิ่งอ่อนสีเขียวผสมแดง มีสีแดงบริเวณข้อ ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน รูปไข่ กว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาว 8-13 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน มีสีเขียว ใบบาง แผ่นใบมักบิด ก้านใบและแกนกลางใบอ่อนมีสีแดง ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะเชิงลด ยาว 20-90 ซม. ก้านช่อดอกยาว 1-3 ซม. มีดอกย่อยจำนวนมาก ประมาณ 10-15 ดอก ดอกออกเป็นช่อตั้งขึ้นที่ปลายกิ่งหรือปลายยอด กลีบดอกสีแดงสด กลีบบางมี 5 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็กๆ ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปไข่กลับ ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายกลีบกลม เป็นติ่งหนามตอนปลาย ใบประดับและใบประดับย่อยรูปไข่ขนาดเล็ก ยาว 0.2-0.3 ซม. เกสรเพศผู้ 5 อัน ติดตรงข้ามกลีบดอก อับเรณูยาวประมาณ 2 มม. รังไข่รูปรี ก้านเกสรเพศเมียมีหลายขนาดมีขนยาวที่โคน กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปใบหอก เป็นหลอดเล็ก ยาว 0.5-1 เซนติเมตร สีเขียว และมีขนเหนียวๆปกคลุม เมื่อจับรู้สึกเหนียวมือ ดอกออกระหว่างเดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์  ผลลักษณะเป็นฝักกลม ทรงรียาว   จะแตกออกเมื่อแก่ รากสีน้ำตาลดำเป็นเส้นๆ
การขยายพันธุ์เจตมูลเพลิงแดง   
การแพร่พันธุ์สามารถทำได้โดยการ ปลูก เมล็ด  และการปักชำกิ่ง  การแพร่พันธุ์เจตมูลเพลิง (ทั้งแดงและขาว) นั้น ปกติก็ใช้วิธีเพาะเมล็ด แต่ในกรณีที่ต้องการเพาะปลูก เป็นจำนวนมาก เราสามารถใช้วิธีปักชำกิ่งก่อนนำไปเพาะปลูก ขยายลงแปลงหรือลงในรองซีเมนต์ (หากเพาะปลูก ลงแปลงรากของเจตมูลเพลิงจะไชลงในดินลึกและยากแก่การเก็บเกี่ยวผลผลิต จึงใช้วิธีเพาะ ลงในรองซีเมนต์ชนิดที่ไม่มีก้น แต่ใช้วัสดุแผ่นเรียบวางรองพื้นแทน เพื่อป้องกันไม่ให้รากชอนไชลงพื้น) ชนิดที่ต้องให้ระบายน้ำได้สะดวก โดยปลูก ในช่วงต้นฝนแล้วรดน้ำให้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ปล่อยจนมีอายุครบ 1 ปี (เป็นอย่างน้อย) แล้วจึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิต
การชำส่วนของลำต้น คือการตัดส่วนของยอดและส่วนของลำต้น ประมาณ 2 นิ้ว หรือ 2 ข้อของลำต้น นำมาชำด้วยวัสดุปักชำขี้เถ้าแกลบใช้เวลาประมาณ 45-50 วัน จะสามารถนำไปปลูก ลงถุงเพื่อเลี้ยงให้ต้นแข็งแรงก่อนนำไปนำไปปลูก ในแปลง วิธีนี้จะได้ผล 40-50%
            การชำราก คือการตัดส่วนของรากที่อยู่ใต้ดินนำมาชำกับวัสดุปักชำตัดรากยาวประมาณ 2 นิ้ว ใช้เวลา 60-90 วันจะเริ่มแตกยอดและรากใหม่ 6 เดือนพร้อมปลูกได้ วิธีนี้จะได้ผล 80-90%
เจตมูลเพลิง 1 ต้น จะมีกิ่งสาขาเป็นจำนวนมากและออกดอกปีละ 1 ครั้ง หากถึงฤดูแล้งใบของเจตมูลเพลิงก็จะเฉาลงบ้าง หากปล่อยไว้จนถึงฤดูฝนใหม่ก็จะเจริญงอกงามขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ยิ่งมีอายุมาก รากของมันจะยิ่งมีสรรพคุณทางยาสูงขึ้น แต่วิธีกาขยายพันธุ์ด้วยปลูกเมล็ดและปักชำกิ่งไม่สามารเพิ่มจำนวนต้นให้ได้ในปริมาณที่มากลยังใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานจึงจะสามารถผลิตต้นเจตมูลเพลิงแดงให้มากเพียงพอกับความต้องการ
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช จึงเป็นเทคนิคการแพร่พันธุ์พืชวิธีหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ได้ เนื่องจากเทคนิคนี้สามารถผลิตต้นพืชได้เป็นจำนวนมากในเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตามในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยือพืชบนอาหารวิทยาศาสตร์สูตรที่เหมาะสม จึงจะทำให้สามารถขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนต้นได้อย่างรวดเร็ว  ถึงแม่ว่าได้มีการศึกษาหาสูตรอาหารที่เหมาะสมต่อการเพิ่มจำนวนต้นของเจตมูลเพลิงแดงบ้างแล้วก็ตาม แต่สูตรอาหารที่เหมาะสมผันแปรได้เนื่องจากระยะการเจริญเติบโตของพืช วัตถุประสงค์ในการเพาะเลี้ยง  สภาพแวดล้อมที่ปลูกพืช  และความสมบูรณ์ของต้นพืช ฉะนั้นวิธีการปลูกเลี้ยงเนื้อเยื่อนี้จึงต้องมีการทดลองให้ได้ผลอย่างแน่นอนต่อไป
การเก็บเกี่ยวเพื่อเอารากเจตมูลเพลิงนั้น จะมีการเก็บเกี่ยวช่วงปลายฤดูแล้งราวกลางเดือนถึงปลายเดือนเมษายน โดยใช้วิธียกรองซีเมนต์ขึ้นจากกอของเจตมูลเพลิง แล้วใช้เสียมค่อยๆ คุ้ยเอาเฉพาะรากของเจตมูลเพลิง นำไปล้างในน้ำสะอาด (หรือใช้น้ำฉีด) จนเหลือแต่รากล้วนๆ นำไปตากแห้งหรืออบแห้ง ซึ่งรากของเจตมูลเพลิงแห้งจะเสียน้ำหนักไม่มาก รากแห้ง/รากสด น่าจะมีอัตราส่วนราว 1 ต่อ 2 หรือ 1 ต่อ 1.5 โดยประมาณ
 

