ผู้เขียน หัวข้อ: p1 กล้องสำรวจถนนภาคสนาม บริการขาย กล้องระดับ TOPCON, Pentax, CTS/Berger ราคาถูก  (อ่าน 24 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

มิถุนายน 14, 2018, 02:16:34 PM
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 19163
    • ดูรายละเอียด

จำหน่ายกล้องอุปกรณ์กล้องไลน์สำรวจ คุณภาพเยี่ยม กล้องระดับ TOPCON ยี่ห้อ TOPCON, Pentax, CTS/Berger
การจำแนกดิน คือ การรวบรวมดินชนิดต่างๆที่มีลักษณะ หรือ คุณสมบัติที่หมือนกันหรือคล้ายกันตามที่ตั้งไว้ ให้เป็นหมวดหมู่อย่างมีระบบระเบียบ เพื่อสบายสำหรับการจดจำและก็นำไปใช้งาน
ระบบการแบ่งแยกดินของประเทศรัสเซีย
ระบบนี้จะสนใจดินที่เกิดในสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น จนกระทั่งค่อนข้างจะร้อน สำหรับในการแบ่งขั้นสูง ย้ำการใช้โซนลักษณะอากาศและก็พืชพรรณเป็นหลัก มีทั้งหมดทั้งปวง 12 ชั้น (class I- class XII) โดยชั้น I-VI เป็นดินในเขตสภาพอากาศตั้งแต่หนาวจัด จนถึงออกจะหนาวในทะเลทราย ชั้น VII-IX ย้ำสภาพอากาศค่อนข้างจะร้อน โดยใช้ลักษณะความชุ่มชื้น-ความแห้ง แล้วก็สภาพพรรณไม้ที่เป็นป่า หรือทุ่งหญ้า เป็นต้นสายปลายเหตุจำกัด สำหรับชั้น X-XII เน้นดินในเขตร้อน จากระดับสูงจะมีการจำแนกออกเป็นชั้นย่อย ตามลักษณะการเกิดของดิน แล้วก็แบ่งเป็นจำพวกดิน ในอย่างน้อย ระบบการแบ่งแยกดินของคูเบียนา การแบ่งดินใช้ สมบัติทางเคมีของดิน และโซนของภูมิอากาศกับพรรณไม้ เป็นหลัก โดยย้ำสิ่งแวดล้อมในเขตเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างจะแห้งแล้งมากยิ่งกว่าเขตชื้นและฝนชุก
-ระบบการแบ่งแยกดินของประเทศฝรั่งเศส
มีลักษณะเด่นเป็น เป็นการแยกประเภทดินที่ใช้ลักษณะทั้งหมดด้านในหน้าตัดดินเป็นหลักเกณฑ์ ย้ำความเจริญของหน้าตัดดิน โดยตรึกตรองจาการจัดตัวของชั้นกำเนิดดินภายในหน้าตัดดินโดยเฉพาะ กับการที่มีปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลง หรือชั้นที่มีการสะสมของดินเหนียว การแบ่งแยกขั้นที่สูงที่สุด เน้นย้ำลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการขังน้ำ ส่วนอย่างต่ำ ใช้ความมากน้อยสำหรับการเคลื่อนย้ายอนุภาคดินเหนียวในหน้าตัดดิน
-ระบบการแบ่งแยกดินของประเทศเบลเยียม
เป็นการแบ่งประเภทที่ออกจะละเอียด ซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากการใช้ที่ดินทางการเกษตรที่เข้มข้น การแบ่งแยกดินใช้ลักษณะของเนื้อดิน ชั้นการระบายน้ำ แล้วก็ความก้าวหน้าของหน้าตัดดิน เป็นลักษณะจัดชนิดและประเภท สำหรับในการอธิบายเนื้อดิน แบ่งได้เป็น 7 ชั้น (ชั้นอนุภาคดิน) อุปกรณ์อินทรีย์แล้วก็ตะกอนลมหอบ ส่วนชั้นการระบายน้ำของดิน ใช้การแปลความหมายที่เกี่ยวกับความแฉะของดิน อาทิเช่น จุดประ และสีเทาในเนื้อดิน กับระดับความลึกของดินที่เจอลักษณะดังกล่าวมาแล้วข้างต้น สำหรับพัฒนาการของหน้าตัดดินแบ่งได้เป็นหลายชั้นโดยพิเคราะห์จากลำดับของชั้นต่างๆในหน้าตัดดินรวมทั้งชั้น (B) นับว่าเป็นชั้น B ที่เพิ่งจะมีพัฒนาการหรือเป็นชั้นแคมบิก B คล้ายกันกับในระบบของประเทศฝรั่งเศส