Tags : กวาวเครือแดง,ว่านชักมดลูก,เจียวกู่หลาน

13

ถิ่นกำเนิดว่านชักมดลูก[/url]  [/b]
ว่านชักมดลูกชนิด  xanthorrhiza   มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเกาะบาหลี  เกาะชวา  กระจายพันธุ์มาจนถึงมาเลเซียไทย และอินเดีย ส่วนชนิด comosa นั้น เป็นพืชพื้นถิ่นของไทย และนิยมนำไปปลูกกันโดยทั่วไป แหล่งที่เพาะปลูกที่มีชื่อเสียง คือ ในจังหวัดเลยและจังหวัดเพชรบูรณ์ และในธรรมชาติบริเวณที่พบเจอมากในป่าเบญจพรรณทั่วไป  โดยชนิด comosa ของไทยนั้น สามารถแยกชนิดได้เป็น ว่านชักมดลูกตัวเมีย  (Curcuma comosa)  และว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma  latifolia)
ลักษณะทั่วไปว่านชักมดลูก 

  • หัว/เหง้า ว่านชักมดลูก/ว่านทรหด จัดเป็นพืชล้มลุกปีเดียว อยู่ในกลุ่มของขิง ข่า โดยมีส่วนเหง้าหรือหัวหรือลำต้นแท้อยู่ใต้ดิน  เหง้ามีสีส้มอ่อนหรือส้มออกแดง
  • ใบ ใบว่านชักมดลูก/ว่านทรหด  มีรูปร่างใบเป็นใบเดี่ยว ใบมีรูปร่างรียาว ใบมีขนาดกว้างประมาณ 15 – 20 ซม. ยาวประมาณ 40 – 100 ซม. ใบมองเห็นเป็นแถบยาวของเส้นใบอย่างชัดเจน แถบเส้นใบกว้างประมาณ 0.5 – 1 ซม. โดยต้นที่ใบมีเส้นกลางใบเป็นสีม่วงแดง เรียกว่า ว่านชักมดลูกตัวผู้  ส่วนต้นที่ใบมีสีเส้นกลางใบเป็นสีเขียว เรียกว่า ว่านชักมดลูกตัวเมีย
  • ดอก ดอกว่านชักมดลูก/ว่านทรหด มีลักษณะเป็นช่อ ไม่รวมกันเป็นกระจุก แยกออกในทิศที่แตกต่างกันบนก้านดอกประกอบด้วยก้านช่อดอกยาวประมาณ 15 – 20 ซม. มีใบประดับสีชมพูอ่อน กลีบรองดอกสีแดงสด และเมื่อเจริญเต็มที่จะมีสีเหลืองคล้ายดอกขมิ้น
  • ว่านชักมดลูก/ว่านทรหด จะเริ่มแทงใบในช่วงต้นฝน มีนาคม – เมษายน และจะเจริญเติบโตจนถึงฤดูหนาว เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ต้นจะเริ่มแก่เหลือง และเหี่ยวพับลงจนเหลือแต่ส่วนหัวที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งจะนิยมเก็บหัวมาใช้ประโยชน์ในช่วงนี้จนถึงก่อนช่วงที่แทงใบใหม่


พืชทั้ง 2 ชนิด มีรูปร่างคล้ายกันมาก  คือ  เป็นพืชล้มลุก   สูงประมาณ  1  -  2 มีเหง้าใต้ดินขนาดใหญ่  ค่อนข้างกลม  เนื้อภายในสีเหลือง  ถ้าเป็นชนิด  comosa   จะเป็นสีเหลืองอ่อน  แต่ถ้าเป็นชนิด  xanthorrhiza  จะเป็นสีเหลืองส้ม  มีกลิ่นฉุนร้อน  ใบเป็นใบเดี่ยว  เรียงตัวเป็นกระจุกใกล้ราก  ใบรูปขอบขนานแกมรี  ถ้าเป็นชนิด xanthorrhiza  ด้านล่างใบมีเส้นกลางใบสีม่วง  และมีขนที่ท้องใบ  ก้านใบสั้น   แต่ถ้าเป็นชนิด  comosa  ด้านล่างใบมีเส้นกลางใบสีเขียวตลอด  ไม่มีขน  และมีก้านใบยาวกว่า  ดอกออกเป็นช่อแทงจากพื้นดินสีชมพู  เกสรตัวผู้เป็นหมันสีขาว ใบประดับที่ไม่ได้รองรับดอกย่อยมีสีม่วง  ส่วนใบประดับที่รองรับดอกย่อยมีสีเขียวอ่อน
การขยายพันธุ์ว่านชักมดลูก   
ว่านชักมดลูก/ว่านทรหด  สามารถเพาะปลูก และขยายพันธุ์ด้วยส่วนหัวหรือรากแขนง  ทั้งชนิดที่เป็นหัวกลม  และชนิดที่เป็นเหง้าแขนง
วิธีการปลูกว่านชักมดลูก
จะใช้รากแขนงหรือหัวที่มีตาสำหรับแทงยอด  โดยหักแบ่งออกเป็นส่วนๆ พร้อมปลูก ระยะการเพาะปลูกประมาณ  15  -  20  ซม. ด้วยการขุดหลุมฝังเป็นช่วงๆ  สำหรับแปลงขนาดใหญ่  ควรวางแนวการปลูกเป็นแถวในระยะห่างระหว่างหลุด และแถว 15 – 20 ซม. เช่นเดียวกัน
            ว่านชักมดลูก/ว่านทรหด  นิยมเก็บในช่วงฤดูหนาวจนถึงฤดูแล้ง ในระยะที่ใบเหี่ยว  แห้งหมดแล้ว เพราะในช่วงนี้จะเป็นระยะที่ว่านชักมดลูกหยุดเจริญเติบโต  และเก็บสะสมสารอาหาร  และสารต่างๆได้อย่างเต็มที่แล้ว
 
 