-ระบบการจำแนกดินของประเทศอังกฤษ
ย้ำลักษณะดินที่พบในประเทศอังกฤษและก็เวลส์ มี 10 กรุ๊ป อธิบายออกมาจากกันโดยใช้ลักษณะของหน้าตัดดินเป็นมาตรฐานซึ่งเน้นย้ำจำพวกแล้วก็การจัดเรียงตัวของชั้นดิน มี Terrestrial raw soils, Hydric raw soils, Lithomorphic (A/C) soils, Pelosols, Brown soils, Podzolic soils, Surface water gley soils, Groundwater gley soils, Man-made soils และก็ Peat soils
-ระบบการแบ่งแยกดินของประเทศแคนาดา
ระบบการจำแนกเป็นแบบมีหลายขั้นอันดับข้อบังคับรวมทั้งมีลำดับสูงต่ำแจ่มชัด ประกอบด้วย 5 ขั้นร่วมกันคือ ชั้น (order) กลุ่มดินใหญ่ (great group) กรุ๊ปดินย่อย (subgroup) วงศ์ดิน (family) แล้วก็ชุดดิน (series) ชั้นอนุกรมวิธานของดินในระบบการจำแนกดินของแคนาดาแจงแจงออกมาจากกันโดยใช้ลักษณะที่พินิจได้ รวมทั้งที่วัดได้ แต่หนักไปในทางทางด้านทฤษฎีการกำเนิดดินในการแบ่งประเภทขั้นสูง ซึ่งแบ่งได้เป็น 9 อันดับ และแบ่งได้ 28 กรุ๊ปดิน
-ระบบการแบ่งแยกดินของประเทศออสเตรเลีย
การพัฒนาด้านการแบ่งดินในประเทศออสเตรเลียมีมานานแล้วเช่นเดียวกัน โดยในระยะแรกเป็นการจัดหมวดหมู่ดินที่ใช้ธรณีวิทยาของอุปกรณ์ดินเริ่มต้นเป็นหลัก แต่ว่าถัดมาได้มีการพัฒนามาเรื่อยๆจนกระทั่งเน้นโครงร่างวิทยาของหน้าตัดดินโดยแบ่งได้เป็น 47 หน่วยดินหลัก (great soil groups) ด้วยเหตุว่าการที่ประเทศออสเตรเลียมีลักษณะของอากาศอยู่หลายแบบร่วมกัน ทำให้มีสภาพแวดล้อมทางดินหลายแบบร่วมกันตามไปด้วย มีอีกทั้งในภาวะที่หนาวเย็นไปจนถึงเขตร้อนชื้น และเขตที่เป็นทะเลทราย ซึ่งทำให้เห็นกระจ่างเจนว่าระบบการจำแนกนี้ครอบคลุมจำพวกของดินต่างๆมากมายก่ายกอง แต่ว่าเน้นย้ำดินที่มีการสะสมคาร์บอเนต เน้นสีของดิน รวมทั้งเนื้อของดินค่อนข้างจะมาก ระบบการจำแนกดินของประเทศออสเตรเลียนี้มีอยู่มากยิ่งกว่า 1 แบบ ด้วยเหตุว่ามีการเสนอระบบต่างๆที่มีแนวความคิดฐานรากไม่เหมือนกันออกไป อย่างเช่นระบบของฟิทซ์แพทริก (FitzPatrick, 1971, 1971, 1980) ที่เน้นจากระดับที่ถือว่าต่ำขึ้นไปหาระดับสูง แล้วก็ระบบที่เจออยู่ในคู่มือของดินออสเตรเลีย (A Handbook of Australia Soils) ฯลฯ
-ระบบการจำแนกดินของประเทศนิวซีแลนด์
ประเทศนิวซีแลนด์ใช้ระบบอนุกรมกฎดินของอเมริกาเป็นหลักสำหรับในการจัดชนิดและประเภทดิน รวมทั้งดินของประเทศนิวซีแลนด์รอบๆกว้างเป็นดินที่เกิดมาจากขี้ตะกอนภูเขาไฟ
-ระบบการแบ่งแยกดินของประเทศบราซิล
ดินในประเทศบราซิลเป็นดินที่มีลักณะเด่นเป็นดินเขตร้อน ระบบการจำแนกดินของบราซิลไม่ใช้ภาวะความชุ่มชื้นดินสำหรับการจำแนกแยกแยะระดับสูง แล้วก็ใช้สี จำนวนของส่วนประกอบกับจำพวกของหินต้นกำเนิด เป็นลักษณะที่ใช้สำหรับในการแบ่งมากกว่าที่ใช้ในอนุกรมเกณฑ์ดินกษณะที่ใช้ในการจัดประเภทมากกว่าที่ใช้ในอนุกรมเกณฑ์ดิน
ตามระบบการจำแนกดินประจำชาตินี้ สามารถแบ่งดินในประเทศไทยออกเป็น
ชุดดินรังสิต
Alluvial soils