Tags : ถั่งเช่า,ว่านชักมดลูก

14

รูปแบบและขนาดวิธีใช้
เห็ดหลินจือที่นำมาบริโภคจะให้ผลลัพธ์ดีที่สุด ก็ต่อเมื่อคนปกติทั่วไปใช้ดอกเห็ดอบแห้ง ชงเป็นชา เพื่อดื่มเป็นประจำ ถ้าต้องการต้มเป็นยา ต้องดื่มให้หมดวันละ 1 - 3 เวลา และจะดื่มเวลาใดก็ได้ ถ้าจะนำมาดองเหล้า จะให้ดอกเห็ดดองกับเหล้าขาวหรือเหล้าเหลือง ชนิด 40 ดีกรี ปริมาณ 100 – 150 ซีซี ทิ้งไว้ 15  วัน และค่อยนำมาดื่มครั้งละ  10 ซีซี หรือ ช้อนชา วันละ 1 – 3 เวลา ก่อนหรือหลังอาหารก็ไม่ต่างกัน นอกจากนั้น ยังมีผู้ผลิตเป็นแคปซูล โดยนำส่วนผสมของดอกเห็ด เส้นใย หรือราก และผงสปอร์ รวมอยู่ในเม็ด  ซึ่งปริมาณขึ้นอยู่กับอายุของผู้ใช้  หากเป็นเด็ก ใช้ 1 – 2 แคปซูลก็เพียงพอแล้ว แต่สำหรับผู้ป่วย ควรใช้ ครั้งละ 3 แคปซูล  วันละ 2 เวลา จะดีที่สุดอีกทั้งชนิดผงสปอร์บริสุทธิ์ ที่จะออกฤทธิ์มากกว่าแบบแคปซูล ก็จะนำมาผสมน้ำอุ่นในปริมาณ 1 กรัม หรือไม่เกิน 3 กรัม สำหรับผู้ป่วย และ ยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว อาจผสมในน้ำผึ้ง น้ำผลไม้ เครื่องดื่ม และอาหารคาวหวานได้ง่ายๆ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
เห็ดหลินจือมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยามากมาย เช่น ฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน (10-13) ฤทธิ์ด้านเนื้องอกและมะเร็ง (10-14-16) ฤทธิ์ป้องกันเส้นประสาทเสื่อม (17-20) ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด (21-22) ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด (23-24) ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน (25-27) ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ (anti-inflammation) (28-29) เป็นต้น ซึ่งสาระสำคัญ คือ สารกลุ่ม polysaccharides (10,11,13) สารกลุ่ม triterpenoids (30-33) สารกลุ่ม sterols (34-36) สารกลุ่ม fatty acids (37) สารกลุ่มโปรตีน (38-41) เป็นต้น ซึ่งสาระสำคัญดังกล่าวจะพบได้ในส่วนสปอร์มากกว่าส่วนดอก (42) และสปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิกันและพบมะเร็งได้ดีกว่าสปอร์ที่ไม่กะเทาะผนังหุ้ม และส่วนดอก (43-45)

การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดสอบทางพิษวิทยาของส่วนสกัดด้วยน้ำ  และส่วนสัดที่เป็น polysaccharide ในหนูถีบจักร พบว่าค่อนข้างปลอดภัย ขนาดที่ให้ครั้งเดียวไม่ทำให้หนูตายสำหรับพิษกึ่งเฉียบพลันนั่น  หนูถีบจักรป้อนด้วยส่วนสกัดด้วยน้ำขนาดวันละ 5 กรัม/กิโลกรัม เป็นเวลา 30 วัน  ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว น้ำหนักอวัยวะต่างๆ และลักษณะต่างๆ  ที่ตรวจได้ในเลือดไปจากหนูปกติ
การทดลองทางคลินิกในเภสัชตำรับของจีน ให้กับคนไข้ที่เป็นโรคประสาทตื่นตัว  นอนไม่หลับ ปวดข้อ  อารมณ์ไม่แจ่มใส โดยทดลองกับคนไข้ 51 ราย ได้ผลดีมาก 26 ราย ดี 18 ราย ไม่ได้ผล 7 ราย สรุปว่าดีมาก 51% หรือ ได้ผลดี 86.3% ทำเป็นยาเม็ดให้ครั้งละ 3 เม็ด หรือทำเป็นผงให้ครั้งละ2 – 4 กรัม  หรือใช้เห็ดหลินจือ แห้ง 10 กรัม ฝานให้เป็นชิ้นบางๆ ต้มกับน้ำ 2 ลิตร ต้มเคี่ยวจนเหลือ 1 ลิตร แล้วเอาชิ้นส่วนเห็ดออกแล้วต้นให้งวดเหลือครึ่งลิตร ดื่มตลอดวัน
มีการค้นคว้าเกี่ยวกับพิษวิทยาของเห็ดหลินจือทั้งพิษแบบเฉียบพลันและพิษแบบเรื้อรังพบว่ามีความเป็นพิษต่ำมาก และมีความปลอดภัยสำหรับการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
ข้อแนะนำ ข้อควรระวัง
ในระยะแรก คนปกติก็อาจมีอาการท้องเสีย คอแห้ง หรือมีผื่นคัน แต่ก็มักจะหายได้เองภายใน 2 – 7 วัน แต่ถ้ายังมีอาการข้างเคียงดังกล่าวอยู่ แนะนำให้หยุดใช้ไปก่อนหนึ่งสัปดาห์ แล้วลองเริ่มต้นใหม่  ควรบริโภคเห็ดหลินจือ[/u]แดงสกัดก่อนอาหารอย่างน้อย 1 – 2 ชั่วโมง แต่สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะ ให้ทานหลังอาหาร 2 ชั่วโมงแทน เนื่องจากควรทานขณะท้องว่าง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด  ในการดูดซึมตัวยาจากเห็ดหลินจือ  สำหรับผู้ที่ระบบกระเพาะย่อยยาก ควรรับประทานวิตามินซี หรืออาหารที่มีวิตามินซีสูงร่วมด้วย เพื่อช่วยในการดูดซึมตัวยาจากเห็ดหลินจือ ให้เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น
 