เป็นดินที่เกิดขึ้นใหม่ มีอายุน้อย มีความเจริญของหน้าตัดดินต่ำ หน้าตัดดินเป็นแบบ A-C, A-Cg, Ag-Cg หรือ A-(B)-Cg เกิดขึ้นจากการพูดซ้ำเติมโดยน้ำตามที่ราบลุ่ม ดังเช่นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำ ทะเลสาบ ปากแม่น้ำ ชายทะเล แล้วก็เนินขี้ตะกอนน้ำพารูปพัด (alluvial fan) ภาวะของการพูดซ้ำเติมบางทีอาจเป็นบริเวณของน้ำจืด น้ำเค็ม หรือน้ำกร่อยก็ได้ ส่วนมากจะมีเนื้อดินละเอียด แล้วก็การระบายน้ำต่ำช้า พบมากลักษณะที่แสดงการขังน้ำ นอกจากรอบๆสันดินริมน้ำ แล้วก็ที่เนินตะกอนน้ำพารูปพัด ที่เนื้อดินจะหยาบกว่า และดินมีการระบายน้ำดี ส่วนประกอบและก็ธาตุที่มีอยู่ในดิน alluvial มักต่างกันมาก แล้วก็มักจะผสมปนจากบริเวณต้นกำเนิดที่มาจากหลายที่ ชุดดินที่สำคัญของกลุ่มดินหลักนี้คือ
- พวกที่เกิดจากตะกอนน้ำจืด ดังเช่นว่า ชุดดินท่าม่วง สรรพยา จังหวัดสิงห์บุรี ราชบุรี อยุธยา
- พวกที่เกิดขึ้นมาจากขี้ตะกอนน้ำกร่อย ดังเช่นว่า ชุดดินองครักษ์ รังสิต
- พวกที่เกิดจากตะกอนพื้นทวีปสมุทร ได้แก่ ชุดดินท่าจีน บางกอก
-
Hydromorphic Alluvial soils
เป็นดิน Alluvial soils ที่มีการระบายน้ำค่อนข้างจะชั่วช้าสารเลว-ชั่วโคตรมากมาย ในกรณีที่มีการจัดหมวดหมู่ดินออกเป็น Alluvial soils และก็ Hydromorphic Alluvial soils ดินที่อยู่ในกรุ๊ปดินหลัก Alluvial soils จะเป็นดินที่มีการระบายน้ำดี และก็อยู่ในบริเวณที่สูงกว่าในภูมิทัศน์ที่ต่อเนื่องกัน ดินในทั้งคู่กรุ๊ปดินหลักนี้มักจะได้รับอิทธิพลน้ำหลากในฤดูน้ำหลากเสมอ
 -ชุดดินหัวหิน
Regosols
มีวิวัฒนาการของหน้าตัดดินต่ำ เกิดแจ้งชัดเฉพาะดินบน (A) และก็มีหน้าตัดดินแบบ A-C หรือ A-Cg มีต้นเหตุจากวัตถุแหล่งกำเนิดดินที่เป็นทรายจัดอาจเป็นทรายรอบๆชายฝั่งทะเล หรือบริเวณเนินทราย หรือทรายจากแม่น้ำ ดินมีการระบายน้ำดี จนถึงระบายน้ำดีจนเกินไป เจอทั่วๆไปเป็นแนวยาวตามชายฝั่งทะเล และตามตะพักสายธารของแม่น้ำที่มีตะกอนเป็นทรายจัด มีปฏิกิริยาออกจะเป็นกรด ชุดดินที่สำคัญดังเช่นว่า ชุดดินหัวหิน พัทยา ระยอง และก็น้ำพอง
-Lithosols
เป็นดินตื้นมากมาย โดยมากลึกไม่เกิน 30 ซม. พบได้ทั่วไปตามบริเวณที่ลาดเชิงเขาซึ่งมีกษัยการสูง การเรียงตัวของชั้นดินเป็นแบบ A-C-R, AC-C-R หรือ A-R เนื้อดินมีเศษหินที่ยังไม่ผุพังสลายตัวหรือกำลังย่อยสลายปนอยู่เป็นส่วนใหญ่ ดินนี้ไม่เหมาะแก่การกสิกรรม หรือการผลิตพืชโดยปกติ
-ชุดดินจังหวัดลพบุรี
Grumusols
เป็นดินสีคล้ำ เป็นผลมาจากวัตถุต้นกำเนิดที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง อาทิเช่น หินปูน มาร์ล หรือบะซอลต์ ความก้าวหน้าของหน้าตัดดินต่ำ เนื้อดินเป็นดินเหนียว มีส่วนประกอบเป็นแร่ดินเหนียวประเภท 2:1 ซึ่งมีความรู้และความเข้าใจสำหรับการยืด-หดตัวได้มาก ดินจะขยายตัวเมื่อเปียก (swelling) แล้วก็หดตัวเมื่อแห้ง (shrinkage) ทำให้มีลักษณะของรอยูไถล (slickensides) เกิดขึ้นในดิน ลักษณะหน้าตัดประกอบด้วยชั้น A-C หรือ A-AC-C โดยชั้น A จะหนา มีองค์ประกอบดินแบบก้อนกลม (granular structure) หรือก้อนกลมพรุน (crumb structure) พบมากในบริเวณที่ราบลุ่มหรือตะพักลำธาร ลักษณะผิวหน้าดินเป็นหลักที่ปุ่มป่ำ (gilgai relief) เมื่อแห้งผิวดินจะแตกระแหงเป็นร่องลึก ปฏิกิริยาดินเป็นด่าง ลักษณะโดยรวมเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง แม้กระนั้นมีโภคทรัพย์ทางด้านกายภาพที่เป็นปัญหาในการไถกระพรวน ดินนี้ในบริเวณที่ต่ำจะมีการระบายน้ำต่ำช้า โดยมากใช้ปลูกข้าว แต่ถ้าอยู่ในที่สูง ตัวอย่างเช่นในรอบๆใกล้เชิงเขาหินปูนมักจะมีการระบายน้ำดี ใช้ปลูกพืชไร่ ดังเช่นว่า ข้าวโพดชุดดินที่สำคัญ เช่น ชุดดิน จังหวัดลพบุรี บ้านหมี่ โคกกระเทียม จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มดินหลัก Grumusols นี้ ไม่มีในระบบ USDA 1938 เริ่มใช้เพื่อการเพิ่มเติมระบบ USDA เมื่อ 1949
 -ชุดดินตาคลี
Rendzinas
เป็นดินตื้นกำเนิดตามตีนเขาหินปูน วัตถุต้นกำเนิดเป็นพวกปูน (CaCO3) หรือมาร์ล เกิดเกี่ยวโยงกับดิน Grumusols แม้กระนั้นอยู่ในบริเวณที่สูงกว่า พบบ่อยบริเวณที่ลาดใกล้เขา หรือ กระพักลุ่มน้ำใกล้เขาหินปูน เป็นดินที่มีพัฒนาการของหน้าตัดต่ำ ลักษณะดินจะมีเพียงแต่ชั้น A และก็ C หรือ A-(B)-C ดินบนสีคล้ำ มีองค์ประกอบดี ร่วน และค่อนข้างจะครึ้ม มีการระบายน้ำดี ส่วนดินด้านล่างเป็นดินเหนียวผสมปูนหรือปูนมาร์ล ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามความลึก แล้วก็มักจะพบชั้นที่เป็นปูน หรือ ปูนมาร์ลล้วนๆอยู่ในตอนล่างของหน้าตัดดิน ดินพวกนี้จะมีปฏิกิริยาเป็นด่าง (pH โดยประมาณ 7.0-8.0) จำนวนมากใช้สำหรับการปลูกพืชไร่ อาทิเช่นข้าวโพด หรือปลูกไม้ผล ดังเช่นว่า น้อยหน่า ทับทิม เป็นต้น ชุดดินที่สำคัญคือ ชุดดินตาคลี
 -ชุดดินชัยบาดาล
Brown Forest soils
เจอตามรอบๆเทือกเขาเป็นส่วนใหญ่ มีต้นเหตุจากวัตถุแหล่งกำเนิดที่เป็นวัตถุหลงเหลือ และก็เศษหินตีนเขา อีกทั้งในสภาพที่หินพื้นเป็นพวกที่มีปฏิกิริยาเป็นกรด และด่าง ดังเช่นว่า แกรนิต ไนส์ แอนดีไซต์ มาร์ล บางทีอาจพบปะคละเคล้ากับดินในกรุ๊ปดินหลัก Rendzinas เป็นดินตื้น พัฒนาการของหน้าตัดดินไม่มากสักเท่าไรนัก มีลักษณะหน้าตัดดินเป็นแบบ A-B-C หรือ A-B-R แม้กระนั้นชั้น B ชอบไม่ค่อยแจ่มกระจ่าง ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปตามภูเขาหินปูนเป็นส่วนมาก สำหรับ Brown Forest soils ที่เป็นกรด เจอเพียงแค่เล็กๆน้อยๆชุดดินที่สำคัญ ดังเช่น ชัยบาดาล ลำท้องนารายณ์ สมอทอด
 -Humic Gley soils
พบปริมาณน้อยในประเทศไทย มักกำเนิดผสมอยู่กับดินอื่นๆในลักษณะกระจัดกระจายเป็นหย่อมๆในรอบๆที่ราบลุ่ม พบบ่อยอยู่ใกล้กับดินในกลุ่ม Grumusols, Rendzinas หรือ Red Brown Earths เป็นดินในที่ต่ำ มีการระบายน้ำชั่วช้า ความเจริญของหน้าตัดไม่ดีนัก ลักษณะหน้าตัดดินเป็นแบบ Ag (Apg)-Cg หรือ A-Bg-Cg ลักษณะที่สำคัญคือ ดินบนดก มีอินทรียวัตถุสูง ดินด้านล่างมักเป็นดินเหนียวสีเทาหรือสีเทาเข้ม มีลักษณะที่แสดงถึงภาวะที่มีการขังน้ำกระจ่างแจ้ง มีจุดประ ปฏิกิริยาดินเป็นด่างบางส่วนชุดดินที่สำคัญเป็น ชุดดินแม่ขานรับ
 -ชุดดินร้อยเอ็ด
Low Humic Gley soils