 

Tags : เห็ดหลินจือ,เห็ดหลินจือ,เห็ดหลินจือ

15

องค์ประกอบทางเคมีเห็ดหลินจือ

  • กลุ่ม polysaccharide ซึ่งมีผู้พบ polysaccharide A , B, C, D, E, G, H polysaccharide BN-3-A, B, C
  • กลุ่ม triterpenoids ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เห็ดหลินจือมีรสขม มีผู้วิจัยและพบเจอสารกลุ่มนี้ประมาณ 100 ชนิด แต่ที่สำคัญและมีผู้พบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาได้แก่ ganoderic acid R&S, ganoderic K, ganoderic acid C, F, H, ganoderic acid A, B, ganoderic A, ganoderic A, B , oleic acid
  • กลุ่ม peptidoglycan เป็นสารกลุ่มที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดที่สำคัญ คือ ganoderan A, B, C
  • กลุ่ม protoalkalold กรดอะมิโน ได้แก่ adenosine, adenine, uracil, uridine
  • กลุ่ม steroids ในกลุ่มนี้จะเป็นอนุพันธุ์กลุ่ม homolanosteroid carboxyacetyl quercinic acid
  • โปรตีน
  • สารอื่นๆ ได้แก่ cyclooctosulfur
  • สารกลุ่มนิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ได้แก่ สารอะดิโนไซน์ Adenosine , สารกัวโนไซน์ Gauncsine
  • สารเยอร์มาเนียม (Germanium)


Homopolysaccharide เป็น พอลิแซ็กคาไรค์ที่ในโมเลกุลเป็น monosacchaccharide ชนิดเดียวกันเชื่อมต่อกันดัวยพันธะไกลโคไซค์ (glycosidic bond) ได้แก่ สตาร์ซ (starch) ซึ่งประกอบด้วย อะไมโลส (amylose) อะไมโลเพกทิน (amylopectin) เซลลูโลส (cellulose) พืขสร้างพอลิแซ็กคาไรด์ได้จากกระบวการสังเคราะห์แสง สะสมเป็นแหล่งพลังงานในส่วนต่างๆ
สรรพคุณเห็ดหลินจือ
            เห็ดหลินจือ ประกอบด้วยสารที่มีผลต่อการบำบัดโรคหลายชนิด แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ สารประเภทที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% และสาระเหย 5% มีสาระสำคัญเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งช่วยสร้างภูมิต้านทางโรค ต้านมะเร็งบำรุงรักษาตับ  ดูแลรักษาสมองและระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย  เหมาะสำหรับดูแลรักษาร่างกายเนื่องจากมีความปลอดภัยสูง
            โพลีแซคคาไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย คือกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ต้านมะเร็ง  ป้องกันการลุกลามของเซลล์มะเร็ง  ช่วยปรับปรุงการทำงานของตับอ่อน  ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขจัดสารพิษ  แต่เนื่องจาก polysaccharide มีโครงสร้างที่ซับซ้อนอาจจะทำให้ย่อยยากจึงควรรับประทานวิตามินซีหรืออาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยในการดูดซึมสาร polysaccharide เข้าสู่ร่างกาย
            เยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมมากถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมมีประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้

  • ออกซิเจนในเลือด   รักษามะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย              ทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
  • สมอง บำรุงประสาท   กำจัดสารพิษ บำรุงตับ รักษาตับ
ไตรเทอร์ปีนอยด์ (Tritepenoids) มีประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้

  • ต้านมะเร็ง   ลดโคเลสเตอรอล ปรับไขมันในร่างกายให้ปกติ
  • ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ปกติ   เสริมสร้างระบบย่อยอาหารให้ดีขึ้น
  • ควบคุมภูมิแพ้   กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว
สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือดและป้องกันการ
ตันของไขมันภายในเส้นเลือด
 

หน้า: [1] 2