เป็นดินที่เกิดจากขี้ตะกอนน้ำพา เจอในบริเวณที่ต่ำที่มีการระบายน้ำต่ำทราม โดยมากอยู่ในบริเวณกระพักที่ลุ่มต่ำที่สูงกว่าที่ราบลุ่มใหม่ใกล้น้ำ ระดับน้ำใต้ดินตื้นและแช่ขังเป็นครั้งเป็นคราว แต่ว่ามีความเจริญของหน้าตัดค่อนข้างจะดี ลักษณะสำคัญของดินในกลุ่มนี้เป็น หน้าตัดดินมีลักษณะที่แสดงออกถึงการขังน้ำ มีจุดประแจ่มกระจ่าง หน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A2-Bt, Ap-A2-Bt, A1-A2-Btg, A1g-A2g-Btg, หรือ Apg-Btg พวกที่แก่น้อยจะอุดมสมบูรณ์มากยิ่งกว่าพวกที่เกิดนานกว่า บางบริเวณจะพบหินแลงอ่อน (plinthite) ในตอนล่างของหน้าตัดดิน ส่วนมากเป็นดินที่มีความอิ่มตัวเบสต่ำ pH ราวๆ 4.5-5.5 สำหรับพวกที่เกิดอยู่ในบริเวณตะพักที่ลุ่มค่อนข้างใหม่ ชอบมีความอิ่มตัวเบสสูง ชุดดินที่สำคัญ คือ เพ็ญ สระบุรี มโนรมย์ เพชรบุรี เชียงราย หล่มเก่า ส่วนพวกที่เกิดบนตะพักที่ลุ่มค่อนข้างจะเก่า อย่างเช่นชุดดิน ร้อยเอ็ด จังหวัดลำปาง ฯลฯ
 
-ชุดดินท่าอุเทน
Ground Water Podzols
เป็นดินที่มีการระบายน้ำชั่วถึงออกจะชั่วเจอเฉพาะในรอบๆที่มีฝนตกชุก เป็นต้นว่า ในภาคใต้ รอบๆริมฝั่งตะวันออก หรือบางจังหวัดของภาคอีสาน อาทิเช่น จังหวัดนครพนม มีเหตุมาจากวัตถุแหล่งกำเนิดที่เป็นทราย ในบริเวณที่เป็นทรายจัด ได้แก่ ริมฝั่งเก่าหรือขี้ตะกอนทรายเก่า ในรอบๆที่ค่อนข้างต่ำ มีความก้าวหน้าของหน้าตัดดี ลักษณะของหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-(A2)-Bh-Cg หรือ A1-A2-Bir-Cg ชั้นดินบนสีคล้ำ แล้วก็มีอินทรียวัตถุสูง ชั้น A2 (albic horizon) หรือชั้นชะล้างมีสีซีดจางเห็นได้ชัดเจน ชั้น Bh มีสีน้ำตาลเข้มแล้วก็มีการอัดตัวค่อนข้างแน่น แข็ง เพราะเหตุว่ามีการสะสมสารอินทรีย์ที่เสื่อมสภาพแล้วกับอะลูมินัมออกไซด์แล้วก็/หรือเหล็กออกไซด์ มีปฏิกิริยาเป็นกรด pH ต่ำ ประมาณ 4.0-5.0 ตลอดทั้งหน้าตัดชุดดินที่สำคัญเป็น ชุดดินบ้านทอน ท่าอุเทน
 -ชุดดินหนองมึง
Solodized-Solonetz
พบในรอบๆที่ค่อนข้างแล้ง และวัตถุแหล่งกำเนิดมีเกลือผสมอยู่ อาทิเช่นรอบๆชายฝั่งทะเลเก่า หรือรอบๆที่ได้รับผลกระทบจากเกลือที่มาจากใต้ดิน อาทิเช่นในภาคอีสาน ของเมืองไทย ฯลฯ มีลักษณะของหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A2-Bt ดินมีการระบายน้ำชั่วโคตร ชั้น Bt จะแข็งแน่นรวมทั้งมีโครงสร้างแบบแท่งหัวมน (columnar structure) หรือแบบแท่งหัวตัด (prismatic) ดินบนเป็นดินร่วนคละเคล้าทราย มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 5-5.5 ส่วนดินด้านล่างมี pH สูง 7.0-8.0 ดังเช่นชุดดินว่าวกุลาร้องไห้ ชุดดินหนองแก เป็นต้น
 -ชุดดินทิศเหนือ
Solonchak
เป็นดินที่มีการระบายน้ำต่ำช้าถึงค่อนข้างเลวทราม มีเกลือสะสมอยู่ในชั้นดินมาก หน้าตัดดินเป็นแบบ Apg-Cg หรือ Apg-Bg-Cg ในดินพวกนี้จะมีชั้นดินที่เป็นดินเหนียวอยู่เป็นชั้นบางๆสลับกับชั้นทราย เกิดขึ้นให้เห็นกระจ่างเจน ในช่วงฤดูแล้งจะเห็นคราบเกลือสีขาวๆที่ผิวหน้าดิน ความเป็นกรดเป็นด่างมากกว่า 7.0 อย่างเช่น ชุดดินทิศเหนือ
 -Non Calcic Brown soils
เจอไม่มากเท่าไรนักในประเทศไทย พบในรอบๆตะพักลำน้ำออกจะใหม่ ความเจริญของหน้าตัดดี ลักษณะหน้าตัดดินแบบ A1(Ap)-A2-Bt ดินบนสีน้ำตาลเทา ดินข้างล่างมีสีน้ำตาล น้ำตาลปนเหลือง หรือน้ำตาลปนแดง มีสาเหตุมาจากขี้ตะกอนน้ำค่อนข้างใหม่ มีเนื้อดินตั้งแต่ออกจะหยาบไปจนถึงละเอียด และก็มีปฏิกิริยาเป็นกรดบางส่วน ในหน้าตัดดินจะเจอแร่ไมกาอยู่ทั่วๆไป มีการระบายน้ำดี ความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างสูง เหมาะสมที่จะปลูกพืชไร่และไม้ผล ชุดดินที่สำคัญดังเช่น ชุดดิน กำแพงแสน ธาตุพนม
 -ชุดดินโคราช
Gray Podzolic soils
กำเนิดในบริเวณตะพักสายธารเป็นดินที่มีอายุออกจะมากมาย มีความก้าวหน้าของหน้าตัดดี เจอในบริเวณลำธารระดับค่อนข้างต่ำ-ระดับกึ่งกลาง วัตถุแหล่งกำเนิดเป็นตะกอนน้ำที่ทับถมมานานแล้ว ซึ่งจะเป็นกรดแล้วก็มีแร่ที่สลายตัวง่ายหลงเหลืออยู่ในจำนวนน้อย ในสภาพพื้นที่แบบคลื่น ซึ่งทำให้การไหลผ่านหน้าดินเป็นไปอย่างช้าๆและก็อากาศที่มีระยะแฉะ-แห้งสลับกันเป็นสาเหตุที่สำคัญต่อการเกิดดินจำพวกนี้ ลักษณะดินชี้ให้เห็นว่าดินมีการชะละลายสูง สีจะออกขาวหรือเทาจัดเมื่อแห้ง รวมทั้งมีลักษณะการเคลื่อนย้ายบนผิวหน้าดินค่อนข้างแจ้งชัด เนื้อดินละเอียดและอินทรียวัตถุถูกล้างไปเมื่อหน้าดินถูกฝน ยังเหลือแต่จุดที่เกาะตัวกันแน่นอยู่เป็นจุดๆอาจเจอพลินไทต์ในชั้นดินด้านล่าง เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ-ต่ำมากมาย ลักษณะของหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A2-Bt กรุ๊ปดินนี้พบเป็นรอบๆกว้างขวางในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วก็บางที่ในภาคเหนือ ชุดดินที่สำคัญ เป็นต้นว่า ชุดดินโคราช สันป่าตอง ห้วยโป่ง ฯลฯ
 -ชุดดินท่ายาง
Red Yellow Podzolic soils
เป็นดินเก่าที่มีวิวัฒนาการของหน้าตัดดินดี เกิดในภาวะที่คล้ายคลึงกับดินในกรุ๊ปดินหลัก Reddish Brown Lateritic Soils ลักษณะหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A2-Bt-C หรือ R พบทั่วไปในบริเวณภูเขาแล้วก็ที่ลาดตีนเขาหรือที่ราบขั้นบันไดเก่า วัตถุต้นกำเนิดดินมาจากหินหลายประเภท จำนวนมากเป็นหินที่มีปฏิกิริยาเป็นกรดถึงเป็นกลาง ดินมีการระบายน้ำดี ลักษณะเนื้อดินเปลี่ยนได้มากตั้งแต่ออกจะหยาบจนถึงค่อนข้างจะละเอียด สีจะออกแดง เหลืองคละเคล้าแดงและเหลือง มีชั้น E ที่ค่อนข้างจะชัดแจ้ง มีสีจางหรือเทากว่าชั้นอื่น และอาจมีเศษหินที่สลายตัว หรือ พลินไทต์ปนเปอยู่ด้วยในดินด้านล่าง แบบอย่างอย่างเช่น ชุดดินท่ายาง โพนพิสัย จังหวัดชุมพร หาดใหญ่ ภูเก็ต ฯลฯ จัดว่าเป็นกรุ๊ปดินที่พบได้มากกรุ๊ปหนึ่งในประเทศไทย
 -ชุดดินอ่าวลึก
Reddish Brown Lateritic soils
เป็นดินเก่า มีความเจริญของหน้าตัดดี มีสาเหตุจากวัตถุต้นกำเนิดที่เป็นวัตถุตกค้างของหินที่มีปฏิกิริยาเป็นกลางและที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง ลักษณะหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A3-Bt-C หรือ R เป็นดินที่มีการระบายน้ำดี ดินชั้นบนมีสีน้ำตาลเข้ม หรือสีน้ำตาลปนแดง มีเนื้อดินตั้งแต่ดินร่วน (loam) ถึง ดินร่วนซุยเหนียว (clay loam) ส่วนชั้นดินข้างล่างมีเนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียว ถึงดินเหนียว (clay) ที่มีสีแดง รูปแบบของดินแสดงการชะล้างสูง รวมทั้งบางทีอาจเจอชั้นหินแลงในด้านล่างของหน้าตัดดิน ลักษณะดินจะคล้ายกับดินในกรุ๊ปดินหลัก Red Brown Earths ที่ไม่เหมือนกันคือจะมีเป็นกรดมากกว่า pH โดยประมาณ 5-6 ชุดดินที่สำคัญเป็น ชุดดินหลบ บ้านจ้องมอง อ่าวลึก จังหวัดตราด ฯลฯ
-ชุดดินปากช่อง
Red Brown Earth
เป็นดินที่มีความเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับหินปูน หรือหินที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง รวมทั้งจะมีความสัมพันธ์กับหินดินดานด้วย ดินมีสีแดง มีความเจริญของหน้าตัดดี เป็นแบบ A1-A3-Bt-C หรือ R เนื้อดินเป็นดินเหนียว มีการระบายน้ำดี กำเนิดในบริเวณที่ราบซึ่งมีเหตุที่เกิดจากกษัยการ หรืออาจจะมีการเกิดตามไหล่เขาได้ ดินเหล่านี้มีลักษณะสีดิน แล้วก็การจัดเรียงตัวของชั้นดินใกล้เคียงกับดินในกรุ๊ปดินหลัก Reddish Brown Lateritic มากมายไม่เหมือนกันที่ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน โดยที่ Red Brown Earth มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างสูงขึ้นยิ่งกว่า (pH ประมาณ 6.5-8.0) ชุดดินที่สำคัญคือ ชุดดินปากช่อง เป็นกรุ๊ปดินที่มีการปลูกพืชไร่แล้วก็ทำสวนผลไม้กันมาก
-ชุดดินจังหวัดยโสธร
Red Yellow Latosols
เป็นดินที่มีการระบายน้ำดีจนถึงดีเหลือเกิน แก่มาก หน้าตัดดินลึก มีลักษณะที่มีความหมายว่ามีการชะละลายสูง พัฒนาการของหน้าตัดดี ลักษณะหน้าตัดเป็นแบบ A-B (Box) หรือ A1-A3-B (Box) เจอเป็นหย่อมๆในบริเวณลานกระพักลำธารระดับค่อนข้างสูง มีต้นเหตุที่เกิดจากตะกอนน้ำพาเก่ามากมาย มีทรัพย์สมบัติทางด้านกายภาพดี แต่ทรัพย์สินทางเคมีไม่ค่อยดี มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีสีแดงหรือเหลืองตลอดหน้าตัดดิน ดินบนเนื้อดินหยาบ ดินข้างล่างมีพวกเซสควิออกไซด์สูง บางที่เจอหินแลงในตอนล่างของหน้าตัดดิน และไม่พบการเคลือบผิวของดินเหนียวในชั้น B ชุดดินที่สำคัญ อย่างเช่น ศรีราชา จังหวัดยโสธร
-Reddish Brown Latosols
เกิดในรอบๆที่เกี่ยวข้องกับภูเขาไฟ วัตถุแหล่งกำเนิดเป็นขี้ตะกอนตกค้าง หรือขี้ตะกอนดาดตีนเขา ของหินที่เป็นด่างเป็นต้นว่า บะซอลท์ แอนดีไซต์ เป็นดินที่มีการระบายน้ำดี และความก้าวหน้าของหน้าตัดดี มีหน้าตัดดินแบบ A-Box (ox = ออกไซด์ของเหล็ก) เนื้อดินเป็นดินเหนียวสีแดง สีแดงปนน้ำตาล มีความร่วนซุยดี เป็นดินลึกมาก มักจะเหมาะกับการใช้ทำสวนผลไม้ อาทิเช่น ชุดดินท่าใหม่
-Organic soils
Organic soils หรือเรียกว่า Peat and Muck soils เป็นดินที่มีลักษณะแตกต่างไปจากกรุ๊ปดินอื่นๆเนื่องจากว่าเป็นดินที่มีอินทรีย์คาร์บอนอยู่ในส่วนประกอบมากยิ่งกว่าปริมาณร้อยละ 20 โดยน้ำหนัก หรือประกอบไปด้วยอินทรียวัตถุล้วนๆพบในบริเวณแอ่งต่ำมีน้ำขังอยู่เกือบจะทั้งปีและก็มีการสะสมของสิ่งของดินอินทรีย์สูง สำหรับในประเทศไทยมักพบทางภาคใต้ ในจังหวัดนราธิวาส โดยเฉพาะในพื้นที่พรุ ข้อดีก็คือสีจะคล้ำ มีอินทรีย์วัตถุสูง เป็นกรดจัด มีการพัฒนาหน้าตัดดินน้อย ลักษณะหน้าตัดเป็นแบบ A-C เมื่อระบายน้ำออก จะหดตัวได้มาก เป็นต้นว่า ชุดดินจังหวัดนราธิวาส พบบ่อยในภาคใต้ของเมืองไทย

 
กล้องวัดมุมอิเล็กทรอนิกส์ ยี่ห้อ Leica Builder 100 - T100 9"
 
1.กล้องเล็งเป็นระบบเห็นภาพตั้งตรง
2. กำลังขยาย 30 เท่า
3. ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเลนส์ปากกล้องไม่ต่ำกว่า 40 มิลลิเมตร
4. ขนาดความกว้างของภาพที่เห็นในระยะ 100 เมตร ไม่น้อยกว่า 2.6 เมตร หรือ 1องศา 30 ลิปดา
5. ระยะมองเห็นภาพชัดใกล้สุดไม่เกิน 0.9เมตร
6. ค่าตัวคูณคงที่ 100
7. ค่าตัวบวกคงที่ 0
8. กำลังในการขยายภาพ 3 ฟิลิปดา
9. เป็นกล้องแบบอิเล็กทรอนิกส์ระบบวัดมุมแบบ Absolute Reading
10. หน่วยวัดเป็น องศา ลิปดา ฟิลิปดา
11. แสดงค่ามุมที่วัดได้ละเอียดโดยตรงไม่เกิน 5 ฟิลิปดา และ 10 ฟิลิปดา
12. ค่าความถูกต้องในการอ่านมุม ( Accuracy ) ไม่เกิน 9 ฟิลิปดา
13. หน้าจอแสดงผลเป็น LCD 1 หน้าจอ มีระบบให้แสงสว่างหน้าจอขณะทำงานและสามารถบอกระดับพลังงานได้
14. ความไวของระดับฟองกลม 10ลิปดา 2 มม.
15. ความไวของระดับฟองยาว 60ฟิลิปดา / 2 มม.
16. กล้องส่องหัวหมุด ( Optical Plummet ) กำลังขยาย 3 เท่า ปรับความคมชัดได้ตั้งแต่ระยะ 0.5 เมตร ขึ้นไป
17. สามารถแสดงผลทั้งเป็นมุมราบและมุมดิ่ง

 
การวัด (Measurement)
การวัด (Measurements) เป็นกรรมวิธีพื้นฐานของการได้มาซึ่งค่าสังเกต (Observations) ของข้อมูลตามที่ต้องการ เมื่อได้ก็ตามที่มีการวัด เมื่อนั้นย่อมมีความคลาดเคลื่อน (Errors) ขึ้นตามมาทุกครั้ง ดังนั้น จึงไม่มีการวัดครั้งใดที่ปราศจากความคลาดเคลื่อนอยู่ด้วย นั่นคือ ในการวัดทุกครั้งจำเป็นจำต้องมีการประเมินค่าความถูกต้อง (Accuracy) และค่าความแม่นยำ (Precision) และนั่นหมายถึง ในศึกษาถึงความถูกต้องของการวัดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเข้าใจถึงธรรมชาติ ชนิด และ ขนาดของความคลาดเคลื่อนที่แต่ละกระบวนการวัดด้วย
การวัดและมาตรฐาน (Measurement and Standards)

  • การวัด เป็นกระบวนการหาขนาด ปริมาณ ของสิ่งที่ต้องการวัดด้วยการเทียบกับมาตรฐานอันหนึ่งที่ใช้ในการหาขนาดและปริมาณต่างๆ เช่น
  • ความยาว น้ำหนัก ทิศทาง เวลา ตลอดจน ปริมาตร ตัวอย่างของการเทียบกับสิ่งที่เป็นมาตรฐาน เช่น ความยาวมาตรฐาน 1 เมตร คือ ระยะทางที่แสงเดินทางได้ในสุญญากาศเป็นเวลา 1/299,792,458 วินาที ซึ่งอาจจะทำการวัดเทียบกับสิ่งที่ใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงนั้นโดยตรงหรือโดยอ้อม (Direct and Indirect Measurement)



การวัดในงานสำรวจ (Measurements in Surveying)

  • มุม
  • มุมราบ (Horizontal Angle)
  • มุมดิ่ง (Vertical Angle)
  • มุมดิ่งบน หรือมุมซีนิธ (Zenith Angle)
  • ระยะ
  • ระยะราบ (Horizontal Distance)
  • ระยะดิ่ง (Vertical Distance)
  • ระยะเอียง (Slope Distance)


ระยะดิ่ง มุมราบ มุมดิ่ง มุมดิ่งบน ระยะราบ O B A C ระยะเอียง


กล้องวัดมุมอิเล็กทรอนิกส์ DIGITAL